“สายตรวจเพชรเกษม” ไม่มีแผ่ว ทำงานเชิงรุก บุกจับหนุ่มมีพิรุธสุดท้ายพบ 2 หมายจับ ทั้งทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง ผกก.ตบรางวัลทันที

“สายตรวจเพชรเกษม” ไม่มีแผ่ว ทำงานเชิงรุก บุกจับหนุ่มมีพิรุธสุดท้ายพบ 2 หมายจับทั้งทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง ผกก.ตบรางวัลทันที

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่บ้านร้างไม่ทราบเลขที่ อยู่ระหว่างซอยเพชรเกษม 41/1 กับซอยเพชรเกษม 43 แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานคร เจ้าพนัก งานตำรวจชุดจับกุมภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผกก. สน.เพชรเกษม, พ.ต.ท.กมเลศ พูลสุขโข รอง ผกก.ป.สน.เพชรเกษม, พ.ต.ท.ธีระเดช เพชรศิริ สวป.สน.เพชรเกษม พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สน.เพชรเกษม นำโดย พ.ต.ท. ธวัชชัย ทิพย์วงษ์ สว.สส.สน.เพชรเกษม, ร.ต.อ.จิรสิน เกตุศักด์ รองสวป.สน.เพชรเกษม, ด.ต.จำเนียร วรรณปะกา, จ.ส.ต.ภูพิพัฒน์ ประเมินชัย, ส.ต.อ.พีรพงษ์ สดมพฤกษ์, ส.ต.อ.ธัชนนท์ เสมอใจ, ส.ต.อ.จักรกรินทร์ เลอสวรรค์วารี, ส.ต.อ.สุรสิทธิ์ ศรชัยญาติ ผบ.หมู่ ป.สน. เพชรเกษม และ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม สน.หลักสอง นำโดย พ.ต.ต.ชัยกมล สุดเสนาะ สว. สส. สน.หลักสอง, ร.ต.ท.คณนภัส เสวพงษ์,ร.ต.ท.สมบัติ มั่งมี, ร.ต.ต.กีรติ รัตนศิลปะพงศ์, ร.ต.ต. ชรินทร์ ปะวะโข รอง สว.สส.สน.หลักสอง, ส.ต.ท.ภาคิน ลิมปภาส ผบ.หมู่ สส.สน.หลักสอง

ได้ร่วมกันทำการจับกุม นายวสันต์ฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา โดยกล่าวหาว่า “ฉ้อโกง” ตามหมายจับของศาลแขวงบางบอน ที่ 127/2568 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568

พฤติการณ์กล่าวคือ ตามวันเวลาดังกล่าว (13 ม.ค.2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับไม่ประสงค์ออกนามแต่ประสงค์เงินรางวัลนำจับ ว่าพบนายวสันต์ฯ ผู้ต้องตามหมายจับ ศาลแขวงบางบอน อยู่บริเวณดังกล่าว จึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายวสันต์ฯ ยืนอยู่ที่บริเวณดังกล่าวข้างต้นมีลักษณะตำหนิรูปพรรณตรงตามที่สายลับแจ้งมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งความประสงค์ขอตรวจค้น ก่อนตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงความบริสุทธิ์ใจให้ นายวสันต์ฯ ดูเป็นที่พอใจแล้ว จึงทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่นายวสันต์ฯ ยังมีอาการพิรุธอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงตรวจสอบบุคคลตามหมายจับผ่านระบบ CRIME ONLINE ปรากฏว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของ ศาลแขวงบางบอน ที่ 127/2568 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ฉ้อโกง” เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้เชิญตัว นายวสันต์ฯ มาที่ สน.เพชรเกษม เพื่อตรวจสอบยืนยันหมายจับอีกครั้ง ปรากฏว่า สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง ยืนยันว่ายังต้องการตัวมาดำเนินคดีอยู่ จากนั้นได้ร่วมกันแสดงหมายจับให้ นายวสันต์ฯ ดู อ่าน ข้อความตามหมายจับให้ นนายวสันต์ฯ ทราบและเข้าใจดีแล้ว รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตัวมาดำเนินคดีในมูลคดีเดียวกันมาก่อน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อนึ่งในการจับกุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ตรวจสอบบุคคลตามหมายจับผ่านระบบ CRIME ONLINE ปรากฏว่านายวสันต์ฯ ยังเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลแขวงสงขลา หมายจับเลขที่ 142/2568 ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “ลักทรัพย์’ อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ธรรมนัส” ควง “ธนกฤต” นำทีมพรรคกล้าธรรม ลุยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ขอนแก่น ย้ำ! พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายขายฝัน มีแต่นโยบายที่จับต้องได้

“ธรรมนัส” ควง “ธนกฤต” นำทีมพรรคกล้าธรรม ลุยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ขอนแก่น ย้ำ! พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายขายฝัน มีแต่นโยบายที่จับต้องได้

วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 15.30 น. “พรรคกล้าธรรม” นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม,นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม,นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม และคณะ

ลงพื้นที่เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคกล้าธรรมหาเสียงในการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่สี่ จังหวัดขอนแก่น เบอร์ 3 นางสาวอาทิตยา พงษ์สมบัติ ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มาร่วมรับฟังการปราศรัยกันอย่างคึกคักจนเต็มพื้นที่ลานดิน ตลาดนัดบ้านหินกอง ต.น้ำพอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

ก่อนขึ้นเวทีปราศรัย ร้อยเอกธรรมนัส พร้อม ดร.ธนกฤต และทีมพรรคกล้าธรรม ได้เดินพบปะพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยชาวบ้านหลายคนนำพวงมาลัยหรือผ้าขาวม้ามาให้คล้องคอ และจับไม้จับมือต้อนรับพรรคกล้าธรรมอย่างอบอุ่น โดยร้อยเอกธรรมนัส ยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า พรรคกล้าธรรม ไม่มีนโยบายขายฝัน มีแต่นโยบายที่จับต้องได้

ด้าน ดร.ธนกฤต ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายของพรรคกล้าธรรมว่า พรรคจะดูแลพี่น้องประชาชนในทุกมิติ กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรม โดยพรรคกล้าธรรมคือศูนย์รวมของคนที่อยากดูแลพี่น้องประชาชน และจะยึดหลัก “นโยบายไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง”

ตามที่ ร้อยเอกธรรมนัส ย้ำมาโดยตลอดว่าพรรคกล้าธรรมจะไม่เสนอนโยบายที่สวยหรูแต่ทำไม่ได้ และในฐานะท่านที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด จึงเตรียมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและหนี้สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ตอนแรกท่านเคยประกาศว่าจะทำให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ทุกคนก็บอกว่าขี้โม้ แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านทำได้ และต่อจากนี้ไปก็จะทำอย่างต่อเนื่อง โดยยกระดับให้เป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.ธนกฤต ยังย้ำถึงนโยบายต่างๆที่พรรคกล้าธรรม กล้าทำได้จริง ทำมากกว่าพูด เช่น การลดหนี้สินของครู และปรับปรุงบ้านพักครูให้มีความน่าอยู่,การหาตลาดขายสินค้าเพื่อการเกษตรรองรับผลผบิตของพี่น้องเกษตรกร,การผลักดันให้อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. มีเงินเดือนประจำ,การสร้างอาชีพให้วัยรุ่นหนุ่มสาว,การลดหนี้ ธกส. และยกเลิกหนี้ กยศ.

นอกจากนี้ยังมีนโยบาย บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ,เปลี่ยนเมืองรองเป็นเมืองหลัก,สนับสนุนการกีฬา,สวัสดิการสังคม เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เพิ่มเบี้ยคนพิการแบบถ้วนหน้า โครงการบ้านมั่นคง,กองทุนธนาคารประชาชน และ การไกล่เกลี่ยหนี้สินประชาชน ที่พรรคกล้าธรรม กล้าทำ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตช.ชวนประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” คู่มือประชาชนหนึ่งเดียว ที่รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การเตือนภัยต่างๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติชวนประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” คู่มือประชาชนหนึ่งเดียว ที่รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การเตือนภัยต่างๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว

วันที่ 13 มกราคม 2569 : พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีนโยบายให้จัดระบบเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พี่น้องประชาชนคนไทยเข้าถึงข้อมูลด้วยความสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและคดี ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี) พัฒนาแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” ที่รวบรวมข้อมูลและบริการทั้งหมดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เชื่อมโยงฐานข้อมูลระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมดไว้ด้วยกัน

แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” เป็นคู่มือประชาชนที่เป็นศูนย์รวมบริการ ข้อมูลข่าวสาร ติดตามผลคดี การแจ้งความ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารเตือนภัยต่างๆ มาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว โดยฟังก์ชันเด่นของแอปพลิเคชันนี้ ได้แก่ มีฟีเจอร์คู่มือการแจ้งความ,ค้นหาสถานีตำรวจ,ตรวจสอบข้อมูลคดีและใบสั่ง,ตรวจสอบตำรวจว่าเป็นตำรวจจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ,ขั้นตอนและเอกสารในการไปแจ้งความ,กฎหมายต้องรู้,คู่มือการขออนุญาตต่างๆ และช่องทางร้องเรียนตำรวจกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนอย่างเข้าถึงสะดวก เข้าใจง่าย และปลอดภัย

นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” มีฟังก์ชันสำคัญในการช่วยป้องกันภัยอาชญา กรรมออนไลน์ มีเมนูแจ้งติดต่ออายัดบัญชีธนาคารด้วยตนเอง เพื่อลดความเสียหายและเพิ่มโอกาสในการติดตามทรัพย์สินคืน ตลอดจนช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ จะมีฟีเจอร์ข้อมูลสำคัญ อาทิ ข้อมูลเส้นทางจราจร คำแนะนำการเดินทาง จุดบริการทางหลวง โครงการฝากบ้านกับตำรวจ เป็นต้น เพื่อรองรับการเดินทางและดูแลความปลอดภัยประชาชน

และเพื่อเป็นการให้ความรู้ประชาชนในการปฏิบัติตนที่ถูกต้องในการลงคะแนนเลือกตั้ง แอป พลิเคชัน “POLICE CARE” ได้เพิ่มเติมการอัปเดตบริการ “ข้อมูลกฎหมายเลือกตั้ง” โดยเน้นความผิดที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและพบการกระทำความผิดบ่อยครั้ง เช่น ความผิดฐานนำบัตรออกจากสถานที่เลือกตั้ง ถ่ายภาพ ทำลาย ขายเสียง ฯลฯ จัดเรียงข้อมูลฐานความผิดเป็นหมวดหมู่ เพิ่มความสะดวกให้ประชาชนในการใช้งาน

พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แอปพลิเคชัน “POLICE CARE” เป็นการยกระดับการให้บริการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในยุคดิจิทัล เป็นเหมือนศูนย์รวมแบบ One Stop Service ทางออนไลน์ ที่สามารถให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และรับบริการต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดใช้งานแอปพลิเคชัน “POLICE CARE” ได้แล้วทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านทาง App Store และ Google Play


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบ ตม. แจงปม อัจฉริยะแฉ ห้องกักสวนพลูปล่อย พงส. เบิกจีนเทา อ้างหมายจับโรงพัก

สืบ ตม. แจงปม อัจฉริยะแฉ ห้องกักสวนพลูปล่อย พงส. เบิกจีนเทา อ้างหมายจับโรงพัก

สืบเนื่องจากกรณีปรากฏการเผยแพร่ข่าวผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ได้มีการนำเสนอว่ากระบวนการในการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อออกหมายจับคนต่างด้าวที่รอการส่งกลับในสถานกักตัวคนต่างด้าว โดยพนักงานสอบสวนในสังกัดตำรวจ นครบาล มีการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อไม่ให้คนต่างด้าวกลุ่มนี้ถูกส่งกลับไปยังประเทศจีน โดยมีการร่วมมือกันหลายหน่วยงานทั้งกระบวนการยุติธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประ เทศชาติ และเป็นเครื่องมือของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้เกี่ยวข้องได้แก่ พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่ ตม. และศาล

กรณีดังกล่าวนั้น วันนี้ (12 ม.ค.69) พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ได้ทราบเรื่อง และสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ต้องกักสัญชาติจีน รายที่พนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดหน่วยงานอื่นที่มิใช่ สตม. ได้นำหมายจับของศาล มาดำเนินการจับกุมคนต่างด้าวที่อยู่ระหว่างถูกกักรอการส่งกลับ และพาออกไปดำเนินคดีก่อนการส่งกลับ

จากการตรวจสอบ พบว่ามี ผู้ต้องกักชาวจีน ที่รอการถูกส่งกลับ ซึ่งถูกพนักงานสอบสวนจากหน่วยงานต่างๆ ขอรับตัวไปดำเนินคดีตามหมาย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2564-2568 จำนวนทั้งสิ้น 131 ราย โดยทางกองบัญชาการที่ขอรับตัวไปดำเนินคดี ยังไม่ได้นำตัวกลับมาส่งห้องกัก เพื่อผลักดันส่งกลับแต่อย่างใด ซึ่งเป็นรายละเอียดในส่วนของพนักงานสอบสวนตามกระบวนการแต่ละคดี ทั้งนี้ในจำนวนดังกล่าว ในปี พ.ศ.2568 มีคนต้องกักสัญชาติจีน ที่ถูกพนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจ นำหมายศาลขอเบิกตัวไปดำเนินคดี จำนวน 8 ราย โดยถือว่า คนต่างด้าวดังกล่าว ต้องอยู่ในความรับผิดชอบในการควบคุมตาม ป.วิ อาญา ของพนัก งานสอบสวนที่รับตัวจากห้องกัก ตม. ไปทุกราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดำเนินคดีจนผู้ต้องหาต่างชาติดังกล่าว ถูกตัดสินและลงโทษจนคดีสิ้นสุดลงแล้ว พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี จะต้องนำตัวคนต่างด้าวนั้น ส่งกลับมาห้องกัก เพื่อเตรียมผลักดันส่งกลับต่อไป

โดยการขอรับตัวไปดังกล่าว ทางกองกำกับการ 3 บก.สส.สตม. ได้ตรวจสอบแล้วทุกราย ล้วนมีหนังสือจากหน่วยตำรวจ โดยเฉพาะสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการต่างๆ พร้อมหมายจับศาลยืนยันตัว ซึ่งกองกำกับการ 3 บก.สส.สตม. มีหน้าที่ต้องส่งตัวให้พนักงานสอบสวนตามคำขอทุกราย ตาม ป.วิ.อาญา ซึ่งหากปฎิเสธ ย่อมขัดหมายศาล และอาจถูกดำเนินคดีฐานละเว้นได้

ส่วนผู้ต้องกักคนจีน 2 ราย ที่นายอัจฉริยะฯ มีการระบุชื่อไว้ คือ นาย Ma Guangxue และ นายเสี่ยวหลง (Xiao Long) ผลการตรวจสอบพบว่า นาย Ma Guangxue ทางสถานีตำรวจนครบาลหัวหมากได้นำตัวส่งมอบคืน และ บก.สส.สตม. ได้ดำเนินการผลักดันส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรแล้ว เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2568 โดยสถานทูตจีน ได้มีหนังสือ ที่ DLO015/25 ลงวันที่ 30 ม.ค.2568 แสดงความขอบคุณมายัง ผบช.สตม. ในการติดตามและผลักดันคนต่างด้าวรายดังกล่าวกลับประเทศจีน โดย สตม. ได้ให้ความร่วมมือในการประสานงานเป็นอย่างดี

อีกทั้ง บก.สส.สตม. ยังได้มีหนังสือไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ กองบัญชาการ อื่นๆ เพื่อเร่งรัดติดตามผล โดยย้ำว่าเมื่อคดีเสร็จสิ้นให้นำตัวส่งคืนยัง สถานกักตัวคนต่างด้าว บก.สส.สตม. หากหน่วยนั้นไม่สามารถนำส่งคืนได้ หรือไม่สามารถชี้แจงเหตุผลที่ไม่สามารถส่งคืนได้ ทาง บก.สส.สตม. ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย และทางวินัยต่อผู้รับผิดชอบในหน่วยนั้นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ในส่วนของพนักงานสอบสวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2568 แล้ว และได้มีการประสานขอข้อมูลจาก บก.สส.สตม. ไปประกอบการสืบสวนสอบสวน ซึ่งทาง บก.สส.สตม. ได้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้กับกองบัญชาการตำรวจนครบาลไปแล้วตั้งแต่เมื่อกลางปี พ.ศ.2568 โดยทราบว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สตม. หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเข้าไปเกี่ยวข้องโดยทุจริต ก็จะดำเนินการทั้งทางวินัย และทางอาญาตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือTIFFA ปั้นเด็ก Gen Z สู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ร่วมกับ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) โดย โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) เปิดรับสมัครฝึกอบรม หลักสูตร การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ สำหรับวุฒิ ปวช. และ ปวส. ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีภารกิจในการพัฒนาแรงงานได้มีการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาแรงงานด้านโลจิสติกส์ ซึ่งโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงแรงงานและรัฐบาล ในการพัฒนากำลังคนด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน รองรับการขยายตัวของธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพแรง งานไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และมาตรฐานวิชาชีพ สามารถเข้าสู่การทำงานได้ทันที ลดปัญหาการว่างงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) เปิดฝึกอบรมหลักสูตร การปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ภายใต้ โครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์รองรับธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ รับสมัครฝึกอบรม จำนวน 2 รุ่น ตั้งแต่บัดนี้–9 กุมภา พันธ์ 2569 อบรมฟรี ฝึกจบจะได้รับโอกาสเข้าทำงานจริง กับสถานประกอบกิจการในเครือข่ายของสมาคมกว่า 300 แห่ง

สำหรับกำหนดการฝึกอบรมมีทั้งหมด 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1/2569 ภาคทฤษฎี 19 ก.พ.–25 มี.ค. 2569 ภาคปฏิบัติ 30 มี.ค.–28 พ.ค.2569 รุ่นที่ 2/2569 ภาคทฤษฎี 8 มิ.ย.–10 ก.ค.2569 ภาคปฏิบัติ 13 ก.ค.–4 ก.ย.2569 ทั้ง 2 รุ่น อบรมภาคทฤษฎี 120 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติ 240 ชั่วโมง ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่เกิน 30 ปี เป็นผู้ว่างงาน เพศชาย/หญิง สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. ปวส. สามารถเข้าอบรมได้ครบตามกำหนดโครงการ วันจันทร์–วันศุกร์ อบรม Onsite ที่ โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) เขตบางนา กรุง เทพมหานคร คัดเลือกโดยการสอบข้อเขียน (ปรนัย) และสัมภาษณ์รูปแบบ Online ผ่านโปรแกรม Zoom ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 สอบข้อเขียน 11 กุมภาพันธ์ 2569 สอบสัมภาษณ์ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าอบรม และรายงานตัวทางระบบออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ปฐมนิเทศ/เปิดการอบรม 19 กุมภาพันธ์ 2569 โครงการนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเยาวชน เนื่องจากผู้ผ่านการอบรมจะได้รับโอกาสเข้าทำงานจริง เป็นการปั้นบุคลากรคุณภาพเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยตรง สมัครได้ทาง https://forms.gle/x17SyPaJEsrCrwys7 (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศ ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Inbox : http://m.me/ITBSL หรือเบอร์โทรศัพท์ 095-759-8058,095-174-2589 Line ID : itbsadmin / itbsteam มาสมัครกันนะครับ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘สว.ชีวะภาพ’ นำทัพคิกออฟ ‘สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์’ เชื่อม ‘แม่ลา-บึงบอระเพ็ด’ ผงาดระเบียงเศรษฐกิจนิเวศแห่งใหม่

‘สว.ชีวะภาพ’ นำทัพ! คิกออฟ ‘สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์’ เชื่อม ‘แม่ลา-บึงบอระเพ็ด’ ผงาดระเบียงเศรษฐกิจนิเวศแห่งใหม่”

วันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. สมัชชาสุขภาพจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรี (สว.ชีวะภาพ ชีวะธรรม) ภาคประชาชน และภาคเอกชน จัดเวทีระดมความคิดเห็น แม่ลา สิงห์บุรี แซนบ๊อกซ์ สู่เมืองคาร์บอนต่ำ ณ ห้องประชุมสวนอาหารแม่ลาการ้อง ต.แม่ลา อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ลา จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เต็มไปด้วยพันธุ์ปลาที่มีนัยสำคัญทางเศรษกิจ ซึ่งเป็นต้นแบบ ที่จะเชื่อมโยงสู่เครือข่ายพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของภาคกลาง ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ และทุ่งรังสิต จ.ปทุมธานี จ.อยุธยา โดยมีแผนจัดทําโครงการ แม่ลา สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์ เพื่อสร้าง “ระเบียงเศรษฐกิจนิเวศ” ที่ใช้กลไกการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระหว่างประเทศ เป็นเครื่องมือใน การยกระดับมาตรฐานการจัดการ ควบคู่กับการสร้างรายได้ใหม่จากคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตรและพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นได้รับประโยชน์สูงสุดจากการอนุรักษ์

โดยเฉพาะลุ่มน้ำแม่ลา จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นแหล่ง ธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ และกําลังจะเป็นแหล่งผลิตปลาช่อนแม่ลา (GI) โดยใช้พลังงานสะอาดจาก โซลาเซลล์ ลอยน้ำ ในบ่อปลา เหมาะเป็น แซนบ๊อกซ์ หรือพื้นที่นําร่องด้านเศรษฐกิจชุมชน การแปรรูปผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศคาร์บอนต่ำ เช่น การล่องเรือและชิมปลาปรุงด้วยพลัง งานสะอาด นอกจากนี้ยังมีแผน ที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรแม่ลาให้กลายเป็น เกษตรกรคาร์บอนต่ำ โดยนำพาเทคโนโลยี นาเปียกสลับแห้ง มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้สูงถึง 40-50 เปอร์เซ็น รวมทั้งเปลี่ยนผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งส่งขายให้โรงงาน

โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่คือการพลิกโฉม การบริหารจัดการน้ำของไทยจากการตั้งรับปัญหา มาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงรุก ชุมชนจะได้รับประโยชน์ทั้ง รายได้จากคาร์บอนเครดิต ความมั่นคงทางอาหารจากประชากรปลาที่เพิ่มขึ้น และการขายสินค้าเกษตรใน ราคา พรีเมียมจากการรับรองมาตรฐานโลก

ขณะเดียวกัน แม่ลา สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์ คาดว่า จะเป็นโครงการที่จะ ถอดรหัสความสําเร็จจาก สระบุรี แซนบ็อกซ์ ต้นแบบของเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย โดยจังหวัดสิงห์บุรีมีลําน้ำแม่ลาเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของจังหวัดต้นแบบที่มีศักยภาพในการ พัฒนาเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ หรือ สิงห์บุรี แซนบ็อกซ์

ความสําเร็จจากโครงการ จะเป็นพิมพ์เขียวเพื่อขยายผลเชื่อมโยงไปยังจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงการสร้าง เส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว เชื่อมโยง เช่น ล่องเรือดูนกบึงบอระเพ็ด – กินปลาแม่ลา – ชมทุ่งรังสิต โดยใช้เรือไฟฟ้า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรักษ์โลก ทั่วโลก ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทํางานเพื่อศึกษาการบูรณาการ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตอนกลาง (แม่ลา-บึงบอระเพ็ด-รังสิต) สร้างกลไกขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เคนโด้” ความสุขคนอีสาน หาเสียงแบบจ๊วดๆ ชาวบ้านมักหลายนโยบายลดค่าไฟ รวมไทยสร้างชาติ

เคนโด้ความสุขคนอีสาน หาเสียงแบบจ๊วดๆ ชาวบ้านมักหลายนโยบายลดค่าไฟ รวมไทยสร้างชาติ

เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้ลงพื้นที่หาเสียงในภาคอีสานภายใต้แคมเปญ คาราวานอีสานต้องดีกว่านี้ มุุ่งเน้นนำนโยบายลดต้นทุนชีวิตนั่นคือการมัดรวมค่าพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน แก๊ซ ราคาต้องลดลง คุณพีระพันธุ์ทำได้และทำมาแล้ว ในขณะที่เป็นรัฐมนตรีพลังงาน ลดค่าไฟไปกว่า 2.7 แสนล้านบาท วันนี้ขอทำต่อ ลดต่อ

บรรยากาศลงพื้นที่ม่วนซื่นถูกใจคนอีสาน เคนโด้เว้านัวหัวม่วน นโยบายแบบถึงตัวชาวบ้าน ทั้งกอด ทั้งหอม มั่นใจเคนโด้ พาคนอีสานอยู่ดีกินดี ภาพที่เห็นคือเคนโด้บุกทุกที่ อธิบายนโยบายแบบกันเอง โดยเริ่มจากจังหวัดหนองคาย ตลาดโพธิ์ชัย พบปะพ่อค้าแม่ค้า ถูกใจนโยบายลดค่าไฟ 3.3 บาทต่อหน่วย น้ำมันเบนซิน-ดีเซล 25 บาทต่อลิตร ตรึงราคาแก๊ซ ชาวบ้านทั้งกอด ทั้งหอมแก้มเคนโด้ทั้งตลาดเป๋นการฝากความหวังช่วยคนอีสาน อยากให้เคนโด้เข้าสภาเป็นปากเป็นเสียง และยังได้เดินหาเสียงในหลายจุดทั้งตลาดท่าเสด็จ ลานพญานาค ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ประชาชนขานรับนโยบายลดค่าพลังงาน รวมทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,500 บาท

จากหนองคายมุ่งสู่อุดรธานี ขึ้ยรถแห่รอบเมือง เดินหาเสียงในจุกสำคัญ อาทิ ตลาดเทศบาล1 พบแม่ค้า พ่อค้า และประชาชนที่มาซื้อของ จุดนี้ทำให้เคนโด้สุดประทับใจหัวหน้าตลาดวิ่งมากอดมาฝากความหวังว่าตลาดนี้กาเบอร์6 บัตรสีชมพูทั้งตลาด มัก ลุงพีร์ หัวหน้าพรรค เฮ็ดจริงทำจริง ช่วงเย็นเปิดเวทีปราศรัยย่อยที่ หนองประจักษ์ ได้รับความสนใจอย่างมาก ด้วยลีลาการปราศรัยแบบถึงลูกถึงคน แฉทุนพลังงานครอบงำประเทศ ประชาชนไม่ควรอดทนกับสิ่งนี้ มั่นใจพีระพันธุ์ทุบทุนพลังงานประชาชนจ่ายน้อยลงเหลือเงินมากขึ้น ปัญหาสแกมเมอร์และการฟอกเงิน สะท้อนทุนเทาครอบงำการเมือง? พร้อมไลฟ์สดคนดูถึง10,000 คน

และยังได้พบปะผู้สูงอายุในชุมชนพาสุขมั่นคง เว้านโยบายเบี้ยยังชีพ1,500 บาท พ่อตู้แม่ตู้มักหลายช่วยประคองชีวิตในแต่ละเดือน ตลอดทั้งเดือนมกราคม เคนโด้ยังคงเดินสายพบปะคนอีสานในหลายจังหวัดเพื่อเว้านโยบายให้เข้าถึงคนอีสานเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกัน มาสร้างสังคมน่าอยู่ไม่ใช่สังคมที่ต้องอยู่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 บูรณาการ 17 จังหวัดภาคเหนือ เดินหน้าแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ครอบคลุมทุกมิติ

กองทัพภาคที่ 3 บูรณาการ 17 จังหวัดภาคเหนือ เดินหน้าแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ครอบคลุมทุกมิติ

ช่วงธันวาคมถึงเมษายนของทุกปีสภาพอากาศในภาคเหนือมีความแห้งแล้งอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำรงชีวิตของประชาชน ในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ณ กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการวางแผน อำนวยการ เฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ และบูรณาการการปฏิบัติของทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกัน ควบคุม ฟื้นฟู และบรรเทาสาธารณภัย โดยตั้งเป้าหมายลดพื้นที่เผาไหม้ลงร้อยละ 10–20 และลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 ลงร้อยละ 5–10 จากปีก่อนหน้า โดยได้จัดชุดลาดตระเวน จุดตรวจ และจุดเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ร่วมกับชุมชนและเครือข่าย เน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่กลุ่มป่าแปลงใหญ่รอยต่อไฟ พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด และพื้นที่เปราะบาง พร้อมใช้กลไกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดฝ่ายทหาร ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงบูรณาการเครือข่ายอากาศยาน 6 หน่วยงาน 28 ลำ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และโดรน 50 ลำ ตลอดจนกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น ไทย–เมียนมา (RBC และ TBC) เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยกองทัพบกได้จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามารถ ครอบคลุมการจัดทำแนวป้องกันไฟป่า และการฉีดล้างทำความสะอาดถนนเพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ตลอดจนเสริมสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน และเครือข่ายในพื้นที่ ให้สามารถร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

รวบแล้ว มือฆ่าสาวพนักงานโรงแรมกลางเมืองหัวหิน ชิงทรัพย์ พบกบดานในโพรงหญ้าห่างจากจุดเกิดเหตุ 1 กิโล

รวบแล้ว มือฆ่าสาวพนัดกงานโรงแรมกลางเมืองหัวหินชิงทรัพย์ พบกบดานในโพรงหญ้าห่างจากจุดเกิดเหตุ1กิโล

จากกรณีคนร้ายเป็นชายใช้ท่อนเหล็กบุกทำร้าย น.ส.วิรินทร์ พนักงานสาวของโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนเสียชีวิตเพื่อโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าเงิน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ นายรัติกร ยิ่งยอด อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดนคร ราชสีมา และรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 15.30 น. วันนี้ 20 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค7 ชุดสืบสภ.หัวหิน และตำรวจกองปราบปราม ตำรวจK9 ได้สนธิกำลังออกติดตามไล่ล่าผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมาถึงบริเวณใต้สะพานใกล้ทางรถไฟท้ายซอยหัวหิน42 ห่างจากทางเดินรถไฟประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดที่ลงมือก่อเหตุฆ่าสาวพนักงานภายในโรงแรมประมาณ 1กิโลเมตร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจK9 ได้นำกำลังเข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวณป่าหญ้าริมทางรถไฟเพื่อจะนำสุนัขดมกลิ่นเข้าชมกลิ่นหาเบาะแส จังหวะนั้นตำรวจได้เห็นรอยเท้าต้องสงสัยก่อนพบตัวผู้ก่อเหตุแอบนอนขดตัวอยู่ในโพรงหญ้าจึงขอกำลังเข้าควบคุมตัวได้ทันที่ โดยผุ้ก่อเหตุขัดขืนแต่ไม่สามารถสู้แรงเจ้าหน้าที่ได้ ขณะเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้มีญาติผู้เสียชีวิตติดตามเข้ามาดูได้พยายามเข้าไปทำร้ายผู้ก่อเหตุแต่ถูกเจ้าหน้าที่กันออกจากที่เกิดเหตุไว้ได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนเพิ่มเติมในค่ายแห่งหนึ่ง และยังไม่มีการทำแผนประกอบคำรับสารภาพใดๆเนื่องจากมีประชาชนชาวเมืองหัวหินที่ทรายบข่าวต่างพากันมาเตรียมรุมต่อว่าผู้ก่อเหตุ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป


บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี

สาวงามทั่วประเทศแห่สมัครประกวด “ธิดาดอนเจดีย์” คึกคัก

สุพรรณบุรี – สาวงามทั่วประเทศแห่สมัครประกวดธิดาดอนเจดีย์คึกคัก

ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 19 มกราคม 2569 นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดรับสมัครประกวดธิดาดอนเจดีย์ ประจำปี 2569 และจับหมายเลขประจำตัว โดยมีสาวงามจากทั่วประเทศ แห่กันมาสมัครประกวด ชิงตำแหน่งธิดาดอนเจดีย์ กว่า 50 คน มีนายคณาน์ กิตยาธิคุณ ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดฯ, นายนพคุณ สุนทรหงส์ ประชาสัมพันธ์ จังหวัดสุพรรณบุรี, จ่าเอกรณชัย มณีอินทร์ หัวหน้าสำนักปลัด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี, นางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี, นางจิตรลดา นวมทอง คณะกรรมการตัดสิน และหัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับปีนี้มีสาวงามจากจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมประกวดจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีสาวงามจากจังหวัดน่าน แต่งกายด้วยชุดไทยทรงดำสวยงาม สาวจากจังหวัดลำพูน พัทลุง สงขลา ส่วนสาวงามจากจังหวัดอุบลราชธานี ลงทุนขึ้นเครื่องบินมาสมัครประ กวดชิงตำแหน่งธิดาดอนเจดีย์ ปี 2569 สาวงามจากทั่วประเทศได้เข้ามาสมัครและรายงานตัวกองประกวด พร้อมกับ วัดสัดส่วน ความสูง น้ำหนัก จับฉลากหมายเลขประจำตัว

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดให้มีการประกวดธิดาดอนเจดีย์ ประจำปี 2569 ในคืนวันที่ 27 มกราคม 2569 เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. ณ เวทีกลางหน้าพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ การแต่งกายด้วยชุดตะเบงมาน เหมือนวีรสตรีไทยในอดีต สาวงามที่คว้าตำแหน่งธิดาดอนเจดีย์ ปี 2569 จะได้รับรางวัลเงินสด 40,000 บาท พร้อมสายสะพายและถ้วยเกียรติยศ, รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 3 ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรองชนะเลิศอันดับ 4 ได้รับเงินรางวัล 8,000 บาท พิเศษสำหรับปีนี้มีตำแหน่งขวัญใจสื่อมวลชนและตำแหน่งขวัญใจคนสุพรรณ

สำหรับงานอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ปีที่ 67 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 1 กุม ภาพันธ์ 2569 ณ พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี “ชมฟรี” การแสดงยุทธหัตถี ประกอบ แสง สี เสียง สงครามยุทธถีอันยิ่งใหญ่ตระการตา ด้วยช้างจริง ม้าจริง ในสถานที่จริง เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีและมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชาและร่วมรำลึกถึงมหาวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย จำนวน 10 รอบ วันละ 1 รอบ เริ่มตั้งแต่เวลา 19.30 – 21.30 น. ประกอบด้วย วันที่ 18, 22, 23, 24, 25, 28, 29, 30, 31 มกราคม 2569 และวันที่ 1 กุมภา พันธ์ 2569 โดยจำกัดผู้ชม วันละ 3,000 คน ต่อวัน จองที่นั่งได้เฉพาะหน้างานเท่านั้น ไม่มีการจองที่นั่งล่วงหน้า สามารถจองที่นั่งได้ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี