ตำรวจทางหลวงอู่ทอง ตามจับอดีตเซลล์ ผู้ต้องหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น

สุพรรณบุรี – เจ้าหน้าที่ ตำรวจทางหลวงอู่ทองตามรวบเทน กระจันเซลล์ หนุ่มโหด ก่อเหตุใช้มีดฟันหัว หัวหน้างาน หวิดดับ หลังก่อเหตุได้หลบหนีไปอยู่จังหวัดชลบุรี สุดท้ายกลับมาตายรัง ตำรวจสืบทราบตามจับคาบ้าน

วันที่ 30 มีนาคม 2569 พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 6 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้สั่งการให้ ด.ต.อาทิตย์ พูลโพธิ์ทอง หัวหน้าหน่วยบริการตำรวจทางหลวงอู่ทอง, ด.ต.โสภณ ตะพัง, จ.ส.ต.รชานนท์ คล้ายทอง, จ.ส.ต.ปฏิพล ประสพกาญจน์ ผบ.หมู่ ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล.กวดขันจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายทุกประเภท ตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเข้มงวด ต่อมา ด.ต.อาทิตย์ พูลโพธิ์ทอง หัวหน้าหน่วยบริการตำรวจทางหลวงอู่ทอง สืบทราบว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดหนองคาย กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันพยาพยามฆ่าผู้อื่น” ได้หลบหนีเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 1 ตำบลกระจัน อำเภออู่ทอง ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบ จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบ ก่อนนำกำลังพร้อมหมายจับของศาลจังหวัดหนองคาย เข้าตรวจสอบ

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมและเรียกให้นายอุเทน หรือเทนฯ ออกมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อนายอุเทน เห็นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายยืนอยู่ จึงได้ออกมาพบและพุดคุย สอบถามนายอุเทน รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับหมายจับจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงหมายจับของศาลจังหวัดหนองคาย ให้นายอุเทน ดูและอ่านด้วยตัวเอง

สอบถามนายอุเทน หรือเทนฯ เล่าว่าเมื่อปี พ.ศ.2565 ขณะนั้นตนมีอาชีพเป็นเซลล์ขายสินค้าอยู่ที่ จังหวัดหนองคาย ตนถูกกดดันจากหัวหน้างานในเรื่องการทำงานอย่างหนัก ส่งผลให้ตนเกิดความเครียดสะสมมานาน จนเมื่อถึงวันเกิดเหตุตนรู้สึกว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน จึงก่อเหตุทะเลาะวิวาทและได้หยิบมีดฟันไปที่ศีรษะของหัวหน้างานจนได้รับบาดเจ็บ ต้องนำส่งโรงพยาบาล หลังจากก่อเหตุที่ จังหวัดหนองคาย ได้หลบหนีไปอยู่ที่ จังหวัดชลบุรี เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี และได้รับแจ้งจากเพื่อน ว่ามีตำรวจกำลังติดตามตัวเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้นที่ จังหวัดหนองคาย เมื่อทราบข่าวว่าถูกตำรวจติดตามตัว จึงได้หลบหนีกลับมาอยู่บ้านที่ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งในระหว่างที่กลับมาอยู่ที่ จังหวัดสุพรรณบุรี ตนจะเก็บตัวอยู่ภายในบ้านไม่แสดงตัวให้ใครพบเห็น แต่สุดท้ายก็ไม่รอดถูกจับจนได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงอู่ทอง จึงได้ควบคุมตัวนายอุเทน หรือเทนฯ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ตร.ทหาร.ปกครอง ผนึกกำลัง ตั้งด่านปราบปรามยาเสพติด บูรณาการ ร่วมกัน โชว์ผลงาน จับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ ทั้งยาบ้าและเฮโรอีน คาด่านทองผาภูมิ

ตร.ทหาร.ปกครอง ผนึกกำลัง ตั้งด่านปราบปรามยาเสพติด บูรณาการ ร่วมกัน โชว์ผลงาน จับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ ทั้งยาบ้าและเฮโรอีน คาด่านทองผาภูมิ

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พล.ต.ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผบ. พล. ร.9 และ พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผบ.ฉก.ลาดหญ้า, พ.ต.อ.ปริญญา ใคร่ครวญ ผกก. สภ. ทองผาภูมิ, พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเรย์ ผกก. ตม.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.อ.ธวัลธรณ์ พุฒิธนพิศทธิ์ ผกก.ตชด.13 พร้อมด้วย นายอนุสรณ์ สง่าแสง นายอำเภอทองผาภูมิ ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้อง หาเครือข่ายยาเสพ 2 ราย จับได้ที่จุดตรวจร่วมมั่นคงสามแยกทองผาภูมิ หมู่ 1 ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จว.กาญจนบุรี

ราย 1.นายณัฐวุฒิ (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ราย 2.นายธวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 17 ปี พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 28 มัด มัดละ 10,000 เม็ด รวมยาบ้าจำนวน 280,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในด้านข้างประตูรถยนต์ เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) จำนวน 40 ก้อน ประมาณ 13 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในด้านข้างประตูรถยนต์

รวมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 28 มัด รวมยาบ้าจำนวน 280,000 เม็ด รวมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) จำนวน 40 ก้อน รวมน้ำหนักประมาณ 13 กิโลกรัม และรถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น สปอร์ตไรเดอร์ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเกท 1 (เมทแอมเฟตามีน ยาบ้า) และยาเสพติดให้โทษ ประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการ แพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

ซึ่งนายณัฐวุฒิ ฯ ผู้ขับขี่ ร่วมกับ นายธวัฒน์ ฯ ผู้โดยสารมาด้วย ได้ลักลอบขนยาเสพติด เป็นยาบ้า 28 มัด จำนวน 280,000 เม็ด และเฮโรอิน จำนวน 40 ก้อน น้ำหนักรวมประมาณ 13 กิโลกรัม จากแนวชายแดนเรียกว่าเจดีย์บน อำเภอสังขละบุรี จะนำรถยนต์คันดังกล่าวไปส่งจอดไว้ที่ บิ๊กซี ในตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรี แล้วจะมีคนมารับรถต่อ โดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่น สปอร์ตไรเดอร์ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร เป็นพาหนะ

โดยซุกซ่อนมาภายในบริเวณประตูรถยนต์ ทั้ง 4 ด้าน จากนั้นผู้ร่วมกระทำผิดได้ ขับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น สปอร์ตไรเดอร์ สีน้าตาล ทะเบียน กรุงเทพมทานคร จากเส้นทางอำเภอสังขละบุรี มุ่งหน้า อำเภอทองผาภูมิ ผ่านจุดตรวจร่วมสามแยกทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจจทาง หลวง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จึงได้เรียกทำการตรวจค้น พบของกลางดังกล่าว จึงได้จับกุม นำตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยของกลาง มายัง สภ.ทองผาภูมิ เพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมทั้งดำเนินการสืบสวน ขยายผลเครือข่ายยาเสพติด และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


///////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

ประธาน กกต. ลงพื้นที่กาญจนบุรี ตรวจเยี่ยมเลือกตั้งเทศบาล (กรณี อบต. ยกฐานะ) ย้ำความโปร่งใสและเป็นธรรม

ประธาน กกต. ลงพื้นที่กาญจนบุรี ตรวจเยี่ยมเลือกตั้งเทศบาล (กรณี อบต. ยกฐานะ) ย้ำความโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอกพงศ์บัณฑิต ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี และคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่สังเกต การณ์และตรวจเยี่ยมการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ในเขตพื้น ที่จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นการเลือกตั้งกรณีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ได้รับการจัดตั้งและยกฐานะเป็นเทศบาล ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ และคณะ ได้เดินทางไปยังหน่วยเลือกตั้งหลายแห่งเพื่อตรวจสอบความพร้อมของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมถึงสังเกตการณ์กระบวนการลงคะแนนเสียงของประชาชน โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มงวด โปร่งใส และเป็นไปตามระเบียบข้อกฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สมัครและประชาชนในพื้นที่

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เปิดเผยว่า “การลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อต้องการเห็นภาพรวมของการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งในกรณีที่ อบต. เปลี่ยนฐานะเป็นเทศบาล ซึ่งอาจมีความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเขตเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกสภาฯ จากการลงพื้นที่พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง กกต. ได้กำชับให้ดูแลเรื่องความถูกต้องในการนับคะแนนและการรายงานผลให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ”

ทางด้าน ร้อยตำรวจเอกพงศ์บัณฑิต ปิ่นสุวรรณ ผอ.กกต.กาญจนบุรี ระบุว่า ทางสำนักงาน กกต. จังหวัดได้เตรียมความพร้อมมาอย่างดี ทั้งการอบรมเจ้าหน้าที่และการรณรงค์ประชา สัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสิทธิและหน้าที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เพิ่งยกฐานะเป็นเทศบาลใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารท้องถิ่นที่จะมีอำนาจหน้าที่และงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชนที่มากขึ้น

สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในพื้นที่อำเภอท่ามะกา ประกอบด้วย เทศบาลตำบลท่าเสา, เทศบาลตำบลยางม่วง, เทศบาลตำบลดอนชะเอมและเทศบาลตำบลสนามแย้ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรีที่ได้รับการปรับฐานะเป็นเทศบาลซึ่ง กกต. คาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิไม่น้อยกว่า 70% และยังไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์ทุจริตหรือความวุ่นวายที่รุนแรงในพื้นที่แต่อย่างใด


////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

รองนายกรัฐมนตรี เปิดกีฬาประเพณีหนึ่งเดียวในโลก งานแข่งขันวัวเทียมเกวียน Soft Power เมืองพชรบุรี

รองนายกรัฐมนตรี เปิดกีฬาประเพณีหนึ่งเดียวในโลก งานแข่งขันวัวเทียมเกวียน Soft Power เมืองพชรบุรี

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทุ่งถ้ำรงค์ บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอบ้านลาดหลังใหม่ ต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส. เป็นประธานเปิดงานประเพณีวัวเทียมเกวียนและบ้านลาด 109 ปี โดยมี ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชร บุรี, นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ ส.ส. เขต1 เพชรบุรี, นายฤกษ์ อยู่ดี เขต 2 เพชรบุรี, จ.อ. อภิชาติ แก้วโกศล เขต3 พรรคภูมิใจไทย จ.เพชรบุรี, นายชัยยะ อังกินันทน์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี, นายปรีชา อนันต์วรนาถ นายอำเภอบ้านลาด, หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้กีฬาวัวเทียมเกวียน เป็นประเพณีการละเล่นท้องถิ่นโบราณของชาวเพชรบุรี ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอบ้านลาด ด้านภูมิปัญญาด้านกีฬาพื้นบ้าน ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ระหว่างคนกับวัวในสมัยอดีต อำเภอบ้านลาด โดยการสนับสนุนจากจังหวัดเพชรบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จึงจัดให้มีการแข่งขันวัวเทียมเกวียนเป็นประจำทุกปีเพื่อสืบสานประเพณีไทยที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก สานต่อประเพณีที่สำคัญไม่ให้เลือนหายไป โดยในปี 2569 กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม รวม 5 วัน 5 คืน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนให้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น มาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่าตลอดจนฟื้นฟูส่งเสริมอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมประเพณีของอำเภอบ้านลาด และจัง หวัดเพชรบุรี ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ภายในงาน พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ แข่งขันวัวเทียมเกวียนแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ วัวเทียมเกวียนประเภทความเร็ว หรือ วัวเกวียนเร็ว โดยการนำวัวเทียมเกวียนจำนวน 2 เล่ม วิ่งแข่งขันประลองความเร็วบนสนาม ซึ่งเป็นการแข่งขันหนึ่งเดียวในโลก ส่วนประเภทที่ 2 คือ วัวเทียมเกวียนประเภทสวยงาม มีการประดับตกแต่งวัวและเกวียนให้สวย งาม การแข่งขันวัววิ่งลู่ การแข่งขันล้มวัวด้วยมือเปล่า การแข่งขันจับหมูป่าด้วยมือเปล่า สนุกกับการแข่งขันพื้นบ้าน อาทิ การแข่งขันเฉาะ (ปอก)ลูกตาล การแข่งขันปีนต้นตาล และการแข่งขันกินลูกตาล พร้อมรับชมการประกวดทะลายตาลสวยงาม

นอกจากนี้ภายในงานยังมี ซุ้มแสดงศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตบ้านลาด รวมถึง ลานของกิน ของดีบ้านลาด ที่รวบรวมสินค้าและอาหารอร่อยๆ จากชุมชนมาให้ได้เลือกซื้อ เลือกชิมกันอย่างเต็มที่ และพลาดไม่ได้กับการแสดงพื้นบ้าน “ไทยทรงดำ” ที่สวยงาม รวมถึงนิทรรศการมรดกภูมิปัญญาวัวเทียมเกวียนให้ได้เรียนรู้กันด้วย ในช่วงค่ำคืนก็ยังมีการแสดงให้ได้ชมหลากหลาย ทั้งการแข่งขัน วัวลาน การรำวงย้อนยุค การแสดงดนตรี และมหรสพต่างๆ อีกมากมาย

พลาดไม่ได้ สำหรับงาน “การแข่งขันวัวเทียมเกวียน ประจำปี 2569 และบ้านลาด 109 ปี” ที่จังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง 31 มีนาคม 2569 ไปร่วมสืบสานประเพณีไทยอันล้ำค่าด้วยกัน


///////บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ เพชรบุรี

บรรยากาศพิธีบรรจุสรีรสังขารหลวงปู่แผ้ว ปวโร ลงในหีบโลงแก้ว เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ วันแห่งมรณภาพ

บรรยากาศพิธีบรรจุสรีรสังขารหลวงปู่แผ้ว ปวโร ลงในหีบโลงแก้ว เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ วันแห่งมรณภาพ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสงบ อิ่มเอม และเปี่ยมด้วยศรัทธา

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานพิธีทำบุญครบ 100 วัน กุศลสตมวาร (100 วัน) ถวายแด่พระราชมงคลวชิราคม อุดมธรรมสุนทร (หลวงปู่แผ้ว ปฺวโร) ณ กุฎิร่มเย็น วัดประชาราษฎร์บำรุง (รางหมัน) ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์จากทุกสารทิศ พร้อมใจกันมาร่วมถวายดอกบัว บูชาด้วยความอาลัยและร่วมบุญสร้าง วิมานแก้ว (โลงแก้ว) แด่หลวงปู่ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที และน้อมรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้เมตตาไว้ และทางวัดได้ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในมหากุศลครั้งสำคัญนี้

ขออานิสงส์แห่งบุญกุศลในครั้งนี้ จงดลบันดาลให้ทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีความร่มเย็นเป็นสุข ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง คิดหวังสิ่งใดอันเป็นไปโดยชอบ ขอจงสำเร็จสมดังปรารถนาทุกประการ เทอญ


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เริ่มแล้วงานสามบุรี SOFT POWER FAIR จัดใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่งเสริมท่องเที่ยว

สุพรรณบุรี – จัดใหญ่ “สามบุรี SOFT POWER FAIR” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว-เกษตร-อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขนสินค้าเด็ด 120 ร้าน เอาใจนักช้อป มุ่งผลักดันผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งยกระดับเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการท่องเที่ยว 3 จังหวัด ภาคกลางตอนล่าง 1

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานพิธีเปิดงาน “สามบุรี SOFT POWER FAIR” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ณ ลานด้านหน้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุพรรณบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายสุขสันต์ เพ็งดิษฐ์ ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการองเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองโบราณอู่ ทอง (อพท.อู่ทอง), นายรวัสสรร ศิลปาภิสันทน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี, นางสาวณัฐริกา แก่นพุฒ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสพรรณบุรี, นายนพคุณ สุนทรหงส์ ประชา สัมพันธ์จังหวัดสุพรรณบุรี, คุณจงกลณี ไชยองค์การ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ สุพรรณบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ, สื่อมวลชน จังหวัดสุพรรณบุรี, จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี ภาคเอกชนและประชาชน ร่วมงานอย่างคึกคัก

ภายในงาน “สามบุรี SOFT POWER FAIR” พบกับการออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชมชน สินค้าเด่น และสินค้าขึ้นชื่อจากทั้ง 3 จังหวัด มากกว่า 120 ร้านค้า ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว ได้เลือกชม เลือกชิม และเลือกชื้อครบในที่เดียว พร้อมนิทรรศการแสดงศักยภาพผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ กิจกรรมประกวดแข่งขันทำอาหาร “รังสรรค์อาหารพื้นถิ่น” โดยในส่วนของจังหวัดสุพรรณบุรี เน้นให้ผู้เข้าแข่งขันต้องใช้ “แห้ว” เป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหาร กิจกรรมประกวดวงดนตรี รวมถึงความบันเทิงจากมินิคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง อาทิ เป็กกี้ ศรีธัญญา ตรี ชัยณรงค์ และเรไร ไลฟ์สด และตลอดจนกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมาก มายทุกวัน

สำหรับการจัดงานครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2569 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดราชบุรี และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569 ณ ลานด้านหน้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีขอเชิญชวนประชา ชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ของสินค้าและวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนผ่านงาน “สามบุรี SOFT POWER FAIR” ที่รวบรวมความโดดเด่นของทั้ง 3 จังหวัดไว้ในงานเดียว ซึ่งจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มอบหมาย อพท.อู่ทอง จัดโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบาย Soft Power เพื่อผลักดันการท่องเที่ยว/การเกษตร/และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับและพัฒนาความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ในพื้นที่ให้เกิดความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในการท่องเที่ยว ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสร้างชุมชนในพื้นที่ โดยเน้นการบูรณาการด้านการท่องเที่ยว เกษตร กรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 อย่างต่อเนื่อง


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

สุพรรณบุรี เชิญชวนเที่ยวงาน 132 ปี ของดีอำเภอสามชุก

นางดวงพร คุณากรวงศ์ นายอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ขอเชิญชวนเที่ยวงาน “132 ปี ของดีอำเภอสามชุก” ระหว่างวันที่ 4-11 เมษายน 2569 ณ บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หน้าโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม และบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และชิมอาหารอร่อย พร้อมช้อป สินค้า OTOP ของสามชุก มีจุดถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวได้ แชะ แชท แชร์ เช็คอิน หลายหลายสไตล์

  • สำหรับกิจกรรม วันที่ 4 เมษายน 2569
    • เวลา 09.00 – 12.00 น.จัดให้มีการประกวดผลผลิตทางการเกษตร (มะม่วงสุกพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง) ณ บริเวณสำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก รอบตัดสินการประกวด เวลา 13.00 – 14.00 น. ชิงเงินรางวัลรวม 5,000 บาท พร้อมใบประกาศ หมายเหตุ “มะม่วงที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลผลิตในพื้นที่อำเภอสามชุกเท่านั้น”
    • เวลา 15.00 – 16.00 น.ร่วมสนุกสนานกับการแข่งขันกิน “ข้าวเหนียวมะม่วง” ณ บริเวณสำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก หลักเกณฑ์การแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องกินข้าวเหนียวครึ่งกิโลกรัม และมะม่วงสุก 1 กิโลกรัม ในเวลา 10 นาที (ผู้แข่งขันที่กินหมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ) ได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท รับสมัครแข่งขันกินข้าวเหนียวนะม่วง จนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอสามชุก หรือทาง Page Facebook : สำนักงานเกษตรอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี (รับจำนวนวนจำกัด 10 ราย) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอสามชุก โทร 09 4442 6247
    • เวลา 18.00 น. วันที่ 4 เมษายน 2569 พิธีเปิดงาน “132 ปี ของดีอำเภอสามชุก” อย่างยิ่งใหญ่ ณ เวทีการแสดง
  • วันที่ 5 เมษายน 2569 ชมการประกวดสาวงามสามชุก และมีรางวัลตำแหน่งขวัญใจมหาชนคนสามชุก ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 บาท พร้อมมงกุฎ ยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารหลักฐาน, ด้วยตนเอง ได้จนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 08.30 – 16.30 น ณ ห้องสำนักงานอำเภอ (ชั้น 2 ) ที่ว่าการอำเภอสามชุก “สมัครฟรี”
  • ส่วนวันที่ 7 เมษายน 2569 ชมการเดินแบบผ้าไทย “ผ้าไทย ใส่ให้สนุก” เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ณ เวทีการแสดงงาน “132 ปี ของดีอำเภอสามชุก”
  • วันที่ 8 เมษายน 2569 ชมการประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ท้องถิ่น ท้องที่ อำเภอสามชุก แบ่งเป็น 2 ประเกท ดังนี้ 1.ประเภทนักร้องชาย และประเภทนักร้องหญิง ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 บาท รับสมัคร ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2569 ณ ห้องชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอสามชุก (ชั้น 1) ที่ว่าการอำเภอสามชุก
  • สำหรับวันที่ 10 เมษายน 2569 ชมและร่วมเชียร์การประกวดรำวง “ย้อนยุค คนสามชุก” ชิงเงินรางวัลรวม 25,000 บาท

ภายในงานมีอาหารอร่อยมากมายมาจำหน่าย พร้อมช้อปสินค้า OTOP ของสามชุก แชะแชทแชร์เช็คอินจุดถ่ายรูปภายในงานหลากหลายสไตล์ ซึ่งทุกค่ำคืนจะได้ชมคอนเสิร์ตจัดเต็มทุกวัน ณ เวทีการจัดงานบริเวณด้านข้าง สำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

เปิดเวที Public Hearing ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในประเด็นที่สำคัญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่1ประจำปี 2568

เปิดเวที Public Hearing ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลในประเด็นที่สำคัญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่1ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น.ที่ โรงแรมราชศุภมิตร อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พลเอกสิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รศ.(พิเศษ) พล.ต.ท.ดร.ณรงค์ กุลนิเทศ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ แนวทาง และยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัล

การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสะท้อนความคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อันจะนำไปสู่การพัฒนากลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยประเด็นสำคัญที่ได้รับการสะท้อน ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าทัน การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล การคุ้มครองสิทธิในบริการโทรคมนาคม และปัญหาการโฆษณาเกินจริงในหลากหลายช่องทาง

ทั้งนี้ ผลจากเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้าง “ภูมิคุ้มกันด้านข้อมูลข่าวสาร” ให้แก่ผู้บริโภค เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคในระดับพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ในการจัดเวทีครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้และทรัพยากร เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน
ในระยะต่อไป

ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเวทีดังกล่าวจะถูกนำไปวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง อาทิ สำนักงาน กสทช. ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง และนำไปสู่การพัฒนาระบบการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนต่อไป


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ยื่นหนังสือผ่าน ส.ส.กาญจนบุรี เร่งแก้ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ฤดูการผลิต 2568/69

สมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 ยื่นหนังสือผ่าน ส.ส.กาญจนบุรี เร่งแก้ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ฤดูการผลิต 2568/69

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.00 น. สมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 โดยการมอบหมายของ นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ นายกสมาคมฯ ได้ให้นายสายชล ตันมันทอง อุปนายกสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการกลาง สาขา 10 หนองตากยา และรางสาลี่ เข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาราคาอ้อยตกต่ำในฤดูการผลิตปี 2568/2569 ผ่านนายชูเกียรติ จีนาภักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2 เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาผลผลิตในตลาด รวมถึงปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลกระทบต่อรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกร

ทั้งนี้ การยื่นข้อเสนอผ่านผู้แทนราษฎรถือเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารปัญหาจากภาคเกษตรกรรมสู่ระดับนโยบาย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ อาทิ การประกันราคาผลผลิต การบริหารจัดการอุตสาห กรรมอ้อยและน้ำตาล รวมถึงการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพด้านราคาและความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมในระยะยาว การเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาคประชาชนในการผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

หนุ่มรถเกี่ยวจำใจ!! ฝืนขึ้นราคารับจ้าง ให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

อุทัยธานี – หนุ่มรถเกี่ยวจำใจ!! ฝืนขึ้นราคารับจ้าง ให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานวันที่ 1 เมษายน 2569 ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ได้พบกับชายหนุ่มชื่อนายปติณญา มีอาชีพรับจ้างรถเกี่ยวข้าวโพด เปิดเผยว่า ช่วงนี้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงก่อนหน้านี้ยังประสบปัญหาน้ำมันขาดแคลน แต่ขณะนี้แม้จะมีเพียงพอแล้ว แต่ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้น ทำให้การรับงานว่าจ้างเกี่ยวข้าว โพดจากเดิมไร่ละ 750 บาท เพิ่มเป็นไร่ละ 800 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนค่าน้ำมัน และหากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นต้องปรับราคาค่าบริการเพิ่มขึ้นไปอีก โดยปกติรถเกี่ยวนั้น ต้องใช้น้ำมันไม่ต่ำกว่าวันละประมาณ 80-100 ลิตร

ขณะเดียวกัน ได้สอบถามกับนางเพียงใจ ชาวเกษตรกรชาวอำเภอทัพทัน เผยว่า ได้ว่าจ้างรถเกี่ยวข้าวโพด มาเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่เพื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดนำไปเลี้ยงสัตว์ ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน และปัจจัยการผลิตหลายๆอย่างที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปลายฤดูแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือฤดูกาลทำนาปีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างหนัก เนื่องจากกระบวนการทำนาต้องพึ่งพาน้ำมันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การไถนา การตีดิน การหว่าน การสูบน้ำ รวมถึงต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมี ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมภาระของเกษตรกร


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน