เมืองสัตหีบ ร่วมภาคเอกชนแจกหน้ากากอนามัย พร้อมวิธีรับมือเชื้อไวรัสโควิด19

เมืองสัตหีบร่วมภาคเอกชนแจกหน้ากากอนามัย พร้อมวิธีรับมือเชื้อไวรัสโควิด19

เมื่อช่วงเย็น ของวันนี้ 13 มี.ค.63 นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ พร้อมด้วย นายพิมุกต์ บุญบรรเจิดศรี ผู้บริหารคลังวัสดุสัตหีบ นางอ้อย ปลีเจริญ รองปลัดเทศบาลเมืองสัตหีบ นางสาวณิชาภา ชูพินิจ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม นางสาวเสาวณีย์ ฉัยยากุล สมาชิกสภาเทศบาลเมืองสัตหีบ นายอัครพล แสงศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 สัตหีบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองสัตหีบ ร่วมกันแจกหน้ากากอนามัย กว่า 2,000 ชิ้นและ รณรงค์วิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัย พร้อมวิธีป้องเชื้อไวรัส โควิด 19 ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายซื้ออาหาร เข้ามาขอรับหน้ากากอนามัยฟรีกันอย่างคึกคัก

นายณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ เปิดเผยว่า สำหรับการแจกหน้ากากอนามัยในวันนี้ ทางเทศบาลเมืองสัตหีบร่วมกับภาคเอกชน จัดซื้อหน้ากากอนามัยและมีบางส่วนที่ทางเทศบาลเมืองสัตหีบจัดทำขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนในวันนี้ และเป็นการประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักในเรื่องของการป้องกันโรค เชื้อไวรัสโควิด -19 ยังรวมไปถึงการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หมั่นล้างมือด้วยน้ำสะอาดและแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอยู่ในสถานที่แออัด ไม่นำมือมาสัมผัส จมูก ปาก ตา ถ้าไม่จำเป็น และไม่ใช้สิ่งของรวมกับผู้อื่น เป็นต้นเพื่อให้ประชาชนได้รับความรู้ในการป้องกันรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้อง

สำหรับบรรยากาศในการแจกหน้ากากอนามัยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากคนที่มาเดินจับจ่ายซื้อของในตลาดอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่อำเภอสัตหีบหาซื้อหน้ากากอนามัยค่อนข้างยาก รวมถึงมีการขยับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย.


นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

สวนนงนุชพัทยา จัดเลี้ยงโต๊ะจีนบุฟเฟ่ต์ผลไม้ วันช้างไทย


วันนี้ (13 มี.ค.63) ที่สวนนงนุช พัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายอนุชา อินทศร นายอำเภอสัตหีบ พร้อมด้วย นายสามารถ บุตรสะสม ปศุสัตว์อำเภอบางละมุง รักษาราชการปศุสัตว์อำเภอสัตหีบ นายพนม มีศิริพันธ์ ปศุสัตว์เขต 2 และนางพันธนันท์ ขันติสุขพันธ์ ผู้จัดการทั่วไปสวนนงนุชพัทยา ร่วมเป็นประธานเปิดงาน “วันช้างไทย” ประจำปี 2563 โดยบรรยากาศภายในงานได้มีขบวนยอยศคชสาร สืบตำนานช้างไทย การแสดงชุดรำบายศรี พิธีทำขวัญช้าง และเปิดโต๊ะจีนช้าง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก


จากการที่รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็นวันช้างไทย เพื่อเป็นการยกย่อง “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีความสำคัญต่อจิตใจคนไทยทุกคน นอกเหนือจากเกียรติภูมิที่ช้างเคยได้รับมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือก ซึ่งเป็นตราประจำชาติ และสัญลักษณ์บนผืนธงชาติไทย ช้างยังเป็นสัตว์คู่พระบารมีของพระมหา กษัตริย์ไทยมาแต่โบราณกาล และยังมีส่วนร่วมกับบรรพชนไทยในการทำศึกยุทธหัตถี กอบกู้เอกราชของชาติไทย เพื่อให้คนไทยได้ร่วมรำลึก และตระหนักถึงความสำคัญของช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติ ได้พร้อมใจกันอนุรักษ์ช้างไทยให้คงอยู่กับชาติไทยตลอดไป


ด้านนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่าปัจจุบันสวนนงนุชพัทยา มีช้างอยู่ในการดูแลทั้งหมด 93 เชือก โดยมีช้างพลาย 15 เชือก ช้างพัง 78 เชือก คาดว่าในอนาคต จะมีจำนวนช้างเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ สวนนงนุชพัทยา ยังได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นปาง (แคมป์) ช้าง ที่มีมาตรฐานแห่งแรกในภาคตะวันออก และยังได้รับรางวัลมาตรฐานกิจกรรมปางช้างเพื่อการท่องเที่ยว ประเภทมาตรฐานเสริมระดับดีเยี่ยม จากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปี 2553


นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323

ตร.บางละมุง รวบหนุ่มนักบิน ตระเวนส่งยาเสพติด ตามคำสั่งเจ้าพ่อค้ายานรก

ตร.บางละมุง รวบหนุ่มนักบิน ตระเวนส่งยาเสพติด ตามคำสั่งเจ้าพ่อค้ายานรก

เมื่อเวลา 17.30 น. วันนี้ 13 มี.ค. 63 พ.ต.อ.พัฒนชัย ภมรพิบูลย์ ผกก. สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.นพพล รัตนพงษ์เกียรติ  รอง ผกก.สส. และ พ.ต.ท.สุดเขต สิมาธรรม สว.สส. ได้นำกำลังชุดสืบสวนร่วมกัน นายศุภวิทย์ หรือมิว มุลคร อายุ 20 ปี พร้อมของกลาง ยาไอซ์ น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ยาบ้า 3,640 เม็ด โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และรถจักรยานยนต์ 1 คัน

พ.ต.อ.พัฒนชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11  มีนาคม ที่ผ่านมา ตำรวจชุดสืบสวน สภ.บางละมุง ได้ทำการวางแผนล่อซื้อยาเสพติดประเภทยาไอซ์ จากนายศุภวิทย์ หรือมิว มุลคร จำนวน 5 กรัม ในราคา 2,500 บาท ก่อนสามารถจับกุมได้ที่บริเวณริมถนนภายในซอยหนองกระบอกใกล้กับโรงไฟฟ้า หมู่ที่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นตำรวจชุดสืบสวน ได้ขยายผลตรวจค้นที่ห้องพักตั้งอยู่ในซอยหลังวัดห้วยใหญ่ หมู่ที่ 3 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ตรวจค้นพบ ยาไอซ์ทั้งหมด จำนวน 1,354 กรัม และยาบ้าจำนวน 3,640 เม็ด

สอบสวน นายศุภวิทย์ หรือมิว ให้การว่ายาเสพติดดังกล่าว ตนได้รับคำสั่งจาก นายเอ ไม่ทราบชื่อสกุลจริง สั่งการทางโทรศัพท์มือถือโดยใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ ให้ตนไปเก็บยาบ้าและยาไอซ์ตามจุดต่างๆ และหลังจากที่เก็บมาแล้วตนจะนำไปเก็บรักษาไว้ที่ห้องพักของตนที่ซอยหลังวัดห้วยใหญ่ เพื่อรอคำสั่งจากนายเอ ว่าจะให้ตนเอายาไอซ์และยาบ้าไปวางให้กับลูกค้าตามจุดต่างๆ ซึ่งตนจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 500 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินการจับกุมตัวพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “มีไว้ในความครอบครองเพื่อจำน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า,ยาไอซ์) โดยผิดกฎหมายและพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์)โดยผิดกฎหมาย” ก่อนนำของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป…


ภาพ/ข่าว นายโยธิน พรมแตง
ศูนย์ข่าวพัทยา รายงาน

สารจากนายกรัฐมนตรี สถานการณ์การระบาด COVID-19

สารจากนายกรัฐมนตรี สถานการณ์การระบาด COVID-19

(13 มีนาคม 2563)จากสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสปอดอักเสบ หรือ COVID-19 และสถานการณ์สำคัญอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำปัญหาภัยแล้ง ปัญหาการว่างงาน ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นในห้วงเวลานี้เราจึงควรที่จะร่วมมือ รักสามัคคีกัน เพื่อฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ได้

เรื่องมาตรการรองรับการระบาดของ COVID-19 เรามีหลายอย่างที่แตกต่างด้วยอัตลักษณ์ ความคิดความอ่าน จำนวนประชากร รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศ ซึ่งคงนำมาเปรียบเทียบกับต่างประเทศไม่ได้มากนักในการทำงานของรัฐบาลและส่วนราชการขณะนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลจำเป็นต้องนำข้อมูลจากต่างประเทศ แนวทางการปฏิบัติที่เป็นสากล และข้อมูลต่าง ๆ ในประเทศมาพิจารณาร่วมกัน มีองค์ประกอบหลายอย่างหลายมิติที่ต้องช่วยกันแก้ไข ทุ่มเท เสียสละ ทั้งองค์กรภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาคสื่อมวลชน สื่อสังคมออนไลน์ ต้องขอความกรุณาทุกส่วนช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ ด้วยความเข้าใจใคร่ครวญ คิดวิเคราะห์ รับฟังและเชื่อมั่น เรื่องใดที่เป็นปัญหารัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ไข แต่หากยังคงมีการให้ข่าวบิดเบือน ให้ร้ายป้ายสีกันโดยจับแต่ประเด็นย่อย ๆ ในขณะที่ทุกหน่วย ส่วนราชการกำลังทำงานใหญ่แก้ไขปัญหาให้ประชาชนอยู่ ถึงแม้อาจสร้างความลำบากให้กับภาครัฐในการปฏิบัติงานบ้าง แต่แน่นอนยังคงต้องขับเคลื่อนทุกกลไกให้เกิดการประสานสอดคล้องซึ่งกันและกัน รัฐบาลมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย มาตรการลงไป โดยใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่เผชิญอยู่ ดังนั้นอยากจะขอร้องว่าถ้าอยากจะสื่อความหรือวิพากษ์วิจารณ์ก็ขอให้เป็นเรื่อง ๆ อย่างครบถ้วนทุกมุม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่เอาแต่มองว่าล้มเหลวไปเสียทั้งหมด หรือรัฐบาลไม่มีความสามารถบ้าง ทุกคนควรต้องพิจารณาไตร่ตรองดูว่าขณะนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร เปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่ว่าจะการระบาดของ COVID-19 ภัยแล้ง ปัญหาความยากจน และอื่น ๆ หลายประเทศมีการปกครองแตกต่างกัน มีอำนาจตามกฎหมายต่างกัน ประชาชนเชื่อฟัง เคารพกฎหมายต่างกัน หลายคนอาจมองว่าเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย ขอให้พิจารณาดูว่าวันนี้เรามีประชาธิปไตยเต็มที่แล้วหรือยัง สื่อโซเชียลออกข่าวโดยเสรีหรือไม่ มีใครไปห้ามหรือปิดกั้นหรือไม่ถ้าไม่ผิดกฎหมาย หากเราใช้มาตรการทางสังคมเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ เสนอหนทางปฏิบัติที่เหมาะสมที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์

สำหรับเรื่องบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ทำงานกันอย่างเต็มที่ ทั้งการเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เสี่ยง การขุดเจาะน้ำบาดาล การจูงน้ำ การเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รวมถึงมาตรการเยียวยาต่าง ๆ อย่างไรก็ตามยังคงต้องทั้งกำกับดูแลทั้ง น้ำต้นทุน แหล่งกักเก็บน้ำ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ การเติมน้ำ การระบายน้ำ การขุดเจาะน้ำบาดาล ซึ่งได้ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำมาแล้ว 5 ปี และจะสามารถเพิ่มการเก็บกักน้ำได้จานวนมากหากฝนตกตามพื้นที่ตามฤดูกาลที่คาดการณ์ไว้ ปัญหาสำคัญคือการดำเนินงานโครงการใหม่ ๆ ที่อาจต้องใช้เวลาบ้าง เนื่องจากจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน และไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ก็ต้องขอความร่วมมือกันต่อไป

เรื่องเศรษฐกิจไทย ยังคงต้องพึ่งพาการส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของประชาชนเป็นหลัก รายได้ของรัฐคงมาจากภาษีที่เก็บจากรายได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต รายได้จากรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ อย่างไรก็ตามเราจะต้องปรับตัว ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับอุปสงค์ อุปทาน การเกษตรก็ต้องสอดคล้องกับดิน สภาพอากาศ ความคุ้มทุน การค้าขายก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของผู้อุปโภคบริโภค หลายอย่างที่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะเวลานี้ที่เศรษฐกิจโลกก็ตกต่ำ สงครามการค้า ประกอบกับผลกระทบจากการระบาดโรค COVID-19 อีกด้วย รัฐบาลยืนยันจะดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด

การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในห้วงนี้คงต้องดำเนินการในทุกเรื่องควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือในการทำงานของรัฐบาลและส่วนราชการ เรื่องการระบาดของโรค COVID-19 อย่าได้ตื่นตระหนก มีสติ ระมัดระวัง รับผิดชอบรักษาสุขภาพตนเอง ผู้อื่น และสังคม รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นว่าเราทุกคนจะฝ่าฟันวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณในความร่วมมือ สวัสดี


นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล รพ.ราชวิถี พร้อมมอบยาต้านไวรัสโควิด – 19 เฟวิลาเวียร์ จำนวน 10,000 เม็ด ให้แก่โรงพยาบาลในกทม.

นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล รพ.ราชวิถี พร้อมมอบยาต้านไวรัสโควิด – 19 เฟวิลาเวียร์ จำนวน 10,000 เม็ด ให้แก่โรงพยาบาลในกทม. เชื่อมั่นกระบวนการรักษาของไทยมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ (12 มี.ค. 63) เวลา 15.00 น. ณ อาคารศูนย์การแพทย์ราชวิถี โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมาให้กำลังใจผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยมีนายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่มารอให้การต้อนรับ โดยมีคณบดีแพทยศาสตร์ทั้งสามแห่ง โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราช และผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ร่วมคณะด้วย
นายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมจุดคัดกรองด้วยเครื่องเทอร์โมสแกน บริเวณชั้น 1 และได้ชมการเต้นออกกำลังกายของโรงพยาบาล ซึ่งได้ทำเป็นประจำทุกวัน ก่อนตรวจเยี่ยมคลินิกไข้หวัด ARI clinic (Acute Respiratory Infection Clinic) ซึ่งให้บริการแบบ One Stop Service โดยทีมแพทย์จะตรวจ คัดกรอง วินิจฉัยและให้การรักษาในจุดบริการเดียวอย่างเบ็ดเสร็จ โอกาสนี้ ได้มอบยาต้านไวรัสโควิด – 19 เฟวิลาเวียร์ จำนวน10,000 เม็ด ให้แก่โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เพื่อนำไปกระจายให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลในเครือ Uhosnet และโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร พร้อมมอบกระเช้าให้กำลังใจแก่ตัวแทนญาติผู้ป่วย แพทย์และพยาบาล ทั้งนี้ สถาบันการแพทย์ของไทยทุกแห่งทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของไทย ร่วมมือสร้างความเชื่อมั่นกระบวนการรักษาของไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทีมแพทย์พยาบาลที่เสียสละและทำงานหนักในการดูแลรักษาคนไข้ ซึ่งประชาชนต้องดูแลสุขภาพ มีการป้องกันตนเอง งดเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงหรือกลุ่มประเทศที่มีการระบาด ทุกคนไม่ว่าจะเป็นดาราหรือผู้มีชื่อเสียงที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ขอให้กักตนเอง 14 วัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เน้นคุมเข้มสถานบันเทิงหรือสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ที่มีประชาชนรวมตัวอยู่จำนวนมาก หรือหากจะมีการจัดงาน ต้องมีมาตรการการคัดกรองอย่างเข้มงวด พร้อมตั้งจัดหาเจลแอลกอฮอล์น้ำยาฆ่าเชื้อต้องมีพร้อมอีกด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาโควิด – 19 ของรัฐบาล การทำงานทุกกระทรวงเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการรักษาของไทยมีมาตรฐานและเป็นที่น่าพอใจ สถานบันการแพทย์ของไทยทุกแห่งทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของไทย ร่วมมือย้ำความเชื่อมั่นแห่งกับกระบวนการรักษาของไทยยิ่งขึ้น รวมทั้งรัฐบาลเสริมมาตรการเข้มงวดทุกด้านทั้ง การคัดกรอง และการใช้แอปพลิเคชันติดตามเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโควิด-19 โดยจะมีการเก็บข้อมูล แจ้งเตือน ติดตามตัวผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ ทุกอย่างทำให้รัดกุมที่สุด สำหรับการทำงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 บูรณาการงานร่วมกัน เพื่อร่วมมือร่วมใจกัน สู้ด้วยกัน และเราจะผ่านวิกฤตไวรัสนี้ไปได้อย่างแน่นอน


ขอบคุณ ; กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ไทยได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อเยอรมัน มาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดไวรัสโควิด – 19 เด็ดขาด

ไทยได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อเยอรมัน มาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดไวรัสโควิด – 19 เด็ดขาด

นาย Andreas Gandzior ได้เขียนบทความเผยแพร่ เว็บไซต์ Berliner Morgenpost ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นของเยอรมนี ชื่นชมมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของไทย ที่เน้นสร้างความรู้ให้กับประชาชน ควบคู่ไปกับการเฝ้าระวัง รัดกุม ต่อเนื่อง โดยนาย Gandzior แสดงความประทับใจที่พบเห็นประชาชนทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศสวมใส่หน้ากากอนามัย มีการจัดวางเจลแอลกอฮอล์ตามพื้นที่สาธารณทั่วไปทั้งแหล่งท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ และการตรวจวัดอุณหภูมิในจุดเข้า-ออกอาคาร รวมทั้งการเผยแพร่คำแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อสุขอนามัยที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส เป็นมาตรการป้องกันที่พบเห็นพบได้ทั่วไปตามสถานที่ต่าง ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับมือกับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่พัฒนาไปทุกขณะ เพิ่มความเข้มข้นทุกช่องทางการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ในการคัดกรองอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ ทั้งแผนป้องกันและการเฝ้าระวังการระบาดในระดับต่อไป ทำให้ ณ วันนี้ ไทยอยู่ในระดับที่ 37 ของประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่ายในการดูแลสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะไวรัสโควิด-19 สามารถหยุดได้ด้วยตัวเราด้วย ดูแลสุขภาพตนเอง กินร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมืออย่างสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด


รองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 1/2563

รองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 1/2563 สั่งเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการน้ำ เร่งแก้ไขปัญหาน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค เตรียมแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนในช่วงฤดูฝนนี้

วันนี้ (12 มี.ค. 63) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ครั้งที่ 1/2563 โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมรับทราบประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ความก้าวหน้าโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเห็นชอบ จำนวน 25 โครงการ ความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของคณะทำงานติดตามการขอใช้พื้นที่ป่าสำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1. โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2. โครงการที่ได้รับงบประมาณแล้ว 3. โครงการที่พร้อมยื่นขอใช้พื้นที่ป่าไม้ 4. โครงการที่อยู่ในกระบวนการพิจารณารายงานด้านสิ่งแวดล้อม และ 5. โครงการที่รออนุญาตเข้าศึกษาวิจัยทางวิชาการในพื้นที่ป่าไม้

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบทบทวนเป้าหมายขับเคลื่อนโครงการสำคัญ โครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่หน่วยงานเสนอ ได้แก่ โครงการของกรมชลประทาน โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกรอกเคียน จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนในช่วงฤดูฝน โครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2563 (เพิ่มเติม) ของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) จำนวน 2 โครงการ คือ 1. โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ. สาขาเพชรบูรณ์ – หล่มสัก ประกอบด้วย แผนงานก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ.สาขาเพชรบูรณ์ – หล่มสัก (ระยะที่ 1-2) และแผนการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย กปภ.สาขาเพชรบูรณ์ – หล่มสัก และ 2. โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ.สาขาสมุทรสาคร – นครปฐม ประกอบด้วย แผนงานก่อสร้างปรับปรุงขยาย กปภ.สาขาสมุทรสาคร – นครปฐม (ระยะที่ 1-2) และแผนการบริหารจัดการลดน้ำสูญเสีย กปภ.สาขาสมุทรสาคร – นครปฐม ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบน้ำผลิต ระบบจ่ายน้ำ สามารถให้บริการประชาชนได้เพิ่มขึ้นอีก 10 ปี ข้างหน้าอย่างพอเพียง อีกทั้งเป็นการส่งเสริมสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในตอนท้าย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นโครงการที่เสนอเข้ามา ซึ่งล้วนแต่เป็นโครงการสำคัญ พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติที่ประชุม ส่วนโครงการใดที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แล้ว ให้เร่งรัดดำเนินการให้เป็นไปตามแผน ขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านน้ำให้กับประชาชนได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน


กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกฯ ย้ำ ยกระดับมาตรการเพื่อเพิ่มความเข้มข้น การรับมือโควิด-19 ขอให้ประชาชนมั่นใจการบริหารจัดการของรัฐบาล

นายกฯ ย้ำยกระดับมาตรการเพื่อเพิ่มความเข้มข้นการรับมือโควิด-19 ขอให้ประชาชนมั่นใจการบริหารจัดการของรัฐบาล

ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงต่อสื่อมวลชนถึงการยกระดับความเข้มข้นของมาตรการต่างๆ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) รวมทั้งระบบการเฝ้าระวังประชาชนที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ดังนี้

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลมีการประชุมประเมินสถานการณ์ทุกวัน เพื่อออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่พัฒนาแปรเปลี่ยนไปทุกขณะ โดยเฉพาะมาตรการคัดกรองจะเริ่มเข้มข้นตั้งแต่ประเทศต้นทาง จนถึงขั้นตอนการเดินทางถึงประเทศไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้น ในการคัดกรองอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ โดยจะตรวจเข้มทุกช่องทางการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย และหากพบว่ามีไข้ จะถูกส่งไปยังสถานพยาบาลทันที จากนั้น ประชาชนที่เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเมื่อผ่านการคัดกรองแล้ว กระทรวงคมนาคมจะจัดรถไปส่งโดยควบคุมอย่างเคร่งครัด ณ ที่พักที่ภูมิลำเนา เพื่อเข้ามาตรการของรัฐในการกักกันที่ภูมิลำเนา (State Monitored Home Quarantine) ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม สาธารณสุข และมหาดไทย สำหรับการยกระดับมาตรการควบคุมป้องกัน ณ ที่พักที่ภูมิลำเนา (State Monitored Home Quarantine) เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการมอบหมายหน้าที่ตามกฎหมาย จะเป็นผู้ตรวจสอบ กำกับ ติดตาม ผู้ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ห้ามมิให้ผู้ถูกกักกันออกนอกสถานกักตัว หากผู้ใดฝ่าฝืน ละเมิดจะมีโทษตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ จะมีการใช้เทคโนโลยีและแอพลิเคชั่นในการติดตาม ควบคุมควบคู่กับการติดตามการเฝ้าระวังของชุมชน ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ เหตุผลอีกประการก็เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการแพร่ระบาด ติดต่อกัน หากนำผู้ที่เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงมาอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น กรณีเรือสำราญ Diamond Princess ที่มีคนติดเชื้อจำนวนมาก รวมทั้ง จะมีกระบวนการ ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ สำหรับศูนย์เฝ้าระวังที่รัฐบาลตั้งขึ้น หรือ State Quarantine ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ที่ขณะนี้ได้มีการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศเกาหลีใต้ ยังคงเปิดใช้ และยังมีกลุ่มเฝ้าระวังอยู่ในศูนย์ฯ และต่อไปจะใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาในระบบการคัดกรอง และไม่สามารถไปกักกันเฝ้าระวังที่ภูมิลำเนาได้ หรือกรณีอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น คนไทยจะกลับมาจากประเทศหนึ่ง แต่ไม่สามารถ เช่น ปัญหาการขอใบรับรองแพทย์ ที่ไม่มีแล้วหลุดลอดออกเดินทางมาได้ หรือไม่ผ่านการคัดกรองจากต้นทางมาอย่างครบขั้นตอน ช่วงรอให้ระบบควบคุมป้องกันที่ภูมิลำเนาพร้อม รวมถึงกรณีอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งศูนย์ฯนี้จะได้มีไว้เพื่อพร้อมรองรับกลุ่มดังกล่าว

โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศทำความเข้าใจกับประเทศต้นทาง เพื่อให้เข้าใจถึงมาตรการของไทยซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อม โดยต่อจากนี้ การเดินทางเข้าประเทศไทยจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น อาทิ ต้องแสดงหนังสือรับรองทางการแพทย์เพื่อยืนยันก่อนการเดินทาง และจะประกาศยกเลิก Visa on Arrival ใน 17 ประเทศ 1 เขตเศรษฐกิจ รวมทั้ง การยกเลิกการยกเว้นการตรวจลงตรา ของประเทศมีความเสี่ยงสูง ได้แก่ เกาหลีใต้ ฮ่องกง และอิตาลี (กรณี อิหร่าน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ได้ระงับการรับคำร้องขอรับการตรวจลงตราเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2563 จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ) เพื่อให้ผู้เดินทางต้องผ่านขั้นตอนการขอตรวจลงตราที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ เพื่อเพิ่มการคัดกรอง ควบคุมสถานการณ์ สกัดกั้นไม่ให้ประเทศไทยเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการแพร่ระบาดโรค โควิด-19

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำชัด ถึงการทำงานของรัฐบาลในทุกขั้นตอนว่าเป็นการทำงานตามขั้นตอนมีกฎหมายรองรับ และเป็นมาตรการชั่วคราว ซึ่งจะพิจารณายกเลิกเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

โอกาสนี้ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่ามาตรการที่ได้ร่วมพิจารณาผ่านที่ประชุมนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังที่ภูมิลำเนา จะมีการแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าพนักงานเพิ่มเติม โดยจะเป็นบุคคลากรจากกระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย เจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะกำหนดบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม กรณีชาวต่างชาติจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย หากว่าผ่านการคัดกรองแล้วมีไข้ จะถูกส่งไปยังสถานพยาบาล และหากไม่มีไข้รัฐบาลจะจัดพื้นที่ในการเฝ้าระวังบริเวณโรงแรมใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และหากชาวต่างชาติประสงค์เดินทางกลับประเทศของก่อน 14 วัน ก็ดำเนินการได้ แต่จะไม่ยินยอมให้เดินทางออกจากสถานที่เฝ้าระวังหากยังไม่ครบขั้นตอนเฝ้าระวัง 14 วัน

กระทรวงสาธารณสุข โดยรัฐมนตรีว่าการฯ และปลัดกระทรวงฯ ได้แจ้งเพิ่มเติมในการดำเนินการว่า การออกกฎหมายเพิ่มผู้ช่วยเจ้าพนักงานเป็นไปตามมาตรา 4 และ 5 ของพระราชบัญญัติ โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และกระทรวงสาธารณสุขขอให้มั่นใจว่าการดำเนินการของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การตรวจคัดกรองจากสนามบินผ่านเทอร์โมสแกน (Thermo Scan) 3 จุด และในส่วนของการเฝ้าระวังที่บ้านจะมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และทีมงานของกระทรวงมหาดไทยดูแลซึ่งเป้าหมายคือสุขภาพของประชาชน และการให้ความรู้คนในครอบครัว และคนในท้องถิ่น เมื่อครบเวลา 14 วัน แล้วก็จะต้องดูแลสุขภาพต่อไป

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยระบบขนส่งที่จะส่งผู้เดินทางเข้าประเทศไปคัดกรองยังภูมิภาคได้มีการกำหนดจุดส่ง และรับ จากการทำงานที่ผ่านมาขอให้มั่นใจเพราะสถิติการเกิดโรคของไทยมีจำนวนไม่มาก มีการป้องกันสูง

ด้านนายชาตรี อรรจนานันท์ อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การคัดกรองของไทยสำหรับผู้เดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงและประเทศอื่นๆที่มีการระบาดนั้น มีมาตรการที่สำคัญถึง 3 ขั้นตอน คือ 1. คัดกรองที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุล ในการดำเนินการเพื่อขอตรวจลงตราเดินทางเข้ามายังประเทศไทย 2. การแสดงใบรับรองแพทย์เมื่อมีการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงก่อนการเดินทางขึ้นเครื่อง และ 3. มาตรการในประเทศที่คัดกรองที่สนามบิน และเฝ้าระวังผู้โดยสารขาเข้า 14 วัน

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้สื่อมวลชนช่วยชี้แจงด้วยว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการอาศัยในแผ่นดินไทย จึงขอให้พี่น้องชาวไทยทุกคนทำความเข้าใจ ช่วยดูแลกัน และขั้นตอนทั้งสิ้นที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว จะยกเลิกเมื่อสถานการณ์คลี่คลายต่อไป


รอง นรม.และรมว.พณ. แถลงข่าวแจ้งความดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มลาซาด้า กรณีการค้าหน้ากากอนามัยผิดกฎหมาย 3 คดี

รอง นรม.และรมว.พณ. แถลงข่าวแจ้งความดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มลาซาด้ากรณีการค้าหน้ากากอนามัยผิดกฎหมาย 3 คดี เตือนผู้หาลู่ทางค้ากำไรหน้ากากอนามัยเกินควร โดยปรับมาขายตามราคาควบคุมแต่คิดค่าขนส่งแพง ถือว่าทำผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดี

ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะ แถลงข่าวการดำเนินการติดตามการค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม ว่า ขณะนี้จะมีการดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มลาซาด้า รวม 3 คดี

นายจุรินทร์กล่าวว่า ได้มอบหมายปลัดกระทรวงพาณิชย์เชิญแพลตฟอร์มที่มีการค้าออนไลน์ ที่มีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมาย และได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนมาเป็นลำดับ ให้มาพบที่กระทรวงพาณิชย์มาแล้ว โดยได้เตือนให้ระมัดระวังอย่าให้มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นโดยอาศัยแพลตฟอร์มใดก็ตาม ซึ่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือเป็นทางการแจ้งให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้รับทราบถึงข้อกฎหมายและโทษที่จะได้รับถ้าปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม โดยในวันนี้กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มลาซาด้าจำนวน 3 คดี ดังนี้

คดีแรก ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งมีผู้ร้องเรียนมาที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการติดตามจนกระทั่งมีการเข้าดำเนินคดีกับร้านขายยาชื่อดีดีฟาร์ม่า ที่ประกอบการค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มลาซาด้า โดยพบหน้ากากอนามัยของกลางจำนวน 28 กล่องและมีโค้ดลาซาด้าอยู่บนกล่องที่เตรียมการส่งมอบให้กับผู้ซื้อปลายทางอย่างชัดเจน พนักงานเจ้าหน้าที่ตั้ง 2 ข้อหาในเบื้องต้นคือ 1) ขายเกินราคาควบคุม เพราะขายที่ราคากล่องละ 1,100 บาท 1 กล่องมี 50 ชิ้น เฉลี่ยราคาชิ้นละ 22 บาท 2) ขายเกินราคาอันสมควร คือค้ากำไรเกินควร ทั้งนี้ หน้ากากอนามัยสีเขียวจะขายได้ไม่เกินราคาชิ้นละ 2.50 บาท สำหรับกรณีขายเกินราคาควบคุมมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีค้ากำไรเกินควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีที่ 1 นี้จึงมีโทษ 2 กระทงหรือ 2 ข้อหา อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการขยายผลในเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พนักงานเจ้าหน้าที่ของพาณิชย์จังหวัดนครปฐมได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกรรมการผู้จัดการใหญ่ลาซาด้าประจำเทศไทย ในฐานะตัวการร่วม ซึ่งโดยหลักกฎหมายแล้วจะมีโทษเท่ากัน ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รับคดีเรียบร้อยแล้ว

คดีที่สอง การดำเนินคดีการจำหน่ายหน้ากากอนามัยสีเขียวที่ใช้ทางการแพทย์ ที่จำหน่ายราคากล่องละ 1,099 บาท เฉลี่ยชิ้นละ 22 บาท โดยได้มีการเซ็นรับของเสร็จสิ้นกระบวนการขายแล้วเมื่อ 10 มี.ค.63 เวลา 15.00 น. และได้มีการบันทึกปากคำเจ้าหน้าที่บริษัทขนส่งที่มาส่งปลายทาง โดยมีหลักฐานใบสั่งซื้อ หลักฐานเอกสารของลาซาด้าในการรับคำสั่งซื้อ พร้อมรหัสการสั่งซื้อครบถ้วน ผู้ที่จำหน่ายคือร้าน 928 ช็อปที่ทรงวาด ขณะนี้ปิดร้านไปแล้ว ซึ่งหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์จะไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ในข้อหาขายเกินราคาควบคุมและข้อหาค้ากำไรเกินควร โดยจะแจ้งข้อหากับร้าน 928 ช็อป และแพลตฟอร์มลาซาด้า ที่ทำให้มีการขายผิดกฎหมายเกิดขึ้น

คดีที่สาม เป็นคดีที่จังหวัดนครปฐมเช่นเดียวกัน ซึ่งร้านค้าที่ดำเนินการขายหน้ากากอนามัยผิดกฎหมาย คือแอพพลายแอนซ์แอนด์เซฟตี้เอ็นเค ขายในราคากล่องละ 1,299 บาท เฉลี่ยชิ้นละ 26 บาท โดยจะแจ้งข้อหาขายเกินราคาควบคุมและข้อหาค้ากำไรเกินควรเช่นเดียวกัน ซึ่งจะส่งดำเนินคดีกับ บก.ปคบ. เช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้ นายจุรินทร์กล่าวว่า ขณะนี้พบว่ามีความพยายามที่จะหาลู่ทางในการค้ากำไรเกินควร โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบไปขายตามราคาควบคุม แต่คิดค่าขนส่งแพงมาก ขอเตือนว่าเป็นการผิดกฎหมาย เพราะจะเข้าข่ายกรณีขายในราคาสูงเกินสมควร ขายเกินราคา ซึ่งเป็น 2 ข้อหาเช่นเดียวกับที่กำลังจะแจ้งความดำเนินคดีและที่ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว เพราะคำว่าราคาควบคุมนั้นรวมทั้งตัวสินค้าและค่าบริการด้วย ฉะนั้น การที่บอกว่าขายหน้ากาก 2.50 บาท แต่คิดค่าขนส่ง 300 บาท 400 บาทนั้นคือค่าบริการที่อยู่ภายใต้การกำกับตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะเข้าข่ายการกระทำผิดฐานค้ากำไรเกินควรเช่นเดียวกัน ใครที่คิดจะทำหรือกำลังทำขอให้เลิก มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“ราคากำหนดหน้ากากสีเขียว หรือหน้ากากทางการแพทย์ไม่เกิน 2.50 บาท ถ้าขาย 3 บาท ถือว่าเกินราคา แต่ถ้าขายชิ้นละ 5 บาท 10 บาท 20 บาท เป็นการขายเกินราคาสูงเกินสมควร หรือข้อหาค้ากำไรเกินควรด้วย สำหรับโทษแรกที่ขายเกินราคา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีค้ากำไรเกินควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าค้ากำไรเกินควรก็ต้องโดน 2 ข้อหา เพราะขายเกินราคาเป็นเบื้องต้นก่อนอยู่แล้ว และบวกไปเยอะจนกระทั่งกลายเป็นค้ากำไรเกินควร” นายจุรินทร์กล่าวย้ำ


กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 พร้อมตอบข้อสงสัยและให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 พร้อมตอบข้อสงสัยและให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19

ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข พล.ต.ท. ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกกระทรวงคลัง แถลงชี้แจงข้อสงสัยในประเด็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวเนื่อง COVID-19 มาตรการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และข้อควรรู้สำหรับประชาชนทั่วไป

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์บริการสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีข้อมูลข่าวสารชี้แจงความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาให้แก่พี่น้องประชาชน รวมทั้งยังเป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้ พี่น้องประชาชนสามารถติดต่อหลายช่องทาง เช่น ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ 1111 และช่องทางเฟซบุ๊กกรมประชาสัมพันธ์

จากนั้น นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงข้อสงสัยกรณีชาวสิงคโปร์เจ้าของร้านอาหารในอาคารออลซีซั่นส์ เพลส ที่เดินทางไปสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งผ่านไปเดือนกว่าพ้นระยะฟักตัว แต่พบติดเชื้อไวรัสอาจทำให้ไทยเข้าสู่ระยะที่ 3 ว่า ข้อเท็จจริงจากทีมสืบสวนสอบพบประวัติสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยงซึ่งเป็นเพื่อนจากประเทศเดียวกัน ถือว่าหาที่มาที่ไปได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร ยังติดตามผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดและไม่ใกล้ชิดทางอีก 84 คน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อ ทุกคนมีอาการปกติดี ทั้งนี้ ต้องชื่นชมเจ้าของร้านถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการแจ้งเรื่อง ปิดร้าน ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ คาดว่าจะเปิดใช้บริการภายใน 2-3 วัน ยืนยันว่า ประชาชนสามารถเดินทางไปอาคารออลซีซั่นส์ได้ พนักงานยังสามารถเข้ามาทำงานได้ตามปกติ มีการปิดพื้นที่เฉพาะที่ทำการเฝ้าระวัง จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยยืนยันสะสมจำนวน 59 ราย เกือบทุกรายอาการเริ่มดีขึ้น เสียชีวิต 1 ราย ส่วนผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย ที่รักษาตัวอยู่ที่สถาบันบำราศนราดูร ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และปัจจุบันพบผู้ป่วยเพิ่มจำนวน 6 ราย อาทิ รายที่ 1 เจ้าหน้าที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ รายที่ 2 เจ้าหน้าที่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ (ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับรายที่ 1) รายที่ 3 พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง รายที่ 4 คนที่เดินทางกลับจากเกาหลีใต้ รายที่ 5 เดินทางกลับจากญี่ปุ่น รายที่ 6 ชาวสิงคโปร์ เจ้าของกิจการในกรุงเทพฯ ยืนยันว่าทั้ง 6 รายนี้ ได้มีการตรวจสอบที่มาที่ไปได้ทั้งหมด ด้านกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ที่ได้ออกหนังสือชี้แจงเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศรับมือสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยืนยันไทยยังคงอยู่ในระดับที่ 2 ทั้งนี้ การแจ้งเตือนในเอกสารเป็นการยกระดับการรับมือให้สูงกว่าสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง เพื่อให้จัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขยังย้ำถึงวิธีการดูแลตัวเองและคนใกล้ชิด หมั่นล้างมือให้สะอาด แยกสำรับอาหาร ใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง จัดการภายในสถานที่ทำงาน ทำความสะอาดพื้นสัมผัสร่วม ยืนยันไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจไม่ได้ติดต่อทางอาหาร ผู้สวมหน้ากากอนามัยต้องเป็นผู้ป่วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ต้องเข้าไปสถานที่ที่มีคนแออัด อากาศถ่ายเทไม่ดี

จากนั้น พล.ต.ท. ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงถึงสถานการณ์ปัจจุบัน อาจเป็นช่องทางให้บุคคล กลุ่มบุคคล ผู้ประกอบการบางราย รวมถึงมิจฉาชีพฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ สร้างความเดือดร้อนหรือความวุ่นวาย ตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนและสังคมได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้สั่งการให้ติดตามอย่างใกล้ชิด กำหนดมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อทุกหน่วยงานร่วมปฏิบัติทั้งปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด จับกุมผู้ที่จำหน่ายหน้ากากอนามัยโดยผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การจับกุมผู้ที่โพสต์หรือส่งต่อข่าวปลอม (Fake News) สร้างความตระหนกให้แก่ประชาชนและสังคม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งเพิ่มความเข้มในการคัดกรองผู้ที่เดินทางจากนอกราชอาณาจักรโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดในทุกช่องทาง ทั้งเตรียมความพร้อมดูแลอำนวยความสะดวกในการรับตัวคนไทยที่จะเดินทางกลับประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน พล.ต.ท. ปิยะ ฯ ยังกล่าวถึงการซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้รับสินค้าว่า ขอให้ผู้ซื้อเตรียมหลักฐาน รายละเอียด ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อซื้อขาย แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสการกระทำผิดดังกล่าวต่าง ๆ สามารถแจ้งมายังหมายเลขโทรศัพท์ 1111, 191, 1599 หรือสถานีตำรวจได้ในทุกพื้นที่

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงถึงประเด็นมาตรการฟื้นฟู เยียวยาด้านเศรษฐกิจว่า ผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และการค้าขายที่ซบเซา กระทบไปถึงภาคการผลิต อุตสาหกรรมของไทยที่มีประเทศจีนเป็นคู่ค้า ทั้งการนำเข้า และส่งออก ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้มีมาตรการเยียวยาและบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจในระยะที่ 1 ที่มุ่งเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการ เสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ ทั้งหมด 14 มาตรการด้วยกัน ส่วนแรก คือ การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชน เช่น หนี้บัตรเครดิต มีแนวทางเปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตให้มีระยะเวลายาวนานขึ้นและดอกเบี้ยต่ำลงกับทางธนาคารออมสิน ยืดระยะเวลาผ่อนชำระ ต่อมา คือ การลดภาระค่าไฟของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทยออกมาตรการ 3 ด้าน ได้แก่ การคืนค่าประกันการใช้ไฟบางส่วน การลดค่าไฟในรอบบิลเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน และ ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระค่าไฟ รวมถึงการลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตน เหลือ 4% ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมเงิน 2 หมื่นล้านบาทเพื่อป้องกัน เยียวยา และสร้างแรงจูงใจ ในการแก้ไขปัญหาและผลกระทบที่อยู่นอกเหนือจาก 14 มาตรการ เช่น การเยียวยาผู้ถูกเลิกจ้าง การจัดหาอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเสนอแนวทางในการช่วยเหลือและรัฐบาลจะคอยออกมาตรการในการช่วยเหลือ เยียวยา ประชาชนให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่องต่อไป


ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก