มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ระหว่างวันที่ 26 มกราคม–7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัยภาคใต้ มอบหมายให้ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี/การเงิน แผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา, ปัตตานี, สงขลา, สตูล, พัทลุง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา รวม 31,500 ชุดๆละ 450 บาท มอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง รายละ 12,000 บาท รวม 25 ราย และมอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท จำนวน 189 ราย รวมงบประมาณกว่า 18.25 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดมหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคใต้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เร่งส่งทีมบรรเทาสาธารณภัย (ทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร) ฝ่ายปฏิบัติการ (ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ) พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัย กู้ชีพยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4) เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในทันที พร้อมระดมสรรพกำลังลำเลียงเครื่องอุปโภค บริโภคและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย มุ่งสู่ภาคใต้เพื่อบรรเทาทุกข์ พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ ควบคู่กับ ฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งประสานหน่วยงานในพื้นที่ และมูลนิธิฯ กัลยาณมิตร ในแต่ละจังหวัดเพื่อในการให้ความช่วยเหลือในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดย แจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย และมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง เป็นต้น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่างๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

อัปเดตข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งช่วยชีวิตรักษาชีวิตสร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือรพ.พญาไท–เปาโล ผนึกกำลัง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ย้กระดับสิทธิประโยชน์สุขภาพแบบครบวงจร

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ผนึกกำลัง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ย้กระดับสิทธิประโยชน์สุขภาพแบบครบวงจร

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาพ” (Health Ecosystem) เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสู่การรักษาที่ได้มาตรฐาน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ด้านสุขภาพให้แก่ลูกค้าอย่างรอบด้าน

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 โดยมี คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล และ คุณเปสลารี ธีระสาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ และสายงานสุขภาพ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ร่วมลงนาม สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพและธุรกิจประกันชีวิต

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ลูกค้าพรูเด็นเชียล ประเทศไทย จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างหลากหลาย อาทิ แพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงป้องกันและการคัดกรองความเสี่ยง แพ็กเกจการรักษาในราคาพิเศษ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการรักษา สามารถเข้ารับบริการผ่านเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำทิศทางการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

ช่องทางปรึกษาออนไลน์ Call Center 1772

#Phyathai Hospital


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมุทรสงคราม เตรียมจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

สมุทรสงคราม เตรียมจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมริเวอร์ตั้น อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสง คราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเวลา 11.00 ถึง 20.00 น. เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน พร้อมด้วย น.ส.ปรียา สิงหาเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสง คราม น.ส.ยุพา นาคา พาณิชย์จังหวัดสมุทรสงคราม และนายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม เข้าร่วมให้ข้อมูล

นายชยชัยฯ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประ เทศ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กกท. – สคม. ปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติ ณ ภูเก็ต ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กกท. – สคม. ปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติ ณ ภูเก็ต ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.) จัดโครงการอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติ ระดับพื้นฐาน “Muaythai Instructor Course (Introductory Level) for Foreigners 2025” ระหว่างวันที่ 3–7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมดารา (Dara Hotel) จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมชาวต่างชาติกว่า 100 คน สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นในหลักสูตรมวยไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากการกีฬาแห่งประเทศไทย

โครงการจัดขึ้น เพื่อมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้มวยไทยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและอัตลักษณ์ไทย โดยได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับ A License กว่า 10 ท่าน ร่วมบรรยายและฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกสอนในระดับนานาชาติได้อย่างมีมาตรฐาน

พิธีปิดโครงการเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ได้รับเกียรติจาก นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายธนาวุฒิ เพ็ชชระ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต คณะผู้บริหาร และวิทยากร ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรม

นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา กล่าวว่า ผู้ฝึกสอนมวยไทยถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนามวยไทยให้มีมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าผู้ผ่านการอบรมจะนำความรู้และประสบการณ์ไปถ่ายทอดและพัฒนานักมวยไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของเส้นทางการพัฒนาศักยภาพผู้ฝึกสอน โดยสามารถนำผลการอบรมไปต่อยอดและสมัครเข้ารับการอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยในระดับที่สูงขึ้น (C License) ในอนาคต อันเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเครือข่ายมวยไทยในเวทีนานาชาติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สำหรับโครงการอบรมรุ่นถัดไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมบูติคโฮเต็ล พัทยา จังหวัดชลบุรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผ่าฉากทัศน์การเมืองไทย 2569 วงเสวนา CEO CONNEXT “สว.” เตือนรัฐติดหล่ม-ส่วยลามกระบวนการยุติธรรม จี้ผู้นำเร่งผ่าทางตันก่อนดิ่งเหว ’Fail State‘

ผ่าฉากทัศน์การเมืองไทย 2569 วงเสวนา CEO CONNEXT ’สว.‘ เตือนรัฐติดหล่ม-ส่วยลามกระบวนการยุติธรรม จี้ผู้นำเร่งผ่าทางตันก่อนดิ่งเหว ’Fail State‘

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอรีน ในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงผู้นำการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ รุ่นที่ 1 (บนยศ.1) โดย CEO CONNEXT ได้มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อสำคัญ “ฉากทัศน์การเมืองไทย 3–5 ปีข้างหน้า : โอกาส ความเสี่ยง และบท บาทผู้นำ” ท่ามกลางบรรยากาศการจับตาอนาคตประเทศจากหลายภาคส่วน

วงเสวนาซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกวุฒิสภาและสว.ชุดปัจจุบัน อาทิ ดร.สมชาย แสวงการ, นายจตุรงค์ เสริมสุข, นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร, นายชินโชติ แสงสังข์ และ ดร.เอกชัย เรืองรัตน์ ร่วมกันฉายภาพความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่าการเมืองไทยในช่วง 3–5 ปีจากนี้ มิใช่เพียงการผลัดใบทางการเมือง แต่คือ “ความเคลื่อนไหวเชิงพลวัต” (Dynamic Movement) ที่มุ่งเป้าทำลายความเข้มแข็งของกลไกอำนาจเดิมและสถาบันหลักของชาติ ผ่านกระบวนการระดมมวลชนและการจัดตั้งที่ซับซ้อน

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในเวที คือการกล่าวถึง “ปัจจัยแทรกซ้อนภายนอก” โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของมหาอำนาจตะวันตกที่เข้ามาสนับสนุนฝ่ายการเมืองในประเทศ ทั้งในมิติทางนโยบายและงบประมาณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ครอบงำอำนาจผ่านตัวแทน (Proxy) ที่อาจส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและเสถียรภาพในระยะยาว หากการรุกคืบนี้สัมฤทธิผลจะส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างรัฐบาลและประชาชนอย่างมิอาจเลี่ยง

ในมิติของความน่าเชื่อถือ วงเสวนาสะท้อนภาพความล้มเหลวของระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม โดนเฉพาะความตกต่ำของดัชนี CPI ประเทศไทยร่วงหล่นจากการเป็นผู้นำอาเซียนสู่ท้ายตาราง โดยมีแนวโน้มจะถูกฟิลิปปินส์แซงหน้าในเร็ววัน วัฒนธรรมส่วย การจ่ายเงินใต้โต๊ะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในทุกลำดับชั้น ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจนถึงกลไกในเรือนจำ ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญที่อาจนำไปสู่การลุกฮือของมวลชนเมื่อถึงจุดที่สังคม “ทนไม่ไหว“ และกับดักความขัดแย้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ก้าวข้ามไปสู่ยุคเทคโนโลยีและ AI แต่ไทยยังคงติดหล่มความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่าและใหม่ จนเศรษฐกิจชะงักงัน

ช่วงท้ายของการเสวนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ว่านักการเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะ “รู้ผลล่วงหน้า” แต่ไร้ซึ่งความกล้าที่จะเผชิญความจริง บรรยากาศในปี 2569 ถูกนิยามว่ามีความ “วังเวง” และเปี่ยมด้วยความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยวิกฤตในปี 2549 และ 2559

เวที CEO CONNEXT ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะถึงผู้มีอำนาจว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าใกล้สภาวะ “รัฐล้มเหลว” (Fail State) ทุกขณะ หากยังขาดการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่เด็ดขาด และการปฏิรูปโครงสร้างที่แท้จริง โจทย์ใหญ่จึงมิใช่เพียงการชิงอำนาจรัฐ แต่คือการหาผู้นำที่กล้าพาประเทศออกจากหล่มความขัดแย้งก่อนที่วิกฤตจะสายเกินแก้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ส่งต่อความรัก ปกป้องอนาคต “Vitaking Group” จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ มอบสิ่งของบริจาคแก่สถานสงเคราะห์เด็กในกรุงเทพฯ

ส่งต่อความรัก ปกป้องอนาคต ”Vitaking Group” จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ มอบสิ่งของบริจาคแก่สถานสงเคราะห์เด็กในกรุงเทพฯ

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ มูลนิธิสันติสุข (SANTISUK FOUNDATION) เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิด้วยความสดใสและการแบ่งปัน ทีมอาสาจาก ”Vitaking Group” ได้นำสิ่งของบริจาคจำนวนมากเดินทางไปยังสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อมอบความอบอุ่นและความห่วงใยให้แก่เด็กๆ อายุระหว่าง 3-12 ปี กว่า 70 คน ซึ่งถือเป็นของขวัญอันล้ำค่าต้อนรับปีใหม่ การช่วยเหลือที่ตรงจุด ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสิ่งของบริจาค

ในกิจกรรมครั้งนี้ ”Vitaking Group” ได้คัดสรรสิ่งของอุปโภบริโภคและอุปกรณ์การเรียนอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการตามช่วงวัยของเด็กๆ : สำหรับเด็กปฐมวัย: มอบนมผงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อาหารเสริมเสริมสร้างพัฒนาการ และตัวต่อเสริมทักษะที่มีสีสันสดใส เพื่อช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น

สำหรับเด็กวัยเรียน : มอบกระเป๋านักเรียนดีไซน์สวยงาม ชุดเครื่องเขียนครบเซต และหนังสืออ่านนอกเวลาประเภทความรู้ทั่วไป เพื่อสนับสนุนให้เด็กๆ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและใช้ความรู้ในการสร้างอนาคต

นอกจากนี้ ทางกลุ่มบริษัทฯ ยังได้จัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นพื้นฐาน เช่น น้ำมันพืช และข้าวสารจำนวนมาก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กๆ ของสถานสงเคราะห์ในระยะยาว เสียงหัวเราะและความสุข: บันทึกภาพความประทับใจ

ทีมอาสาไม่เพียงแต่นำสิ่งของมามอบให้เท่านั้น แต่ยังได้มอบช่วงเวลาแห่งความสุขและการเอาใจใส่ให้กับเด็กๆ บรรยากาศกลางสนามหญ้าของสถานสงเคราะห์เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อเด็กๆ ได้เห็นของขวัญและของเล่นมากมาย ต่างพากันยิ้มแย้มด้วยความดีใจ

กิจกรรมแสนสนุก : ภาพวิดีโอบันทึกวินาทีที่เด็กๆ รับชุดเครื่องเขียนใหม่ พร้อมพนมมือไหว้ขอบคุณพี่ๆ อาสาสมัครด้วยความนอบน้อม แววตาที่สดใสเหล่านั้นสะท้อนถึงความสุขที่แท้จริง

การดูแลที่อบอุ่น : เด็กเล็กวัย 3-6 ขวบ ต่างรุมล้อมพี่ๆ อาสาสมัครเพื่อโชว์ของเล่นชิ้นใหม่ด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่เด็กโตต่างพากันลองสะพายกระเป๋าใบใหม่และวิ่งเล่นกลางแสงแดดอย่างสนุกสนาน ทำให้ทั่วทั้งสถานสงเคราะห์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะความรับผิดชอบต่อสังคม : ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการให้ไว้ในแบรนด์

การเดินทางทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ของ ”Vitaking Group” ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลกภายใต้แนวคิด ”ตอบแทนสังคม ห่วงใยเด็กและเยาวชน”

ผู้บริหารของกลุ่มบริษัทฯ กล่าวว่า : ”ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในท้องถิ่น เราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญและห่วงใยกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมเสมอมา การที่ได้เห็นเด็กๆ กว่า 70 คน มีความสุขจากการมาเยือนของเราในวันนี้ ทำให้เรายิ่งมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง”

เมื่อแสงอาทิตย์ยามเย็นทอแสงลงบนสนามหญ้า ภาพมือน้อยๆ ที่โบกมือลาและรอยยิ้มที่ใสซื่อของเด็กๆ กลายเป็นภาพที่งดงามที่สุดของบ่ายวันนี้ “Vitaking Group” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักนั้นไร้พรมแดน และความอบอุ่นสามารถส่งถึงกันได้เสมอ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมกับ สสส. จัดประกวดหนังสั้นดื่มไม่ขับ-พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่เข้าร่วมประกวด

กองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมกับ สสส. จัดประกวดหนังสั้นดื่มไม่ขับ-พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่เข้าร่วมประกวด

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ณ ห้อง 701 ชั้น 7 อาคาร 8 ชั้น วิทยาลัยการตำรวจ : พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) เดินทางมาเป็นประธานมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าแข่งขันกองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดงานประกวด MOTTO โครงการสร้างสรรค์สื่อรณรงค์เมาไม่ขับ โดยมีพล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ให้การต้อนรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบังคับกำรตำรวจจราจร และ สสส. จัดโครงการสื่อสารรณรงค์ดื่มไม่ขับเพื่อลดอุบัติเหตุ โดยดำเนินการประกวดกิจกรรม สร้างสรรค์สื่อรณรงค์เมาไม่ขับ

โดยประกวดคำขวัญและสื่อภาพยนตร์สั้น โดยเปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาร่วมสร้างสรรค์แนวคิดรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน โดยวันนี้ดำเนินกิจกรรม รอบการประกวดคำขวัญ Motto มีทีมเข้าร่วม 40 ทีมภายในงานได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน อาทิ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง,วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจาก สสส. ร่วมพิจารณาผลงาน

โดยการประกวดแบ่งการนำเสนอ รวมทั้งสิ้น 40 ทีม จากมหาวิทยาลัยในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล โดยแต่ละทีมนำเสนอผลงาน 3 นาที เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก 10 ทีม เพื่อได้เข้ารอบต่อไป

ช่วงท้ายของงานได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ท่านประธานเป็นผู้มอบรางวัล 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบการประกวด พร้อมมอบทุนการศึกษา และเกียรติบัตรแก่ผู้ผ่านเข้ารอบ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มุ่งหวังสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ และส่งเสริมการใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รพ.เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ฉลอง 33 ปี BCH เร่งลงทุน MRI 3 Tesla เครื่องแรกนนทบุรี ปั้น Regional Imaging Center เสริม Medical Hub ฝั่งตะวันตก

รพ.เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ฉลอง 33 ปี BCH เร่งลงทุน MRI 3 Tesla เครื่องแรกนนทบุรี ปั้น Regional Imaging Center เสริม Medical Hub ฝั่งตะวันตก

บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เดินหน้าสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมสุขภาพ ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ล่าสุด โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนลรัตนาธิเบศร์ จัดงาน Grand Opening เฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของการให้บริการ พร้อมทุ่มกว่า 80 ล้านบาท เปิดตัวเครื่องตรวจวินิจฉัย MRI 3 Tesla เครื่องแรกของจังหวัดนนทบุรี สะท้อนยุทธศาสตร์การพัฒนาโรงพยาบาลสู่ศูนย์กลางบริการสุขภาพครบวงจร รองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกและปริมณฑลที่เติบโตต่อเนื่อง

ผศ.ดร.พญ.สมพร หาญพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาองค์กร ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อรองรับแนวโน้มอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีการแข่งขันสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

การลงทุนในเครื่อง MRI 3 Tesla ซึ่งใช้งบลงทุนมูลค่ากว่า 80 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์สำคัญของ BCH ในการเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลในเครือให้สามารถรองรับการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน โดยเครื่องดังกล่าวมีความสามารถในการสร้างภาพวินิจฉัยที่มีความละเอียดสูง ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะโรคทางสมอง ระบบประสาท หลอดเลือด และโรคกระดูกและข้อ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว

ผศ.ดร.พญ.สมพรฯ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จของโรงพยาบาลตลอดระยะเวลากว่า 33 ปี เกิดจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายโรงพยาบาลในกลุ่ม BCH ซึ่งประกอบด้วย โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล,โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์,โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี โดยปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้ารับบริการผู้ป่วยนอก (OPD) รวมกันเฉลี่ยสูงกว่า 2.6 ล้านรายต่อปี หรือเกือบ 7,000 รายต่อวัน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ และเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มโรงพยาบาลเดินหน้าพัฒนาศักยภาพการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การตัดสินใจนำเครื่อง MRI 3 Tesla มาติดตั้งในจังหวัดนนทบุรี เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาศูนย์บริการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ระดับภูมิภาค หรือ Regional Imaging Center โดยเล็งเห็นศักยภาพของจังหวัดนนทบุรีที่มีประชากรกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่ต้องการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

มักต้องเดินทางเข้าสู่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ส่งผลต่อระยะเวลาการเข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องการการวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน

การติดตั้ง MRI 3 Tesla ที่นี่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีวินิจฉัยระดับโลกได้ใกล้บ้านมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถรองรับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลในเครือ BCH รวมถึงโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของเครื่อง MRI 3 Tesla รุ่นใหม่นี้ ยังสามารถเพิ่มความเร็วในการตรวจวินิจฉัยได้ เร็วขึ้นเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีมาตรฐาน ช่วยลดระยะเวลาการตรวจ เพิ่มความแม่นยำของผลวินิจฉัย และเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม Healthcare Modernization ที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วและประสิทธิภาพการรักษา

ผศ.ดร.พญ.สมพรฯ กล่าวอีกว่า ในเชิงธุรกิจ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ถือเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลยุทธศาสตร์ของ BCH ในการรองรับการเติบโตของชุมชนเมืองและกำลังซื้อในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ และประชากรกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการบริการสุขภาพระดับพรีเมียมและบริการตรวจคัดกรองโรคเชิงลึกมีแนวโน้มเติบโตสูง

นอกจากนี้ เทคโนโลยี MRI 3 Tesla ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้ใช้บริการได้เพิ่มขึ้น พร้อมช่วยลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนการรักษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ และเสริมความแข็งแกร่งด้านการแข่งขันของ BCH ในตลาดโรงพยาบาลเอกชน

ปัจจุบัน BCH ยังคงเดินหน้าพัฒนาโรงพยาบาลในเครือให้ครอบคลุมบริการทางการแพทย์ครบวงจร พร้อมขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism)

“ในโอกาสครบรอบ 33 ปี โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ยังคงมุ่งมั่นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาพัฒนาการรักษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพที่แม่นยำ รวดเร็ว และเป็นที่พึ่งของประชาชนในระยะยาว” ผศ.ดร.พญ.สมพรฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษบ สิลานนท์ รายงาน

วช. หนุนนวัตกรไทยรุ่นใหม่ ต่อยอดผลงานจากเวที IPITEX 2026 สู่นวัตกรรมใช้ประโยชน์ ในงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT”

วช. หนุนนวัตกรไทยรุ่นใหม่ ต่อยอดผลงานจากเวที IPITEX 2026 สู่นวัตกรรมใช้ประโยชน์ ในงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT”

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัด “พิธีมอบใบประกาศการอบรมการยกระดับผลงานนวัตกรรมรางวัลจากเวที IPITEx สู่การใช้ประโยชน์จริง“ ภายในงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์และวัสดูการแพทย์ชนิดบุกบุกรุกน้อย กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช.1

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 วันของการอบรม ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเข้มข้นผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ทั้งในรูปแบบกิจกรรม Workshop การเรียนรู้โดยใช้โครงการเป็นฐาน (PBL) การทำความเข้าใจผู้ใช้งานด้วยแนวคิด Empathy ตลอดจนการประเมินระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี (TRL Assessment) และการวิเคราะห์ช่องว่างของผลงาน (Gap Analysis) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การต่อยอดนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ กิจกรรมในครั้งนี้จึงนับเป็นการสร้าง “ต้นแบบความสำเร็จ” ของการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเสริมศักยภาพให้แก่นักวิจัยและนวัตกร ทั้งในด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อผลักดันผลงานให้สามารถพัฒนาต่อยอดในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าศูนย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์และวัสดุการแพทย์ชนิดบุกรุกน้อย กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของทีมนักนวัตกรระดับเหรียญทองทั้ง 50 ทีม ที่เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาอย่างเข้มข้น ซึ่งช่วยให้เห็นพัฒนาการด้านกระบวนการคิด การออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา และความตื่นตัวของนักประดิษฐ์ไทยที่พร้อมก้าวข้ามกรอบเดิม มุ่งสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

ภายในงานยังได้มีการคัดเลือกและมอบรางวัลแก่ “5 ทีมต้นแบบ” ที่มีศักยภาพโดดเด่นในการพัฒนาผลงานนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยมีทีมนักประดิษฐ์ที่รับรางวัล ดังนี้

  1. ทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาผลงาน
    1. ผลงาน “Natural Mangosteen Peel Colorant for Food & Beverage Innovation“ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
    2. ผลงาน “A-Compound“ จากมหาวิทยาลัยมหิดล
    3. ผลงาน “Water Adaptation Innovation Center“ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
    4. ผลงาน “Radio-controlled Shrimp feeding boat“ จากวิทยาลัยเทคนิคนครปฐม
    5. ผลงาน “Water-Pressure Vegetable Vacuum Sealer for Energy Efficiency“ จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
  2. ทุนสนับสนุนในการแข่งขันต่างประเทศ ณ ประเทศอินโดนีเซีย
    1. ผลงาน “Four-Propeller UAVs AI System in Pollination Commercial Hybrid Maize Seed Production” จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  3. ทุนสนับสนุนในการแข่งขันต่างประเทศ ณ ไต้หวัน
    1. ผลงาน “Rapid Test Kit for Detection of Enterocytozoon hepatopenaei (EHP), a Microsporidian Parasite Causing Disease in Black Tiger and White leg Shrimp” จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช.

ทั้งนี้ (วช.) มุ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการจุดประกายและกระตุ้นให้วงการนวัตกรรมไทยเกิดความตื่นตัวในการพัฒนาผลงานที่สามารถ “ใช้ได้จริง และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง” พร้อมผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคการใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ต.ภูมินทร์ ฯ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เป็นประธานเปิดการฝึกอบรม โครงการวิทยากรต้นแบบตำบลยั่งยืน (ครู ข.) เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ของตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันนี้ (10 ก.พ.69) เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม โครงการวิทยากรต้นแบบตำบลยั่งยืน (ครู ข.) เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ของตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการโดยมี พ.ต.อ.นพดล ช่างเรือน รอง ผบก.ฯ ช่วยราชการ ภ.จว.สมุทรปราการ, ผกก.สืบสวน ภ.จว.สมุทรปราการ, ผกก.สภ.ในสังกัด (เว้น สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ), ชุดปฏิบัติการโครงการตำบลยั่งยืน, ผู้แทนฝ่ายปกครอง, ผู้แทนสาธารณสุขอำเภอ, ผู้นำชุมชน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมชูวงศ์ ชั้น 5 ภ.จว.สมุทรปราการ (แห่งเดิม)

#ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ