แห่ชมกัลปพฤกษ์ ซากุระเมืองไทย บานสะพรั่งสวยงามสองข้างทาง

จังหวัดลพบุรี – นักท่องเที่ยวแห่ชมความงามดอกกัลปพฤกษ์ ซากุระเมืองไทย บานสะพรั่ง 2 ข้างทาง เกือบ 4 กิโลเมตร ที่ ลพบุรี หนึ่งปีมีครั้งเดียว

ที่ บริเวณ ริมถนนสายเส้นวัดถ้ำบ่อทอง หมู่ 13 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีต้นกัลปพฤกษ์ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งสวยงามเต็มต้น ริม 2 ฝั่ง ยาวเกือบ 4 กิโลเมตร ซึ่งกำลังยืนต้นอวดโฉมให้ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ขับผ่าน และนักท่องเที่ยวทั้งจากในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ได้ลงไปเก็บภาพเป็นที่ระลึก เป็นมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้นักท่องเที่ยวได้มาเช็กอิน ซึ่งต้นกัลปพฤกษ์จะออกดอกทุกปีในช่วงปลายเดือนปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปลายเดือนมีนาคม แล้วดอกก็จะร่วงโรยไป ทำให้ช่วงนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของถนนเส้นนี้ ซึ่งตลอด 2 ข้างทาง ซึ่งดอกกัลปพฤกษ์จะเป็นสีชมพูสวยที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม และดอกจะร่วงโรยไปในช่วงสิ้นเดือนความสวยงามแบบนี้ หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียว

ซึ่งในแต่ละวัน ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น จะมีนักท่องเที่ยวมาจอดรถถ่ายภาพ และชมความงดงามของดอกกัลปพฤกษ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมากทำให้ชาวบ้าน นำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าทางการเกษตร และของกินมาขายให้กับนักท่องเที่ยว

สำหรับต้นกัลปพฤกษ์ ที่เติบโต อยู่ริมถนนเส้นหน้าวัดบ่อทองแห่งนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก…. นาย พัลลภ ภัทรบดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา ….. เล่าว่า เริ่มต้นจากที่ชาวชุมชน อบต.ช่องสาลิกา และภาคเอกชน เป็นความร่วมมือกันวางแผนล่วงหน้าในการปลูกต้นกัลปพฤกษ์ เป็นการวาดฝันไว้ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวใช้เวลา 8 ปี สุดท้ายแล้ว ความฝันของชาวบ้านเป็นจริงอย่างที่เห็น รู้สึกดีใจที่ ใช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้เพิ่ม ซึ่งในอานาคต จะมีการปลูกต้นกัลปพฤกษ์เพิ่มขึ้นอีก และจัดสถานที่จอดรถ เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเป็นถนน 2 เลน บางวันต้องขอความร่วมมือให้รถพ่วงโรงงานเลี่ยงไปวิ่งเส้นทางอื่นแทน โดยในแต่ละวัน อบต.ช่องสาริกา จะจัดเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว จึงอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกกัลปพฤกษ์ กำลังบ้านเต็มที นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส 3 อย่าง คือ…. 1. ได้ดูดอกไม้สวยงาม 2. ได้กราบไหว้ พระอาจารย์ เกจิ ชื่อ ดังประจำตำบล และ 3.ได้ช็อปปิ้งสินค้าเกษตรพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่ปลูกกันเองในพื้นที่ อีกด้วย

และเนื่องจาก นักท่องเที่ยวพากัน ต่างพากันขนานนาม ให้ดอกกัลปพฤกษ์ ของถนนสายนี้ เป็นดองกซากุระเมืองไทย ที่สวนงามอยู่ในลำดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ประกอบการร้านค้าในชุมชน จึงเกิดแนวคิดการนำชุดเครื่องแต่งกาย สไตล์ญี่ปุ่น และเกาหลี มาเปิดให้บริการให้เช่าแก่นักท่องเที่ยว ได้ถ่ายรูปกับดอกซากุระเมืองไทย… ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี… เพราะไม่ต้องบินไปไกลถึง ญี่ปุ่นหรือเกาหลี ก็สามารถถ่ายรูปสวยๆ กับ ซากุระเมืองไทยได้สวยงาม ในราคาเพียงชุดละ 50 บาท เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเลือกใช้บริการ แต่งกายตามสไตล์ความชอบ เพื่อนำไปถ่ายรูปกับ ดอกกัลปพฤกษ์ ที่บานสะพรั่ง เหมือนดอกซากุระบาน จนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมและถ่ายภาพพากันขนานนาม…และพากันติดแฮชแท็ก ว่า..เป็น ซากุระเมืองไทย หรือ ซากุระลพบุรี และด้วยความสวนงามของ ดอกกัลปพฤกษ์ หรือ ดอกซากุระเมืองไทย แห่งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคน ยอมที่จะควักกระเป๋าเพื่อจ่ายเพิ่มสำหรับ จ้างช่างภาพมืออาชีพ มาเก็บภาพของตนเองเพื่อนำไปแชร์ เช็คอิน อวดโฉม กันในสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเกิดการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และบรรดาช่างภาพอิสระที่มาค่อยให้บริการถ่ายภาพสวยๆให้ ในราคาเซ็ตละไม่กี่บาท (100 – 500) ตามแต่ตกรงกัน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชน อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ผักผลไม้อินทรีย์ จากสวนของชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ให้นักท่องเที่ยวได้ติดไม้ติดมือ ไปเป็นของฝากกลับบ้านอีกด้วย

ทั้งนี้ ต้นกัลปพฤกษ์ เป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 5-15 เมตร มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แต่ไม่หนาแน่นทึบ แตกกิ่งต่ำและทอดกิ่งยาวขึ้นสู่ด้านบน สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่ดินไม่ค่อยสมบูรณ์ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวัน พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศพม่า ลาว เขมร เวียดนาม และในประเทศไทย

สำหรับดอกกัลปพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อกระจายตามกิ่งพร้อมกับแตกใบอ่อน ช่อดอก ยาวได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนสีเหลืองขึ้นปกคลุม ช่อดอกจะออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่ง เมื่อเริ่มบานดอกจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ จนถึงสีขาวเมื่อใกล้ร่วงโรย ประโยชน์ของกัลปพฤกษ์ ในสมัยก่อนจะใช้เนื้อในฝักกินกับหมาก ต้นกัลปพฤกษ์ จัดเป็นไม้มงคลที่มีรูปทรงสวยงาม ให้ดอกสวย ออกดอกดกเต็มต้น มีสีชมพูอ่อนสดใสดูงดงามเหมือนดอกเชอร์รี่ อีกทั้ง ดอกกัลปพฤกษ์ก็มีทั้งสีชมพูและสีขาว จึงรวบรวบความงดงามของทั้งดอกเชอร์รี่และดอกแอปเปิลไว้ในคราวเดียวกัน ในปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่จะปลูกไว้ประดับอาคารบ้านเรือน ปลูกในสวนสาธารณะ และริมถนนทั่วไป และสามารถทนดินและอากาศแห้งได้เป็นอย่างดี สำหรับความเชื่อของคนไทยในอดีตเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ เปรียบเหมือนแก้วสารพัดนึก หากปรารถนาสิ่งใด จะไปขอเอาจากต้นไม้นี้ อีกทั้งต้นกัลปพฤกษ์ ยังถือ เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ มีโชคมีชัย อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน สร้างชื่อระดับประเทศ “อู้ว..เอดามาเมะ” คว้า 2 รางวัล บนเวที RRR Award พร้อมยอดขายสูงสุด

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน สร้างชื่อระดับประเทศ! “อู้ว..เอดามาเมะ” คว้า 2 รางวัล บนเวที RRR Award พร้อมยอดขายสูงสุด

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน ขอแสดงความยินดี กับ กลุ่มธุรกิจ “อู้ว..เอดามาเมะ” ตัวแทนนักเรียน นักศึกษา จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน สามารถคว้า รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 3 พร้อมโล่เกียรติยศและเงินรางวัล 5,000 บาท และ รางวัล The Best Seller มียอดจำหน่ายสูงสุดในโครงการ รวม 20,000 บาท จากการแข่งขัน ทีมธุรกิจรอบชิงชนะเลิศ โครงการอาชีวะสร้างสรรค์ แปรฝันสู่ธุรกิจ (RRR Award) ประจำปีการศึกษา 2568 โดยผ่านการคัดเลือก 20 ทีมสุดท้าย จาก 244 ทีมทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14–15 มีนาคม 2569
ณ ลานกิจกรรม Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี

นักเรียน / นักศึกษา

  1. นางสาวกนกวรรณ วนาคงสมปอง
  2. นางสาวสุธิดา คีรีสุขไสว
  3. นายทีปกร ไม่มีนามสกุล
  4. นางสาวศิริพร นอนุ
  5. นางสาวสร้อยกมล ขวัญพนาลี

คณะกรรมการดำเนินงานและผู้ควบคุมทีม

  1. นายธีรวุธ ยะอูป
  2. นางศรีนรินทร์ ริยาพันธ์
  3. นางภัทรานิษฐ์ พัศริศวโรจน์
  4. นางสาวรุ่งพิรุณ ต๊ะนะเรือน
  5. นายนัฐพงษ์ คำภีระ
  6. นายโอภาส มูลอ้าย
  7. นายเจษฎาวุฒิ อักษรเจริญ
  8. นายอดิศักดิ์ ปลายนา
  9. นายรุด จันทร์ทิพย์
  10. นางสาวรีย์นา ธาราพิทักษ์ชีวิน
  11. นางชนินาถ มหามัด

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึง ศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม


นที มีเดช รายงาน

ด่วน! บุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รวมพลังคัดค้าน “เวร 12 ชั่วโมง” ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์

ด่วน! บุคลากรแพทย์ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รวมพลังคัดค้าน “เวร 12 ชั่ว โมง” ลั่นคนไม่ใช่หุ่นยนต์!

เช้าวันนี้ (16 มีนาคม 2569) บริเวณลานหน้าเสาธง โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า ได้ออกมารวมตัวกันแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน พร้อมชูป้ายข้อความเพื่อคัดค้านนโยบายการปรับตารางการทำงานเป็นผลัดละ 12 ชั่วโมง

บรรยากาศการรวมตัวเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีป้ายข้อความที่สื่อถึงความอัดอั้นและภาระที่หนักอึ้ง เช่น “คืนคุณภาพชีวิตให้พยาบาล บุคลากรหน้างานจะไม่ทน”, “12 ชม. ไม่ได้ลด burnout แต่เพิ่มภาระ”, “โปรดช่วยรับฟังความคิดเห็นของ ‘ผู้ปฏิบัติงาน'”, “เวร 12 ชม. มีผลต่อครอบครัว” และประโยคที่สะท้อนความรู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือ “ลด Burnout คนไม่ใช่หุ่นยนต์”

การออกมาแสดงพลังในครั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอส่วนกลางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้วยการปรับผลัดเวรจาก 8 ชั่วโมงเป็น 12 ชั่วโมง ซึ่งแม้จะมีการชี้แจงก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพียงทางเลือก แต่กลุ่มบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานด่านหน้า เผชิญความตึงเครียดและต้องดูแลชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากมองว่า การทำงานติดต่อกันยาวนานถึง 12 ชั่วโมง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ซ้ำยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนทำงาน และอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย

กลุ่มผู้ปฏิบัติงานจึงขอส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้อง ให้โปรดพิจารณาและรับฟังความคิดเห็นของ “คนหน้างาน” อย่างแท้จริง พร้อมทั้งร่วมกันหาทางออกในการบริหารจัดการอัตรากำลังที่เหมาะสม เพื่อคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับบุคลากรทางการแพทย์


นที มีเดช รายงาน

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำมันหลายแห่ง

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำมันหลายแห่ง พบน้ำมันบางชนิดหมดซึ่งอยู่ระหว่างรอการขนส่ง และไม่พบการกักตุน โดยขอความร่วมมือประชาชนเติมเท่าที่จำเป็นและเชิญชวนร่วมกันประหยัดพลังงาน

วันนี้ (16 มีนาคม 2569) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำมันในหลายสถานีบริการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ปั๊ม ปตท. สาขาเชียงใหม่ แม่ริม 1, ปั๊ม PT สาขาข่วงสิงห์, ปั๊ม PT บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่, ปั๊มบางจาก บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และปั๊ม ปตท. สาขาหางดง

บรรยากาศตามสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์มาเข้าคิวรอเติมน้ำมัน หลังทราบข่าวว่ามาตรการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 17 มีนาคมนี้

จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในวันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พลังงานจังหวัดเชียงใหม่ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ผู้อำนวยการศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ(เชียงใหม่) และ ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันติดตามตรวจสอบปริมาณน้ำมันที่คงเหลือในแต่ละสถานีบริการ พบว่าสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งยังคงมีน้ำมันจำหน่ายให้กับประชาชน แม้บางชนิดจะทยอยหมดไปตามปริมาณการซื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีรถขนน้ำมันทยอยเข้ามาเติมในสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง แต่อาจเกิดความล่าช้าในบางช่วง เนื่องจากอยู่ระหว่างการขนส่ง ทำให้บางสถานีบริการจำเป็นต้องติดป้ายแจ้งว่าน้ำมันหมดชั่วคราว

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้กำชับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันทุกแห่ง ให้จำหน่ายน้ำมันแก่ประชาชนอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ห้ามกักตุนน้ำมันโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกันย้ำว่าไม่ได้จำกัดปริมาณการเติมน้ำมัน แต่ขอความร่วมมือประชาชนให้เติมเท่าที่จำเป็น เพื่อกระจายน้ำมันให้ประชาชนรายอื่นสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเน้นย้ำให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ห้ามไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ในช่วงนี้โดยเด็ดขาด

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนประชาชนและหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งร่วมกันใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้


นที มีเดช รายงาน

ตร.สังขละบุรี โชว์ผลงาน จับจริง รวบผู้ต้องหาพร้อมบุหรี่เถื่อน และแก๊งต่างด้าวชาวจีนลักลอบเข้าเมือง

ภายใต้ นโยบายของ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.กาญจนบุรี ให้เข้มงวดการลักลอบเข้าเมืองของต่างด้าว และของหนีภาษี และสิ่งอื่นๆที่ผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดน

เมื่อวันนี้ 16 มี.ค.69 เวลาประมาณ 11.00 น. สภ.สังขละบุรี ร่วมกับ จุดตรวจน้ำเกิ๊ก ว.20 จับ สินค้าหนีภาษี (บุหรี่กรองทิพย์) จำนวน 90 คัตตอน พร้อมผู้ต้องหา 1 ราย และเมื่อวันนี้ 15 มี.ค.69 เวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี ร่วมกันทำการจับกุมตัว 1.นายบัญชา ฯอายุ 53 ปี ชาวตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอินจ.พระนครศรีอยุธยา, 2.นายหวางเถาไม่มีชื่อสกุล อายุ 32 ปี สัญชาติ จีน, 3.นายหวางเจียเปาไม่มีชื่อสกุล อายุ 29 ปี สัญชาติ จีน, 4.นายจางมู่เจียง ไม่มีชื่อสกุล อายุ 31 ปี สัญชาติ จีน, 5.นายเซ่ต้าคุน ไม่มีชื่อสกุล อายุ 29 ปี สัญชาติ จีน, 6.นายหวังฉี ไม่มีชื่อสกุล อายุ 32 ปี สัญชาติ จีน ,7.นายเจิงปินปิน ไม่มีชื่อสกุล อายุ 32 ปี สัญชาติ จีน, 8.นายซงเหว่ยหยาง ไม่มีชื่อสกุล อายุ 30 ปี สัญชาติ จีนถือหนังสือเดินทาง หมายเลข ฯ

พร้อมของกลาง
1.รถตู้ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคอมมิวเตอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน 2.หนังสือเดินทางสาธารณรัฐประชาชนจีน ของนายซงเหว่ยหยาง ฯ 3.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อออปโป้ สีแดง 4.โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ วีโว่ สีดำ

โดยกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาที่ 1 กระทำผิดฐาน “ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม” ผู้ต้องหาที่ 2 – 7 กระทำผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ผู้ต้องหาที่ 8 กระทำผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

  • จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 1 ให้การว่า “ตนได้รับผู้ต้องหาที่ 2 – 8 มาจากบริเวณฝั่งตรงข้าม ตม.จว. นนทบุรี (อพาร์ทเม้นท์ข้างเซเว่น) โดยใช้เส้นทาง M 81 ตรงมาแยกแก่งเสี้ยน เข้าสู่ถนน 323 มาส่งที่ อำเภอสังขละบุรี โดยจะมีรถนำทางเป็นรถยนต์กระบะ โตโยต้าวีโก้ สีทอง 4 ประตู จำหมายเลขทะเบียนไม่ได้ โดยรถยนต์คันดังกล่าวจะมารอนำทางที่บริเวณหน้ากรมการทาง อำเภอสังขละบุรี ไม่ทราบว่าไปที่ใด และจะได้รับค่าจ้างหลังจากจบงาน และไม่ทราบว่าเป็นเงินเท่าไหร่ แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมเสียก่อน”
  • จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 2 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเครื่องบินจากประเทศจีนมายังประเทศลาว และนั่งเรือมายังประเทศไทย
  • จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 3 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเรถยนต์จากประเทศจีนมายังประเทศไทย โดยไม่ทราบว่าเข้ามาช่องใด
  • จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 4 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเครื่องบินจากประเทศจีนมายังประเทศลาว และนั่งเรือมายังประเทศไทย
  • จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 5 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเครื่องบินจากประเทศจีนมายังประเทศลาว และนั่งเรือมายังประเทศไทย จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 6 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเครื่องบินจากประเทศจีนมายังประเทศกัมภูชา และนั่งเรถยนต์มายังประเทศไทย จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 7 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเครื่องบินจากประเทศจีนมายังประเทศลาว และนั่งเรือมายังประเทศไทย
  • จากการสอบถามผู้ต้องหาที่ 8 ผ่านล่ามแปล ให้การว่า ตนนั่งเครื่องบินจากประเทศจีนมายังประเทศกัมภูชา และนั่งเรือมายังประเทศไทย

ผู้ต้องหาที่ 2-8 ให้การผ่านล่ามแปลว่า ต้องการไปหาเพื่อนชาวจีนที่อยู่ในประเทศเมียนมา และจะไปทำงานในร้านอาหาร ส่วนคนจีนที่มีหนังสืออนุญาติเดินทางถูกต้อง อีก 5 คน ให้การผ่านล่ามแปลว่า ต้องการไปเที่ยวที่ด่านเจดีย์สามองค์ ม.9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้นำตัวผู้ต้องหา ดังกล่าว ดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


///////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัย ในสาขามนุษย ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดการอบรมหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคม ศาสตร์ ระยะ 2 (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II: RUSH) ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าร่วมการอบรมกว่า 41 คน

การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย : จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษย ศาสตร์และสังคมศาสตร์ และส่งเสริมการขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ดร.เอนก กล่าวว่าการศึกษาวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากองค์ความรู้ของประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยต้องยอมรับว่าศาสตร์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การยึดถือแนวคิดที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลางก็นำมาซึ่งข้อจำกัดและกับดักทางความคิดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบทของสังคมไทยที่มีความเฉพาะตัวสูง

ประการแรก คือกับดักความเป็นสากลและทัศนคติเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของตะวันตกมักสร้างภาพจำว่าแนวทางของตนเป็น “มาตรฐานสากล” และเป็นหมุดหมายที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ส่งผลให้เกิดอคติในการมองว่าวิถีของตะวันตกคือ “ความก้าวหน้า” และมองวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างออกไปเป็น “ความล้าหลัง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ศาสตร์ตะวันออกหลายอย่างมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและมีความก้าวหน้าในมิติของความเป็นมนุษย์ที่หากใช้เลนส์สายตาของชาวตะวันตกอาจมองไม่เห็น

ประการที่สอง คือช่องว่างระหว่างทฤษฎีและพฤติกรรมจริงในสังคมไทย กล่าวคือนักวิจัยไทยมักเผชิญกับสภาวะที่ทฤษฎีตะวันตกไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมจริงในสังคมไทยได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหลักการบริหารระบบราชการของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน หลักการดังกล่าวอธิบายถึงการบริหารงานภาครัฐและองค์กรด้วยความไร้ตัวตน หรือ Impersonalization ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยปราศจากอคติส่วนตัว ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ หรืออารมณ์ความรู้สึก เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ความโปร่งใส และประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารระบบราชการ แต่บริบทของสังคมไทยให้ความสำคัญกับ “ตัวบุคคล” การศึกษาวิจัยในการขับเคลื่อนและการบริหารงานในสังคมไทยจึงต้องอาศัยความเข้าใจในมิติของสายสัมพันธ์ทางสังคมและความเอาใจใส่ต่อกันระหว่างบุคคลด้วย

ปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ยังได้มีการนำเสนอแง่มุมใหม่ของ “ระบบอุปถัมภ์เชิงสร้างสรรค์” ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ โดยมองว่าระบบอุปถัมภ์ต้องไม่เป็นไปเพื่อรักษาสถานะเดิม แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผู้บังคับบัญชาควรต้องเอาใจใส่ดูแลความเจริญก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เพียงการสั่งการตามหน้าที่เท่านั้น ขณะเดียวกัน การยกย่องให้เกียรติผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ ถือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนในสังคมไทย

ดร.เอนก ได้ยกกรณีศึกษา “ราชูปถัมภ์” ให้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วัฒนธรรมไทยนำทางศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวคือประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับ เซิร์น (The European Organization for Nuclear Research: CERN) มาอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอุปถัมภ์นักวิทยาศาสตร์ ด้วยทรงมีพระราชดําริและทรงเล็งเห็นว่า หากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทํางานวิจัยร่วมกับเซิร์น ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนําระดับโลก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเป็นอันมาก นับเป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์แบบไทยในการขยายโอกาสให้กับนักวิจัยไทยสามารถเข้าสู่โครงการวิจัยระดับโลกได้อย่างแยบคาย

สำหรับการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย ดร.เอนก ให้มุมมองว่าสังคมไทยมีจุดแข็งคือความใจกว้างและการให้โอกาสคนทุกระดับโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานะเดิม สะท้อนจากบุคคลสำคัญในระดับรัฐมนตรี องคมนตรี หรือประธานศาลฎีกา ที่หลายท่านมีภูมิหลังมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม งานวิจัยไทยจึงควรขยายขอบเขตจากการศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำไปสู่การศึกษาการเลื่อนชั้นทางสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่ๆ ให้กับคนในชาติ

ดร.เอนก กล่าวทิ้งท้ายว่า “หัวใจสำคัญของการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ยุคใหม่ของไทย คือการก้าวข้ามข้อจำกัดของทฤษฎีตะวันตกที่เน้นความเป็นสากลแบบเชิงเดี่ยว และมุ่งเน้นที่การสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เท่าทันต่อพฤติกรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อกลไกอุปถัมภ์ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ ให้กลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเกื้อหนุนให้เกิดการก้าวกระโดดทางนวัตกรรมและวิชาการในระดับสากลได้”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“กขค” ฮึ่มฟันแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ผูกขาดขนส่ง-กม.ใหม่โทษสูงถึงคุก

“สมาคมสื่อต้านโกง-ทนายอนันต์ชัย” ร้องเลขาฯกขค. สอบแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ ผูกขาดระบบขนส่ง ชงข้อมูลความเดือดร้อน ผู้ค้า-ผู้บริโภค เสนอ “กขค.” ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ปิดกั้นผู้ค้าเลือกบริษัทขนส่ง ด้านเลขาฯ กขค.ฮึ่มฟันไม่เลี้ยงแน่ เตือนกฎหมายใหม่ใกล้มีผลบังคับใช้ โทษอาญาหนักจำคุก และโทษทางปกครอง

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพลศักดิ์ สุพร เลขานุการสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) พร้อมด้วยนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. เพื่อขอให้ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ผูกขาดทางการค้ากำหนดผู้ให้บริการขนส่งสินค้าไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อ ไม่สามารถเลือกบริษัทขนส่งได้เอง แม้จะมีผู้ให้บริการรายอื่นที่ใกล้ร้านกว่า ถูกกว่า หรือสะดวกกว่าก็ตาม

นายพลศักดิ์ สุพร กล่าวว่า สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิก ผู้ค้าและผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการผูกขาดบริษัทขนส่ง ผู้ค้า และผู้ซื้อไม่สามารถเลือกบริษัทขนส่งได้เหมือนในอดีต ทั้งนี้ได้หารือกับนายอนันต์ชัย ไชยเดช เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของแพลตฟอร์มค้าออนไลน์น่าจะมีลักษณะฝ่าฝืน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 หรือไม่ ซึ่ง กขค.เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหน้าสำคัญอย่างยิ่งในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ให้ทำการค้าที่เป็นธรรม จึงได้ยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวต่อ กขค.`

ด้านนายอนันต์ชัยฯ ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์บางแห่งกำหนดผู้ให้บริการขนส่งเฉพาะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านค้า แทบไม่มีสิทธิเลือกใช้บริษัทขนส่งอื่น แม้ในพื้นที่จะมีบริการที่รวดเร็วหรือใกล้กว่าก็ตามผู้ร้องเรียนมองว่า แนวทางดังกล่าว สร้างภาระต้นทุนโดย ตรงให้ผู้ค้า เช่น ต้องเดินทางไปส่งสินค้ากับศูนย์ขนส่งที่อยู่ไกลกว่า ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เสียเวลา และอาจทำให้การจัดส่งล่าช้า ซึ่งท้ายที่สุด ภาระต้นทุนเหล่านี้มักถูกผลักไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

การผูกขาดระบบขนส่ง ทำให้การแข่งขันของธุรกิจขนส่งถูกจำกัด ผู้ให้บริการรายอื่นไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคถูกลดทางเลือก และอาจต้องยอมรับค่าขนส่งหรือคุณภาพบริการที่ไม่ได้แข่งขันกันอย่างเป็นธรรม จึงขอให้ กขค. ตรวจสอบว่า การกำหนดผู้ให้บริการขนส่งในลักษณะนี้ เข้าข่ายการผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขันทางการค้า หรือไม่ ตามพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

นายอนันต์ชัยฯ ยังระบุว่า หากปล่อยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่กำหนดผู้ให้บริการขนส่งเพียงไม่กี่ราย อาจทำให้โครงสร้างตลาดบิดเบือน การแข่งขันลดลง และผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายรับภาระในที่สุด ทั้งในรูปแบบค่าขนส่งที่สูงขึ้น การจัดส่งที่ล่าช้า และการขาดสิทธิในการเลือกบริการที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. กล่าวว่า ต้องขอบคุณสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ และทนายอนันต์ชัย ที่นึกถึงหน่วยงานของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการการแข่ง ขันทางการค้า กรณีการผูกระบบขนส่ง ซึ่ง กขค.ได้รับการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าแพลตฟอร์มค้าออนไลน์มีพฤติกรรมทางธุรกิจที่อาจผิดต่อพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าพ.ศ.2560 เช่น การบังคับทำโปรโมชั่น หรือพฤติกรรมของผู้มีอำนาจเหนือกว่าผู้ค้าและผู้บริโภค ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีโทษทางอาญา`

“แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทย ทั้งระบบขนส่ง พ่อค้าแม่ค้า ประกันภัย ไปจนถึงระบบการธนาคารพาณิชย์ ขณะนี้ กขค.ได้ผลักดันกฎหมาย (Multi-sided Platform) ร่างประกาศเกี่ยวกับการกำกับดูแล “Multi-sided Platform” เพื่อบังคับใช้กับธุรกิจซื้อขายบนแพลตฟอร์ม โดยมีสาระสำคัญกล่าวคือ ต้องให้ผู้ขายมีสิทธิ์เลือกขนส่ง : แพลตฟอร์มต้องมีตัวเลือกให้ผู้ขาย ห้ามบังคับเลือก (No Default) ห้ามตั้งค่าเริ่มต้นหรือบังคับให้เลือกขนส่งรายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียว ตลอดจนความโปร่งใส ห้ามปิดกั้นการมองเห็น และการขึ้นค่าธรรมเนียมต้องแจ้งล่วงหน้าและไม่เป็นการฮั้วกัน คาดว่าประกาศในราชกิจจานุเบกษาราวเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะมีบทลงโทษทั้งโทษทางอาญา (มาตรา 50 สำหรับผู้ผูกขาดมีอำนาจเหนือตลาด) และโทษทางปกครอง (มาตรา 57 อีกด้วย” เลขาธิการ กขค.กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 ทลายเซฟเฮ้าส์ ลพบุรี ซุกยานรก จากลพบุรีขยายต่อสู่สระบุรี พร้อมของกลางยาบ้า กว่า 4.2 ล้านเม็ด

สืบสวนนครบาล 1 ทลายเซฟเฮ้าส์ ลพบุรี ซุกยานรก จากลพบุรีขยายต่อสู่สระบุรีพร้อมของกลางยาบ้า กว่า 4.2 ล้านเม็ด

วันที่ 16 มี.ค.2569 เวลา 11.30 น. ที่ลานเอนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,/ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./ช่วยราชการ บช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์, พล.ต.ต.อัฎพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก. น.1, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิส รสว. กก. สส. บก.น.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.1

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ดังนี้ นายเฉลิมพล หรือเม่น มาแก้ว อายุ 28 ปี, นายพีรพล หรือจูน เสื่อทอง อายุ 28 ปี, นายวิชัย กงศร อายุ 49 ปี และ นายนิพล แสงกล้า อายุ 59 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 4.290 ล้านเม็ด, รถยนต์ที่ใช้ขนยาเสพติด รวม 4 คัน (เป็นรถเก๋งแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเหลือง-แดง 2 คัน ทะเบียน ทข 470 หมวดจังหวัดขอนแก่น, ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นพรีอูส ทะเบียน 1 มฆ 1513 กรุงเทพมหานคร, กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ ทะเบียน 2 ขห 1611 กรุงเทพมหานคร, กระบะ ทะเบียน กต 7213 ลำพูน) และโทรศัพท์มือถือ รวม 4 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่พื้นที่บ้านเช่า จ.ลพบุรี ต่อเนื่องห้องเช่าไม่มีชื่อ ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี และปั๊มน้ำมัน ต.ตลิ่งชัน อ.เมือง จ.สระบุรี

พล.ต.อ.สำราญฯ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีการเฝ้าติดตามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฝ้ารถยนต์เป้าหมายคันดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ถึงวันที่ 14 มี.ค.2569 จนพบว่ารถยนต์คันดังกล่าว ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดมาไว้ที่บริเวณภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยมีนายพีรพล หรือจูน ได้ขับขี่ออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถและได้เข้าไปแสดงตัวเพื่อทำการตรวจค้น

กระทั่งจับกุมนายพีรพลฯ ไว้ได้และรับว่าได้ลักลอบขนยาเสพติดมาไว้ที่บ้านพัก ก่อนเข้าทำการตรวจค้นภายในบ้าน พบนายเฉลิมพล หรือเม่น แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของห้องหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการ ตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบยาบ้า ของกลาง กว่า 1.8 ล้านเม็ด วางอยู่อยู่กับพื้นภายในห้อง ภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี จ.ลพบุรี

สวบสวน นายพีรพลฯ ผู้ต้องหาให้การว่า กำลังจะขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวไปรับยาเสพติดมาจาก พุแค สระบุรีและนำมาเก็บไว้ภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยมี นายเฉลิมพลฯ ผู้ต้องหาอีกคน เป็นผู้เฝ้ายาเสพติดดังกล่าว เพื่อเตรียมที่จะนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าในบริเวณต่างๆ ตามที่ได้มีการนัดหมาย โดยได้ค่าจ้างครั้งละ 1 แสนบาท โดยนำมาแบ่งกัน และยังรับสารภาพอีกว่า ยาเสพติดทั้งหมดตนได้รับการสั่งการจากผู้ว่าจ้าง (ไม่ทราบชื่อจริงสกุลจริง) ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ใช้ชื่อว่า “พีซีเอส” โดยจะมีการส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารมาให้ เพื่อใช้ติดต่อนัดหมายในการรับและส่งยาเสพติดตามจุดต่างๆ หลังจากตนส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ตนจะได้รับค่าจ้างเป็นรายครั้งไป โดยแต่ละครั้งจากผู้ว่าจ้าง เป็นเงินสด

ส่วนนายเฉลิมพลฯ ได้รับคำสั่งการจากผู้ว่าจ้าง มาแล้วประมาณ 1 เดือน 2 ครั้ง ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยในวันที่จับกุมนายพีรพลฯ จะต้องไปรับยาเสพติดอีกหนึ่งเจ้า ที่บริเวณปั้มน้ำมัน ถ.มิตรภาพ จ.สระบุรี ก่อนพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการขยายผลตรวจค้นจับกุมตัว นายวิชัย และ นายนิพลฯ พร้อมทั้งยึดของกลางยาบ้าได้อีกกว่า 2.4 ล้านเม็ด

เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส.ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวด้วยว่า ศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร.เน้นย้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ ส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 ก็มีการขยายผลจับกุมไปก่อนหน้านี้ และได้มอบรางวัลให้ตำรวจที่จับกุมยาเสพติดและมีการวิสามัญต่อสู้กับคนร้าย จ.อุตรดิตถ์ ไปเมื่อเช้านี้ ซึ่งยาเสพติดอาจจะลักลอบ เข้ามาจากทางด้านอีสานตอนบนและตอนล่างซึ่งจะมีการประสานงานปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงเครือข่ายเหล่านี้ เมื่อถูกจับกุมเยอะเข้าก็ต้องการขนลงมาครั้งละเยอะๆ และฝากเตือนผู้ว่าจ้างที่อยู่นอกประเทศที่ติดต่อกัน จะเห็นว่าต้องการหาคนลำเลียงและให้ค่าจ้างขนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ต.สุรวุฒิ ฯ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิด โครงการ “เฝ้า ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ”

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.พระนคร ศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ “เฝ้า ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ” พร้อมด้วยพ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, ว่าที่ พ.ต.อ.หญิง ภารดี เด่นยุกต์ ผกก.ฝอ.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, หัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัด ภ.จว.พระ นครศรีอยุธยา

โดยมี ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา คณะวิทยากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวนกว่า 200 นาย เข้าร่วมการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แจ้งเตือน และเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมทั้งการฝึกปฏิบัติด้าน การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) และการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ณ หอประชุม ชั้น 2 ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา


ตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ ต้อนรับ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รองผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.สำโรงใต้

ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ต้อนรับ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รองผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.สำโรงใต้

วันนี้ (10 มี.ค.69) เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ. ศุภกร บูรณะภักดีตระกูล รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ พัชรนิตยธรรม
ผกก.สภ.สำโรงใต้ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ สภ.สำโรงใต้ ร่วมต้อนรับ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รองผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.สำโรงใต้ และร่วมประชุมบรรยายสรุป รับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง และกำชับการปฏิบัติราชการ ดังนี้

  • ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ,ผบ.ตร. และ ผบช.ภ.1 อย่างเคร่งครัด
  • ควบคุมกำกับดูแล และสนับสนุนการปฏิบัติงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจทุกสายงาน โดยเฉพาะ การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ทะเบียนราษฎร์ ให้ทำการสืบค้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดี เท่านั้น
  • ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ดูแลกำกับการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าให้เกิดภาพลักษณ์ ที่ไม่ดีต่อองค์กร เป็นอันขาด
  • ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายตระหนักในหน้าที่ และการดูแลประชาชนด้วยความเต็มใจ
  • ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายใส่ใจการแต่งกายในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพร้อมสำหรับการปฎิบัติหน้าที่และเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ณ สภ.สำโรงใต้ อ.พระประแดง จว.สมุทรปราการ