ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กรณีปรากฎคลิปวิดีโอทหารกัมพูชาในสื่อสังคมออนไลน์บริเวณบันไดทางขึ้นด้านล่างปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กรณีปรากฎคลิปวิดีโอทหารกัมพูชาในสื่อสังคมออนไลน์บริเวณบันไดทางขึ้นด้านล่างปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ตามที่ได้ปรากฏคลิปวิดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวอ้างว่าทหารกัมพูชาได้นำกำลังพลเจาะทางขึ้นพื้นที่บริเวณปราสาทคนา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ในลักษณะหยั่งเชิง ดูลาดเลา และพยายามเข้าใกล้การวางกำลังของฝ่ายไทยนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องว่า ปัจจุบันพื้นที่บริเวณปราสาทคนาอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย โดยได้มีการวางกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่และภูมิประเทศสำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการ ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทำลายกระเช้าลำเลียงกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์ ตลอดจนได้เผาทำลายบันไดไม้จากจุดด้านบน ที่ฝ่ายไทยยึดครองลงไปถึงจุดพักกลาง เป็นระยะทางประมาณ 250 เมตร

สำหรับบันไดไม้ที่ยังคงเหลืออยู่ เป็นช่วงจากจุดพักกลางลงไปจนถึงต้นทางบันไดด้านล่าง ระยะทางประมาณ 200 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชา ที่ใช้ควบคุมเส้นทางขึ้นลงในพื้นที่ ดังนั้น คลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นการบันทึกภาพบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาเอง โดยยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือภาพยืนยันว่ามีกำลังพลทหารกัมพูชาเคลื่อนที่ขึ้นมาบนพื้นที่หน้าผาด้านบนซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หน่วยเฉพาะกิจ ที่รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด โดยได้ติดตั้งลวดหนามตลอดแนวขอบหน้าผา จัดวางจุดเฝ้าตรวจ และจัดสร้างที่มั่นดัดแปลงที่มีความแข็งแรง พร้อมสามารถปฏิบัติการตอบโต้ได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรืออธิปไตยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลทุกนาย ซึ่งยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็งในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

#กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

กองทุนแม่ของแผ่นดิน บ้านไผ่หนอง จ.พระนครศรีอยุธยาให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติด และให้กำลังใจผู้บำบัดยาเสพติด

อยุธยา – กองทุนแม่ของแผ่นดิน บ้านไผ่หนอง ให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติด และให้กำลังใจผู้บำบัดยาเสพติด

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ที่ทำการกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านไผ่หนอง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้าง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา หมู่บ้านป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภายใต้กองทุนแม่ของแผ่นดินและชุมชนล้อมรักษ์ Community Based Treatment and x (CBTx) โดยใช้ชุมชนบำบัด โดยการนำของนายพีรพัฒน์ จำรัสพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต.ท่าช้าง/ฝ่ายปกครองหมู่ที่ 7 คณะกรรมการหมู่บ้าน/ประธานคุ้มบ้าน, กรรมการคุ้มบ้าน, เจ้าหน้าที่ อสม.และทีมงาน

กิจกรรมในสัปดาห์นี้ นายศุภกร อนันตรักษ์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง
ได้พูดคุยให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติด ให้กำลังใจผู้บำบัด, นายอนุพงษ์ นาจรัส พัฒนาการอำเภอนครหลวง ได้ประชาสัมพันธ์การเตรียมความพร้อมในการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์และให้กำลังใจผู้บำบัด, นายสุเทพ บุญแจ้ง ประธานกองทุนแม่ของแผ่นดินภาคที่ 1 และนายเอกพล ที่ปรึกษา พูดคุยให้กำลังใจผู้บำบัด, นายสืบพงษ์ ศรพรหม กำนันตำบลท่าช้าง ได้เข้าร่วมกิจกรรมและประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนบัตรสวัสดืการให้ผู้บำบัดทราบนายณรงค์ ประทุมเกษ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าช้าง ได้พูดคุยให้ความรู้กับผู้บำบัด, นางเบญจวรรณ ไชยคชบาล พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ ตัวแทนสถานประกอบการ ร่วมทำกิจกรรมได้พูดคุยและให้กำลังใจผู้บำบัด เจ้าที่ที่ตำรวจ สภ.ท่าช้าง เข้าร่วมทำกิจกรรม ตัวแทนสถานประกอบการเข้าร่วมทำกิจกรรม, นายพีรพัฒน์ จำรัสพงษ์ ตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดอยุธยา ได้แนะนำและให้ความรู้กับผู้บำบัด ทีมงาน อสม., ชรบ.และคณะกรรมการ บริการด้านสุขภาพ ตรวจสุขภาพเบื้องต้น วัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก หมู่บ้านไผ่หนอง มีผู้สมัครใจเข้ารับการบำบัดยาเสพติด รวมทั้งสิ้น 14 ราย ชาย 13 ราย หญิง 1ราย

วันนี้มีผู้บำบัดมาทั้งหมด 12 ราย ชาย 11 ราย หญิง 1 ราย ไม่มา 3 ราย ผลการตรวจไม่พบสารเสพติด จำนวน 10 ราย พบสารเสพติด จำนวน 2 ราย โดยจะนัดตรวจอีกครั้งวันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การเรียนรู้ ict ต.ท่าช้าง หมู่ที่ 7 ต.ท่าช้าง เวลา 10:00 น. หลังกิจกรรมบำบัดได้ร่วมมอบอุปกรณ์ในการส่งเสริมอาชีพหลังจากผ่านการบำบัดยาเสพติด โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากทาง ป.ป.ส.


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

รองนายกฯ พร้อมด้วย ปลัด อบจ.โคราช รับมอบโล่เกียรติยศ “หน่วยงานดีเด่น – บุคคลดีเด่น” ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก กระทรวง พม.

รองนายกฯ พร้อมด้วย ปลัด อบจ.โคราช รับมอบโล่เกียรติยศ “หน่วยงานดีเด่น – บุคคลดีเด่น” ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก กระทรวง พม.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวีระชาติ ทุ่งไผ่แหลม รองนายก อบจ.นครราชสีมา รับมอบโล่ บุคคลดีเด่น ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ประจำปี 2569 พร้อมด้วย #นายวุฒิชัย วงค์ปัญโญ ปลัด อบจ.นครราชสีมา รับมอบรางวัล หน่วยงานดีเด่น จังหวัดต้นแบบ และสถาบันศึกษาต้นแบบด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จาก นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ประธานในพิธีฯ ภายในงานวันรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เพื่อเชิดชูเกียรติ และเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงาน และจังหวัดที่มีความมุ่งมั่นและความพยายามในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ กรุงเทพมหานคร


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

ศิษยานุศิษย์ ร่วมมุทิตา “หลวงพี่ต่อ” เนื่องในโอกาสรับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา

นครนายก – ศิษยานุศิษย์ ร่วมมุทิตา “หลวงพี่ต่อ” เนื่องในโอกาสรับพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่วัดมณีวงศ์ ต.ดงละคร อ.เมือง จ.นครนายก จัดพิธีมุทิตาจิตเนื่องในโอกาสที่ พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ได้รับพระราชทาน “เสาเสมาธรรมจักร” รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ด้านการนำหลักธรรมทางพระ พุทธศาสนา ช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาชุมชน โดยมี พระอุดมวชิรนายก เจ้าคณะอำเภอเมือง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ , นายกองโท สมศักดิ์ แย้มพันธุ์นุ้ย นายอำเภอเมืองนครนายก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชน ร่วมพิธีจำนวนมาก

ซึ่งในพิธีได้มีขบวนอัญเชิญรางวัล“เสาเสมาธรรมจักร”และเกียรติบัตรประทานพรจากสมเด็จพระสังฆราชฯ รอบอุโบสถ 3 รอบ โดยมีวงดุริยางค์จากนักเรียน โรงเรียนนครนายกวิทยาคมบรรเลงรอบอุโบสถ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ รางวัลเสาเสมาธรรมจักร ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานรางวัล “เสาเสมาธรรมจักร” ให้แก่พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เจ้าอาวาสวัดมณีวงศ์ ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาชุมชน ประจำปี 2568 สาขาส่งเสริมกิจการสงฆ์

หลวงพี่ต่อ“ พระผู้เมตตาเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน ช่วยเหลืองานคณะสงฆ์เป็นอย่างดีเรื่อยมา ช่วยเหลือผู้ยากไร้ สนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์ บริจาคข้าวสารและทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ สร้างตลาดชุมชนวัดมณีวงศ์ ให้ชาวบ้านนำผลผลิตทางการเกษตรเข้ามาขายได้ฟรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยจรรโลงพระพุทธศาสนา ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ไพศาลยิ่ง ๆ ขึ้นไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

สมาคมนายทหารนอกประจำการร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

สมาคมนายทหารนอกประจำการร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

เมื่อ 3 มิถุนายน2569 พลเอก วินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ จำนวน 10 ท่าน ประกอบด้วย

  1. พลเอกวินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ
  2. พลอากาศเอกอดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ อุปนายกสมาคม
  3. พลเอก มณฑล บำรุงพฤกษ์ กรรมการ
  4. พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กรรมการ
  5. พลเอกบุญลือ วงษ์ท้าว กรรมการ
  6. พลเอก เพิ่มศักดิ์ รอบจังหวัด กรรมการ
  7. พลตรีหญิง อุไรพงศ์ สังขวาสี กรรมการ
  8. พลเรือตรีหญิงสุรัชฎาชลออยู่ กรรมการ
  9. พลตรี ณัฐวุฒิ สังขปรีชา
  10. พันเอกหญิง ดวงกมล เกียรติบุตร

ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ ศาลาสหทัยสมาคมพระ บรมมหาราชวัง


สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 จับกุม “ลำโพงและไมโครโฟนไร้สาย” เมืองกำเนิดต่างประเทศ ลักลอบนำเข้า จำนวน 508 ชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

สำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 จับกุม “ลำโพงและไมโครโฟนไร้สาย” เมืองกำเนิดต่างประเทศ ลักลอบนำเข้า จำนวน 508 ชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 : นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 เปิดเผยว่าในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ ดอกพุฒ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ร่วมกันตรวจค้นรถบรรทุก บริเวณพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

ผลการตรวจค้นพบ ลำโพงและไมโครโฟนไร้สาย เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 508 ชิ้น น้ำหนักรวม 6,460.00 กิโลกรัม ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งอาจเป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดของพร้อมรถบรรทุกไว้เป็นของกลาง ส่งสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 และนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดี ตามกฎหมายต่อไป กรณีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พลิกฟื้นตำนาน “ดินโสกผีดิบ” สู่ผ้าไหมทอมือรักษ์โลก วศ. จับมือชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดขอนแก่น ยกระดับผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืน

“พลิกฟื้นตำนาน “ดินโสกผีดิบ” สู่ผ้าไหมทอมือรักษ์โลก! วศ. จับมือชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดขอนแก่น ยกระดับผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วศ.อว.) โดยสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน (สทช.) ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม ณ ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมผ้าฝ้ายบ้านหนองบัวน้อย ตำบลโสกนกเต็น อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน (วศ.) พร้อมคณะร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ศภ.5 กสอ.) สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น (พช.) องค์การบริหารส่วนตำบลโสนกเต็น (อบต.) และผู้ประกอบการผ้าทอในพื้นที่จัดประชุม “การประชุมหารือเพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทดแทนการใช้สีเคมี พร้อมยกระดับกระบวนการผลิตผ้าไหมทอมือให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้มาตรฐาน มุ่งเน้นการสร้าง อัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถแข่งขันทางการตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ นางสาวโสรญา รอดประเสริฐ หัวหน้าโครงการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือด้วยสีย้อมธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยผลสำเร็จของโครงการวิจัยว่า ชุมชนตำบลโสกนกเต็นมีศักยภาพในการผลิตผ้าไหมทอมือแบบครบวงจรและสามารถนำทรัพยากรท้องถิ่น เช่น ฝักคูณ ขี้เถ้า รวมถึงดินแดงจากบริเวณ “โสกผีดิบ” มาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งผลงานมีคุณภาพผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) นอกจากนี้ได้ระดมสมองในการแก้ไขเทคนิคการย้อมและข้อจำกัดด้านตลาด โดยตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีการย้อมสีธรรมชาติให้มีสีเข้มมากขึ้น สดใส สวยงามตามความต้องการของตลาด รวมถึงการนำเกณฑ์เศรษฐกิจสีเขียวและเรื่องราวของตำนานท้องถิ่นมาประยุกต์ในการออกแบบลวดลายบนผืนผ้า เพื่อยกระดับผ้าทอสู่สินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว

จากการหารือดังกล่าวที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในแนวทางการบูรณาการร่วมกัน และพร้อมที่จะผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยให้กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นหน่วยงานพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ และถ่ายทอดสู่ชุมชน รวมทั้งพัฒนาการให้การรับรองด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ศภ.5 กสอ. จะช่วยยกระดับการผลิตและนวัตกรรม แล้วส่งต่อให้ พช. และ อบต. ในพื้นที่ ดำเนินการติดตาม กำกับดูแลคุณภาพ และส่งเสริมการลดการใช้สารเคมีในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือโสกผีดิบเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สร้างรายได้สูงและยั่งยืนให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง

(วศ.) เดินหน้าสนับสนุนชุมชนไทย ด้วยพลังวิทยาศาสตร์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เรานำวิทยาศาสตร์ สู่การดูแลประชาชน”

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สุขเกินร้อยที่ร้อยเอ็ด โมเดลเมืองแห่งความสุข บทพิสูจน์พลังชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาสุขภาวะอย่างยั่งยืน

สุขเกินร้อยที่ร้อยเอ็ด โมเดลเมืองแห่งความสุข บทพิสูจน์พลังชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาสุขภาวะอย่างยั่งยืน

จากบริบท “ชุมชนเมืองขนาดใหญ่” ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะลักษณะบ้านเรือนหรือความหนาแน่นของประชากร แต่คือศูนย์รวมของวิถีชีวิต ความหลากหลาย และความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งในวันนี้เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ตระหนักถึงมิติอันซับซ้อนดังกล่าว จึงเดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการเสริมศักยภาพกลไกเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด สู่การเป็นเมืองสุขภาวะ (Healthy City) แบบมีส่วนร่วม” หรือ “101 Healthy City : สุขภาวะดี วิถีร้อยเอ็ด”
โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนัก งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย โดยใช้แนวคิดการนำพื้นที่เป็นตัวตั้งและใช้ข้อมูลเป็นฐานในการขับเคลื่อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชา ชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดให้มีความสุขอย่างทั่วถึงและนำไปสู่วิถี “เมืองน่าอยู่ สุขภาวะดี วิถีร้อยเอ็ด” โดยล่าสุดเพิ่งจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีต่างๆ ไป

เมื่อในวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา : ดร.นุชากร มาศฉมาดล รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อย เอ็ด ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้ถึงเส้นทางการดำเนินงานหลังทำงานร่วมกับสำนัก 3 สสส. ตั้งแต่ปี 2565-2567 ว่าถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เทศบาลเติบโตจากการ “คิดเองทำเอง” ไปสู่การมีระบบจัดการที่ชัดเจน โดยนำงานในมิติต่างๆ มาปิดช่องว่างที่งานประจำอาจเข้าไม่ถึง ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองขนาดเล็กที่เข้ามาช่วยปิดจุดบอดของการพัฒนาเมือง จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มวัย

“วันนี้เราเติบโตขึ้นเพราะเราได้เรียนรู้กับทาง สสส. และได้เห็นมิติการทำงานจากเครือข่าย เป้าหมายสุดท้ายคือทำอย่างไรให้ชุมชนได้ทำโครงการและมีความยั่งยืน ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าเราไปเติมให้ไม่ได้ตลอด เติมหมดวันไหนเขาก็เลิกทำ การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นการเสริมพลังและศักยภาพของกลไกท้องถิ่น เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งภาคชุมชน ภาคการศึกษา เด็กและเยาวชน” รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าว

ผลลัพธ์จากการปรับมาใช้ข้อมูลเป็นฐานและดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ได้ผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์มากมายในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้และออกกำลังกายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกวัย เช่น การสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ณ บึงพลาญชัย ลานกีฬา Extreme และสนามสามวัยบ้านมั่นคงพัฒนา ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับสถาบันวิชาการอย่างคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ในการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการอบรมผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทุนวัฒนธรรมรอบหอโหวต ๑๐๑ เป็นแกนกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตลาดสร้างสุข เพื่อกระจายรายได้สู่กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

อย่างไรก็ตาม ดร.นุชากรฯ ได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์สูงสุดของการทำงานว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้ชุมชนคิดเป็น ทำเป็น และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว หากเราสามารถสร้างกลไกที่ทำให้ชุมชนเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับบริการ” มาเป็น “ผู้ร่วมจัดการเมือง” ได้สำเร็จ มีการจัดตั้งเครือข่ายประธานชุมชนที่ลุกขึ้นมาวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนพัฒนาพื้นที่ด้วยตัวเอง ชุมชนแห่งนั้นก็จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและอยู่ต่อไปได้เป็นร้อยปี

สำหรับแผนการขับเคลื่อนในอีก 3 ปีข้างหน้า รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองได้ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพทั้งในเรื่องการควบคุมปัจจัยเสี่ยง การจัดการความปลอดภัยทางถนน และการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ที่ชี้ว่า การพัฒนาสุขภาวะในเขตเมืองมีความท้าทายเฉพาะตัว ทั้งในเรื่องโครงสร้างและการเงินที่แตกต่างจากพื้นที่ชนบท แต่เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และปรับตัวผ่านแนวทางการทำงานแบบ “เป็นเพื่อนเป็นพี่ไปด้วยกัน” โดย สสส. พร้อมจะสนับสนุนการพัฒนาแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต เพื่อต่อยอดสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเขตเมืองอื่นๆ ต่อไป

ในส่วนของวิสัยทัศน์การพัฒนา นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด ได้ตอกย้ำถึงแนวคิด “เมืองน่าอยู่ สุขภาวะดี วิถีร้อยเอ็ด สุขเกินร้อยที่ร้อยเอ็ด…” ว่า หัวใจสำคัญไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกายภาพที่สวยงาม แต่คือการสร้างผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านเสาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก เมืองมีเสน่ห์ และเมืองวัฒนธรรม โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมดูแลกลุ่มเปราะบาง การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังและมุ่งมั่นให้ร้อยเอ็ดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน

การดำเนินงานในระยะต่อไปจะครอบคลุมถึง 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การเสริมพลังกลไกชุมชนให้เป็นผู้ร่วมจัดการเมือง การพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย การใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจสร้างสุข การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นเมืองน่าอยู่ และการยกระดับมาตรฐานระบบความปลอดภัยทางถนนและสุขภาพในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดบรรลุเป้าหมายการเป็นเมืองต้นแบบที่ประชาชนทุกคนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

เส้นทางการขับเคลื่อนเมืองร้อยเอ็ดตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากเม็ดเงินงบประมาณที่เทศบาลป้อนให้ แต่เกิดจาก กลไกฟันเฟืองขนาดเล็ก และ ฐานข้อมูล ที่ปลุกให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง การก้าวสู่เฟสที่สองภายใต้เป้าหมาย “101 Healthy City สุขภาพดี วิถีเมืองร้อยเอ็ด” ในปี 2569 – 2572 จึงเป็นการสร้างระบบนิเวศน์ของเมืองที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และทำให้ร้อยเอ็ดเป็นเมืองสุขภาวะที่เข้มแข็งเป็นเมืองแห่งความสุขเกินร้อย อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อว.จับมือ เนคเทค สวทช. คิกออฟ “ABDUL Uni” แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยครู-ผู้เรียน ดึง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง พลิกโฉมห้องเรียนไทยสู่ยุค AI

อว.จับมือ เนคเทค สวทช. คิกออฟ “ABDUL Uni” แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยครู-ผู้เรียน ดึง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง พลิกโฉมห้องเรียนไทยสู่ยุค AI

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า : กระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานปลัดกระทรวง (อว.) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา ปี 2569” (AI-Driven Higher Education Platform) เพื่อมุ่งต่อยอดความสำเร็จด้านความตระหนักรู้ สู่การ “ขับเคลื่อนการใช้งานจริง” ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า กระทรวง (อว.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ทั้งในการผลิตกำลังคน การวิจัย และการประยุกต์ใช้อย่างมีจริยธรรม โดยได้ออก แนวปฏิบัติกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ฯ พ.ศ.2568 เป็นกรอบสำคัญ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้ ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้ประเทศ

“ในปีนี้ กระทรวง (อว.) คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดการเรียนสอน การพัฒนาหลักสูตร ไปจนถึงการบริหารข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและสร้างต้นแบบระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัยฯ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงที่มาและความสำคัญ ว่า Generative AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของภาคการศึกษาอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นการเข้าถึงข้อมูล ไปสู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เนคเทค (สวทช.) โดยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้านการศึกษาชื่อว่า ‘ABDUL Uni Platform’ ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือทรงพลังให้กับมหาวิทยาลัยไทย

“แพลตฟอร์ม ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่พัฒนาโดยทีมวิจัยเนคเทค (สวทช.) ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนสามารถออกแบบ “AI Tutor” ที่จำเพาะเจาะจงตอบโจทย์ตามรายวิชา สามารถดูแลและติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงจัดการห้องเรียนแบบครบวงจร ตั้งแต่มอบหมายงาน ตรวจประเมินผล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของอาจารย์แล้ว ยังสร้างประสบการณ์เรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคิด ไม่ใช่เครื่องมือที่คิดแทนผู้เรียน”

ผู้อำนวยการเนคเทค (สวทช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้โครงการในปี 2569 นี้ เป็นการต่อยอดแบบก้าวกระโดดจากโครงการสร้างความตระหนักรู้ในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์เดิมพิสูจน์แล้วว่า อาจารย์ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือครุศาสตร์ ต่างสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการสอนได้จริง ไม่จำกัดเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มหาวิทยาลัยไทยจะขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเรียนการสอนอย่างมีธรรมาภิบาล ผ่านการสนับสนุนโควต้าการใช้งาน AI จากสำนักงานปลัดกระทรวง (อว.) ตลอดจนการสร้างทีมเทคนิคประจำสถาบัน โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารของทั้ง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง จะเป็นพลังสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า AI สามารถยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานของโครงการ และชี้แจงเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอม พิวเตอร์แห่งชาติ (หัวหน้าโครงการ) และการแนะนำและทำความรู้จักกับแพลตฟอร์ม ABDUL Uni Platform โดย นายชัชวาล สังคีตตระการ และทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว กระทรวง (อว.) และ เนคเทค (สวทช.) คาดหวังให้เกิดการปฏิรูประบบนิเวศการศึกษาไทยที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล โดยผลลัพธ์จาก 20 มหาวิทยาลัยนำร่องในครั้งนี้จะถูกนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว และโมเดลต้นแบบในการกระจายองค์ความรู้ รวมถึงขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ไปสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม. แจงผลเชิงรุก “มาตรการ 3 ไม่” ขานรับบิ๊กต่าย เผยครึ่งปีแรกปฏิเสธเกือบสามหมื่นคน

ตม. แจงผลเชิงรุก “มาตรการ 3 ไม่” ขานรับบิ๊กต่าย เผยครึ่งปีแรกปฏิเสธเกือบสามหมื่นคน

ตามนโยบาย บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. สั่งตำรวจทั่วประเทศกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรการของทางรัฐบาล แก้ปัญหาคนต่างชาติที่แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 : พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการ ตม. ทุกหน่วยทั่วประเทศ ปฎิบัติตามนโยบาย ผบ.ตร. อย่างเคร่งครัด มาตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยใช้ “มาตรการ 3 ไม่” ในการบังคับใช้กฎหมายกับคนต่างชาติ ได้แก่ ไม่ให้เข้า ไม่ให้อยู่ และไม่ให้รอด

โดย มาตรการแรกคือ “ไม่ให้เข้า” เป็นมาตรการสกัดกั้น ก่อนเข้าประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 การปฎิบัติหลัก ได้แก่

  • การใช้ระบบเทคโนโลยี APPS หรือ Advance Passenger Processing System เพื่อสกัดกั้น คนต่างชาติ ที่ถูกขึ้น Blacklist จากการถูกจำคุกในประเทศไทย รวมถึงคนต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล ซึ่งอยู่ในบัญชี Blacklist ปัจจุบัน 169,506 ราย ทำให้คนต่างชาติเหล่านี้ ไม่สามารถบินเข้าไทยได้ โดยสายการบินจะปฎิเสธการขึ้นเครื่องตั้งแต่ต้นทาง และหากเข้าทางด่านชายแดนทางบก จะถูกปฎิเสธการเข้าเมืองทุกราย
  • มีการสกัดกั้นคนต่างชาติ ที่ใช้ Free Visa และถูกด่าน ตม.ต่างๆ ทั่วประเทศ เรียกสัมภาษณ์ โดยพบว่ามีพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย เช่น แฝงตัวเข้ามาทำงาน หรือน่าสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ที่ย้ายฐานจากประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค. ปีนี้ มีการปฏิเสธการเข้าเมือง รวมทั้งสิ้น 29,490 ราย

มาตรการที่สองคือ “ไม่ให้อยู่” ใช้ 2 การปฎิบัติหลัก ได้แก่

  • การสั่งเพิกถอนวีซ่าคนต่างชาติ ทั้งที่เป็น Free Visa และได้รับวีซ่าประเภทอื่น แต่แฝงตัวทำกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ Visa ที่ได้รับ โดยเฉพาะวีซ่านักเรียน ที่ไม่มีการเรียนจริง โดย ตั้งแต่ 1 ม.ค.- พ.ค.2569 ได้ปฏิเสธและผลักดันออกนอกประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 668 ราย
  • มีการเอกซเรย์ทุกพื้นที่ และระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างชาติผิดกฎหมายคดีต่าง ๆ ตั้งแต่ 1 ม.ค.- เม.ย.2569 รวม 14,161 ราย

มาตรการสุดท้ายคือ “ไม่ให้รอด” โดยให้ ตม. ทุกพื้นที่ จัดทำข้อมูลเป้าหมาย และประสานข้อมูลเพื่อการตรวจค้นกวาดล้างร่วมกับตำรวจพื้นที่

โดยตั้งแต่ 1 ม.ค.- พ.ค.2569 มีการตรวจสอบเป้าหมายต่างชาติที่ใช้สิทธิวีซ่า พำนักในประเทศโดยมีลักษณะเป็นแหล่งชุมชน แต่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย และส่งเป้าหมายให้ตำรวจพื้นที่ ในจุดสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีแหล่งชุมชนต่างชาติ รวม 190 เป้าหมาย ดังนี้

  • ตม.จว.ชลบุรี 147 เป้าหมาย
  • ตม.จว.แม่ฮ่องสอน 2 เป้าหมาย
  • ตม.จว. เชียงใหม่ 9 เป้าหมาย
  • ตม.จว.สุราษฎร์ธานี 22 เป้าหมาย
  • ตม.จว.ภูเก็ต 10 เป้าหมาย
    ตรวจค้นแล้ว พบการกระทำผิดและมีการจับกุมไปกว่า 31 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามพฤติการณ์

พล.ต.ต.เชิงรณฯ ย้ำว่า มาตรการดังกล่าว ทาง พล.ต.ท.ภาณุมาศฯ ได้สั่งผู้การ ตม. ในสังกัด ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจะติดตามผลอย่างใกล้ชิดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน