“แม่ทัพเติ่ง” ลงพื้นที่เดินตรวจแนวหน้า เสริมพลังใจ มอบตะกรุดหลวงปู่เจี่ยม ใส่ใจทุกรายละเอียดของกำลังพล บริเวณเนิน 350 และปราสาทตาควาย

“แม่ทัพเติ่ง” ลงพื้นที่เดินตรวจแนวหน้า เสริมพลังใจ มอบตะกรุดหลวงปู่เจี่ยม ใส่ใจทุกรายละเอียดของกำลังพล บริเวณเนิน 350 และปราสาทตาควาย

พลโทวีรยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่เดินตรวจแนวหน้า บริเวณเนิน 350 และพื้นที่ปราสาทตาควาย ตรวจเยี่ยมเสริมขวัญกำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างใกล้ชิด ระหว่างการตรวจเยี่ยม แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบของกำลังพลด้วยตนเอง ตั้งแต่เรื่องความเป็นอยู่ในพื้นที่ว่า “กลางคืนหนาวไหม อยู่ได้หรือเปล่า อาหารการกินเป็นอย่างไร” พร้อมกำชับให้ผู้บังคับหน่วยดูแลสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพล อย่างดีที่สุด พร้อมกันนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้มอบ ตะกรุดหลวงปู่เจี่ยม คล้องคอให้กำลังพลทีละนาย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

โดยกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “ตรงนี้ผมเคยมานอนมาแล้ว รู้ว่ามันลำบาก” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่สร้างพลังใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “เดี๋ยวคราวหน้า…มานอนด้วยกันอีก” ในขณะคล้องตะกรุด แม่ทัพภาคที่ 2 ยังสังเกตเห็นบาดแผลบริเวณศีรษะของกำลังพลนายหนึ่ง จึงหยุดสอบถามด้วยความห่วงใยทันที สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของผู้บังคับบัญชา ที่ไม่มองลูกน้องเป็นเพียงกำลังรบ แต่คือชีวิต คือพี่น้องร่วมแนวหน้า ที่ต้องดูแลกันอย่างแท้จริง นี่คือหัวใจของคนเป็นนาย ที่ไม่สั่งจากข้างหลัง แต่ยืนอยู่แนวหน้า…เคียงข้างลูกน้อง

#กองทัพภาคที่2 #ยุทธบดินทร์68


พรพิพัฒน์ รายงาน

ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เปิดเวทีปราศรัยถึงหัวบันไดบ้านคู่แข่งพรรคกล้าธรรม

จังหวัดลพบุรี – ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยถึงหัวบันไดบ้านคู่แข่งพรรคกล้าธรรม

สำหรับบรรยากาศในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี หรือ ส.ส.ที่ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ทวีความคึกคักมากขึ้น โดยผู้สมัคร ส.ส. แต่ ละพรรคการเมือง ได้หาคะแนนเสียงในรู้แบบต่าง ๆ จากประชาชนผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ทั้งในเรื่องของการติดป้ายหาเสียง รถแห่ประชาสัมพันธ์วิ่งไปตามหมู่บ้าน ชุมชนต่าง ๆ ทุกตรอก ซอก ซอย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ เน้นย้ำในหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร และพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดอยู่ นอกจากนี้ยังใช้ในเรื่องของโลกโซเซียลต่าง ๆ การเดินเข้าหาประชาชนแนะนำตัวเองและผู้สมัครบางคนที่เป็นอดีต ส.ส.ก็บอกถึงผลงานที่ผ่านมาแบบบุกถึงประตูบ้าน รวมทั้งยังมีการเปิดเวทีปราศรัยเชิญชวนให้ประชาชนได้มารับฟังนโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดถ้าได้รับความไว้วางใจให้เข้าไปยริหารประเทศ

ซึ่งในการเลือกตั้ง ส.ส.ของจังหวัดลพบุรี ในครั้งนี้ได้มีการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตที่จากเดิมมี 5 เขตเลือกตั้งเหลือเพียง 4 เขตเลือกตั้งเท่านั้น จึงทำให้ในบางเขตเลือกตั้งต้องมีอดีตผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในสมัยที่ผ่านมาลงชิงชัยกันแบบยอมกันไม่ได้ ขณะที่ก็มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.หน้าใหม่ไฟแรงที่อาสาจะเข้ามารับใช้ประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และสมาชิกที่มาลงสมัครรับเลือกตั้งในพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่

โดยในเขตเลือกตั้งที่ 4 ที่มีผู้สมัครที่คาดการว่าเป็นคู่แข่งที่หน้าจับตามอง เนื่องจากเป็นการแข่งขันของคนหนุ่มไฟแรงคือ นายเทียนชัย สุขมั่น หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ สจ.ตี้ ผู้สมัครหมาย 4 พรรคกล้าธรรม โดยชิงชัยกับนายวรวงศ์ วรปัญญา ทายาททางการเมืองของครอบครัววรปัญญา ผู้สมัครหมายเลข 5 พรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.ในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.คนอื่นคนในวงการเมืองของลพบุรีมองว่ายังห่างชั้น

สำหรับพื้นที่รับผิดชอบคืออำเภอพัฒนานิคม อำเภอท่าหลวง อำเภอลำสนธิ และอำเภอชัยบาดาล (ยกเว้น ตำบลบ้านใหม่สามัคคี ตำบลศิลาทิพย์ ตำบลชัยนารายณ์ ตำบลห้วยหิน ตำบลม่วงค่อม ตำบลมะกอกหวาน และตำบลนิคมลำนารายณ์)

จากการติดตามบรรยากาศในการหาเสียงล้าสุดทีมงาน นายวรวงศ์ วรปัญญา ผู้สมัครหมาย เลข 5 พรรคเพื่อไทย ได้เปิดเวทีปราศรัยที่สนามโรงเรียนวัดโคกสลุง (โคก-สะ-หลุง) ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยมีอดีต ส.ส.ลพบุรีคือ นายพหล วรปัญญา ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทยในเขตเลือกตั้งที่ 3 ลงมาช่วยในการปราศรัย ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นบ้านของ นายเทียนชัย สุขมั่น หรือ สจ.ตี้ ผู้สมัครหมาย 4 พรรคกล้าธรรม โดยพบว่ามีประชาชนเดินทางมารับฟังคำปราศรัยในครั้งนี้กว่า 1 พันคน

ทั้งนี้ได้มีการแนะนำตัวประวัติ นายวรวงศ์ วรปัญญา ให้ประชาชนได้รับทราบและชี้แจงนโยบายของพรรคเพื่อไทย โดยประชาชนให้ความสนใจในเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน การประกันราคาผลิตทางการเกษตร พักหนี้เกษตรกร 3 ปีทั้งต้นทั้งดอกขยายวงเงินถึง 5 แสนบาท ประกันกำไรพืชผลเกษตร 30% ที่เป็นการสร้างหลักประกันกำไรจากการผลิต โครงสร้างเกษตรไทย คือนโยบายคูปองเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย 250 กก.คูปองเมล็ดพันธุ์ข้าว 150 กก. เพราะเป็นพันธุ์ข้าวที่วิจัยโดยรัฐที่มีคุณภาพ


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

คอการเมือง สภากาแฟ ระบุเขตเลือกตั้งที่ลพบุรี 2 เข้มข้นระดับช้างชนช้าง

จังหวัดลพบุรี – คอการเมือง สภากาแฟ ระบุเขตเลือกตั้งที่ลพบุรี 2 เข้มข้นระดับช้างชนช้าง

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ได้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของจังหวัดลพบุรี จึงส่งผลทำให้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.ของจังหวัดลพบุรีจาก 5 คนลดลงเหลือ 4 คนเท่านั้น นอกจากนี้ทาง กกต.ก็ยังได้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ที่จะเฉลี่ยยอดของประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวนประชากรไม่ห่างกันมาก ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนและผู้สมัครที่เคยอยู่ในพื้นที่เดิมต้องมีการปรับพื้นที่ในการหาเสียงพบปะประชาชนในพื้นที่ใหม่ โดยอาจจะเป็นพื้นที่ไม่คุ้นเคยกับประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ สำหรับอดีตผู้ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งและอดีต ส.ส.เก่า เมื่อปิดรับสมัคร ส.ส.ไปแล้วทำให้ในบางเขตเลือกตั้งมีอดีต ส.ส.หลายคนที่จะต้องมาแข่งขันกัน ซึ่งทำให้คอการเมือง สภากาแฟ มีเสียงวิภาควิจารณ์กันในเรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งครั้งนี้

โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 2 ของจังหวัดลพบุรีที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งได้มีพื้นที่ในอำเภอเมืองลพบุรี บางตำบลที่ประกอบด้วย เขตเทศบาลเมืองลพบุรี เทศบาลตำบลป่าตาล ตำบลทะเลชุบศร ตำบลโก่งธนู ตำบลโคกกะเทียม ตำบลโคกลำพาน ตำบลงิ้วราย ตำบลดอนโพธิ์ ตำบลตะลุง ตำบลท่าแค ตำบลท่าศาลา ตำบลบ้านข่อย ตำบลท้ายตลาด ตำบลพรหมมาสตร์ ตำบลโพธิ์เก้าต้น ตำบลโพธิ์ตรุ ตำบลถนนใหญ่ ตำบลสี่คลอง และอำเภอท่าวุ้ง ทั้งอำเภอ เมื่อปิดการรับสมัครได้มีผู้ที่มาลงสมัตรรับเลือกตั้ง ส.ส.จากพรรคการเมืองต่าง ๆ มายื่นใบสมัครกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้หลายคนมองมาในเขตเลือกตั้งที่ 2 ของลพบุรีนี้จะมีความเข้มข้นและได้รับความสนใจอย่างมาก

ทั้งนี้เนื่องจากพบว่ามีอดีต ส.ส.ในสมัยที่ผ่านจากพรรคการเมืองใหญ่และมีโอกาสที่จะเป็นพรรคที่จัดตั้งหรือร่วมรัฐบาลในสมัยหน้า โดยส่งผู้สมัครลงชิงชัยหวังจะกลับเข้าสู่สภาในเขตเลือกตั้งนี้ 2 พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย ได้ส่ง นายสิทธิ์ชัย หล่อประสงค์สุข ลงสมัครจับได้หมายเลข 5 เจ้าของพื้นที่เขตเมืองลพบุรี ส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้ส่ง น.ส.มัลลิกา จีระพันธุ์วาณิช ลงสมัครจับได้หมายเลข 3 เจ้าของพื้นที่อำเภอท่าวุ้ง จึงทำให้คอการเมืองของลพบุรีให้ความสนใจเป็นอย่างมากคาดว่าจะมีการหาเสียงต่อสู้กันอย่างสนุกแน่แบบที่เรียกว่าช้างชนช้างเลย

ซึ่ง นายสิทธิชัย หล่อประสงค์สุข จากพรรคเพื่อไทย ได้ชิงความได้เปรียบด้วยการเลือกจุดสำคัญ ๆ ในการขึ้นป้ายหาเสียงเป็นการจองพื้นที่ไว้ก่อน นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่หาเสียงแบบเคาะประตูบ้านพูดคุยกับประชาชนในระยะประชิดชี้แจงผลงานในสมัยที่ผ่านมาในการดูแลประชาชน รวมทั้งแก้ปัญหาสร้างความเจริญมาให้กับจังหวัดลพบุรีหลายโครงการผ่านตามขบวนการและยังชี้แจงนโยบายของพรรคเพื่อไทยด้วย โดยคาดหวังว่าจะกลับมานั่งในสภาผู้แทนราษฎรรับใช้ประชาชนอีกครั้ง


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

วันสถาปนา ร.พ. อานันทมหิดลครบรอบ 88 ปี

จังหวัดลพบุรี – เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เป็นประธาน วันสถาปนา โรงพยาบาลอานันทมหิดล ครบรอบ 88 ปี ในฐานะเป็นโรงพยาบาลทหาร แห่งแรกของกองทัพบก

พลโท เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา โรงพยาบาลอานันทมหิดล ครบรอบ 87 ปี ในฐานะเป็นโรงพยาบาลทหาร แห่งแรกของกองทัพบก โดยมี พล.ต. คิมห์ อิทธิกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอานันทมหิดล พร้อมด้วย พันโทหญิง ศุภวดี อิทธิกุล ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา โรงพยาบาลอานันทมหิดล ตลอดจน คณะผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้าง โรงพยาบาลอานันทมหิดล ร่วมพิธี ณ ตึกอำนวยการโรงพยาบาลอานันทมหิดล

ซึ่งในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ประกอบพิธี อันเชิญเครื่องราชสักการะ พานพุ่มพระราชทาน ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี ถวายเบื้องหน้า พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึง ในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย เนื่องในวันสถาปนา โรงพยาบาลอานันทมหิดล ครบรอบ 88 ปี และ ถือเป็นโรงพยาบาลทหารแห่งแรกของกองทัพบก

โดยมี พลตรี คิมห์ อิทธิกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอานันทมหิดล พร้อมด้วยข้าราชการ แพทย์พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลอานันทมหิดล หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชน ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ร่วมพิธี ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ภายใน โรงพยาบาลอานันทมหิดล ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือข้าราชการทหาร พลเรือน รวมถึงประชาชนในจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ให้มีสถานที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ในการรักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการสร้างโรงพยาบาล พร้อมทั้งพระ ราชทานนามว่า “โรงพยาบาลอานันทมหิดล” และเสด็จฯ ทรงทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2481 นับเป็นโรงพยาบาลทหารแห่งแรกของกองทัพบก

ดังนั้น คณะกรรมการโรงพยาบาล จึงได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐาน ณ หน้าตึกอำนวยการ ของโรงพยาบาล เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ พร้อมทั้งได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ บำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน และวางพานพุ่มถวายราชสักการะเป็นประจำทุกปี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้ว่าฯ น่าน ประกอบพิธีเททองหล่อ “พระปางปฐมเทศนา” ทอดผ้าป่ามหากุศล และสรงน้ำพระธาตุแสงจันทร์นันทบุรี ฟื้นฟูวัดดอยแยง

น่าน – แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นำจิตศรัทธาประชาชน ประกอบพิธีเททองหล่อพระปางปฐมเทศนา ทอดผ้าป่ามหากุศล และสรงน้ำพระธาตุแสงจันทร์นันทบุรี ฟื้นฟูวัดดอยแยง

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 เวลา 18.09 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา (พระนั่งเมือง) พิธีทอดผ้าป่ามหากุศล และพิธีสรงน้ำพระธาตุแสงจันทร์นันทบุรี ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนและประชาชนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ณ วัดดอยแยง ตำบลเรือง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นายชัยณรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ข้าราชการ ทหาร ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ฝ่ายสงฆ์ มี พระเดชพระคุณพระราชศาสนาภิบาล เจ้าคณะจัง หวัดน่าน เป็นประธานสงฆ์ ร่วมด้วยพระสังฆาธิการและคณะสงฆ์

ภายในพิธี ประธานได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ และประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ก่อนเข้าสู่พิธีเททองหล่อพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา โดยประธานสงฆ์ ประธานในพิธี และพุทธศาสนิกชนร่วมกันอธิษฐานจิตเททอง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคล

จากนั้นได้ประกอบพิธีทอดผ้าป่ามหากุศล เพื่อสมทบทุนบำรุงวัดดอยแยง โดยมีการถวายผ้าบังสุกุลจีวรและจตุปัจจัยไทยธรรม แด่คณะสงฆ์ พร้อมรับพรและอนุโมทนาบุญร่วมกัน

ช่วงท้ายของงานเป็นพิธีสรงน้ำพระธาตุแสงจันทร์นันทบุรี คณะสงฆ์ ประธานในพิธี และพุทธศาสนิกชนร่วมถือโคมเทียน เจริญพระพุทธมนต์ เดินเวียนไปยังองค์พระธาตุ ก่อนร่วมอธิษฐานจิตและสรงน้ำพระธาตุ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีด้วยความสงบและศรัทธา

สำหรับ วัดดอยแยง เดิมเป็นวัดร้างเก่าแก่กว่า 80–100 ปี ตั้งอยู่บนดอยเล็ก ๆ กลางทุ่งนา บ้านดอนเฟือง ตำบลเรือง อำเภอเมืองน่าน ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูโดยความร่วมมือของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดน่าน ผู้นำชุมชน และพุทธศาสนิกชน ภายใต้การดูแลของ พระครูกิตติจันทโรภาส เพื่อให้เป็นศาสนสถานสำหรับการศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป


นที มีเดช รายงาน

สโมสรไลออนส์ มอบรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉิน มูลค่า 2,500,000 บาท เสริมศักยภาพการแพทย์โรงพยาบาลน่าน

น่าน – สโมสรไลออนส์น่าน เชียงกลาง มอบรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉิน มูลค่า 2,500,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลน่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิไลออนส์สากล (Lions Clubs International Foundation : LCIF) เสริมศักยภาพการแพทย์ให้โรงพยาบาลน่าน

วันที่ 6 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมบุญยงค์ วงศ์รักมิตร ชั้น 4 อาคารรังสี ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช โรงพยาบาลน่าน นายแพทย์กนก พิพัฒน์เวช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน พร้อมด้วย บุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลน่าน รับมอบรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน พร้อมอุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉิน มูลค่า 2,500,000 บาท สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง จากสโมสรไลออนส์น่านร่วมกับสโมสรไลออนส์เชียงกลาง น่าน

โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิไลออนส์สากล (Lions Clubs International Foundation : LCIF) ได้รับเกียรติจาก ไลออน นิตยา เชียรวรรณ ผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค 310 A2 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ร่วมพิธี โดยผู้ว่าการไลออนส์สากล ภาค 310 A2 ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อสโมสรไลออนส์น่าน และสโมสรไลออนส์เชียงกลาง น่าน ที่ได้สนองต่อนโยบายของไลออนส์สากล ในการจัดทำโครงการรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นโครงการที่มีคุณค่าและมีความหมายอย่างยิ่งต่อเพื่อนมนุษย์ ช่วยให้ผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับการช่วยเหลือการรักษาพยาบาลในเบื้องต้นซึ่งเป็นวินาทีชีวิต ก่อนนำส่งโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นความร่วมมือในการจัดหาทุนของสโมสรไลออนส์น่าน และสโมสรไลออนส์เชียงกลาง น่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนมูลนิธิไลออนส์สากล (LCIF) เพื่อจัดซื้อรถพยาบาลกู้ชีพฉุกเฉิน สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในจังหวัดน่านและพื้นที่ใกล้เคียง ภายในงานมีพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สนับสนุนโครงการ รวมถึงการกล่าวแสดงความยินดี เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งสโมสรไลออนส์น่าน

นายแพทย์กนก พิพัฒน์เวช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวขอบคุณมูลนิธิไลออนส์สากล และสโมสรไลออนส์ทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับ สนุนและผู้บริจาคเงินในโครงการ จากนั้นคณะร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และเข้าเยี่ยมชมห้องแผนกไตเทียมของโรงพยาบาลน่าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนเครื่องฟอกไต 7 เครื่อง จากมูลนิธิไลออนส์สากล (LCIF)


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

กองทัพบก จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2569 เปิดพื้นที่หน่วยทหารทั่วประเทศ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน

กองทัพบก จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ 2569 เปิดพื้นที่หน่วยทหารทั่วประเทศ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชน

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ระหว่างเวลา 08.00–16.00 น. กองทัพบกจัดกิจกรรมเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และทำความเข้าใจบทบาทภารกิจของกองทัพบกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกความรักชาติ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สอดคล้องกับคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ที่นายกรัฐมนตรีได้มอบไว้ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก เช่น ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน รถยานเกราะล้อยาง รถสายพานลำเลียง การสาธิตการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลจากหน่วยต่าง ๆ เช่น การแสดงยิงปืนฉับพลัน การสาธิตชุดสุนัขทหาร การแสดงรำมวยไทย รวมถึงการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ฝึกทักษะพื้นฐานทางทหาร การแสดงดนตรี ตลอดจนกิจกรรมนันทนา การและเกม โดยกองทัพบกได้เตรียมแจกของขวัญ ของรางวัลมากมาย เพื่อมอบความสุขและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าประทับใจให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านจากผู้สนับสนุนต่าง ๆ เพื่อร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับเด็กและเยาวชนอีกด้วย

พร้อมกันนี้ กองทัพบกได้เปิดพื้นที่หน่วยทหารทั่วประเทศ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติควบคู่กันไป เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมพัฒนาการของเยาวชนในทุกพื้นที่ โดยมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่สำคัญ อาทิ

  • กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรม ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
  • กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรม ณ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
  • กองทัพภาคที่ 4 จัดกิจกรรม ณ ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต การจัดงานวันเด็กแห่งชาติในครั้งนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้บทบาทและเข้าใจภารกิจของกองทัพบกแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพกับประชาชน และแสดงถึงบทบาท “ทหารของประชาชน” ที่พร้อมสนับสนุนการพัฒนาสังคมในทุกมิติ

โดยขอเชิญชวนเด็กและเยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ณ กองบัญชาการกองทัพบก และหน่วยทหารใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างความสุข ความอบอุ่น และแรงบันดาลใจให้กับอนาคตของชาติ



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ศอ.จอส.พระราชทาน จ.น่าน ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดน่าน ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดน่าน

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดน่าน ติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดน่าน โดย เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าดอยภูคา ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ สถานีวิทยุท้องถิ่นแดนพนา 105.5 Mhz. เรื่องความรู้เรื่องไฟป่าพร้อมขอความร่วมมือป้องกันไฟป่าและหมอกควัน(PM2.5) ประจำปี 2569

จากนั้น เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าดอยภูคา ออกตรวจป่า บริเวณป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณซึ่งเป็นนิดป่าผลัดใบ(เป็นพื้นที่เสี่ยงไฟป่า) ท้องที่บ้านนาคํา หมู่ที่ 1 ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน

ต่อมา หัวหน้าสภานีควบคุมไฟป่าดอยภูคา ประสานงานส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่าและร่วมรับฟังการประชุมทางไกลจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในการประชุมหารือ เรื่อง การสำรวจเชิ้อเพลิงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่า ผ่านระบบ Video Conference (Zoom Meeting) ณ ห้องประชุมส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) อำเภอเมืองแพร่จังหวัดแพร่

ซึ่งสถานการณ์ไฟป่าปกติ สถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มี และเจ้าหน้าที่รอรับการประสานงานกับภาคีเครือข่าย ในการให้ความช่วยเหลือและเฝ้าระวังสาธารณภัย ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ น่าน 13 (น้ำสา) ได้ร่วมกันออกตรวจสอบจุดความร้อน (Hotspot) จากภาพถ่ายดาวเทียม วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 01:30 น. (ข้อมูลรอบที่ 1) จำนวน 1 จุด ได้เข้าตรวจสอบแล้วอยู่บริเวณป่าห้วยห้วยแม่ขะนิง สภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยแม่ขะนิง ไฟได้ดับลงเองแล้วอยู่ในท้องที่บ้านหัวนา หมู่ที่ 1 ต.แม่ขะนิง อ.เวียงสา จ.น่าน พื้นที่เสียหาย ประมาณ 1 งาน – 40 ตารางวา สาเหตุ เผาซางข้าวโพด


นที มีเดช รายงาน

ขีดเส้นตาย ขู่ยกระดับปิดถนนหลังเกษตรกรโคนมเดือด อ.ส.ค. ค้างจ่ายเงินกว่า 170 ล้านบาท

จังหวัดลพบุรี – ตำบลหนองรีลุกเป็นไฟ เกษตรกรโคนมเทน้ำนมประท้วงวอนรัฐช่วยด่วน หลัง อ.ส.ค. ค้างจ่ายกว่า 170 ล้าน ทำน้ำนมล้นค้างท่อกว่า 170 ตัน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองรี อ.ลำสนธิ ไม่ทนยกโขยงบรรทุกน้ำนมดบเททิ้ง ประท้วงเชิงสัญ ลักษณ์ จี้รัฐบาล ช่วยแก้ปัญหากับ อ.ส.ค. ด่วน ล่าสุดแกนนำประกาศก้อง ขีดเส้นตาย 24 ชั่วโมง ขู่หากไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จะยกระดับปิดถนน

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ ต.หนองรี อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม หนองรีกว่า 200 ชีวิต รวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ ณ ลานสมาชิกเกษตรกรโคนมหนองรี ก่อนตัดใจเทน้ำนมดิบทิ้งเพื่อแสดงสัญลักษณ์ถึงความเดือดร้อน หลังเผชิญวิกฤต อ.ส.ค. บริหารงานล้มเหลว ไม่รับน้ำนมตามข้อตกลงจนน้ำนมค้างสต๊อก ไม่ได้มาตรฐาน และเน่าเสียค้างถังกว่า 170 ตัน มูลค่าความเสียหายกว่า 170 ล้านบาท

สถานการณ์โคนมหนองรีเดือด กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ตำบลหนองรีและใกล้เคียง ได้รวมพลังออกมาเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการเปิดวาล์วบนรถบรรทุก เทน้ำนมดิบทิ้ง เกษตรกรอีกชุดบนรถกระบะกว่า 30 คัน ได้คว่ำถังเทน้ำนมดิบลงพื้นที่ดินเช่นกันด้วยความโกรธ พร้อมเสียงตะโกนดังๆ หวังให้รัฐบาลและผู้บริหาร อ.ส.ค. ได้มองเห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกร ที่ อ.ส.ค.บริหารจัดการล้มเหลวสร้างความเดือดร้อนทั่วทั้งตำบลหนองรี อำเภอลำสนธิ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมาจากการบริหารงานของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่ ไม่สามารถรองรับผลผลิตได้ตามระบบ ทำให้ สหกรณ์โคนม ต้องแบกรับภาระขาดทุนแทนเกษตรกรจนเสี่ยงล้มละลาย ยกเลิกอาชีพนี้ โดยแกนนำประกาศชัด หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง หรือยังเพิกเฉย ทางเกษตรกรเตรียมยกระดับความเข้มข้นด้วยการ บรรทุกน้ำนมดิบไปเทหน้าสำนักงาน อ.ส.ค. หากยังเพิกเฉยอีกจะยกระดับปิดถนน

ด้านนายมณู อินอ่ำ ตัวแทนเกษตรกรโคนมหนองรี เปิดเผยอย่างดุเดือดว่า ปัญหานี้เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดของ อ.ส.ค. ที่ผลักภาระให้ชาวบ้าน อ้างราคานมสูงเกินไปแต่ไม่เร่งหาตลาด พวกเราเสียภาษี 100% ไม่เคยได้รับเงินพิเศษใดๆ มีแต่เงินกู้ ท่านเป็นวิสาหกิจต้องช่วยเกษตรกรทำมาหากิน อย่าเอาแต่เงินเดือน พร้อมย้ำว่าขณะนี้ อ.ส.ค. เป็นหนี้สหกรณ์โคนมหนองรีแล้วกว่า 170 ล้านบาท

ด้าน นายสำราญ ค้างสำโรง ประธานสหกรณ์โคนมหนองรี เสริมว่าแม้ รัฐมนตรีธรรมนัสพรหมเผ่า ขณะดำรงตำแหน่ง รมต.ว่ากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับปากจะแก้ไข แต่ปัญหานี้กลับหยุดนิ่ง ทาง อ.ส.ค. ไม่ส่งกล่องบรรจุภัณฑ์มาให้ ทำให้นมค้างอยู่ในแทงค์ และรถขน ส่งกว่า 170 ตัน โดยมีน้ำนมดิบเข้าใหม่ สะสมอีกวันละ 77 ตันที่ ระบายไม่ได้

โดยทางตัวแทนเกษตรกร ประธานสหกรณ์โคนมได้เรียกร้องเร่งดำเนินการทันที 3 ข้อ

  1. อ.ส.ค. ต้องรับน้ำนมดิบเข้าโรงงานภายในเย็นวันนี้ทันที
  2. ปฏิรูปโครงสร้างการแก้ปัญหาโคนมทั้งประเทศ
  3. ภาคการเมืองต้องลงมาจัดการ ปลดผู้บริหาร อ.ส.ค. ที่ทำงานไร้ประสิทธิภาพ
  4. ที่เอาแต่นั่งทำงานบนโต๊ะ ตัวแทนเกษตรกรฝากถึงนักการเมือง หากเย็นนี้ไม่มีความคืบหน้า จะบุกไปเทนมประท้วงถึงหน้าสำนักงาน อ.ส.ค. และเตรียมยกระดับการประท้วงโดยการปิดถนน

กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

จากทางเดี่ยว… สู่ทางคู่เพื่อคนไทยทั้งประเทศ

หลายท่านอาจไม่รู้ว่า วันนี้ “รถไฟทางเดี่ยว” ของไทยกำลังค่อยๆ หายไปจากแผนที่โครงข่ายรถไฟ ในขณะที่ “รถไฟทางคู่” กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มต้นมานานกว่า 30 ปี

1. จุดเริ่มต้นของทางคู่

ไทยการก่อสร้างรถไฟทางคู่เริ่มขึ้นตั้งแต่รัฐบาลชวน หลีกภัย ชุดที่ 1 (พ.ศ. 2535-2538) รัฐบาลในเวลานั้นอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ ระยะทางเกือบ 3,000 กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 80,000 ล้านบาทต้นปี 2536 ท่านนายกฯ ชวน หลีกภัย ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ “ตอกหมุดทางคู่” บริเวณเชิงสะพานพระราม 6 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของระบบรางไทยต่อมาในรัฐบาลชวน 2 (พ.ศ. 2540-2544) ได้สานงานต่อทันทีด้วยการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 4 สายหลัก (1) หัวหมาก – ฉะเชิงเทรา (2) ตลิ่งชัน – นครปฐม (3) บ้านภาชี – มาบกะเบา และ (4) บ้านภาชี – ลพบุรีการก่อสร้างรถไฟทางคู่ในช่วงรัฐบาลหลายชุดหลังจากนั้นแทบไม่มีความคืบหน้า

2. การกลับมาของ “ทางคู่” อย่างจริงจัง

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ.ศ. 2551–2554) ได้จัดทำ “แผนแม่บทระบบราง” ครั้งสำคัญ ประกอบด้วย (1) รถไฟความเร็วสูง 5 สาย (2) รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ 3,039 กม. และ (3) รถไฟสายใหม่ทั่วประเทศและที่สำคัญที่สุด คือการอนุมัติงบประมาณกว่า 176,000 ล้านบาท สำหรับรถไฟทางคู่ “ระยะที่ 1”ถือเป็นงบลงทุนระบบรางที่สูงที่สุดในยุคนั้นยุคเดินหน้าต่อคือ รัฐบาลประยุทธ์ 1 และ 2 (พ.ศ. 2557-2566) นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สานต่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่หลายเส้นทางทั่วประเทศผลลัพธ์คือ… สถานะรถไฟไทย ณ มกราคม 2569 (1) ทางเดี่ยว 2,686 กิโลเมตร (66.4%) (2) ทางคู่ 1,251 กิโลเมตร (30.9%) และ (3) ทางสาม 107 กิโลเมตร (2.7%) รวมทั้งหมด 4,044 กิโลเมตร

3. เป้าหมายใหญ่ของ รฟท.

ในอนาคตโครงข่ายรถไฟไทยจะยาว 6,463 กิโลเมตร และที่สำคัญคือ จะไม่มี “ทางเดี่ยว” เหลืออยู่เลย โครงข่ายจะประกอบด้วย (1) ทางคู่ (สายเดิม) 3,937 กม. (2) ทางคู่ (สายใหม่) 2,419 กม. และ (3) ทางสาม 107 กม.ถึงวันนั้น… รถไฟไทยจะเปลี่ยนไป(1) จังหวัดที่มีรถไฟไปถึงเพิ่มขึ้น จาก 47 จังหวัด เป็น 61 จังหวัด(2) รถไฟโดยสารเร็วขึ้น จาก 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง(3) รถไฟสินค้าเร็วขึ้น จาก 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง(4) สัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรถไฟเพิ่มขึ้น จาก 1.4% เป็น 10%

4. ก้าวต่อไปที่ควรทำ “ทันที”

เร่งก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,485 กม. ครอบคลุมทุกภูมิภาค ส่วนรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ที่ใกล้เสร็จแล้วนั้น ควรเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากดีเซลเป็นไฟฟ้า ไม่ใช่แค่ลดมลพิษ แต่จะสามารถเพิ่มความเร็วเป็น 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่งผลให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟไทยเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตัวอย่างชัดๆ กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ จาก 14-15 ชั่วโมง จะเหลือเพียง 8 ชั่วโมง

5. คำถามถึงทุกท่าน

ถ้าเลือกได้ ท่านคิดว่า… รถไฟทางคู่พร้อมกับเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นไฟฟ้าควรเร่งทำ “เส้นทางไหนก่อน” เพื่อประโยชน์ของประเทศมากที่สุด?คอมเมนต์มาคุยกันครับ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์