ตม.1 จับกุมแก๊งสแกมเมอร์ชาวจีน เครือข่ายสามเหลี่ยมทองคำ หนีคดีฉ้อโกง ซุกกลางกรุง

ตม.1 จับกุมแก๊งสแกมเมอร์ชาวจีนเครือข่ายสามเหลี่ยมทองคำ หนีคดีฉ้อโกง ซุกกลางกรุง

วันที่ 7 ม.ค.2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก. ตม.1, ว่าที่ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้สั่งการให้ กก.สืบสวน บก.ตม.1 นำโดย พ.ต.ท.สุธีรฐ์ ธีระสวัสดิ์ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1, พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ, พ.ต.ท. สุริโย ไชยยอด สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 พร้อมกำลังหน้าที่ชุดสืบสวน บก.ตม.1 บุกจู่โจมเข้าจับกุมกลุ่มชาวจีน จำนวน 7 ราย บริเวณร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง ภายหลังได้สืบทราบว่า มีการลักลอบเดินทางเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และมีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ชาวจีนเครือข่ายสามเหลี่ยมทองคำ จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มชาวจีนดังกล่าวลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 6 ราย และอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 1 ราย

โดยจากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก ยังพบอีกว่า 2 ราย มีประวัติเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญา กรรมทางไซเบอร์บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ และมี 1 ราย หนีหมายจับคดีฉ้อโกง มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท มาจากประเทศจีน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” จำนวน 6 ราย และ แจ้งข้อกล่าวหา “เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” จำนวน 1 ราย จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จราจรวิภา จับหนุ่มพกมีด ปืน คารถ อ้างมีไว้ป้องกันตัว

วันที่ 7 ม.ค.2569 เวลา 12.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. (สน.วิภาวดี) ได้ทำการจับกุมตัวนายเอกชัยฯ ขอสงวนนามสกุล อายุ 39 ปี พร้อมของกลาง อาวุธปืนยี่ห้อ Smith & Wesson ขนาด .38 ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 6 นัด ซองบรรจุอาวุธปืน จำนวน 1 ซอง อาวุธมีด จำนวน 1 เล่ม โดยจับกุมได้บริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า หน้าป้ายรถเมล์ศูนย์นิสสัน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.

สืบเนื่องมาจากเมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. (สน.วิภาวดี) ได้ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ เมื่อมาถึงบริเวณ ถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า หน้าป้ายรถเมล์ศูนย์นิสสัน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ได้พบรถยนต์กระบะ สีขาว กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมทางลักษณะน่าสงสัย จึงเข้าตรวจสอบพบอาวุธมีดวางอยู่บริเวณช่องเก็บของประตูด้านหน้าขวาของรถ และพบอาวุธปืนบรรจุอยู่ในซองอาวุธปืน พร้อมเครื่องกระสุนปืนบรรจุอยู่ในรังเพลิง ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะนั่งด้านหน้าฝั่งคนขับ

จากการสอบถามนายเอกชัยฯ ให้การยอมรับว่าของกลางทั้งหมดเป็นของตนจริง โดยอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ซื้อมาจากเพื่อนชายไทยไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ส่วนอาวุธมีดได้ซื้อมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และเอาติดรถไว้เพื่อป้องกันตัว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร และพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร” นำตัวทำบันทึกการจับกุม ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ลุงขับกระบะย้อนศรยาวจากด่านดินแดง ชนรถ 6 คัน สารภาพตกใจ “เข้าด่านเก็บค่าผ่านทางผิด ทำอะไรไม่ถูก”

ลุงขับกระบะย้อนศรยาวจากด่านดินแดง ชนรถ 6 คัน สารภาพตกใจ “เข้าด่านเก็บค่าผ่านทางผิด ทำอะไรไม่ถูก”

กลายเป็นคลิปไวรัลที่สร้างความตกใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนน เมื่อผู้ใช้ TikTok หลายราย เผยแพร่วิดีโอเหตุการณ์สุดระทึก ขณะรถกระบะคันหนึ่ง ขับย้อนศรสวนเลนบนถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า ก่อนเฉี่ยวชนรถยนต์ที่สัญจรตามปกติได้รับความเสียหายหลายคัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569

ขับสวนเลนยาวหลายกิโลเมตรจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ ชื่อนายเฉลิมพล เป็นชายสูงอายุ ขับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล กลับรถบริเวณด่านเก็บเงินดินแดง ก่อนตัดสินใจแล่นย้อนศรในช่องทางหลัก มุ่งหน้าจากดินแดงไปยังสะพานข้ามแยกสุทธิสาร ทั้งที่เป็นเส้นทางสวนการจราจร

ผู้ก่อเหตุเผยว่า ตั้งใจจะไปหาลูก แต่เข้าด่านเก็บเงินผิดช่อง เกิดอาการตกใจ จึงขับรถสวนเลนออกมา จนเกิดเหตุเฉี่ยวชนต่อเนื่อง มีรถเสียหาย 6 คัน ไร้ผู้บาดเจ็บ

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ผู้ก่อเหตุอาจมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือจิตใจ ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในลมหาย ใจของผู้ก่อเหตุ จึงแจ้งข้อหา “ขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้อื่น”

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 พนักงานอัยการได้นำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องต่อ ศาลแขวงดุสิต พร้อมคำร้องขอริบรถยนต์ของกลางและพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จัดประกวดโครงงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว “I-New Gen Junior Award 2026” จุดประกายความคิดสร้างสรรค์เยาวชนไทย สู่การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน

วช. จัดประกวดโครงงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว “I-New Gen Junior Award 2026” จุดประกายความคิดสร้างสรรค์เยาวชนไทย สู่การพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประกวดโครงงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว I-New Gen Junior Award 2026 ซึ่งจัดขึ้นในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” (Thailand Inventors’ Day 2026) ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation” ณ Event Hall 102–103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

โครงการที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4–6 เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ใช้จินตนาการและความคิดริเริ่มในการออกแบบและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์หรือโครงงานใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเรียนรู้การทำงานเป็นทีม การลงมือปฏิบัติจริง และการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นหรือวัสดุเหลือใช้ให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืน การประกวดดังกล่าวมุ่งปลูกฝังแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเหมาะสมกับบริบทของชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนสามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศิลปะ เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงและสร้างคุณค่าแก่สังคมในอนาคต

ทั้งนี้ การประกวด I-New Gen Junior Award 2026 แบ่งผลงานออกเป็น 5 กลุ่มเรื่อง ได้แก่ เกษตรและอาหาร สิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดภาระงานทางการเกษตร รวมถึงอุปกรณ์หรือแนวคิดด้านอาหารและเครื่องดื่มสิ่งแวดล้อมและพลังงาน สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยรักษาและปรับปรุงสภาพแวดล้อม มุ่งเน้นการใช้วัสดุเหลือใช้ หรือวัสดุจากธรรมชาติอย่างปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุปกรณ์อำนวยความสะดวก สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ที่ส่งเสริมจินตนาการและกระบวนการสร้างสรรค์ ในงานศิลปะและงานฝีมือทุกรูปแบบอย่างมีเอกลักษณ์สื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีการศึกษา สิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยเสริมประ สิทธิภาพการเรียนการสอน และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้ทันสมัย โดยอาจประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ร่วมด้วย

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์ ฝึกทักษะการสื่อสารและการนำเสนอผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างทักษะการทำงานเป็นทีมและการแก้ปัญหา ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านการทำโครงงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปีนี้ ผลงานที่มาร่วมประกวดเต็มไปด้วยจินตนาการที่ล้ำเลิศเกินวัย สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก

อาทิ เครื่องตัดหญ้าพลัง ECO ที่นำพลังงานไฟฟ้ามาใช้งาน ลดเรื่องเสียงรบกวน และมลพิษทางอากาศ อีกทั้งยังมีแสงสว่างที่เครื่องทำให้สามารถตัดหญ้าในเวลากลางคืนได้อีกด้วย ผลงานของน้องๆจากโรงเรียน บุญสมวิทยา เปลือกไข่ฮีโร่กอบกู้โลก โรงเรียนบ้านนา กล่องพัสดุจากเปลือกลูกยางพารา โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย ปัญหาขยะจากการผลิตอาหารปัญหาของโลกที่ถูกมองข้าม สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถาดพลาสติกรังผึ้งบรรจุอาหารสด สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครนทรวิโรฒ ฟิล์มชีวภาพจากผักในท้องถิ่น (ผักเปราะ) พัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลงานของนักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านปราสาท อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ และยังมี นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนเทศบาลตำบลหนองหงส์ ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช นำผลของพืชพื้นเมืองภาคใต้ ลูกประ เป็นวัตถุดิบหลักในการทำเต้าหู้ ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ผลิตเป็นเต้าหู้ไข่ ให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนแพ้ถั่วเหลือง ฯลฯ

ผลงานดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จัดแสดงภายในงาน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ และส่งกำลังใจให้เยาวชนไทย ว่าผลงานใดจะเข้าตาคณะกรรมการ พร้อมร่วมรับฟังการประกาศผลในวันที่ 9 มกราคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จากใจแนวหลัง สู่แนวหน้า สมท.กอ.รมน. ผนึกพลังภาคีเครือข่าย เติมขวัญกำลังใจทหารชายแดนไทย–กัมพูชา (ด้านพื้นที่จ.สระแก้ว)

จากใจแนวหลัง สู่แนวหน้า สมท.กอ.รมน. ผนึกพลังภาคีเครือข่าย เติมขวัญกำลังใจทหารชายแดนไทย–กัมพูชา (ด้านพื้นที่จ.สระแก้ว)

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดย พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. (ผอ.สมท. กอ.รมน.) พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ, ชมรม พคบ., สมาคมไทย–ซิกข์ เพื่อความมั่นคงแห่งประเทศไทย และเครือข่ายมวลชนของ กอ.รมน.ได้เดินทางไปมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ณ กองกำลังบูรพา

ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งมอบกำลังใจ ความห่วงใย และการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายภาคประชาชนไปสู่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงของประเทศอย่างเข้มแข็งและเสียสละในสถานการณ์ปัจจุบันนี้

สำหรับรายการสิ่งของที่นำมามอบให้ได้แก่

  • น้ำดื่ม 300 แพ็ก
  • เสื้อรองใน 1,500 ตัว
  • กางเกงใน 1,500 ตัว
  • ถุงเท้า 1,500 คู่
  • เสื้อยืด 400 ตัว
  • ข้าวพร้อมทาน 3,000 ถ้วย
  • ปลากระป๋อง 7,200 กระป๋อง
  • ขนม 38 ลัง
  • กล้วยฉาบ 200 ถุง
  • เครื่องดื่มชูกำลัง 19 ลัง

การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีของทุกภาคส่วนที่พร้อมยืนเคียงข้างกำลังพลแนวหน้า เพื่อเสริมสร้างขวัญกำลังใจ สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจ และร่วมกันพิทักษ์รักษาความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบสุขของประเทศให้เกิดอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ประจำปี 2569

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ มอบทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ของเด็กพิการ บุตรของคนพิการ และเด็ก เยาวชนที่ยากไร้ ประจำปี 2569

ทุนการศึกษาพระราชทาน โครงการ “ช่วยเหลือทุนการศึกษา” ของเด็กพิการ บุตรของคนพิการ และเด็ก เยาวชนที่ยากไร้ ประจำปี 2569 โดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนการศึกษาเด็กที่เป็นคนพิการ บุตรของคนพิการ รวมถึงเด็ก เยาวชน ที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเด็กๆ ที่มีความจำเป็นในด้านการศึกษาจากกลุ่มคนพิการและครอบครัวที่มีรายได้น้อย การสนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ถือเป็นการสร้างโอกาส สร้างอนาคต ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสในการพัฒนาตัวเองของเด็กๆ ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะได้รับทุนรวมทั้งสิ้น 335 ทุน เป็นเงิน 2,900,000.- บาท (สองล้านเก้าแสนบาทถ้วน)

โดยจะมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิการ,บุตรของคนพิการ และเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่ศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 147 ทุน ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น.ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ แยกตึกชัย ถนนราชวิถี กรุงเทพฯ โดยมี พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วย ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล คณะผู้บริหารสภาสังคมสงเคราะห์ฯ และแขกผู้ทรงเกียรติมาร่วมให้กำลังใจ น้องๆ ผู้รับทุน สำหรับผู้ขอรับทุนที่อยู่ในต่างจังหวัด สภาสังคมสงเคราะห์ฯ จะดำเนินการโอนเงินทุนการศึกษาให้ผู้ขอรับทุนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกกำลัง ชไนเดอร์ เสริมทักษะช่างไฟฟ้า ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกกำลัง ชไนเดอร์ เสริมทักษะช่างไฟฟ้า ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจ กลุ่มที่อยู่อาศัยและค้าปลีกประจำประเทศไทย พม่า และลาว บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านช่างไฟฟ้า และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรง งาน โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายธนัญชย์ ศาสตรสาธิต ผู้จัดการฝ่ายการตลาดช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ Home and Distribution บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน และผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติ ณ ศูนย์นวัตกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ชั้น 1 อาคารรุ่งโรจน์ธนกุล ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังพิธีลงนามว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจหลักในการ Upskills แรงงานเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และ Reskills แรงงานที่อยู่ในตลาดแรงงานให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 – 2568 ได้ร่วมกันจัดฝึกอบรมหลักสูตรการประยุกต์ใช้มอเตอร์ในงานควบคุมอุตสาห กรรม มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 1,200 คน และบริษัทมอบชุดเครื่องมือและอุปกรณ์ช่างไฟฟ้า มูลค่ากว่า 2.2 ล้านบาท ให้แก่กรมเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงาน และความร่วมมือในวันนี้ จะร่วมกันส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 จัดฝึกอบรมหลักสูตรช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 ช่างไฟฟ้าภาย ในอาคาร ระดับ 2 ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม และช่างติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ในพื้นที่ 15 จังหวัด เป้าหมาย 300 คน

ผมขอขอบคุณบริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ช่างไฟฟ้า มูลค่า 155,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาฝีมือแรง งาน รวมถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อช่วยพัฒนาแรงงานช่างไฟฟ้า ให้มีทักษะฝีมือที่สูงขึ้นต่อไป

ด้านนายกุศล กุศลส่ง รอง ประธานฝ่ายธุรกิจ กลุ่มที่อยู่อาศัยและค้าปลีก ประจำประเทศไทย พม่า และลาว บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวเสริมว่า ทางบริษัทมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่มีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะฝีมือแรงงานที่สูงขึ้นได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งทางบริษัทพร้อมจะสนับสนุนให้แรงงานยกระดับทักษะให้ได้มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผมยังได้พาคณะผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มีอุปกรณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมตอบโจทย์อุตสาหกรรมอิเล็คทริคในอนาคต นายกุศลฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อมตะ วี เอ็น ปักหมุดยุทธศาสตร์ ‘เวียดนามเหนือ’ ทุ่ม 5,740 ล้านบาท ผุด ‘อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ’ รับกระแสย้ายฐานการผลิตโลก

อมตะ วี เอ็น ปักหมุดยุทธศาสตร์ ‘เวียดนามเหนือ’ ทุ่ม 5,740 ล้านบาท ผุด ‘อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ’ รับกระแสย้ายฐานการผลิตโลก

อมตะ วีเอ็น ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเวียดนาม ล่าสุดประกาศความสำเร็จในการได้รับใบรับรองการจดทะเบียนการลงทุน (Investment Registration Certificate: IRC) ในโครงการ “อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ” (Amata City Phu Tho) ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 185 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นมูลค่า 5,740 ล้านบาท จากรัฐบาลเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 5 บนทำเลศักย ภาพสูงสุดของเวียดนามตอนเหนือ โชว์ศักยภาพยุทธศาสตร์เกตเวย์เชื่อมจีน-เวียดนามตอนเหนือ รับอานิสงส์ย้ายฐานผลิตกลุ่ม Tech-อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งเป้าปั้นนิคมสีเขียวสอดรับเป้าหมาย Net Zero

นางสมหะทัย พานิชชีวะ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV เปิดเผยว่าทางอมตะ วีเอ็น ได้รับอนุมัติลงทุนในโครงการอมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ อย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยายพอร์ตการลงทุนในเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 185 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นมูลค่า 5,740 ล้านบาท บนพื้นที่รวม 475.67 เฮกตาร์ (ประมาณ 2,970 ไร่)

“จังหวัดฟู้เถาะคือทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นประตูเศรษฐกิจภาคเหนือ(North Economic Gateway) ของเวียดนามที่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกับโครงข่ายคมนาคมหลัก ทั้งทางด่วนฟู้เถาะ–เตวียนกวาง และทางด่วนฮานอย–ลาวไก ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่เชื่อมไปยังสนามบินโหน่ยบ่ายและท่าเรือหลักได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงแผนการพัฒนารถไฟสายลาวไก–กว๋างนิงในอนาคตที่จะช่วยยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมของภูมิภาคในระยะยาว ซึ่งทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ” นางสมหะทัยฯ กล่าว

โดยแผนการพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ จะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ เพื่อบริหารจัดการกระแสเงินสดและรองรับความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระยะที่ 1 (ปี 2568–2572) พื้นที่ 239.43 เฮกตาร์ เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และระยะที่ 2 (ปี 2572–2576) พื้นที่ 236.24 เฮกตาร์ ขยายการรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง โดยโครงการนี้มีอายุสัมปทานการดำเนินงานยาว นานถึง 50 ปี เน้นดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีชั้นสูง(High-Tech), อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะยุคใหม่ (Smart Electronics) อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงรองรับการเติบโตของนักลงทุนในอุตสาหกรรมที่เน้นการผสานเทคโนโลยีสะอาด และนวัตกรรมเพื่อความอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศเวียดนาม

สำหรับโครงการอมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ ถือเป็นโครงการลำดับที่ 5 ของอมตะในเวียดนาม และเป็นไปตามกรอบความร่วมมือที่ได้ตกลงไว้กับจังหวัดฟู้เถาะ โดยทางอมตะ วีเอ็นจะนำประสบ การณ์กว่า 30 ปี และเครือข่ายนักลงทุนระดับโลกเข้ามายกระดับการลงทุนในพื้นที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะด้านการจัดการที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านนาย จัง ยวี ดัม ประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดฟู้เถาะ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความเชี่ยวชาญและชื่อเสียงของอมตะวีเอ็นในเวียดนามตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จังหวัดมีความเชื่อมั่น พร้อมยืนยันว่าทางจังหวัดจะสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน อมตะ วีเอ็น ได้พัฒนาและบริหารนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ อมตะ ซิตี้ เบียนหัว,อมตะ ซิตี้ ลองถั่น,อมตะ ซิตี้ ฮาลอง และนิคมอุตสาหกรรมกว๋างจิ สามารถดึงดูดนักลงทุนกว่า 220 ราย รวมถึงบริษัทระดับ Fortune 500 ภายใต้แนวคิด “All Win” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ ถูกออกแบบให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero Carbon ของเวียดนาม โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ระบบอัตโนมัติ อิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตที่ยั่งยืน พร้อมก้าวสู่การเป็นต้นแบบความร่วมมือทวิภาคีที่ผสานการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครพรรคไทยชนะ ชิง ส.ส.กทม.เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ชูเบอร์ 4 นำโชค ยึด “ธรรมาภิบาล” สู้ศึกเลือกตั้ง

“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครพรรคไทยชนะ ชิง ส.ส.กทม.เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ชูเบอร์ 4 นำโชค ยึด “ธรรมาภิบาล” สู้ศึกเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 หัวหน้าพรรคไทยชนะนำคณะผู้บริหาร ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต พร้อมจับหมายเลขเลือกตั้งในหลายพื้นที่ กทม.“พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร” ผู้สมัครชิงส.ส.กทม. เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน ได้เบอร์ 4 นำโชค และการเลือกพรรค (Party List) ได้ เบอร์ 17 ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักและความเชื่อมั่นว่าจะสามารถคว้าที่นั่งในสภาได้อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคไทยชนะ นำโดย นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ พร้อมด้วย นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนาสาร เลขาธิการพรรค,นายโกศล หกสุวรรณ และนายชนะศึก ศรีนุ่นวิเชียร รองหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ร่วมกันส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคไทยชนะ พร้อมเข้ารับการจับหมายเลขผู้สมัคร ผลการจับหมายเลขผู้สมัครของพรรคไทยชนะ มีดังนี้ พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 31 ทวีวัฒนา–ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ได้หมายเลข 4,นายเสน่ห์ ศิลปเจริญ ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 18 หนองจอก กรุงเทพ มหานคร ได้หมายเลข 2,นายณัฐกิตติ์ ฉัตรภรณ์ลักษมี ผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขต 1 จังหวัดพิษณุโลก ได้หมายเลข 1

นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้า พรรคไทยชนะ กล่าวว่า วันนี้พรรคไทยชนะ พรรคการเมืองของประชาชน พวกเรามาสมัครสส.ในเขตเลือกตั้ง ปรากฏว่าเขตตลิ่งชันได้หมายเลข 4 เขตหนองจอก ได้หมายเลข 2 และที่ต่างจังหวัดอีกแห่งหนึ่ง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก ได้หมาย เลข 1 “พวกเราทุกคนเป็นพรรคการเมือง มุ่งเน้นเรื่องของธรรมาภิบาล อยากให้บ้านเมืองของเราเป็นการเมืองที่ใสสะอาด ทำงานเพื่อส่วนรวมของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยพรรคมีแนวคิดที่ต้องการ ปลดหนี้สินของคนไทยทั้งประเทศ คนที่ติดเครดิตบูโร คนที่เป็นหนี้สินไม่เกิน 200,000 บาท มีไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน เราอยากให้คนไทยลืมตาอ้าปากได้ นั่นคือสิ่งที่พรรคอยากจะทำ

นอกจากนี้เราอยากเห็นกรุงเทพมหานคร มี Wi-Fi ในทุกชุมชน และต้องเป็น Wi-Fi ที่ฟรี ผู้สูงอายุหลายท่าน ได้นำเสนอกับพรรคไทยชนะว่า ได้เงินค่าผู้สูงอายุ เพียง 600 บาท ต้องมาจ่ายค่า Wi-Fi 550 บาทไม่เหลือเงินเลย ฉะนั้นวันนี้ต้องมี Wi-Fi ฟรีไว้บริการชุมชน อันนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะให้เป็นสวัสดิการของพี่น้องคนไทย พี่น้องที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครด้วย”

อีกทั้งพรรคยังมองถึงเรื่องค่าทางด่วน ที่เราสูญเสียเงิน กระทบกับเศรษฐกิจโดยรวม จากปัญหาการจราจร หากทางด่วนเราสามารถขึ้นได้ฟรี เหมือนอย่างต่างประเทศ ก็จะไม่มีปัญหารถไม่ติด ทางหลวงขึ้นได้ฟรี ขึ้นตรงไหนลงตรงไหนก็ได้ มีทางขึ้นทางลงเยอะๆ ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจเมืองไทยเราจะดีขึ้น โดยเฉพาะ เศรษฐกิจของคนกรุงเทพมหานครของเราจะอยู่ดีมีความสุข “วันนี้ เราส่ง ส.ส. เขตกรุงเทพมหานคร ก็อยากให้พี่น้องทุกชุมชนคนกรุงเทพ มหานคร เลือกพรรค ไทยชนะ ให้โอกาสพรรคไทยชนะ มาทำงานให้บ้านเมือง เป็นพรรค การเมืองของประชาชน เป็นพรรคการเมืองของทุกท่านทุกคน”

พล.ต.ท.อัตชัย ดวงอัมพร ผู้สมัครเบอร์ 4 เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน พรรคไทยชนะกล่าวว่า “วันนี้ ผมได้โอกาส มาสมัครเป็น ส.ส. เขตทวีวัฒนา โดยความอนุเคราะห์ของท่านจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ และคณะกรรมการบริหารพรรคทุกท่านที่ให้การสนับสนุน”
“สำหรับ ในเขตทวีวัฒนา ผมเป็นผู้สมัครเบอร์ 4 ขออาสาเป็นผู้แทนเพื่อพ่อแม่พี่น้องเขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน โดยมุ่งเน้นนโยบาย ส่งเสริมอาชีพพัฒนาชุมชน ปลอดจากอาชญากรรมอย่างเต็มความสามารถ จากประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงานราชการตำรวจ”
“ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาผมได้เข้าไปพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เขตทวีวัฒนา-ตลิ่งชัน และต่อจากนี้ผมจะเข้าไปเยี่ยมเยือนพ่อแม่พี่น้องทุกชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหา และขออาสาเป็นตัวแทนแก้ไข และพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องชุมชนให้ดียิ่งขึ้น”

ในการส่งผู้สมัครครั้งนี้ พรรคไทยชนะได้ชูนโยบาย ยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการเมืองสะอาด เป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง โดยมีนโยบายเด็ดดังนี้
• ยกเลิก เครดิต บูโร ยกเลิกคนค้ำประกันสินเชื่อ ผ่อนปรนยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด ล้มละลาย
• SMEs OTOP GO INTER นวัตกรรมเข้าถึงแหล่งเงินทุนเข้าถึง ตลาดต่างประเทศ
• ออกเอกสารสิทธิ์ ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน
• นโยบายสวัสดิการ แม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยวบุตรเรียนฟรีถึงปริญญาตรี
• โซล่าเซลล์ครัวเรือน คนละครึ่ง
• ปฏิรูปองค์กรตำรวจ ปราบสแกมเมอร์
• คอร์รัปชั่น ยาเสพติด ลดดอกเบี้ย เงินกู้ตำรวจ
• ปลดล็อก กยศ. อาชีวะ
• นโยบายท่องเที่ยว วัฒนธรรม เชิงพุทธ
• นโยบายป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ สร้างถนนพนังกั้นน้ำตลอดแนวชายทะเล
• ทางด่วนฟรีเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร
https://youtube.com/shorts/ugXpddK2D6o?si=jnw1GHSk5g8OZctj
https://youtu.be/jOK6VIM0AZc?si=R9XZhTmr21XvNaHy


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร แถลงข่าวการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในรอบ 3 เดือน ปีงบประมาณ 2569 มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท

กรมศุลกากรแถลงข่าวการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในรอบ 3 เดือน ปีงบประมาณ 2569 มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท

วันที่ 29 ธันวาคม 2568 : นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร แถลงข่าวผลการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญในรอบสามเดือน ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท โดยมี นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นายพีรพงศ์ รำพึงจิตต์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการข่าวและปราบปรามยาเสพติด 6 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และ พ.อ.กอบปิติ ถาวรพฤกษ์ ผู้อำนวยการกอง 12 สำนักปฏิบัติการข่าว ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) เข้าร่วมในการแถลงข่าวครั้งนี้ ณ ห้องโถง อาคาร 1 กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหายาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ในการให้ความสำคัญกับการป้องกันปราบปรามยาเสพติด และการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อเป็นการปกป้องสังคมและประชาชน โดยกำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีความเสี่ยงในการทำผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้า โดยให้บูรณาการกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในระยะเวลาสามเดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายเป็นไปอย่างเข้มข้นในทุกมิติ

สำหรับสถิติการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายที่สำคัญของกรมศุลกากร ในปีงบประมาณ 2569 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568–22 ธันวาคม 2568) มีผลการจับกุมในคดีสำคัญและคดียาเสพติดรวมทั้งสิ้น 510 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,650 ล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ต.ค.-ธ.ค.2567) พบว่าสามารถจับกุมคดีสำคัญได้จำนวนเพิ่มขึ้น 3 เท่าของในปีที่ผ่านมา และมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 6 เท่าโดยประมาณ สำหรับข้อมูลการจับกุมด้านยาเสพติด มีการจับกุมจำนวน 69 คดี มูลค่ารวมกว่า 184 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 48% ทั้งนี้ การจับกุมสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 มิติและ 1 กลุ่ม โดยมีรายละเอียดในแต่ละมิติ ดังนี้

1.มิติความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ไม่มีใบรับรองมาตรฐานสินค้า สินค้าไม่มีใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ กรมศุลกากรได้กำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งหากปล่อยให้มีการนำสินค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายในประเทศ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินได้ ทั้งนี้ ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมามีการตรวจพบและจับกุมคดีสำคัญจำนวน 55 คดี มูลค่ารวมกว่า 740 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า ได้แก่ นาฬิกา รองเท้า กระเป๋าคละยี่ห้อ รวมถึงน้ำหอมและเครื่องสำอางต่างๆ จำนวนรวม 23 คดี ปริมาณกว่า 80,000 ชิ้น โดยมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 700 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการซุกซ่อน และลักลอบนำเข้ามาทาง ด่านศุลกากรในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และท่าเรือแหลมฉบัง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจำนวน 9 คดี ปริมาณรวมกว่า 150,000 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท

2.มิติการปกป้องสังคม การป้องกันและปราบปรามสินค้าจำพวก บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เหล้า ไวน์ ทองคำ ธนบัตร และการฟอกเงิน โดยมีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวนรวม 238 คดี มูลค่ากว่า 520 ล้านบาท สินค้าดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพ สวัสดิภาพ รวมถึงความปลอดภัย
ของประชาชนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยกรมศุลกากรได้บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการเข้าตรวจค้นบ้านในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร จนสามารถจับกุมบุหรี่ไฟฟ้า หัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า และอื่นๆ จำนวนกว่า 180,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 41 ล้านบาทได้เป็นผลสำเร็จ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าได้แล้วเป็นจำนวน 414,974 ชิ้น มูลค่า 65 ล้านบาท รวมถึงสามารถจับกุมบุหรี่มวนได้ถึง 49 คดี มูลค่ารวม 41 ล้านบาท จำนวนรวม 5.3 ล้านมวน นอกจากนี้ ยังได้มีการตรวจพบและจับกุมก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ก๊าซหัวเราะ (Happy Gas) บรรจุในกระบอกอัดแรงดันสูงปริมาณ 5,184 กระบอก (กระบอกละ 5 กิโลกรัม) มูลค่าความเสียหาย
ทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท ซึ่งนำเข้ามาทางท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีการนำก๊าซไนตรัสออกไซด์ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ สำหรับการตรวจสอบผู้เดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักรในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการตรวจยึดจับกุมวัตถุคล้ายทองคำ จำนวน 5 คดี น้ำหนักรวมกว่า 9 กิโลกรัม มูลค่ารวมประมาณ 39 ล้านบาท

3.มิติการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศ การป้องกันและปราบปรามสินค้าหลีกเลี่ยงอากร สินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ สินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด สินค้าเกษตร ซึ่งหากปล่อยให้สินค้าเหล่านี้เข้ามาจำหน่ายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการในไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จะมีต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถเข้ามาแข่งขันกับสินค้าของไทยได้ ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวนรวมถึง 139 คดี มูลค่า 196.04 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ จำนวน 9 คดี มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 97 ล้านบาท จำนวนรวม 185,373 ชิ้น โดยสินค้าที่ถูกจับกุมได้แก่ พรม ผ้าม้วน กระดาษทิชชู่ หม้อทอดไร้น้ำมัน ไฟแช็ก ภาชนะกระดาษชานอ้อย ถาดเตาอบกึ่งสำเร็จรูป โช้คอัพ ถ้วยกระดาษพร้อมฝา และสินค้าที่หลีกเลี่ยงอากรทุ่มตลาด คดีสำคัญจำนวน 7 คดี ปริมาณกว่า 97 ตัน มูลค่าสินค้ารวมถึง 4.4 ล้านบาท สามารถจัดเก็บอากรทุ่มตลาดได้กว่า 7.6 ล้านบาท

4.มิติการปกป้องสิ่งแวดล้อม การป้องกันและปราบปรามขยะข้ามพรมแดน สิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ และวัตถุอันตราย กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดีที่สำคัญสำหรับสินค้าในมิตินี้จำนวน 9 คดี มูลค่า 5.11 ล้านบาท โดยมีกรณีจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ สารกำจัดวัชพืช (Cyclosinone หรือ Cycloazine) นำเข้ามาทางท่าเรือแหลมฉบัง ปริมาณ 12,000 ถุง น้ำหนัก 6,000 กิโลกรัม มูลค่า 600,000 บาท ซึ่งยังไม่มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรในประเทศไทย และมีการจับกุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ปริมาณ 430,000 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในกระบวนการผลักดัน กลับไปยังประเทศต้นทาง นอกจากนี้ยังมีการจับกุมซากจระเข้ กระเพาะปลาแห้ง ค่าง 5 สี และอิกัวนา อีกด้วย

5.กลุ่มยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดทุกประเภท เช่น ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) เฮโรอีน MDMA โคคาอีน เมฟิโดรน เคตามีน เป็นต้น กรมศุลกากรได้มีการตรวจพบ และจับกุมคดียาเสพติดที่สำคัญ รวมเป็นมูลค่า 184 ล้านบาท แบ่งเป็นการจับกุมยาบ้าปริมาณรวม 300,000 เม็ด มูลค่ารวม 46 ล้านบาท โซพิโคลน (ZOPICLONE) จำนวน 300,000 เม็ด มูลค่า 42 ล้านบาท เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ปริมาณรวม 459,275 กรัม มูลค่ารวม 30 ล้านบาท โดยมีกรณีจับกุมที่สำคัญ ได้แก่ การจับกุมหญิงชาวอินเดีย ซุกซ่อนเฮโรอีนไว้ในสัมภาระ น้ำหนักรวม 15,640 กรัม ณ สนามบินสุวรรณภูมิ ปลายทางประเทศไนจีเรีย มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท การตรวจยึดเฮโรอีนส่งออก จำนวน 1,520 กรัม มูลค่า
4 แสนบาทปลายทางออสเตรเลีย และได้บูรณาการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) ขยายผลจับกุมชาวเวียดนามอีก 5 ราย และสามารถตรวจยึดไอซ์ MDMA ยาอี โคคาอีน คีตามีน ไนเมตาซีแพม ได้เพิ่มเติม อีกด้วย

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับความสำเร็จในการจับกุมสินค้าผิดกฎหมายในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงาน กรมศุลกากรและทุกหน่วยงานจะร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประชาชนและสังคมให้ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน