ซีพีเอฟ ผนึกกำลังป้องกัน “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ส่งมอบศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค จ.เชียงราย

      อ.เชียงแสน จ.เชียงราย – นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดศูนย์ทําความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์เชียงราย สาขาเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งครบ 5 จังหวัดชายแดน ตามโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ โดยมี นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ และผู้บริหารบริษัทซีพีเอฟ ร่วมส่งมอบศูนย์ฯ แก่ นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย

      น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การเปิดศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เป็นหนึ่งใน 5 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดสระแก้ว จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดเชียงราย ที่ภาครัฐและเอกชนร่วมมือดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงการระบาดของเชื้อโรคเข้ามาในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าโรค ASF จะไม่มีผลกระทบกับคน แต่เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงในสุกร ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ต้องทำลายหมูทิ้งอย่างเดียว และศูนย์ฆ่าเชื้อยานพาหนะ ที่ด่านเชียงแสน มีความพิเศษตรงที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนถ่ายสินค้าปศุสัตว์จากเรือที่มาจากประเทศเมียนมา ลาว และจีน ซึ่งสองประเทศหลังมีการพบการระบาดของโรค ASF แล้ว

      “กรมปศุสัตว์ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนรวมทั้ง ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในองค์กรเอกชนที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์ฯ 2 แห่งคือที่เชียงรายและมุกดาหาร ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงในการระบาดของโรค ASF ที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพของเกษตรกร ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสให้กับภาคปศุสัตว์ของไทยอีกด้วย” น.สพ.สรวิศกล่าว

      ทางด้าน นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอเชียงแสน กล่าวว่า เชียงราย มีอาณาเขตติดกับ สปป.ลาว โดยทางแม่น้ำโขง และสะพานเชื่อมถึงกัน ขณะที่ภายในจังหวัดเชียงราย มีผู้เลี้ยงสุกรประมาณ 7,000 ราย มีสุกรรวมกันประมาณ 144,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังมีรายย่อยที่อาจมีความเสี่ยงและหากเกิดโรคจะทำให้เสียหาย จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีการตั้งศูนย์ฯ ที่ชายแดนดังกล่าว

      นายวิรัตน์ ตันหยง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟตระหนักถึงผลกระทบของโรคระบาด ASF ที่จะมีต่อเกษตรกรและผู้บริโภค รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวม ซีพีเอฟ จึงสนับสนุนงบประมาณสร้าง ศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะบรรทุกสินค้าปศุสัตว์ 2 แห่ง ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย และที่จังหวัดมุกดาหาร รวมเป็นมูลค่าเกือบ 4 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจและมีความรู้เรื่อง ASF เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรค ASF และโรคระบาดอื่นๆ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

      น.สพ. ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟยังให้ความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายของการรับรู้ข่าวสารในเรื่องของโรค ASF ระหว่างผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ผู้เลี้ยงในโครงการคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง กรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่โรคระบาดเกิดขึ้นในประเทศ สามารถเข้าไปจัดการกับสุกรที่ติดโรค และควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงกระบวนการจัดการชดเชยเพื่อให้สามารถยุติการแพร่ระบาดโรคให้เร็วที่สุด

ศุภเดช ธนูศร / ข่าว/ สภท.54ปี

รถตู้ชนรถจยย.ตัดหน้าเจ็บสาหัส รถตู้ชนรถจักรยานยนต์ขับรถเปลี่ยนเลนตัดหน้ากะทันหันบาดเจ็บสาหัส

เมื่อ10 .30 น.ของวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจอำเภอปากพลี ได้รับแจ้งเหตุรถตู้ชนรถจักรยานยนต์มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณถนนสุวรรณศร ขาขึ้นปากพลี-นครนายก กม.ที่7-8 หน้าการประปาส่วนภูมิภาคอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก จึงไปยังที่เกิดพร้อมกู้ภัยปอเต็กตึ้งจุดปากพลี พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิกสีขาวทะเบียน8 กส กรุงเทพมหานคร 6328 สภาพรถจักรยานยนต์พังเสียหายถัดมาพบนายเสกสรรค์ อุปรีบูรณ์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่117 หมู่ที่11ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ถูกรถตู้ชนไดรับบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่ในที่เกิดเหตุ กู้ภัยปอเต็กตึ้งจึงได้ช่วยนำส่งโรงพยาบาลเร่งด่วน ถัดมาพบรถยนต์ตู้สีเทาทะเบียน ฮอ 3660 กรุงเทพมหานคร บริเวณด้านหน้ารถพังเสีย มีนายอุเทน ศักดิ์ดา อายุ 28 ปีเป็นคนขับรถตู้ไม่ได้รับบาดเจ็บรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ
จากการบอกเล่าของนายอุเทน คนขับรถตู้เล่าว่า ตนขับรถมาจากเส้นทางปราจีนบุรีมุ่งหน้านครนายก พอขับมาถึงจุดเกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์ขับอยู่ด้านซ้ายและขับเปเปลี่ยนเลนมาด้านขวาไม่ได้มองหลังว่ามีรถของตนขับตามหลังมาจึงเกิดชนกันและมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและเก็บข้อมูลหลักฐานพร้อมได้เชิญคนขับรถตู้มาสอบสวนและดำเนินคดีต่อไป

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ร้องกอ​งปราบฯ​ ขอให้ช่วยรับโอนคดีถูกรุมทำร้ายทั้งหมด 9 คดีมาดำเนินการแทน ตำรวจท้องที่ หลังจากที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า

      วันนี้​ วันพุธ​ที่ 10 ก.ค.62​ เวลา 10.30 น. ที่กองบังคับการ​ปราบปราม (บก.ป.)​ : นายเอกชัย หงส์กังวาน อายุ 42 ปี และนายอนุรักษ์ หรือฟอร์ด เจนตวนิชย์ อายุ 51 ปี นักกิจกรรมทางการเมือง พร้อมพวกกว่า 10 คน เดินทางเข้าพบ พัน​ตำรวจ​โท​ ชนินทร ง่วนสน สารวัตร​สอบสวน​กอง​กำ​กับการ​ 1​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.สอบสวน​ กก.1​ บก.ป.)​ เพื่อขอให้กองปราบฯ ช่วยรับโอนคดีที่ตนถูกทำร้ายจากทั้งหมดรวม 9 คดี มาดำเนินการสอบสวนแทนตำรวจ​ท้องที่​ เนื่องจากที่ผ่านมาหลายคดีไม่มีความคืบหน้า

      นายเอกชัยฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเองเคยถูกลอบทำร้ายรวมทั้งหมดถึง 9 คดี แบ่งเป็น ถูกทำร้ายร่างกาย 7 คดีเผารถยนต์อีก 2 คดี มีเพียง 2 คดีเท่านั้นที่สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ ส่วนอีก 1 คดีที่จับกุมผู้ก่อเหตุได้เพียง 1 คน ทั้ง ๆ ที่มีผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมดถึง 3 คน ซึ่งจนถึงขณะนี้ตนคิดว่าคดีที่เหลือทั้งหมดคงไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่า น่าจะมีอิทธิพลเข้ามาบงการ จนทำให้คดีไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งขัดขวางกระบวนการสอบสวน จนไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุที่แท้จริงได้

      นายเอกชัยฯ กล่าวต่อว่า กรณีที่ตนเชื่้อว่า น่าจะมีกลุ่มอิทธิพลคอยบงการอยู่เบื้องหลัง ก็เช่นในคดีที่จับกุมคนร้ายได้ 1 คนนั้น ซึ่งตนก็ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วว่า มีผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหมด 3 คน แต่กลับไม่มีการขยายผลการดำเนินคดีเพิ่มเติม หลังจากจับกุมคนร้ายได้เพียงคนเดียวแล้วรีบปิดคดีไปทันที ทำให้ตนรู้สึกว่าไม่มีความโปร่งใส่ต่อการทำคดี จึงอยากให้กองปราบฯ​ รับโอนทุกคดีจากตำรวจ​ท้องที่ โดยวันนี้ตนได้นำหลักฐานเป็นเอกสารบึนทึกประจำวัน และภาพถ่ายที่ตนถูกทำร้ายในแต่ละคดีมามอบให้พนักงานสอบสวน เพราะเชื่อว่ากองปราบฯ​ จะสามารถทำคดีได้ดีกว่าตำรวจ​ท้องที่​ และก็อยากให้เร่งจับผู้ก่อเหตุทั้งหมดมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็วด้วย

      เบื้องต้น พ.ต.ท.ชนินทรฯ ได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้เป็นหลักฐาน ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ภาคเอกชนมอบหมวกติดกล้องให้แก่จราจรสน.สามเสน​ เพื่อใช้ปฏิบัติ​หน้าที่

วันนี้​ วัน​พุธที่ 10 ก.ค.62 เวลา 13.00 น. ณ โรงเรียนเซ็นคาเบรียล ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ​ : พล​ตำรวจ​ตรี​ นิพนธ์ เจริญผล อดีตรองผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.)​ ในฐานะประธานมูลนิธิ​จราจร พร้อมคณะสมาคมผู้ปกครอง​และครูเซ็นต์​คาเบรียล​ ร่วมกันนำหมวกจราจรนิรภัย​ (กันน็อค) พร้อมกล้องติดหมวกจำนวน​ 20​ ใบ,วิทยุสื่อสารแบบโมบาย​ จำนวน​ 4​ ตัวและ​อุปกรณ์​ รวมมูลค่า​ 1​ แสนบาท เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​จราจร​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​สามเสน​ เพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์ และใช้ในการปฏิบัติ​หน้าที่​

วัตถุ​ประสงค์​โครงการนี้เป็นการริเริ่มโดย​ พลตำรวจ​โท​ ดำรง​ศักดิ์​ กิตติ​ประภัสสร​์​ ผู้ช่วยผู้บัญชาการ​ตำรวจ​แห่งชาติ​ (ผช.ผบ.ตร.)​ เพื่อให้เจ้าหน้าที่​ตำรวจ​จราจรได้นำไปใช้ให้มีประโยชน์​สูงสุดในการปฏิบัติ​หน้าที่​ ในการรับส่งมอบหมวกจราจรในครั้งนี้​มี พลตำรวจ​ตรี​ ดร.เส​นิต​ สำราญ​สำรวจ​กิจ​ ผู้​บังคับการ​ตำรวจ​นครบาล​ 1​ (ผบก.น.1),พัน​ตำรวจ​เอก​ สรพงษ์​ นาคะโยคี​ ผู้กำกับ​การ​สถานี​ตำรวจ​นครบาล​สามเสน​ ร่วมเป็นตัวแทนรับมอบเพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ​จราจร​สน.สามเสน​ นำไปใช้ปฏิบัติ​หน้าที่​ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กองปราบฯ​ ตามรวบเท้าแชร์เมืองเพชรโกง 30 ล้าน

      วันนี้​ วันพุธ​ที่ 10 ก.ค.62​ ที่กองบังคับการ​ปราบปราม (บก.ป.)​ : พลตำรวจ​ตรี​ จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการ​กอง​ปราบปราม​ (ผบก.ป.)​ ได้สั่งการให้ พัน​ตำรวจ​เอก​ เนติ วงษ์กุหลาบ ผู้กำกับ​การ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (ผกก.5 บก.ป.)​ และ​ พัน​ตำรวจ​ตรี​ ฐิติวัส แซมเขียว สารวัตร​กอง​กำ​กับการ​ 5​ กอง​บังคับการ​ปราบปราม​ (สว.กก.5 บก.ป.)​

      ร่วมนำกำลังเข้าจับกุม น.ส.ศศิธร หรือตี่ มานิช อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/4 ม.3 ต.แหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ตามหมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 133 / 2562 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” โดยสามารถจับกุม​ผู้ต้องหา​ได้ริมถนนสายสักกระเทียม-นครปฐม ม.14 ต.สักกระเทียม อ.เมือง จ.นครปฐม

      พ.ต.อ.เนติฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป.ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้เสียหายว่าถูก น.ส.ศศิธรฯ เท้าแชร์ ชักชวนทางไลน์และเฟซบุ๊กให้มาร่วมเล่นแชร์ โดยใช้เฟซชื่อ “ศศิธร มานิช” แต่ระยะหลัง น.ส.ศศิธรฯ ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้กับลูกแชร์ได้แล้วหลบหนีไป จากนั้นผู้เสียหายได้รวมตัวกันมาร้องเรียนที่กองปราบปราม บางส่วนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ตาม สภ.ต่างๆ ในจังหวัดเพชรบุรี นอกจากนี้ผู้เสียหาย 13 คนได้รวมตัวกันฟ้องศาลจังหวัดเพชรบุรี​ กระทั่งมีการออกหมายจับไว้ ต่อมาตำรวจ กก.5 บก.ป.ได้ร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ติดตามจับกุมตัว น.ส.ศศิธรฯ ได้ขณะหลบหนีมาทำงานใน จ.นครปฐม

      จากการสอบสวน น.ส.ศศิธรฯ ให้การรับสารภาพว่า ได้ตั้งวงแชร์ชื่อ “ศศิธร มานิช ” ชักชวนเพื่อนและคนรู้จักในจังหวัดเพชรบุรี​ มาร่วมเล่นแชร์โดยตั้งกลุ่มไลน์และมีการชักชวนทางเฟซบุ๊กให้ลูกแชร์หาคนมาร่วมเล่นแชร์ มีวงแชร์ที่ตั้งไว้ประมาณ 100 วง แต่ละวงมีลูกแชร์ประมาณ​ 10-15 คน ส่งค่าแชร์อย่างต่ำมือละ 5,000 บาท ถึง 100,000 บาท รวมมูลค่า กว่า 30 ล้านบาท โดยตั้งวงแชร์มาประมาณ 4 ปีเศษ ระยะแรกลูกแชร์ที่เปียได้ก็ได้รับเงินตรงตามจำนวน ต่อมาระยะหลังมีลูกแชร์บางคนหนีไม่ยอมจ่ายเงิน จึงทำให้หาเงินมาให้ลูกแชร์รายหลังๆไม่ทันจนต้องหลบหนีออกนอกพื้นที่ กระทั่งมาถูกจับกุมดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาตามหมายจับก่อนนำตัวส่งศาลจังหวัดเพชรบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

บช.น.อบรมแก่ทีมงานโฆษก รองโฆษก ผู้ช่วยโฆษก และคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์

      วันนี้ วัน​พุธที่ 10 กค.62 เวลา 09.00 น. ณ ห้องบุณยะจินดา สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ​ : พล​ตำรวจ​ตรี​ จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รอง​ผบช.น.)​ เป็นประธานพิธีการเปิดอบรมด้านการประชาสัมพันธ์แก่ทีมงานโฆษก รองโฆษก ผู้ช่วยโฆษก และคณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมี พลตำรวจ​ตรี​ ธนธัช น้อยนาค ผู้บังคับการ​ประจำ​กอง​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (ผบก.ประจำ บชน.)​ ร่วมในพิธี

      ในการนี้ พลตำรวจ​ตรี​ จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง​ผู้​บัญชาการ​ตำรวจ​นครบาล​ (รองผบช.น.)​ ได้บรรยายในหัวข้อ หน้าที่เกี่ยวกับงานด้านประชาสัมพันธ์ และ ดร.พนม ปีย์เจริญ ได้ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย ในหัวข้อการสื่อสารเพื่อความสัมพันธ์ในโลกดิจิทอลโดยมีผู้เข้าร่วมการอบรม จำนวน 241 นาย

Cr.ทีมงานประชาสัมพันธ์ บชน.
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เเถลงข่าวการดำเนินคดีกับผู้ที่ลงข้อความและการส่งต่อข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ ในวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งส่งผลให้ ตร. ได้รับความเสียหายจากกรณีนายสิรวิชญ์ (จ่านิว) โดนทำร้ายร่างกาย

      วันที่ 10 ก.ค. 62 เวลา 10.00 น. พล.ต.ต. ไพบูลย์  น้อยหุ่น ผบก.ปอท., พ.ต.อ. ศิริวัฒน์  ดีพอ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.ขวัญชัย  พัฒรักษ์ รอง ผบก.ปอท. และพ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เเถลงข่าวการดำเนินคดีกับผู้ที่ลงข้อความและการส่งต่อข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ ในวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งส่งผลให้ ตร. ได้รับความเสียหายจากกรณีนายสิรวิชญ์ (จ่านิว) โดนทำร้ายร่างกาย ณ ห้องแถลงข่าว ตร. ชั้น 1 อาคาร 1 ตร.

      พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่าปฏิบัติการรวบผู้แชร์ข่าวในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อให้เกิดความสับสน ตื่นตระหนกในสังคมอย่างกว้างขวางตามที่มีบุคคลใช้บัญชี FACEBOOK ชื่อ “เจ๊แน๊ต สุชานันท์” ได้นำเข้าข่าวในลักษณะที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และก่อให้เกิดความสับสน ตื่นตระหนกในสังคมอย่างกว้างขวาง

      โดยมีเนื้อหาว่า เรื่องใหญ่ที่ท่านผู้การกองปราบ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ต้องเเก้ปัญหา..ที่มีตำรวจชั้นประทวนในสังกัด “กองปฏิบัติการพิเศษ กองปราบ 4 คน ไปช่วย พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร. เคยคุมกองปราบมาก่อน เลี้ยงตำรวจโจรในกองปราบไว้ใช้ ได้ก่อเหตุไปดักตีหัว “จ่านิว”และ”ฟอร์ด” กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เป็นลูกน้องเเขนซ้ายของ พล.ต.อ.ประวิตร นั่นเอง และ รองช้าง หรือ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย หัวหน้าแก็งค์สีกากี ตามประทืบนักกิจกรรม เอกชัย,ฟอร์ด,จ่านิว ซึ่งไม่เป็นความจริง เข้าข่ายบิดเบือนหรือเป็น ความเท็จ

      เป็นเหตุให้ พล.ต.อ.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รอง ผบ.ตร.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย และประชาชนทั่วไปเกิดความสับสนตื่นตระหนก อันเป็นความผิดในข้อหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน” ตาม ม.14(2) พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่าเมื่อวันที่ 9 ก.ค.2562 ที่ผ่านมา บก.ปอท. ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้แชร์ข่าว อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 13 ราย มีผู้มาพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้วจำนวน 8 ราย ซึ่งทาง บก.ปอท. จะได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณเรื่องแนะนำจาก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ร่วมพบปะสังสรรค์กับชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย

      เมื่อเร็วๆนี้ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมรองอธิบดี 3 ท่าน ร่วมพบปะสังสรรค์กับชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย นำโดยประธานนายณรงค์ ปานนอก ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่น พร้อมยืนยันร่วมมือปลูกป่าฟื้นฟูต้นน้ำยม ปีที่ 4 ต่อไป ที่ภัตตาคารเอี่ยวไถ่ ซอยนวมินทร์ 60

พูดไม่เข้าหูในวงเหล้าโดนรุมสวนแทงดับอนาท !!

      สืบเนื่องเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา เวลา 23:30 น. พ.ต.สมพล บุญทา สว.สอบสวน สน.ท่าข้ามรับแจ้ง มีเหตุเหตุทะเลาะวิวาทมีคนถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดบาดเจ็บไปเสียชีวิตที่ รพ.นครธน จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมสายตรวจพร้อมอาสากู้ภัย เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ภายในซอยพระราม 2 ซอย 58 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ

โดยทางด้าน พ.ต.อ.ธีระ ผกก.สน.ท่าข้าม กล่าวว่าหลังจากเกิดเหตุได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวน สน.ท่าข้าม ลงพื้นที่ติดตามคดีนี้ทันที และ ต่อมาตามไปจับกุมตัวได้ โดยผู้ต้องหาที่ก่อเหตุทราบชื่อภายหลังชื่อ นายฤทธิศักดิ์ สุราราช อายุ 26 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 245 หมู่ 10 ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พร้อม ด้วยของกลาง อาวุธมีดพกสั้น และ รถยนต์ ที่ใช้ในวันที่ก่อเหตุ

      ทั้งนี้จากการสอบถาม ผู้เสียหาย และ บาดเจ็บในคดีนี้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ในเวลาประมาณ 20:00 น. นายปิติพงศ์ฯ (ผู้บาดเจ็บ) พร้อมด้วย ผู้ตาย (ผู้เสียชีวิต) และมี นายฤทธิศักดิ์ฯ (ผู้ต้องหา) พร้อมพวกได้นั่งดื่มสุราด้วยกันจนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 23:30 น. ขณะทึ่พวกตนกำลังจะแยกย้ายกันกลับ โดยขณะนั้น ผู้ต้องหา คนก่อเหตุกำลังขึ้นรถยนต์ของตน เกิดมีเหตุหมางใจกันโดยต่อมา นายปิติพงศ์ฯ ได้เข้าไปทำร้าย นายฤทธิ์ศักดิ์ฯ โดยมี นายรุ่งศักดิ์ฯ เข้าช่วย ผู้ต้องหา คนก่อเหตุในขณะนั้นได้มีมีดพกสั้นอยู่ที่ตัว และ ต่อมา ผู้ต้องหา ได้ใช้อาวุธมีดพกสั้นดักล่าวเข้าไปแทงที่หน้าอกของ นายรุ่งศักดิ์ฯ และ ที่หัวไหล่ซ้ายของ นายปิติพงศ์ฯ โดย ผู้ต้องหา หลังจากก่อเหตุ ผู้ต้องหา ได้ขึ้นรถรถยนต์ขับหนีไป จนภายหลังมี พลเมืองดี ผ่านมาเจอและได้ช่วยนำผู้บาดเจ็บนำส่งเข้ารักษาตัวที่ รพ.นครธน และในเวลาต่อมา นายรุ่งศักดิ์ฯ ทนพิษบาดเเผลไม่ไหวและ เสียชีวิต ที่ รพ. ในเวลาต่อมา

      ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน สน.ท่าข้าม และ เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ได้ทำการซักถาม ผู้ต้องหาเบื้องต้นโดย ผู้ต้องหา ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเป็นคนลงมือก่อเหตุในคดีนี้จริง จากนั้น จนทฝตำรวจจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมกด้วยของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าข้าม เพื่อส่งดำเนินคดีต่อไป.


ขอบคุณข้อมูลข่าวสารภาพข่าว > Cr.ป๋าหรั่ง/ฝั่งธน “ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย”
เนื้อข่าว > ธีรพล ปลื้มถนอม รายงาน

“หาดป่าตองปลอดภัย 24 ชั่วโมง”

-เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ป่าตอง ร่วมประชุมฝึกซ้อมวางแผนการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการ #หาดป่าตองปลอดภัย24ชั่วโมง ที่เป็นการบูรณาการจากมทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันดูแลความปลอดภัยประชาชน, นักท่องเที่ยว ในพื้นที่บริเวณหาดป่าตอง

cr. เจ้าหน้าที่อส.อำเภอกะทู้, ไลฟ์การ์ดหาดป่าตอง ทม.ป่าตอง, อาสาไลฟ์การ์ดหาดป่าตอง และอาสาพิทักษ์หาดภาคกลางคืน มูลนิธิพัฒนาป่าตอง, เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต จุดป่าตอง และทีมงาน #จิตอาสา ทุกท่าน

– ป่าตอง #ภูเก็ต #น่าเที่ยวน่าอยู่อย่างยั่งยืน #เจ้าบ้านที่ดี #เมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย

Cr:phuketandamannews
-สำนักข่าวความมั่นคง- จ.ภูเก็ต