อำเภอกำแพงแสนร่วมกับคณะสงฆ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน)

อำเภอกำแพงแสนร่วมกับคณะสงฆ์อำเภอกำแพงแสน จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน)

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น.วัดบ่อน้ำจืด ตำบลดอนข่อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมีนายเดิม ทองจันอับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนข่อย นายวรจักร ทองยอดเกรื่อง กำนันตำบลดอนข่อย พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านฯตำบลดอนข่อย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และประชาชนชาวอำเภอกำแพงแสน เข้าร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

ทั้งนี้ คณะสงฆ์อำเภอกำแพงแสน กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ฝ่ายปกครองหัวหิน เปิดยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด

ฝ่ายปกครองหัวหิน เปิดยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน ได้สั่งการให้นายณัฐนันท์ สินสมบัติ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมนำสมาชิก อส.อ.หัวหินที่ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวหิน ลงพื้นที่เข้าดำเนินการออกตรวจสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ เพื่อจัดระเบียบสังคม ควบคุมและกำกับดูแลมิให้มีการกระทำความผิดทางกฎหมายในพื้นที่อำเภอหัวหิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงตรวจสถานบริการ ร้านสมอเรียงผับ โดยสุ่มตรวจปัสสาวะพนักงานและนักท่องเที่ยว จำนวน 17 ราย ไม่พบสารเสพติด และไม่พบการกระทำผิดกฏหมาย. ตรวจสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการในพื้นที่อำเภอหัวหิน และดูแลนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในพื้นที่ตำบลหัวหิน ได้แก่ ซอยหัวหิน 94 ซอยหัวหิน 80 และซอยบิณฑบาต

จากการลงพื้นที่ตรวจไม่พบ สิ่งของผิดกฎหมาย และการกระทำความผิดกฎหมาย เพื่อป้องปรามอาชญากรรม ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจ ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน ในช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้. สนองนโยบาย กระทรวงมหาดไทยในการดูแลพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว ป้องกันอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้น ในห้วงวันหยุดยาวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จะถึงนี้


//บรรณรต จ.เพชรบุรี

ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม จัดโครงการ นครปฐม 1 หมวก 1 น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน

ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ขานรับนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดกิจกรม Kick Off “นครปฐม 1 หมวก 1น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน” มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากการไม่สวมหมวกนิรภัย และมีกลไกการติดตามการใช้หมวกนิรภัยโดยใช้ระบบ QR code

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ศาลากองอำนวยการองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนคร ปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการ “นคร ปฐม 1 หมวก 1น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน” ระดมพลังแบ่งปันหมวกนิรภัย มอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2569 สร้างวินัยจราจร 100% โดยมี พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแต่ละอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากการไม่สวมหมวกนิรภัย และมีกลไกการติดตามการใช้หมวกนิรภัยโดยใช้ระบบ QR code

พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จากสถิติอุบัติ เหตุในจังหวัดนครปฐม พบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในรถจักรยานยนต์ โดยมีสาเหตุหลักของการเสียชีวิตคือการไม่สวมหมวกนิรภัย แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยปัจจุบันทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนบางกลุ่ม เช่น ผู้มีรายได้น้อย นักเรียน ผู้สูงอายุ ไม่สามารถเข้าถึงโหมดนิรภัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน มอก. ได้ ตำรวจภูธรจังหวัดนคร ปฐม จึงได้ริเริ่มโครงการ ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งการแบ่งปันเพื่อความปลอด ภัย” และการใช้ฐานข้อมูลมาเป็นประโยชน์ในการติดตามการใช้หมวกนิรภัย

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีการมอบหมวกนิรภัยจำนวนทั้งสิ้น 1,175 ใบ ส่งมอบให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมจำนวน 1,100 ใบ เพื่อเป็นหน่วยงานแจกจ่ายส่งต่อหมวกนิรภัยไปสู่กลุ่มเป้าหมายตามโครงการ นอกจากนี้ยังมอบหมวกนิรภัยให้กับเยาวชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย 50 ใบ ซึ่งเป็นเยาวชนผู้นำร่องโครงการ ตลอดจนมอบหัวนิรภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่สัญจรในบริเวณตลาดนครปฐมจำนวน 25 ใบอีกด้วย


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ พร้อมเฝ้าระวังฝนภาคใต้ระยะนี้

default

กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ พร้อมเฝ้าระวังฝนภาคใต้ระยะนี้

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (26 ธ.ค.2568) ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 67,765 ล้าน ลบ.ม. (89%ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 23,627 ล้าน ลบ.ม. (95% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ขณะนี้สถานการณ์น้ำได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กรมชลประทาน ได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบน เหลือในอัตรา 400 ลบ.ม./วินาที พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 68/69 ตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมไปตลอดช่วงฤดูแล้ง

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 25–29 ธ.ค. ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน จะมีกำลังแรงขึ้น จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์น้ำฝน–น้ำท่า และข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตรวจสอบและเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยทุกชนิด ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ปวีณา” พาทหารหญิงแจ้งความที่ สน.บางพลัด หลังถูกทำร้าย-ข่มขืน-ถ่ายคลิป ในโรงแรมม่านรูด

“ปวีณา” พาทหารหญิงยศ “ร.ท.” ที่ถูก “พล.ท.” เลี้ยงเป็นนางบำเรอทำร้ายทุบตี วางแผนอุ้มขึ้นรถมัดมือ ปิดปาก ปิดตา พาไปทำร้าย-ข่มขืน-ถ่ายคลิปในโรงแรมม่านรูดข่มขู่ เดินทางไปที่แจ้งความที่ สน.บางพลัด

วันที่ 26 ธ.ค.68 เวลา 10.00 น. นายทหารหญิงยศ “ร.ท.” อายุ 29 ปี สังกัดกรมทหารแห่งหนึ่ง ร้อง “ปวีณา” ถูก “พล.ท.” อายุ 63 ปี นายทหารนอกราชการ วางแผนลวงอ้างขอเจอครั้งสุดท้ายก่อนจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านบางพลัด หลังฝ่ายหญิงขออิสรภาพ ขณะอยู่ที่ร้านอาหาร “พล.ท.” ได้ชวนดื่มไวน์ก่อนจะเอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่มบอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อหนูและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง หนูเอาพวงมาลัยไปไหว้ “พล.ท.” เพื่อขอขมา “พล.ท.” วางแผนกับคนขับรถยศ “ร.อ.” ให้หนูเดินไปที่ท้ายรถแล้วผลักขึ้นไปท้ายรถใช้สายรัดเคเบิ้ลไทร์รัดข้อมือ ข้อเท้าทั้งสองข้าง ใช้สก๊อตเทปปิดปาก ใช้มือปิดตาไม่ให้มองทางพาไปโรงแรมม่านรูดแห่งแรก

โดย “พล.ท.” สั่งให้ “ร.อ.” ขับรถพาไปก่อเหตุที่โรงแรม หนูร้องเสียงดังขอความช่วยเหลือทางโรงแรมแห่งที่ 1 เลยไม่เปิดห้องให้ จากนั้นเขาจึงพาไปโรงแรมที่ 2 มัดปากอีกรอบและอุ้มเข้าห้องทำร้ายร่างกายจะข่มขืนทั้งที่มัดมือทั้งสองข้างอยู่!! ขณะนั้น “ร.อ.” ได้ยกมือไหว้ “พล.ท.” พูดว่า “ขอร้องอย่าทำน้องเขาเลยครับนาย” จากนั้น “พล.ท.” ก็ตะคอกใส่บอกกับ “ร.อ.” ว่า “มึงอย่ามายุ่ง มึงถอดกางเกงมันเลย และมึงยืนดูด้วย” และ “พล.ท.” ได้ถ่ายคลิปขณะข่มขืนเก็บไว้ หลังก่อเหตุ “พล.ท” ข่มขู่ “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่” จากนั้น “พล.ท.” และ “ร.อ.” ได้ขับรถมาส่งหนูที่ร้านอาหาร น้องสาวเห็นหนู สภาพหนูสะบักสะบอม และหนูขอให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิ้ลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่หนูและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่หนูออกไปกับ “พล.ท.” ก็มีผู้หญิง 2 คนมานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก “พล.ท.” หนูมาคิดกับน้องคาดว่า “พล.ท.” มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้หนูมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน ระบายแค้นที่หนูไปแจ้งความ และให้หญิงสาวทั้ง 2 คนมานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหาหนู คืนนั้นหลังจากหาหมอเสร็จหนูจึงได้รีบไปแจ้งความที่สน.บางพลัด ทันที เหตุเกิดวันที่ 21 ธ.ค.2568 “ร.ท.หญิง” ตัดพ้อทนทุกข์มา 6 ปี อยู่แบบเป็นทาสและนางบำเรอ เวลา “พล.ท.” ไม่พอใจจะทำร้ายร่างกายตลอด หลังขอแยกทาง “พล.ท.” ทวงคืนคอนโดฯ 4 ห้อง โอนให้หมดแล้วเพื่อขอชีวิตคืน แต่ไม่จบ ยังบุกไปห้องพักที่แฟลตตามคุกคามพังประตูห้อง หยอดกาวรถยนต์ ทำทรัพย์สินเสียหาย “ร.ท.หญิง” แจ้งตำรวจ สน.เตาปูน มาช่วยระงับเหตุ กลับเตะ “ร.ท.หญิง” ต่อหน้าตำรวจ ซ้ำกระชากกล้องของตำรวจขณะระงับเหตุ และยังอ้างรู้จักตำรวจใหญ่ ซึ่งตำรวจนายสิบที่ถูกกระทำได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สน.เตาปูน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หนูต้องการความเป็นธรรมและขอชีวิตหนูคืน จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ

หลังรับเรื่อง “ปวีณา” ประสาน พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7,พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร ผกก.สน.บางพลัด นัดหมายวันที่ 26 ธ.ค.2568 เวลา 14.00 น. เพื่อพา “ร.ท.หญิง” เดินทางไปที่สน.บางพลัด เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการไล่ภาพเส้นทางวันเกิดเหตุ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่สน.บางพลัด นางปวีณา พา “ร.ท.หญิง” เดินทางมาถึงและได้เข้าร่วมประชุมกับ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำ “ร.ท.หญิง” อย่างละเอียด

นางปวีณาฯ กล่าวว่า วันนี้ได้ประสาน  พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7,พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด เพื่อพาผู้เสียหายมาพบเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ ขอให้ตำรวจดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต้องเคารพสิทธิ์ความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้ามาดูแลน้อง ร่วมกับมูลนิธิปวีณาฯ และประสานกระทรวงยุติธรรม ช่วยคุ้มครองพยาาหากมีการข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย

ดัานพล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. กล่าวว่า พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ตนมาดำเนินการในคดีนี้ หลังรับเรื่องได้สั่งการให้มีการสอบสวนรวมรวม พยานหลักฐานและวัตถุพยานดำเนินการให้เร็วที่สุด ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายตำรวจทำไปทำพยานหลักฐาน หากใครมีส่วนเกี่ยวข้อง กระทำความผิดจะโดนแจ้งข้อกล่าวหาหมดทุกคน

ต่อมาพล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 กล่าวว่า ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้ทำงานเต็มที่ ทั้งเรื่องพยานหลักฐานและวัตถุพยาน ทำครบทุกกระบวนการและจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ตอนนี้รวบรวมพยานหลักฐานได้พอสมควรแล้ว ยังเหลือพิสูจน์ทราบคำให้การของน้องผู้เสียหาย  

“ร.ท.หญิง” กล่าวว่า ตอนปี 2563 หนูยังเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ครอบ ครัวฐานะยากจน หนูต้องเลี้ยงดูย่า หนูจึงต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ช่วงกลางวันและตอนเย็นหนูจะไปรับจ้างยืนแจกขนมตามสถานีรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้า วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะทำงานร้านอาหารและได้พบกับ “พล.ท.” ที่มาทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน หนูไปทำหน้าที่แนะนำเครื่องดื่มที่เพิ่งออกใหม่ ซึ่งวันนั้น “พล.ท.” ให้ทิปหนูถึง 10,000 บาท หนูตกใจและดีใจมากเพราะว่าเป็นช่วงที่ต้องจ่ายค่าเทอมพอดีเลยคิดว่า “พล.ท.” เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เมตตาเด็ก

หลังจากนั้นเขาก็ให้ลูกน้องมาขอไลน์หนู วันต่อมาเขาไลน์มาชวนหนูไปทานข้าวกับเพื่อนเขาหลายคน หลังจากนั้นเขาก็ได้ไลน์ติดต่อให้หนูไปทานข้าวด้วย 2 ต่อ 2 และซื้อรถเก๋งให้หนู 1 คัน ราคา 2 แสนกว่าบาท จากนั้นเขาก็แอบมีความสัมพันธ์กับหนู เวลาสังสรรค์กับเพื่อนเขาในกรมทหารก็จะให้หนูไปคอยชงเหล้า รับใช้ คอยสั่งการชีวิตหนูทุกอย่าง และหึงหวง ไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้คุยกับผู้ชายหรือแม้กระทั่งเพื่อนที่เป็น LGBTQ+

ตลอดเวลาหนูเหมือนนางบำเรอและทาสรับใช้ เวลาอยู่กับเขาก็ต้องทำทุกอย่างคอยเอาใจ ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า รีดผ้า ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจก็จะถูกทุบตี เขาจะคอยบังคับให้หนูอยู่ในกรอบ ถ้าจะไปไหนต้องบอกตลอดเวลา ถ้าเขาแชทไลน์มาแล้วไม่อ่านหรืออ่านช้า หรือโทรมาไม่รับสายก็จะถูกด่าว่า “มึงเป็นใคร ทำไมไม่รับสายกู” และเมื่อเจอหน้าก็จะตบตีทำ ร้าย

หนูเคยถูกทำร้ายหลายครั้งจนเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ครั้งแรก วันที่ 22 ธ.ค.2567 หนูไปเที่ยวกับเพื่อนเขาโทรมาหาแต่หนูไม่ได้รับสาย พอกลับมาถึงห้องที่แฟลตทหาร เขาตามมาไขกุญแจเข้ามาทำร้ายเตะ ต่อย จนระบมช้ำไปทั้งตัว หลังจากนั้นเขาก็มา พูดดีด้วยสัญญาจะไม่ทำร้ายอีก และซื้อคอนโดฯ ให้ 1 ห้อง เพื่อเป็นการปลอบใจ แต่เขาก็ผิดคำพูด เวลาไม่พอใจก็ยังทำร้ายทุบตีเหมือนเดิม ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา หนูต้องทนทุกข์ จนหนูทนไม่ไหวขอแยกทางไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยตั้งแต่กลางปี 2568 แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยตามคุกคามหนูเรื่อยมาทั้งจะพังประตูห้อง เอากุญแจมาคล้องประตู หยอดกาวกุญแจประตู และหยอดกาวประตูรถ และจะแชทไลน์มาหาอยู่บ่อยครั้ง

ช่วงเดือน ต.ค.2568 หนูถูกทำร้าย เป็นครั้งที่ 2 สาเหตุเพราะเขาแชทไลน์มาและหนูไม่ได้คุยอย่างต่อเนื่อง ตอบช้าเพราะกำลังทำงานอยู่ เขาก็รีบมาหาที่แฟลตและกระทืบหนูจนช้ำระบมไปทั้งตัว หลังจากนั้นหนูได้ขอเลิกเขาอีกครั้ง โดยมีรองเจ้ากรมทหาร เป็นพยาน เขาบอกว่าถ้าหนูโอนคืนคอนโดฯ ให้เขาแล้วจะเลิกยุ่งกับหนู หนูก็ได้ไปโอนคืนให้เขาไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังตามคุกคามหหนูอยู่เรื่อยมา โดยเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2568 เขามาพังประตูห้องหนู หนูจึงแจ้งตำรวจสน.เตาปูนมาระงับเหตุ เขาโกรธมากที่ทำให้เขาอับอายจึงเตะหนูเข้าที่ขาอย่างแรงต่อหน้าตำรวจ และกระชากกล้องตำรวจพร้อมด่าทอข่มขู่ และยังกร่างอ้างรู้จักตำรวจใหญ่ หลังจากนั้นหนูก็ได้ไปแจ้งความเรื่องที่เขามาคุกคามไว้ที่สน.เตาปูน

ครั้งที่ 3 วันที่ 21 ธ.ค.2568 เขาโทรมาหาหนูแล้วบอกว่าหย่ากับเมียแล้วจะไปอยู่ต่างประเทศ ขอเจอหนูเป็นครั้งสุดท้ายโดยนัดพบที่ร้านอาหารย่านบางพลัด หนูใจอ่อนและตั้งใจเอาพวงมาลัยไปไหว้ขอขมาจึงเดินทางไปที่ร้านอาหารพร้อมกับน้องสาว ขณะอยู่ที่ร้านอาหารเขาได้ชวนดื่มไวน์ หนูกับน้องดื่มไวน์ไป 2 แก้ว รู้สึกเมาผิดปกติ แล้วเขาก็เอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่มบอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อหนูและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เขาบอกว่ามีของขวัญจะให้หนูให้เดินไปเอาที่ท้ายรถ ซึ่งเป็นรถ SUV เมื่อเปิดประตูท้ายรถขึ้นเขาก็ผลักหนูเข้าไปในรถและเขาก็ขึ้นมาในรถชกต่อยหนูจับกดลงกับพื้นไม่ให้หนูเงยหน้าขึ้นมา ใช้สายรัดเคเบิ้ลไทร์มัดมือหนูทั้ง 2 ข้าง และใช้สก๊อตเทปปิดปากไม่ให้ร้อง ระหว่างนั้นก็เห็นชายสวมหมวก “ไอ้โม่ง” มาขับรถให้เขาก่อนจะพาหนูออกไป ซึ่งหนูถูกจับกดและปิดตาอยู่จึงไม่เห็นทางว่ารถวิ่งไปทางไหน

เมื่อไปถึงโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งเขาจะลากหนูลงจากรถ แต่หนูส่งเสียงกรีดร้องจนพนักงานต้อนรับกลัวว่าจะมีปัญหาจึงไม่ยอมเปิดห้องให้ จากนั้นเขาก็พาหนูขึ้นรถจับกดลงกับพื้นอีกครั้งและพาไปที่โรงแรมม่านรูดอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก หนูถูกลากลงจากรถและเข้าไปในห้องโรงแรมม่านรูดจึงรู้ว่า “ไอ้โม่ง” ที่ขับรถให้เขาคือ นายทหารยศ “ร.อ.” ที่เป็นลูกน้องของเขา หนูพยายามดื้นรนขัดขืนแต่ถูกเขา 2 คนอุ้มไปที่เตียงนอน “ร.อ.” ได้ยกมือไหว้ “พล.ท.” พูดว่า “ขอร้องอย่าทำน้องเขาเลยครับนาย” จากนั้น “พล.ท.” ก็ตะคอกใส่บอกกับ “ร.อ.” ว่า “มึงอย่ามายุ่ง มึงถอดกางเกงมันเลย และมึงยืนดูด้วย” โดย “ร.อ.” ถอดกางเกงหนูแล้วก็ยืนดู จากนั้น “พล.ท.” ก็ชกต่อยใบหน้าและลำตัวระบายความโกรธด่าหนูว่า “มึงแจ้งความใช่มั้ย” ก่อนจะลงมือข่มขืนหนูทั้งที่มัดมือหนูอยู่จนสำเร็จความใคร่ หนูเจ็บปวดสุดแสนสาหัส จากนั้นเขาถึงตัดสายรัดที่ข้อมือออก 1 เส้น แต่ยังมีสายรัดอีก 1 เส้นค้างอยู่ที่ข้อมือหนู “พล.ท.” ยังข่มขู่หนูอีกว่า “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่”

หลังก่อเหตุเสร็จ “พล.ท.” และ “ร.อ.” ขับรถมาส่งหนูที่ร้านอาหาร น้องสาวเห็นหนูสภาพหนูสะบักสะบอม และหนูของให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิ้ลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่หนูและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่หนูออกไปกับ “พล.ท.” ก็มีผู้หญิง 2 คนมานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก “พล.ท.” หนูมาคิดกับน้องคาดว่า “พล.ท.” มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้หนูมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน และให้หญิงสาวทั้ง 2 คนมานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหาหนู

คืนนั้นหลังหาหมอเสร็จหนูได้รีบไปแจ้งความที่สน.บางพลัด ทันที ตำรวจส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อเขารู้ว่าหนูแจ้งความเขาได้โอนเงินมาให้น้องหนู 3 หมื่นบาท บอกเป็นค่ารักษาหนู และโอนมาให้หนูอีก 5 หมื่นบาท บอกให้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องนอนโรงพยาบาล แต่หนูไม่ต้องการจึงได้โอนเงินคืนไปหมดแล้ว และต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ขอชีวิตหนูคืน วันอังคารที่ 23 ธ.ค.2568 จึงมาร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ หนูต้องการจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน เป็นประธานเปิดโครงการลำไยสีทองและของดีตำบลมะเขือแจ้ ประจำปีงบประมาณ 2569 งาน “วิถีคนยอง ลำไยสีทอง และของดีตำบลมะเขือแจ้”

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. ณ สวนน้ำเดอะซันลำพูน ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำ พูน ได้ดำเนินโครงการลำไยสีทองและของดีตำบลมะเขือแจ้ ประจำปีงบประมาณ 2569 งาน “วิถีคนยอง ลำไยสีทอง และของดีตำบลมะเขือแจ้” โดยมีนางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน นายธนารักษ์ วงค์ษา นายกเทศ มนตรีตำบลมะเขือแจ้ ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชาชน สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการมีรายได้ของประชาชน รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้าชุมชน กระตุ้นส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้าชุมชนในพื้นที่ตำบลมะเขือแจ้ ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมที่เป็นอัตลักษณ์ของตำบลมะเขือแจ้ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

โดยมีคณะผู้บริหาร นายเจษฏา อุตแจ่ม ประธานสภาเทศบาลตำบลมะเขือแจ้ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลมะเขือแจ้ นายศักดิ์เกษม กุณรังษี รองปลัดเทศบาล รักษาราชการแทนปลัดเทศบาลตำบลมะเขือแจ้ นางสาวมริษฏดา เล็กอิ่ง รองปลัดเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลมะเขือแจ้ ร่วมให้การต้อนรับนายดลภาค เนตรใส นายอำเภอเมืองลำพูน นายรุ่งโรจน์ สุนทร ท้องถิ่นจังหวัดลำพูน นายอำนาจ พัวตะนะ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดลำพูนและอำเภอเมืองลำพูน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอเมืองลำพูน และกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านตำบลมะเขือแจ้ ที่ร่วมให้เกียรติมาในพิธีเปิดงาน

ทั้งนี้ภายในงานได้มีการแข่งขันการประกวดการจัดซุ้มแสดงของดีตำบลมะเขือแจ้ 21 หมู่บ้าน /การแข่งขันการชั่งลำไย /การแข่งขันคว้านลำไย /การประกวดเมนูสร้างสรรค์จากลำไยสีทอง และการประกวดรำวงย้อนยุค ซึ่งงาน “วิถีคนยอง ลำไยสีทอง และของดีตำบลมะเขือแจ้” ภายใต้โครงการลำไยสีทองและของดีตำบลมะเขือแจ้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 26 ธันวาคม 2568 ณ สวนน้ำเดอะซัน ลำพูน หมู่ 5 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน


นที มีเดช รายงาน

มทบ.32 พร้อมจิตอาสา ร่วมเปิดจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและผู้ขับรถ จุดบริการประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

มณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมจิตอาสา ร่วมเปิดจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและผู้ขับรถ จุดบริการประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันตรี นราชิต ยิ่งเสรี รองหัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 32 เป็นผู้แทน พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน ร่วมพิธีเปิดจุดตรวจความพร้อมของรถโดย สารสาธารณะและผู้ขับรถ จุดบริการประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2569 จังหวัดลำปาง ณ จุดตรวจสถานีตำรวจภูธรสบปราบ (หน้าวัดไชยศรีภูมิ) อ.สบปราบ จ.ลำปาง โดยมี นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธาน มี นางเครือวัลย์ พุทธวงค์ รักษาราชการแทนขนส่งจังหวัดลำปาง กล่าวรายงานฯ

กรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดให้มีการตั้งจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ภายใต้โครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของกรมการขนส่งทางบก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ ควบคู่กับการตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ โดยให้พนักงานขับรถลงมาจากรถรายงานตัวต่อผู้ตรวจการขนส่ง ณ จุดตรวจ เพื่อตรวจสอบใบอนุญาตขับรถ ตรวจสอบระยะเวลาในการขับรถ ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569

จังหวัดลำปาง โดยสำนักงานขนส่งจังหวัดลำปาง ได้จัดให้มีโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ประจำปี 2569 โดยการจัดกิจกรรมการตั้งจุดตรวจความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 26 ธันวา คม 2568 – 5 มกราคม 2569 เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากรถโดยสารสาธารณะ โดยได้กำหนดจุดตรวจความพร้อม ณ จุดตรวจอำเภอสบปราบ ถนนพหลโยธิน ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 654 – 655 โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หน่วยงานสังกัดกรมทางหลวง อำเภอสบปราบ สถานีตำรวจภูธรสบปราบ สาธารณสุขอำเภอสบปราบ โรงพยาบาลสบปราบ และหน่วยงานส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอสบปราบ เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในการเดินทางตลอดช่วงเทศกาลวันหยุดยาวนี้


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีรำลึก 116 ปี วันเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม พร้อมประดับยศร้อยตรีให้แก่นักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 73

ผบ.ทบ. รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีรำลึก 116 ปี วันเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม พร้อมประดับยศร้อยตรีให้แก่นักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 73

วันนี้ (26 ธันวาคม 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วย พลโท อาจิณ ปัทมจิตร ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คณะอาจารย์และนักเรียนนายร้อย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสครบรอบ 116 ปี งานรำลึกวันเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนนายร้อยชั้นมัธยม (26 ธันวาคม 2452) ณ หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายก

การจัดงานรำลึกฯ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปิดสถาบันการศึกษาแห่งนี้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2452 เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกสอนแก่ทหารมหาดเล็ก ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนก่อกำเนิดเป็นโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา ได้เข้าสู่หอประชุมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อประกอบพิธีประดับเครื่องหมายยศร้อยตรี โดยมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานในพิธี แก่นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 5 รุ่นที่ 73 ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 273 นาย ครอบคลุม 9 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล สาขาวิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ สาขาวิศวกรรมแผนที่ สาขาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโลยี สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคภาษาอังกฤษ สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา ซึ่งนักเรียนนายร้อยที่เข้ากระทำพิธีประดับเครื่องหมายยศในวันนี้ กระทรวงกลาโหมได้บรรจุเข้ารับราชการในเหล่าต่าง ๆ จำนวน 11 เหล่า ได้แก่ เหล่าทหารราบ เหล่าทหารม้า เหล่าทหารปืนใหญ่ เหล่าทหารช่าง เหล่าทหารสื่อสาร เหล่าทหารขนส่ง เหล่าทหารสรรพาวุธ เหล่าทหารพลาธิการ เหล่าทหารสารวัตร เหล่าทหารการข่าว และเหล่าทหารแผนที่

ในโอกาสเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของนักเรียนนายร้อยทุกนาย พร้อมเน้นย้ำให้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และความถูกต้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและประเทศชาติ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันวิทยาการและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกันเสริมสร้างกองทัพบกให้มีความเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ และเป็นที่พึ่งของประชาชน เพื่อปกป้องค้ำจุนประเทศชาติและราชบัลลังก์ให้มั่นคงสืบไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

องคมนตรี ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

องคมนตรี ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิม พระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้ (26 ธ.ค. 68) เวลา 09.00 น. ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูลได้ให้การสนับสนุน โดยมี นายแพทย์ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ , นายแพทย์นคร รัตนรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ส่วนราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมให้การต้อนรับ

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรีฯ พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานสำคัญของโรงพยาบาลฯ ต่อมาได้ร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง พร้อมทั้งเยี่ยมชมกิจกรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสุขภาพ เยี่ยมชมการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล และมอบสิ่งของเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยในที่รักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลฯ จากนั้น ได้มารับฟังสรุปผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ภายในห้องประชุม

ปัจจุบันโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา รับผิดชอบดูแลสุขภาพประชาชนในอำเภอกัลยาณิวัฒนา 13,059 คน และอำเภอใกล้เคียงส่วนหนึ่ง โดยได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ตามหลัก S-D-G ภายใต้แนวคิดศาสตร์พระราชาตามแนวพระราชดําริ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ยกระดับบริการสุขภาพด้วยดิจิทัล และการเป็นรมณียสถาน เพื่อสร้างรูปแบบการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่ดี มีระบบบริการสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ได้รับการการสนับสนุนครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์จากกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ เครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 3 เครื่อง, กระบอกฉีดยาพร้อมเข็มขนาด 1 มิลลิลิตร จำนวน 9,400 ชุด, เครื่องฟอกอากาศระบบไอออน จำนวน 2 เครื่อง และพัดลมแอร์ จำนวน 10 เครื่อง นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลและระบบประปาเพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคของคนในพื้นที่

สำหรับผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่สำคัญ ประกอบด้วย ด้านการเป็นโรงพยาบาลเศรษฐกิจพอเพียง ได้มอบมุ้งปลอดฝุ่นและเครื่องฟอกอากาศให้แก่ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในชุมชน ช่วยลดอาการกำเริบของโรค ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา มีการพัฒนาระบบจัดการปัญหาสุขภาพจิตและฆ่าตัวตาย ช่วยลดอัตราฆ่าตัวตายในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จาก 69.43 ต่อแสนประชากร ในปี 2567 เป็น 38.57 ต่อแสนประชากร ในปี 2568 , ด้านการยกระดับบริการสุขภาพด้วยดิจิทัล มีการพัฒนาระบบการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศเพื่อให้บริการการแพทย์ทางไกล จัดส่งยาถึงบ้านด้วย Health Rider และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการระบบบริการผู้ป่วยและระบบบริหารงานโรงพยาบาล และสุดท้ายในด้านโรงพยาบาลรมณียสถาน ได้ดำเนินการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการปัญหาขยะในพื้นที่ จนได้รับรางวัลชนะเลิศโรงพยาบาลชุมชน Zero waste hospital โรงพยาบาลลดขยะเป็นศูนย์ มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) ช่วยลดค่าไฟของโรงพยาบาลได้ถึง 25,000 – 30,000 บาทต่อเดือน

สำหรับแผนการพัฒนาโรงพยาบาลในระยะต่อไป จะมีการค้นหาและออกใบรับรองผู้พิการให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ พร้อมทั้งพัฒนาบริการ Home ward ในผู้ป่วยยาเสพติดและผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยกระดับการผ่าตัดผู้ป่วยแบบวันเดียวกลับ พัฒนาโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ให้ผ่านเกณฑ์ประเมินระดับเพชร นำระบบ AI มาช่วยในการทำงาน และพัฒนามาตรฐาน Green and Clean Hospital ให้อยู่ในระดับดีมาก Plus


นที มีเดช รายงาน

ประเสริฐพร้อมสุดาวรรณ นำทีมเพื่อไทยโคราช 16 เขต เข้าสักการะท้าวสุรนารี เอาฤกษ์เอาชัยในศึกเลือกตั้ง 69 เผย 16 เขตโคราชไร้พ่าย

ประเสริฐพร้อมสุดาวรรณ นำทีมเพื่อไทยโคราช 16 เขตเข้าสักการะท้าวสุรนารี เอาฤกษ์เอาชัยในศึกเลือกตั้ง 69 เผย 16 เขตโคราชไร้พ่าย

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา แกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ พรรคเพื่อไทย ได้รวมพลังประกอบพิธีบวงสรวงสักการะท้าวสุรนารี เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการรับสมัคร ส.ส. อย่างเป็นทางการ พิธีในครั้งนี้ ได้รับเมตตาจาก พระอาจารย์มหาต่อ รักษาการเจ้าอาวาสวัดแจ้งใน เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ประกอบพิธีตามโบราณประเพณี ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นสิริมงคล

โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ, ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ และ เทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมนำทีมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ครบทั้ง 16 เขต ประกอบด้วย

  • เขต 1 ประเสริฐ บุญชัยสุข
  • เขต 2 วัชรพล โตมรศักดิ์
  • เขต 3 สมบัติ กาญจนวัฒนา
  • เขต 4 ณัฐจิรา อิ่มวิเศษ
  • เขต 5 สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล
  • เขต 6 พัชราวรรณ ภิญโญ
  • เขต 7 ปิยะนุช ยินดีสุข
  • เขต 8 นิกร โสมกลาง
  • เขต 9 นารดา อึ้งสวัสดิ์
  • เขต 10 อภิชา เลิศพชรกมล
  • เขต 11 อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล
  • เขต 12 นรเสฏฐ์ ศิริโรจนกุล
  • เขต 13 พชร จันทรรวงทอง
  • เขต 14 นพ.วัชรากร เลิศด้วยลาภ
  • เขต 15 รชตะ ด่านกุล และ
  • เขต 16 พรเทพ ศิริโรจนกุล

หลังเสร็จสิ้นพิธี คณะผู้สมัครได้ถ่ายภาพร่วมกันเป็นสัญลักษณ์ของความพร้อมและความเป็นเอกภาพ ก่อนเคลื่อนขบวนเดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยแสดงความพร้อมเต็มที่ก่อนวันรับสมัครเลือกตั้ง โดยช่วงเช้าวันนี้ได้พาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 16 เขตของจังหวัดนครราชสีมา พร้อมผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ เดินทางไปสักการะขอพรที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพี่น้องชาวโคราชและคนไทยทั่วประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มต้นศึกเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าหมายคว้าชัยชนะในจังหวัดนครราชสีมา “ยกจังหวัด” พร้อมขอพรให้พรรคได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และสามารถผลักดันประเทศให้ก้าวผ่านปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเป้าหมายในระดับประเทศ พรรคเพื่อไทยแสดงความมั่นใจว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเกิน 200 ที่นั่ง พร้อมย้ำว่าพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคมาโดยตลอด การมีผู้สมัครที่มีศักยภาพครบทั้ง 16 เขต รวมถึงการผนึกกำลังกับเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งนี้


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา