นายกรัฐมนตรี สั่งผู้ว่าฯ รายงานผลการปฏิบัติงาน ตามมาตรการรัฐบาลมายังศูนย์โควิด-19

นายกรัฐมนตรีสั่งผู้ว่า ฯ รายงานผลการปฏิบัติงานตามมาตรการรัฐบาลมายังศูนย์โควิด-19 เพราะนายกรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์ทุกวัน

วันนี้ ( 19 มี.ค. 63) เวลา 10.00 น. ณ กระทรวงสาธารณสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ติดตามมาตรการเฝ้าระวังป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ว่า วันนี้ ต้องการให้…เกิดความเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาล จึงตั้งใจมาร่วมหารือ รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะและอุปสรรคการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมายในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น วันนี้ไทยพบมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องขอชื่นชมระบบคัดกรองของไทยที่ติดตามบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทำให้รู้จุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาด เช่น สนามมวย สถานบันเทิงต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงว่าจะพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงคอนเสิรต์ ทุกคนจะต้องถูกคัดกรอง ตรวจสอบและติดตามให้ครบถ้วน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง 6 มาตรการที่รัฐบาลได้ประกาศไปแล้วว่า เป็นกรอบใหญ่ที่ให้ไปซึ่งได้ให้อำนาจฝ่ายปกครอง คือ กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถกำหนดมาตรการเพิ่มเติมจาก เช่น การปิดสถานบันเทิงและสถานบริการที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงทุกแห่งในต่างจังหวัดเป็นการชั่วคราวระยะเวลา 14 วัน ก่อนเปิดให้บริการต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัย หากเห็นว่าไม่เพียงพอก็สามารถขยายระยะเวลาปิดให้บริการได้ รวมไปถึงให้งดกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องรวมกลุ่มคนจำนวนมาก เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อโควิด-19

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังกำชับให้ข้าราชการระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัดประจำพื้นที่ ให้ทำงานอย่างเด็ดขาดและต้องรายงานผลการปฏิบัติงานทุกมาตรการที่รัฐบาลออกไปแล้วให้นายกรัฐมนตรีทราบผ่านช่องทางของหน่วยงานมายังศูนย์โควิด-19 ซึ่งตนเองติดตามสถานการณ์ทุกวันเพื่อนำมาปรับหรือเพิ่มมาตรการให้เหมาะสมกับพัฒนาการของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในไทยต่อไป

ขอบคุณ : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

ทำเนียบรัฐบาล ดำเนินมาตรการเข้ม เพื่อป้องการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19

ทำเนียบรัฐบาลดำเนินมาตรการเข้มเพื่อป้องการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19

วันนี้ (19 มี.ค. 63) จากกรณีตำรวจติดตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีผลตรวจปรากฏเป็นผู้ติดเชื้อโควิด 19 และที่ผ่านมาตำรวจนายนี้ได้มีการมาปฏิบัติหน้าที่ติดตามรัฐมนตรีฯที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะตึกบัญชาการ และบริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันและสร้างความเชื่อมั่นว่าเชื้อโควิด 19 จะไม่แพร่กระจาย

นายดิสทัตโหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี …ได้สั่งการให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ ดังนี้

1.ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กองโรคระบาด กรมควบคุมโรค จะไปดำเนินการสอบสวนเพื่อค้นหาผู้สัมผัส ผู้อยู่ใกล้ชิด และจากผู้ป่วยที่โรงพยาบาล และจะรีบแจ้งผลมาให้ทราบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทำเนียบรัฐบาล

2.เมื่อคืนที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2563) ได้ดำเนินการพ่นยาฆ่าเชื้อทั้งที่ตึกไทยคู่ฟ้า ตึกบัญชาการทั้ง 5 ชั้น และดำเนินการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อสถานที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆโดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่องทุกวัน พร้อมจัดระบบคัดกรองไข้ สนับสนุนการใส่หน้ากากทุกคน จัดให้มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือในทุกจุด

3.ในวันนี้ (19 มีนาคม 2563) ให้หัวหน้าส่วนงานที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่ตึกบัญชาการในวันประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ทั้งจากหน่วยงานภายในทำเนียบรัฐบาล และจากหน่วยงานภายนอกที่เข้ามาปฏิบัติงาน จัดให้มีการรายงานตัวเพื่อให้ได้ข้อมูลบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วยเพื่อแยกกลุ่ม และผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ให้หยุดงานไปเฝ้าระวังสังเกตอาการที่บ้าน 14วัน ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำให้ใช้วิธี self distance ใส่หน้ากาก และใช้เจลแอลกอฮอล์สม่ำเสมอ ทั้งนี้บุคคลทั้งสองกลุ่มถ้ามีอาการให้รีบไปพบแพทย์และแจ้งหัวหน้างานทันที รวมทั้ง หากมีบุคลากรอื่น ๆ ที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดนายตำรวจดังกล่าว ให้มารายงานตัว และหยุดทำงานที่บ้าน เฝ้าระวังไข้ เป็นเวลา 14 วัน หากป่วยให้ส่งโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยและรักษาทันที

ทั้งนี้ ทำเนียบรัฐบาลจะดำเนินการตามมาตรการที่เข้มข้นเพื่อป้องการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส 19 อย่างต่อเนื่องต่อไป พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการยกระดับการรักษาความปลอดภัย และห้ามมิให้ผู้ติดตามที่ไม่มีหน้าที่ในภารกิจขึ้นตึกบัญชาการ ตึกไทยคู่ฟ้า และสถานที่จัดประชุมในทำเนียบรัฐบาล ดูเพิ่มเติม

โฆษกรัฐบาล เผยกรณีการส่งออกหน้ากากอนามัย 5.6 ล้านชิ้น เป็นเพียงข้อมูลการนำเสนอข่าว ระบุ นรม. กำชับเข้มงวดการส่งออก ให้ผลิตเพื่อใช้ในประเทศก่อน

โฆษกรัฐบาลเผยกรณีการส่งออกหน้ากากอนามัย 5.6 ล้านชิ้น เป็นเพียงข้อมูลการนำเสนอข่าว ระบุ นรม.กำชับเข้มงวดการส่งออก ให้ผลิตเพื่อใช้ในประเทศก่อน

ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยถึงกรณีการส่งออกหน้ากากอนามัยที่เป็นข้อสงสัยของพี่น้องประชาชนในขณะนี้ว่า จากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงขั้นต้นโดยคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีจัดตั้งร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และสำนั…กงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรวจสอบตามแนวทาง ได้แก่ 1. ช่วงก่อนมีประกาศของกระทรวงพาณิชย์เป็นสินค้าควบคุมและประกาศควบคุมการส่งออกมีการอนุมัติโดยอธิบดีกรมการค้าภายในออกไปกี่ชิ้น และหลังประกาศฯ มีการส่งออกจำนวนเท่าไหร่ 2. ชนิดหน้ากากที่ส่งออกไปแล้วและที่กำลังรอการส่งออกเป็นชนิดที่ถูกต้องตามที่ขออนุมัติและข้อกำหนดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าวยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการตรวจอย่างละเอียดรอบคอบ

สำหรับกรณีมีการพบหน้ากากอนามัยจำนวน 5.6 ล้านชิ้นรอการส่งออกนั้น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นเพียงข้อมุลจากการเสนอข่าว ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วไม่พบ ปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า หากมีหน้ากากที่จะส่งออกอีก จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ให้ถูกต้องตามข้อกำหนด หลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ และระหว่างนี้ให้มีการเจรจากับผู้ผลิตที่ทำการผลิตเพื่อส่งออก ให้ชะลอการส่งออกและให้ดำเนินการผลิตเพื่อใช้ในประเทศเท่านั้นในช่วงวิกฤตินี้ ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบข้อกฎหมายและสัญญาว่าทำได้หรือไม่

ขอบคุณ : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกรัฐมนตรี เห็นใจและเข้าใจประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเข้มข้น วอนขอให้อดทน ยืนยันรัฐบาลจะดูแลให้ได้มากที่สุด

นายกรัฐมนตรีเห็นใจและเข้าใจประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการเข้มข้น วอนขอให้อดทน ยืนยันรัฐบาลจะดูแลให้ได้มากที่สุด

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ตามที่รัฐบาลมีมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเลื่อนวันหยุดสงกรานต์หรือปิดบางสถานที่ เช่น มหาวิทยาลัย โรงเรียนรัฐและเอกชน สถานกวดวิชา สนามม้า สนามมวย สนามกีฬา โรงภาพ…ยนตร์ โรงละคร ฟิตเนส สปา ทั้งนี้ เพื่องดการเดินทางโดยไม่จำเป็นเพราะจะเป็นพาหะในการแพร่เชื้อในกลุ่มคนจำนวนมาก รวมทั้งป้องกันการแพร่ระบาดจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่ ซึ่งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและเห็นใจพี่น้องประชาชน โดยขอความร่วมมือประชาชน ให้ช่วยงดเดินทางโดยไม่จำเป็น เพราะอาจจะเป็นพาหะในการแพร่เชื้อโควิด-19 ไปพื้นที่อื่น ๆ พร้อมทั้งขอผู้ใช้แรงงานให้ช่วยอดทนไปอีกระยะหนึ่ง หากมีอาการเป็นไข้ขอให้ไปพบแพทย์ทันที หากเดินทางจากพื้นที่เสี่ยงขอให้กักตนเอง 14 วัน ทั้งนี้ ทุกพื้นที่ให้ยึดถือแนวปฏิบัติของรัฐบาล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการสาธารณะสุข อย่างเคร่งครัด นายกรัฐมนตรีย้ำว่า “เราจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ โดยรัฐบาลจะพยายามดูแลประชาชน และพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดรายได้ให้ได้มากที่สุด”

รัฐบาลย้ำ สินค้าอุปโภคบริโภคเพียงพอ วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

รัฐบาลย้ำสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงพอ วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกปฏิบัติตนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ (18 มี.ค. 2563) เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รองศาสตราจารย์จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ศาสตรา…จารย์ นฤมล ภิณโยสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท. โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร และนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์และมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันว่า 6 มาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ไม่ใช่มาตรการปิดกรุงเทพมหานคร ปิดเมืองหรือปิดประเทศ แต่เน้นมาตรการป้องกันและสกัดกั้นการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ชะลอการระบาดในประเทศ เพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายในประเทศให้ได้มากที่สุด หากชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยต้องมีใบรับรองแพทย์อายุไม่เกิน 3 วัน ประกันสุขภาพ ยินยอมใช้ Application ติดตามของรัฐ โดยใช้กับการเข้าเมืองทุกช่องทางทั้งทางบก-น้ำ-อากาศ ซึ่งมาตรการต่าง ๆ อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง เมื่อสถานการณ์โรคบรรเทาลงแล้ว สามารถจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ทั้งนี้ ขอให้ติดตามศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล COVID-19 ซึ่งจะนำผลการดำเนินงานมาตรการต่าง ๆ มารายงานให้กับประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

โอกาสนี้ นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ทั่วโลกว่า มี 161 ประเทศที่มีการแพร่ระบาด จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 198,152 ราย มีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างคงตัว จำนวนผู้ป่วยอาการหนักอยู่เพียงร้อยละ 3.4 เท่านั้น ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยของประเทศจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยวันนี้พบมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 35 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ผู้ป่วยที่ใกล้สัมผัส ชิดกับผู้ป่วยเดิมจำนวน 29 ราย และ กลุ่มสอง คือ กลุ่มผู้ป่วยใหม่ 7 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้ป่วยที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยมีระบบการคัดกรองโรคที่เข้มข้นทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ รวมถึงเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรองที่สนามบิน โรงพยาบาล และในชุมชนอีกด้วย ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนทุกคนเสียสละเพื่อส่วนร่วม หากพบว่าตนเองมีอาการสุ่มเสี่ยงให้สังเกตอาการตัวเองอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน หลีกเลี่ยงที่ชุมชนเพื่อลดการแพร่ระบาดในวงกว้าง เปลี่ยนความกลัวเป็นความรู้ และพฤติกรรมที่ดี ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งรัฐบาลพร้อมยกระดับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ

พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแถลงถึงมาตรการลดความรุนแรงของการแพร่ระบาดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้ดำเนินการปิดสถานที่เสี่ยงเป็นเวลา 14 วัน (ตั้งแต่ 18 – 31 มีนาคม 2563) ได้แก่ 1.) สถานประกอบกิจการอาบ อบ นวด เว้นแต่การให้บริการดังกล่าวในสถานพยาบาล 2.) สถานประกอบกิจการอาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร (ซาวน่า) 3.) สถานประกอบกิจการมหรสพ (โรงภาพยนตร์ โรงละคร) 4.) ฟิตเนส 5.) สถานบริการและสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ เช่น สถานที่จำหน่ายอาหารและสุรา มีการแสดงดนตรี เป็นต้น สำหรับร้านอาหารทั่วไปยังเปิดได้ตามปกติ 6.) สนามมวย 7.) สนามกีฬา ส่วนที่เป็นที่โล่งแจ้งไม่มีการแออัดใกล้ชิดของผู้คนสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ โดยขอให้ปิดสนามกีฬาในร่มเพื่อลดโอกาสในการแพร่กระจายของสารคัดหลั่ง และ 8.) สนามม้า จากนี้ กรุงเทพมหานครจะได้มีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องที่ทำงานภาคบริการต่าง ๆ อาทิ การปรับลดค่าเช่าในตลาดลงร้อยละ 25 เป็นเวลา 4 เดือน และการยืดเวลาทรัพย์หลุดจำนำให้เป็นเวลา 8 เดือน

จากนั้น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำมาตรการ 6 ด้านที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไปเมื่อวานนี้ ทั้งติดตามสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด งดหรือเลื่อน การจัดคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา หรือกิจกรรมทางศาสนา หากจำเป็นต้องจัดให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และให้เลื่อนวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคออกสู่ต่างจังหวัด เนื่องจากขณะนี้การค้นพบผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขอให้ประชาชน ภาคเอกชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ งดการเคลื่อนย้ายคนจำนวนมาก ออกจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อจะได้สามารถควบคุมการกระจายของโรคได้ ยืนยันยังไม่มีการปิดกรุงเทพฯ รัฐบาลมีความพร้อมในการยกระดับแต่ก็คำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบด้วย โดยจะดูแลให้ครบถ้วนมีมาตรการรองรับต่อไป เพราะนายกรัฐมนตรีห่วงใยและย้ำอยู่เสมอว่าความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนต้องมาเป็นหัวใจสำคัญ

จากนั้น รศ.ดร. จักษ์ พันธ์ชูเพชร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้แรงงานและนายจ้างเดินทางไปต่อใบอนุญาตการทำงานที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จเป็นจำนวนมาก เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด 19 กระทรวงแรงงานได้มีการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการในการต่อใบอนุญาตทำงาน ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากเดิม 4 แห่ง คือ 1. ห้างสรรพสินค้า ไอที สแควร์ 2. ห้างสรรพสินค้ายู อมูเลทพลาซ่าเพชรเกษมฯ ถนนเพชรเกษม 3. ห้างสรรพสินค้านัมเบอร์วัน พลาซ่า บางนา และ 4. ตลาดสดสี่แยกหนองจอก โดยได้มีการแบ่งกลุ่มแรงงานออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว 2. กลุ่มที่ได้มีการยื่นรายชื่อแล้ว ให้นายจ้างนำลูกจ้างไปลงตราวีซ่าได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของ ตม. ซึ่งศูนย์ให้บริการแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ 3 แห่ง ได้แก่ 1. ห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว 2. ห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี สาขาดอนเมือง (สะพานใหม่) 3. ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราษฎร์บูรณะ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ โดยขอรับใบอนุญาตทำงาน ณ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1-10 และเข้ารับบริการทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ได้ที่สำนักงานเขต ของกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต โดยให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน และ 3. กลุ่มที่ยังไม่มีการดำเนินการ ให้นายจ้างทำการยื่นบัญชีรายชื่อผ่านออนไลน์ หรือสามารถเดินทางไปยื่นที่ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ทั้ง 4 แห่ง โดยไม่ต้องพาลูกจ้างไปด้วย โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ไปจนถึง วันที่ 31 มีนาคม และในกรณีที่ทำการยื่นรายชื่อแล้ว แต่งานยังไม่เสร็จสิ้น จะมีการผ่อนผันสำหรับกลุ่มที่ยื่นรายชื่อ ให้สามารถมาดำเนินการได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ส่วนศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) ภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถพิจารณาปรับรูปแบบได้ตามความเหมาะสมต่อไป

ช่วงท้าย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีวอนประชาชนอย่าตื่นตกใจ เร่งซื้อสินค้าเพื่อกักตุนเกินความจำเป็น ซึ่งผู้ผลิตได้ยืนยังถึงกำลังการผลิตที่มีอย่างเพียงพอ เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าอาหาร ดังนั้น ของกินจะไม่มีวันขาดแคลน

ขอบคุณ : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก ดูเพิ่มเติม

ในหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ไปเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ไปเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันนี้ (19 มีนาคม 2563) เวลา 07.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจรวมทั้งเชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการส้มป่อย ตำบลกาเยาะมาตี อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ในการนี้ องคมนตรีได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใย และทรงให้กำลังใจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ต่อจากนั้น เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราช ทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก สุภาพ ตะเคียนทอง และ อาสาสมัครทหารพราน กิตติชัย อินปืน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ ขณะปฏิบัติการพิสูจน์ทราบพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่บ้านกะลูแป ตำบลตาเซะ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ โรงพยาบาลต่าง ๆ ดังนี้ ที่โรงพยาบาลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลและราษฎร ได้แก่ จ่าสิบเอก ดวงดี เปาทอง กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้อาวุธปืนสงครามยิงไล่เจ้าหน้าที่ ขณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิสูจน์ทราบพื้นที่เป้าหมาย ในพื้นที่บ้านเบญญา ตำบลตาเซะ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2563, ดาบตำรวจ เสรี ศรีนรัตน์, สิบตำรวจเอก ธนินสรณ์ พรหมกุล, สิบตำรวจโท มูหาหมัด ลอตันหยงฮาซัน, สิบตำรวจตรี ธีระพล จีนใหม่, นางสาวอริสรา
จริงสันเทียะ , นางสาวสายทิพย์ สุคง, นายอับดุลฮาดี เจ๊ะยอ, นายมาวันดี รามันห์สิริวงศ์,
นายมูกะตา หะไร กำลังพลและราษฎร ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณหน้าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563

และที่โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริการ อำเภอหนอกจิก จังหวัดปัตตานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ ร้อยโท ต่อตระกูล ปั้นสำรอง, สิบโท สุขเกษม บุตรน้อย, อาสาสมัครทหารพราน พรชัย แปลงคิดใส, และอาสาสมัครทหารพราน ฮาฟิส เมาะมูซอ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ที่ 47 ที่ 43 และที่ 41 ได้สนธิกำลังร่วม 3 ฝ่าย เข้าขยายผลบังคับใช้กฎหมายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จึงเกิดการยิงปะทะบริเวณริมแม่น้ำสายบุรี บ้านเบญญา หมู่ที่ 2 ตำบลตาเซะ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563

จากนั้น เวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญพวงมาลาหลวง พวงมาลาของ
สมเด็จพระเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ จ่าสิบเอก เสนีย์ พงษ์สมบัติ ที่เสียชีวิตจากเหตุผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ ขณะปฏิบัติการพิสูจน์ทราบพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่บ้านกะลูแป ตำบลตาเซะ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 และตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดสุวรรณากร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า สิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมและโปรดให้องคมนตรีเชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่ สิบตำรวจโท ชิษณุพงศ์ ชุมสุวรรณ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะออกตรวจบริเวณบ้านซากอ หมู่ที่ 1 ตำบลซากอ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 และนายจักรกฤษณ์ รัตนพันธ์ ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดบริเวณหน้าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตำบลสะเตง อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

โอกาสนี้ องคมนตรี ได้สอบถามถึงอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเชิญพระราชกระแสที่ทรงห่วงใยกำลังพล เจ้าหน้าที่และราษฎรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระกรุณาธิคุณแก่ กำลังพลและราษฎร รวมถึงครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้


นครนายก – ร้านอาหารแจกหน้ากากป้องกันโควิดให้ลูกค้า

ร้านอาหารครัวครูน้อม&โฮมสเตย์ แจกหน้ากากป้องกันโควิดให้ลูกค้า พร้อมจัดแอลกอฮอล์มาล้างมือทำความสะอาดให้กับลูกค้า

เมื่อเวล า11.00 น. (19 มี.ค.63)ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าที่ร้านอาหารครัวครูน้อม&โฮมสเตย์ ม.1ต.ศรีนาวาอ.เมืองนครนายก ยังมีลูกค้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องซึ่งผิดกับร้านอาหารที่อื่นๆยังซบเซาโดยนางวกุลหรือครูน้อม เข็มนาค อายุ63ปีเจ้าของร้านอาหารครัวครูน้อม & โฮมสเตย์ ได้กล่าวว่าหลังจากที่เกิดมีกระแสของโรคโควิด19 ขึ้นทำให้เศรษฐกิจใน จ.นคร นายก หลายแห่งหยุดชะงักและซบเซาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตนก็มิได้นิ่งนอนใจจึงได้จัดการแจกหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคของโควิด19 พร้อมกันนี้ก็ได้จัดแอลกอฮอล์มาล้างมือให้กับลูกค้าเพื่อช่วยสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับลูกค้าอีกด้วย.

ส่วนด้านนางวันดี อายุ 43 ปี หนึ่งลูกค้าจาก กทม.ที่ได้มาใช้บริการที่ร้านอาหารครัวครูน้อม &โฮมสเตย์ บอกว่าที่ร้านอาหารแห่งนี้สะอาดและอยู่ในที่โล่งไม่แออัดตนจึงมีความมั่นใจว่าปราศจากเชื้อโควิดอย่างแน่นอน.

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ผู้สื่อข่าว จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผู้ว่าฯ ชลบุรี แถลงสถานการณ์โควิด-19 ติดเชื้อยืนยัน 6 ราย พร้อมออกคำสั่งปิดบาร์ ผับ สปา โรงภาพยนตร์ สนามมวย ฟิตเนสชั่วคราว

ผู้ว่าฯชลบุรี แถลงสถานการณ์โควิด-19 ในชลบุรี ติดเชื้อยืนยัน 6 ราย พร้อมออกคำสั่งปิดบาร์ ผับ สปา โรงภาพยนตร์ สนามมวย ฟิตเนสชั่วคราว แนะประชาชนสามารถติดต่อสายด่วนสสจ.ชลบุรี

วันที่ 19 มีนาคม 2563 เวลา 14.00 น.ที่ห้องพระพิพิธโภไคย ศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แถลงข่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ร่วมกับ นพ.อภิรัต กตัญญูตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี และนายริศ นิรามัยวงศ์ ปลัดจังหวัดชลบุรี ว่า ในขณะนี้จังหวัดชลบุรี มีผู้ป่วยยืนยันแล้ว 6 ราย ผู้ที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังโรค 486 ราย อยู่ระหว่างรอผลตรวจ 40 ราย ผู้สัมผัสใกล้ชิด 288 ราย แต่ในจำนวนนี้ ไม่พบเชื้อ 191 ราย รอผลอยู่อีก 97 ราย

นายภัครธรณ์ ผุ้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีกล่าวว่า คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรีได้มีมติเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 โดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 35 ของพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ออกคำสั่งให้ดำเนินการปิดสถานบริการ บาร์ ผับ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา เสริมความงาม โรงภาพยนตร์ ทุกแห่งเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 18-31 มีนาคม 2553 ส่วนสนามชนไก่สนามมวย และสถานออกกำลังกายในร่ม หรือฟิตเนส สั่งปิดให้บริการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และให้งดการจัด

กิจกรรมรวมคนจำนวนมาก หรือหากมีความจำเป็นต้องจัดกิจกรรมต้องนั่งห่างกันไม่น้อยกว่าระยะ 1 เมตร นอกจากนี้ทางผู้ว่าราชการขอให้ผู้ที่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเคยเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง แยกกักตัวที่บ้าน 14 วัน วัดอุณหภูมิร่างกายทุกวัน หากมีไข้ มีอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ให้รีบพบแพทย์ แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ หรือโทร 1669 เพื่อประสานรับตัว หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับบุคคลอื่น แยกของใช้ส่วนตัว รวมถึงแยกทำความสะอาด ในส่วนของประชาชนทั่วไป ขอให้ยึดหลัก “ลด เลี่ยง ดูแล” ลดความเสี่ยงด้วยการล้างมือ หากรู้สึกไม่สบายให้สวมหน้ากากอนามัย เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ระบาดหรือมีคนหนาแน่น เลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้า

นพ.อภิรัต นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า โรคนี้ ร้อยละ 80 เป็นแล้วอาการไม่รุนแรงและหายเอง ร้อยละ 15 จะมีอาการหนัก ร้อยละ 5 ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ทั่วโลกอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 หากสามารถควบคุมการระบาดได้ตั้งแต่อาการยังไม่หนักมาก ทรัพยากรทางการแพทย์ทั้งเตียง และบุคลากรก็จะเพียงพอสำหรับประชาชน ฉะนั้น การป้องกันจึงสำคัญที่สุด

นอกจากนี้ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงก่อนมาโรงพยาบาลได้จากแบบประเมินออนไลน์ของโรงพยาบาลราชวิถี โปรดติดตามข่าวสารได้ที่เฟซบุ๊คเพจ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี สายด่วน 038-119777 หรือสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ตลอด 24 ขั่วโมง

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จันทบุรี – ชาวบ้านแห่ซื้อยาแผนโบราณ ฟ้าทะลายโจร หลังทราบสรรพคุณ สามารถบรรเทาอาการโรคไข้หวัด เจ็บคอ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้

จันทบุรี-ชาวบ้านแห่ซื้อยาแผนโบราณ ฟ้าทะลายโจร หลังทราบสรรพคุณสามารถบรรเทาอาการโรคไข้หวัด เจ็บคอ หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้

ที่ร้านขายยาแผนโบราณในจังหวัดจันทบุรีทั้งร้านกิมหยูโอสถ และ ร้านจังกวงอัน มีชาวบ้านได้เดินทางมาขอซื้อยาแผนโบราณ ฟ้าทะลายโจรจำนวนมาก หลังจากมีกระแสข่าวว่า สามารถป้องกันโรคไข้หวัดได้ ซึ่งเป็นอาการป่วยที่เกิดจากไวรัสที่คล้าย ไวรัส COVID-19 เพื่อนำไปรับประทานป้องกันอาการป่วย จนทำให้บางร้าน สมุนไพร ฟ้าทะลายโจร เริ่มขาดตลาด โดยที่ร้าน กิมหยูโอสถสามารถผลิตยาฟ้าทะลายโจรได้ประมาณวันละ 5 กิโลกรัม หรือ 1 หมื่นเม็ดแคปซูล แบ่งขายปลีก 50 เม็ด 40 บาท / 80 เม็ด 100 บาท

หลังชาวบ้านทราบข่าวว่าเป็นยาสมุนไพรทางเลือกในการป้องกันไข้หวัดจึงพากันมาซื้อจำนวนมาก ส่วนใหญ่ซื้อไปรับประทานเองภายในครอบครัวเพื่อป้องกันไข้หวัด เจ็บคอ รวมทั้งเชื่อว่าสามารถป้องกันไวรัส COVID-19 ได้ และทางร้านได้จำกัดจำนวนผู้ซื้อเพื่อให้มีสินค้าจำหน่ายกระจายถึงคนอื่นทั่วไปโดยจะไม่ขายเป็นกิโล แต่จะแบ่งขายเป็นแคปซูลไม่เกินรายละ 100 แคปซูล อีกทั้งได้แนะนำให้ผู้ซื้อได้ทราบถึงข้อควรระวังที่ไม่ให้รับประทานติดต่อกันเกิน 7 วันเพราะจะผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือวิงเวียนศีรษะ / ผู้มีปัญหาความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น ส่วนสตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ควรสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ยา


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผู้ว่าฯ จันทบุรี ยันไม่ปิดด่านชายแดน พร้อมขอความร่วมมือชาวบ้าน ร่วมเฝ้าระวังการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน

ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรียันไม่ปิดด่านชายแดน พร้อมขอความร่วมมือชาวบ้านร่วมเฝ้าระวังการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน และนำหัวหน้าส่วนราชการออกให้บริการโครงการจังหวัดเคลื่อนที่สร้างความมั่นใจสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน

วันนี้ ( 19 มี.ค.63 ) ที่โรงเรียนบ้านสวนส้ม หมู่ที่ 5 ต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้นำส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชน ออกให้บริการโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ให้ได้รับความสะดวกในการขอรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ และเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอแนะ จากท้องถิ่นมาปรับปรุงพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน โดยครั้งนี้เป็นการออกหน่วยเคลื่อนที่ให้บริการพื้นที่ชายแดน สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนในการรณรงค์ป้องกันไวรัสโควิด-19

โดยสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรีได้นำเครื่องวัดอุณหภูมิมาสแกนผู้เข้างาน พร้อมทั้งสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีได้แจกหน้ากากอนามัย ผ้า แก่ผู้ร่วมงาน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีได้กล่าวยืนยันสถานการณ์ว่ายังไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และมีมาตรการในการเฝ้าระวังอย่างรัดกุม ส่วนจุดผ่านแดน และ จุดผ่อนปรนทางการค้าทั้ง 5 จุด ของจังหวัดจันทบุรียังเปิดปกติแต่มีการเฝ้าระวังเข้มข้นขึ้น รวมทั้งขอความร่วมมือผู้นำชุมชนและชาวบ้านในการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19 ร่วมเป็นหู เป็นตา ในการเฝ้าระวัง รับผิดชอบตนเองหากไปในพื้นที่เสี่ยงต้องดูแลตนเองอย่างดี และเชื่อฟังคำแนะนำจากสาธารณสุขในการป้องกันตนเอง รับผิดชอบสังคม รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน เหมือนรักตนเอง และ รักครอบครัว ซึ่งจะทำให้จังหวัดจันทบุรี และ ประเทศไทยผ่านวิกฤติไวรัสโควิด-19 ไปได้ พร้อมแนะนำชาวบ้าน ในการรณรงค์รักษาความสะอาด กินร้อน ช้อนของฉัน ขยันล้างมือ

สำหรับโครงการจังหวัดเคลื่อนที่จะออกให้บริการเป็นประจำทุกเดือนสลับสับเปลี่ยนหมุน เวียนครอบคลุมทุกพื้นที่ ของจังหวัดจันทบุรี มีการให้บริการต่างๆมากมายอาทิ มอบทุนการศึกษา, มอบทุนการประกอบอาชีพ, มอบเอกสารสิทธิ์การเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน, แจกแว่นสายตายาวฟรีแก่ผู้สูงอายุ, แจกเสื้อผ้ามือ 2 เกรดดี, บริการตรวจรักษาโรคและแจกเวชภัณฑ์ยา, บริการอุดฟัน, ถอนฟัน, ให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมาย, ชี้แนะความรู้เรื่องแรงงาน หลักประกันสังคม, ส่งเสริมอาชีพต่างๆ, จดทะเบียนคนพิการ, การจัดแสดงสาธิตและจำ หน่ายสินค้าโอท็อป, สินค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร, บริการตรวจเช็คซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องยนต์, รถจักรยานยนต์, เครื่องสูบน้ำ, บริการตัดผมและเสริมสวย, บริการทำหมัน สุนัข และแมว

ซึ่งการออกหน่วยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่มาขอรับบริการเป็นจำนวนมาก โอกาสนี้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดจันทบุรีได้นำหัวหน้าส่วนราชการออกเยี่ยมให้กำลังใจตามโครงการปันน้ำใจให้คนชรา และผู้ป่วยติดเตียง ในพื้นที่ ต.สะตอน อ.สอยดาว เพื่อสร้างขวัญกำลังใจโดยแบ่งการเยี่ยมให้กำลังใจออกเป็น 2 สาย


ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก