พหล วรปัญญา ตื้นตันใจประชาชนล้นหลามน้ำตาคลอขอคะแนน

ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อยเป็นครั้งแรก พบว่ามีประชาชนเดินทางมามาร่วมฟังการปราศรัยในครั้งนี้กว่า 2 พันคนเกินความคาดหมาย โดยพหล ได้เวทีชี้แจงสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรคเพื่อไทย ถ้าได้เข้าไปจัดตั้งรัฐบาลได้บริหารประเทศ ประชาชนจะมีความอยู่ดี มีสุข พบว่าพี่น้องประชาชน ผู้ที่มารับฟังได้นำดอกไม้มามอบให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก พร้อมกล่าวสโลแกน ”พหลมาปัญหาจบ” นอกจากนี้ยังพบว่ามีอดีต ส.ส. ผู้นำท้องถิ่น ได้เดินทางมาร่วมรับฟังการปรัยศรัยในครั้งนี้ด้วย

ที่ลานอดนกประสงค์ของ SR Extra Boutique Hotel ริมถนนสระบุรี-หล่มสัก ตำบลชัยนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี นายพหล วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรี และเป็นผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 หมายเลข 2 ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อย โดยมีนายวรวงศ์ วรปัญญา ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 5 หัวหน้าทีมนำทัพเปิดเวทีปราศรัย พร้อมกับกล่าวถึงนโยบายในภาพรวมของพรรคเพื่อไทยโดยมีประชาชนกว่า 2 พันคนนั่งฟังด้วยความตั้งใจ

จากนั้นได้มีการเปิดตัว นายพหล วรปัญญา ที่ได้เดินฝ่าประชาชนกว่า 2 พันคนท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับ รวมทั้งได้มอบช่อดอกไม้ คล่องพวงมาลัย ให้ตลอดทางเดิน ประมาณ 100 เมตร บางคนก็ขอบันทึกภาพเป็นที่ระลึกด้วย เมื่อขึ้นเวทีปราศรัยได้แนะนำตัวเองตั้งแต่เริ่มเข้ามาสู่วงการการเมือง หลังจากที่บิดาถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งทำให้ประชาชนที่มานั่งฟังการปราศรัยต่าง ๆ ฟังกันด้วยความตั้งใจ ขณะที่ นายพหล ถึงกับน้ำตาคลอระหว่างที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบิดาตนเอง จากนั้นได้กล่าวถึงนายนิยม วรปัญญา อดีต ส.ส.14 สมัย ที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นผู้ที่ได้รับฉายาว่าจอมกระทู้แห่งสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นลุง ได้ชวนเข้าสู่วงการเมือง พร้อมกับสอนให้ตนเองเสียสละเพื่อประชาชนและเข้ามาเป็น ส.ส.ลพบุรี

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงผลงานและงานต่าง ๆ ที่ดูแลประชาชนกับตระกูล วรปัญญา ที่เป็น ส.ส.มาทุกสมัย รวมทั้งความตั้งใจที่จะเข้ามาเป็น ส.ส.ลพบุรีอีกครั้งที่จะร่วมสืบสานนโยบายของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับจะนำความทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะเข้ามาแก้ไขให้กับประชาชนได้มีความอยู่ดีมีสุขไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสาธารณูป โภค สุขภาพ เศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังขอให้ประชาชนที่จะเข้าคูหาในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภา พันธ์ 2569 นี้ได้เลือกผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย โดยการตั้งเวทีปราศรัยย่อยจะไปพบกับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กิจกรรมโครงการ “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” เสริมสร้างความรู้กฎหมายแก่เยาวชนในพื้นที่อำเภอกุยบุรี

กิจกรรมโครงการ “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” เสริมสร้างความรู้กฎหมายแก่เยาวชนในพื้นที่อำเภอกุยบุรี

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 คณะผู้พิพากษาสมทบ และข้าราชการศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาลเยาวชนและครอบครัว ภายใต้โครงการ “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” ณ โรงเรียนพุทธศาสน์โกศล อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายเกริก ตรีนุชกร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม

โอกาสนี้ นายชาญวิทย์ อุณหสุทธิยานนท์ รองประธานผู้พิพากษาสมทบฝ่ายป้องกัน ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ พร้อมขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการจัดกิจกรรมดังกล่าว
สำหรับการจัดกิจกรรม “ฉลาดรู้ สู่ทักษะชีวิตกับศาลเยาวชนและครอบครัว” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม พ.ศ. 2569–2572 ที่มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาค เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามหลักสากล รวมถึงเป็นไปตามนโยบายของประธานศาลฎีกา ที่ให้ความสำคัญกับ “คุณธรรมนำทาง” และการเสริมสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายแก่สาธารณชน

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัว ให้แก่เด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อให้เยาวชนสามารถเรียนรู้ถึงผลกระทบของการกระทำผิด หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์
ภายในกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายให้ความรู้ด้านกฎหมายในรูปแบบที่เข้าใจง่าย การทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ในทุกมิติ รวมถึงกิจกรรมถาม–ตอบปัญหาความรู้ทางกฎหมาย โดยมีของรางวัลมอบให้แก่นักเรียนที่ตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเอง

นอกจากนี้ ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนดีเด่นจำนวนหลายราย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมให้เยาวชนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม ก่อนจะปิดท้ายกิจกรรมด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันระหว่างคณะผู้พิพากษา ข้าราชการศาล คณะครู และนักเรียน เพื่อเป็นที่ระลึกและแสดงถึงความร่วมมืออันดีในการขับเคลื่อนการสร้างความรู้ด้านกฎหมายสู่เยาวชนในพื้นที่


นัครินทร์/รายงานข่าว

เกาะติดวิกฤตเสียงสะท้อนเกษตรกร “นมล้น–หนี้ค้าง”

จังหวัดลพบุรี – ดร.โอฬารผนึกกรมส่งเสริมสหกรณ์ รุดช่วยสหกรณ์โคนมหนองรี–ลำพญากลาง ดันโฟร์โมสต์รับซื้อนมนอก MOU พยุงเกษตรกรให้อยู่รอด

ณ ศูนย์รับน้ำนมดิบ สหกรณ์โคนมไทย–เดนมาร์ค (กนช.) ต.หนองรี อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี มีการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกษตร กรโคนมกำลังเผชิญทั้งน้ำนมส่วนเกินและภาวะขาดสภาพคล่องจากหนี้ค้างชำระ

การประชุมครั้งนี้นำโดย ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา นายกสมาคมอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย (ผู้บริหารจากบริษัท โฟร์โมสต์) ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมี นายสำราญ ค้างสำโรง ประธานสหกรณ์โคนมหนองรี และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมสะท้อนปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

นครปฐม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

จังหวัดนครปฐม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ อำ เภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียมรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วย ปลัดอาวุโส สาธารณสุขอำเภอ พัฒนาการอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอประมงอำเภอ สัสดีอำเภอ ผู้แทนเกษตรอำเภอ ปลัดอำเภอ เสมียนตราอำเภอ เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ในพื้นที่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ องค์กร สมาคม ของอำเภอนครชัยศรี และหน่วยงานราชการในจังหวัดนครปฐม เข้าร่วมพิธีฯ ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐม กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2569 (ทุกวันศุกร์) พร้อมทั้งเชิญชวนประชา ชนร่วมกิจกรรมบำเพ็ญกุศลด้วยการสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล ตลอดระยะเวลาตามประกาศไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นครปฐม จัดโครงการใต้ร่มพระบารมี ปวงประชามีสุขภาพดี

สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ร่วมกับโรงพยาบาลนครปฐม และหน่วยงานหลักด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน จัดโครงการใต้ร่มพระบารมี ปวงประชามีสุขภาพดี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ห้องจตุภัทร ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการใต้ร่มพระบารมี ปวงประชามีสุขภาพดี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายวิโรจน์ รัตนอมรสกล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายแพทย์สรุชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม คณะแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธานด้านการ “ให้ก่อน รักษาก่อน และดูแลอย่างทั่วถึง ” ในการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน อันเป็นหัวใจของระบบสาธารณสุขไทย

นายวิโรจน์ รัตนอมรสกล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา และพระราชทรัพย์ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในมิติด้านสุขภาพและสาธารณสุข ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง

การจัดโครงการในครั้งนี้มีกิจกรรมประกอบด้วย การคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก เพื่อค้นหาความเสี่ยงและดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การเปิดตาผู้ป่วยหลังผ่าตัดต้อกระจก และมอบแว่นตาเพื่อคืนแสงสว่างและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย และการรับบริจาคโลหิตเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านโลหิตในระบบบริการสาธารณสุข


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

โครงการ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน ” พิทักษ์ รักษ์ ประชา” และสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ

โครงการ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน ” พิทักษ์ รักษ์ ประชา” และสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ

วันที่ 22 ม.ค.2569 เวลา 16.00 น. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม, คุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้าน ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก. สภ.ดอนตูม, พ.ต.ท.อุทัย สุมาลัย รอง ผกก.ป.สภ.บางเลน, ว่าที่ พ.ต.ต.สมองค์ ใจสำรวม สวป.สภ.ดอนตูม, คุณสุธาสินี ตุมรสุนทร, คุณกิ่งแก้ว ศุภผล, สมาชิกแม่บ้าน ภ.จว.นครปฐม
และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.นครปฐม เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้การช่วยเหลือข้าราชการตำรวจ ด.ต.วรรณลภย์ บุญพันธ์ ผบ.หมู่.(ป.) สภ.ดอนตูม เป็นผู้ป่วยทุพพลภาพ (พิการช่วงขาและเท้า)

ตามโครงการ ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน ” พิทักษ์ รักษ์ ประชา” โดยได้มอบเงินช่วยเหลือจำนวน 5,000 บาท พร้อมสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน และสร้างขวัญกำลังใจแก่ครอบครัวข้าราชการตำรวจ

โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ หรือตำรวจที่ บาดเจ็บทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ ของข้าราชการตำรวจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน อุปกรณ์ที่จำเป็น และการส่งเสริมอาชีพ

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของ ผบ.ตร. และผบช.ภ.7 ในการดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของข้าราชการตำรวจและครอบครัวอย่างทั่วถึง


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผู้การฯ นครปฐม สมาคมแม่บ้าน เปิดฝึกอบรมปฐมพยาบาล กู้ชีพพื้นฐานให้ตำรวจในสังกัด

นครปฐม – ผู้การฯนครปฐม สมาคมแม่บ้าน เปิดฝึกอบรมปฐมพยาบาล กู้ชีพพื้นฐานให้ตำรวจในสังกัด

วันที่ 22 ม.ค.2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 3 ภ.จว.นครปฐม ต.ถนนขาด อ.เมือง จ.นครปฐมพล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ประจำปี 2569 โดยมี คุณปุญภา อุปพงษ์ ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม, คุณภาวิณี ทองน้ำวนประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.โสภณ พุ่มกุมาร รอง ผกก.ป.สภ.พุทธมณฑลสมาชิกแม่บ้าน ภ.จว.นครปฐม สมาชิกแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี ร่วมพิธีเปิดงาน โดยมีอาจารย์จุฑารัตน์ ผู้พิทักษ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านบริหาร 9 คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะฯ เป็นวิทยากรบรรยาย มีผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 50 นาย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัด ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม เผยว่า สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ประจำปี 2569 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่ข้าราชการตำรวจให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือประชาชนและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ด้วยกัน ได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉินและผู้ได้รับบาดเจ็บ ในการประเมินผู้ป่วย การห้ามเลือด การจัดการบาดแผล การทำ CPR, และการใช้เครื่อง AED. สามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ


จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

แพทย์ทหารเตือน “เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม แนะฉีดวัคซีน MMR ให้ครบ ลดการระบาดในชุมชน”

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถานการณ์โรคคางทูมในประเทศ ไทยปี 2568 พบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และสถานศึกษาที่มีคนจำนวนมาก มักพบการระบาดมากในช่วงเปิดภาคเรียน หรือช่วงที่มีการรวมกลุ่มของเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงต้นปีถึงกลางปี แม้จะไม่พบผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำประชาชนเฝ้าระวังอาการ ป้องกันตนเอง และเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน

โดยข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูมในประเทศไทย จำนวนกว่า 1,646 ราย อัตราป่วยประมาณ 2.5 ต่อประชากรแสนคน แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา และพื้นที่ที่มีการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งโรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านน้ำลายและละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย และมีลักษณะเด่นคือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มหรือใต้หูบวม และมีอาการเจ็บ โดยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมอง/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ

การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน MMR (หัด–คางทูม–หัดเยอรมัน) ให้ครบตามเกณฑ์ เด็กควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน / เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วนวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่ทราบประวัติ การฉีด แนะนำให้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนคือ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข ผู้ทำงานหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สามารถเข้ารับวัคซีนที่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (บางแห่งมีบริการฟรีตามสิทธิ) หลังฉีดอาจมีไข้ต่ำๆ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (หายได้เอง) ข้อควรระวัง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ห้ามฉีด (ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์) ผู้ที่มีไข้หรือป่วยรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดออกไป ประโยชน์ของวัคซีน ป้องกันโรคคางทูมและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์ และแยกตนเองจากผู้อื่นอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว ซึ่งโรคคางทูมยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่จากการประเมินความเสี่ยงในการระบาดเป็นกลุ่มก้อนโรคคางทูมในประเทศไทย พบความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง (Moderate) ซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเฝ้าระวังเชิงรุกติด ตามกลุ่มเป้าหมาย และทบทวนประวัติการได้รับวัคซีน MMR ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะวัยรุ่น/วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุประมาณ 15 – 24 ปี) ที่มีประวัติการรับวัคซีน MMR ไม่ครบถ้วน 2 เข็ม ควรเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรค และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทั้งนี้สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ตุลาคม 2568 – 5 มกราคม 2569)

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ตุลาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569)

ตามที่ กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเฮลิคอปเตอร์จากชุดปฏิบัติการบินกองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ทำการบินเคลื่อนย้าย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้เจ็บป่วยกรณีฉุกเฉิน โดยในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 5 มกราคม 2569 ได้ทำการบินเคลื่อนย้ายไปแล้ว จำนวน 31 เหตุการณ์ นั้น

สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ชุดปฏิบัติการบินกองกำลังผาเมือง จัดเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป แบบ ฮ.ท.145 ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินเพศหญิง อายุ 73 ปี ภาวะหายใจเหนื่อย ซึม ใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งเกินศักยภาพในการรักษาของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศยาน มายังโรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีคณะแพทย์พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรถพยาบาลฉุกเฉินมารับเพื่อทำการรักษาต่อไป

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าว กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งการของกองทัพบก/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ป่วยเจ็บกรณีฉุกเฉิน โดยการร้องขอของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยยึดถือบันทึกความตกลง (MOU) เรื่อง การปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินด้วยอากาศยานของกระทรวงกลาโหม ระหว่างกระทรวงกลาโหม, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เมื่อ 29 มิถุนายน 2552

ทั้งนี้จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารในการช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตทุกโอกาส


การตรวจโรค ก่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569

การตรวจโรค ก่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2569

กองทัพภาคที่ 3 จะทำการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประ จำปี 2569 ในห้วงต้นเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 ซึ่งการรับราชการทหารถือเป็นหน้าที่ของชายไทย กองทัพมีความชื่นชมยินดีที่ ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับใช้ประเทศชาติเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ได้แสดงออกถึงความเป็นลูกผู้ชายไทยอย่างแท้จริง มีจิต สำนึกที่ดีต่อประเทศชาติ นั้น

สำหรับทหารกองเกินผู้ใดที่เห็นว่าตนเองมีความไม่พร้อม มีโรคประจำตัว, สภาพร่างกาย หรือสภาพจิตใจที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้ตามที่กฎหมายกำหนด ต้องเข้ารับการตรวจโรคอย่างละเอียด โดยคณะแพทย์ และเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคเฉพาะทาง สามารถขอรับการตรวจโรคก่อนการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 15 มีนาคม 2569 (ในวันและเวลาราชการ) ณ โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง 10 แห่ง ใกล้บ้านท่าน ได้แก่

  1. โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  2. โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
  3. โรงพยาบาลค่ายกาวิละ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
  4. โรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
  5. โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์
  6. โรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
  7. โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
  8. โรงพยาบาลค่ายค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
  9. โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
  10. โรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ อำเภอเมือง จังหวัดตาก

สำหรับทหารกองเกิน ที่มีสภาพร่ายกายและจิตใจเป็นหญิงที่ยังไม่ได้แปลงเพศ หรือไม่ได้ปรับเปลี่ยนร่างกาย สามารถขอรับการตรวจร่างกาย ได้ที่หน่วยงานทางการแพทย์ที่ให้บริการตรวจทางแผนกจิตเวช ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีแพทย์ทางจิตเวชเป็นผู้วินิจฉัย ได้แก่

  1. โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
  2. โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
  3. โรงพยาบาลสวนปรุง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ เพื่อนำเอกสารหลักฐานทางการแพทย์ซึ่งโรงพยาบาลรับรอง นำไปแสดงต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือกต่อไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ หน่วยสัสดีอำเภอทุกอำเภอ, สำนักงานสัสดีจังหวัดทุกจังหวัด, ฝ่ายสรรพกำลังมณพลทหารบกทุกหน่วย, แผนกสรรพกำลังกองทัพภาค และกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน โทร. 0-2223-3259 หรือ 0-2223-3421