โครงการระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (GOSEC by CTMR)

โครงการระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (GOSEC by CTMR)

บริษัท โกโซเชียล จำกัดและบริษัท ยูไนเต็ด บิสซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด จัดโครงการฝึกอบรม ระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (GOSEC by CTMR) ระหว่างวันจันทร์ที่ 26 มกราคม ถึงวันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2569 ณ โรงแรมไม้หอมรีสอร์ท เลขที่ 101010/231 หมู่ 10 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

การฝึกอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่บุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวนทั้งสิ้น 21 โรงพยาบาล เพื่อยกระดับศักยภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

กิจกรรมการฝึกอบรมประกอบด้วยการบรรยายและการฝึกปฏิบัติ (Workshop) จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย ศ.ดร.กฤษณ์ธนะทรรศน์ รัตนภูมิภักดี และ ศ.ดร.ไพศาล มุณีสว่าง เป็นต้นบรรยายการใช้เครื่องมือและเทคนิคการวางแผนคิดอย่างเป็นระบบสำหรับการเขียนโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรฝึกอบรมเชิงลึก Deep Admin for Gosec By CTMR และ Deep Learning for Gosec By CTMR รวมถึงหลักสูตร AI for Cybersecurity เพื่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันจากพันธมิตรทางธุรกิจ (Partners Product) การให้ความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การส่งมอบงาน การดำเนินงานของศูนย์ Service Support และศูนย์จัดฝึกอบรมสำหรับ Gosec By CTMR ตลอดจนกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบข้อซักถาม (Q&A) เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมอย่างเป็นรูปธรรม

คุณสกล ทองคำ ผู้บริหารบริษัท โกโซเชียล จำกัด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างยั่งยืนในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวอิสระ เบอร์ 22 เปิดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญภายใต้แคมเปญ “เมืองไทย สีเขียวด้วยระบบขนส่ง EV” โดยจะมีการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของรถตุ๊กตุ๊กกว่า 100 คัน ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำจัดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และลดมลพิษทางเสียงในเขตเมือง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน ในขณะที่ยังคงรักษามนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ของตุ๊กตุ๊กไทยให้คงอยู่คู่กับการเป็นพาหนะพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ขนส่งสาธารณะให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เชียงใหม่มาแล้ว

สำหรับไฮไลท์สำคัญของงานคือ การสร้างภาพจำใหม่ผ่านขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 100 คัน ท่าม กลางบรรยากาศสวนป่ากลางเมืองในช่วงอาทิตย์อัสดง พร้อมการแถลงรายละเอียดนโยบายเชิงลึกแต่ละด้าน โดยนางสาวกชพร เวโรจน์ ซึ่งจะครอบคลุมถึงมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เก่าสู่ระบบ EV เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์เร่งติดตามเงินเยียวยาที่ค้างจ่ายให้แก่ประชาชน ทั้งในส่วนของเงินประกันโควิด และเงินช่วยเหลือจากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหว และเงินเยียวยา-เบี้ยเลี้ยงทหารชายแดน โดยจะมีทีมผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และทีมงานคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวอิสระเบอร์ 22 กว่า 20 ท่าน เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคสะอาดและปลอดภัย คืนลมหายใจให้คนไทยอย่างยั่งยืนในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

นางสาวกชพรฯ หรือ “มาดามหยก” ได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ว่าคือการแก้ปัญหามลภาวะอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า “สำหรับหยก อากาศสะอาดคือสิทธิ ไม่ใช่การร้องขอ รัฐต้องจัดสรรให้ค่ะ เรามองว่า PM 2.5 คือภัยเงียบที่เป็นมะเร็งร้ายของสังคม หยกตั้งใจจะเปลี่ยนรถสาธารณะทุกชนิดให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด โดยเฉพาะรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเรา เราต้องอนุรักษ์เสน่ห์นี้ไว้แต่ต้องไม่ทำร้ายปอดของคนไทย รถเมล์ รถบัส ต้องเป็นพลังงานสะอาด เพื่อให้ทุกคนหายใจได้เต็มปอดจริงๆ เสียทีค่ะ”

นอกเหนือจากประเด็นสิ่งแวดล้อม นางสาวกชพร ยังได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ด้าน เศรษฐกิจ ไม่เน้นแจก แต่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งการศึกษาไทยที่ต้องปรับตัวตามโลกยุคใหม่ว่า “เราต้องเลิกขังเด็กไว้ในห้องเรียนที่เขาไม่ได้รักค่ะ หยกอยากเห็นการศึกษาแบบ ‘Short Cut’ ที่สั้นแต่มีประสิทธิภาพ เด็กควรได้เลือกเรียนตามความถนัดทันที ใครชอบกีฬา ดนตรี หรือภาษา ต้องได้มุ่งไปทางนั้นเลย เพื่อให้เขาโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสุขกับอาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจนเสียเวลาชีวิตค่ะ”

ในช่วงท้าย นางสาวกชพรฯ ได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ว่า “หยกขอแค่ ‘ครึ่งใจ’ ค่ะ ในบัตรสีชมพูเลือกพรรค ขอให้โอกาสพรรคเล็กๆ เบอร์ 22 ของเราได้เข้าไปมีเสียงในสภา หยกพิสูจน์ตัวเองจากการทำงานหนัก อยู่เบื้องหลังมาเกือบ 30 ปี วันนี้หยกขอโอกาสเข้าไปทำงานในสภาบ้าง เพื่อให้เสียงของคนกู้ภัยและจิตอาสา ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เสี่ยโก้” เยี่ยมเวทีดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” พบแคนดิเดตนายกฯ พร้อมฝากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไทยที่ติดอันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยม 3 สถาบัน เยี่ยมเวทีดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” พบแคนดิเดตนายกฯ พร้อมฝากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไทยที่ติดอันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

วันที่ 29 ม.ค.2569 รายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ช่อง 8 จัดเวทีดีเบตใหญ่ ของแคนดิเดทนายกฯ จาก 8 พรรคการเมือง ที่ M SKY PARK ชั้น M เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมรับฟัง “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ประชันนโยบายสดๆบนเวที และเพิ่มดีกรีความเดือดด้วยไฮไลท์สำคัญที่ “คนดัง” ตัวตึงระดับประเทศที่จะมายิงคำถามแทนใจชาวบ้าน โดยมีคนดูเป็นผู้ตัดสิน

และโอกาสนี้ “เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันที่ล่าสุดได้รับแต่งตั้งจากนายสนามมวยลุมพินีเป็นโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี เดินทางมาร่วมกิจกรรม ด้วยคำถามถึงเหล่าแคนดิเดตนายกฯที่มาร่วมในกิจกรรมดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ในครั้งนี้ถึงนโยบายการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นไทย ที่ปัจจุบันถูกจัดอยู่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 34 จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43 คะแนน ด้วยคำถามยิงตรงว่า “ถ้าพรรคท่านได้รับโอกาสบริหารประเทศ ท่านสามารถจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น ด้วยมาตราการแบบไหน? และสามารถลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้ ภายในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน ได้หรือไม่? อย่างไร?

โดยก่อนเวทีดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” จะเริ่มขึ้น นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ได้มีโอกาสมอบดอกไม้ พร้อมเอกสารขอให้ตรวจสอบกรณี บริษัทแพลนบี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับอดีตผู้บริหาร ขสมก.ร่วมกันทุจริตสร้างความเสียหายหรือไม่? โดยแนบเอกสารรายละเอียดกรณีทุจริตทุกอย่างให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากหลายพรรคการเมือง โดยเริ่มจากมอบดอกไม้และเอกสารให้กับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากนั้นมอบดอกไม้พร้อมเอกสารการทุจริตให้กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาชน ต่อด้วยมอบดอกไม้และเอกสารการทุจริตให้กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และปิดท้ายมอบดอกไม้และเอกสารการทุจริตให้กับ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคฯเศรษฐกิจ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนที่มาร่วมฟังดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 ยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ เครือข่ายภาคเหนือ พร้อมของกลางไอซ์ กว่า 100 กิโลกรัม

สืบสวนนครบาล 1 ยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ เครือข่ายภาคเหนือ พร้อมของกลางไอซ์ กว่า 100 กิโลกรัม

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 เป็นประธานแถลงข่าว กก.สส.บก.น.1 จับกุมผู้ต้องหายาเสพติด พร้อมของกลางไอซ์ กว่า 100 กิโลกรัม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้มอบหมายนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยในสังกัด ดำเนินการกวาดล้างปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่เป็นต้นเหตุ การแพร่กระจายไปยังประชาชนในทุกชุมชน

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์,พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. จึงได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างพร้อยขยายผลดำเนินการไปยังผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่ เพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม และดำเนินการยึดทรัพย์โดยเด็ดขาด

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

กก.สส.บก.น.1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ๋ นกขุนทอง,พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิสร สว.กก.สส.บก.น.1

ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัดและการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบและขยายผลไปจนจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญหลายๆ รายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้พบข้อมูลของเครือข่ายการขนลำเลียงยาเสพติดกลุ่มนี้ ในการขนย้ายยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนใน จึงได้ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว แต่ผู้กระทำความผิดได้ทำการหลบหนีทิ้งของกลางไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 18.50 น.จับกุม/ตรวจยึดได้ที่บริเวณ ริมถนนทางหลวงหมายเลข 1 บริเวณทางแยกต่างระดับอุทัยธานี ต.พยุหะคีรี อ.พยุหะคิรี จ.นคร สวรรค์ พรัอมด้วยของกลาง 1.ไอซ์ จำนวน 100 กิโลกรัม และ 2.รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น veloz ทะเบียน 4 ขว 54xx กทม.

พฤติการณ์ทั้งนี้ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 สืบสวนและขยายผล เครือข่ายการขนลำเลียงยาเสพติดกลุ่มนี้ ในการขนย้ายยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยผู้กระทำความผิดใช้รถยนต์จำนวน 3 คัน คันที่ 1 รถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี รุ่น HS สีขาว ทะเบียน งษ 52xx เชียงใหม่ ขับนำหน้า,คันที่ 2 รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีเทา ทะเบียน ขจ 27xx เชียงใหม่ ขับตาม และ คันที่ 3 รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น veloz ทะเบียน 4ขว 54xx กทม. ขนยาเสพติด สืบสวนนครบาล 1 จึงได้ทำการติดตามเฝ้าผู้กระทำความผิด ตั้งแต่แยกมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก และขับรถติดตามเรื่อยมาจนถึงเวลา 18.00 น. กลุ่มรถยนต์ผู้กระทำผิดมาถึงบริเวณแยกพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ขับตามเพื่อรอจังหวะเข้าจับกุม แต่กลุ่มรถยนต์ผู้กระทำความผิดรู้ตัว ได้ขับรถยนต์หนีโดยใช้ความเร็วสูง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ขับตามมาแล้วพบว่า พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น veloz ทะเบียน 4ขว 54xx กทม. จอดทิ้งไว้บริเวณทางแยกต่างระดับอุทัยธานี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ทำการตรวจค้น พบไอซ์ จำนวน 100 กิโลกรัม อยู่ภายในรถยนต์ดังกล่าว จึงได้ลงบันทึกประจำวันที่ สภ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จากนั้นได้นำ รถยนต์ของกลางพร้อมยาเสพติด (ไอซ์ 100 กิโลกรัม) มายัง กก.สส.บก.น.1 เพื่อทำการบันทึกส่ง บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา : กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

เอกอัครราชฑูต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานพิธีเปิด โครงการโรงเพาะเห็ด

เอกอัครราชฑูต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานพิธีเปิด โครงการโรงเพาะเห็ด

วันที่ 28 มกราคม 2569 : ฯพณฯ ท่าน อุบัยด์ ซะอีด อุบัยด ์บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชฑูต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฟาร์มเห็ด ซึ่งสถานฑูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทยให้การสนับสนุนการก่อสร้างจำนวนเงิน 2,849,900 บาท เพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะ ฝึกอาชีพอย่างครบวงจรแก่ผู้พิการทางสติปัญญา โดยมี นางสายสม วงศาสลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์,นางสาว ปาณิสรา กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี, นางสาว สุนีย์ ศรีสง่าตระกูล รองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางกันยา ไชยเศรษฐ์ ประธานศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ, ชมรมครูผู้ปกครองฯ ให้การต้อนรับ และ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

โครงการฟาร์มเห็ด ประกอบด้วย โรงเรือนผลิตและพักก้อนเห็ดจำนวน 2 อาคาร โรงเรือนเพาะเห็ด จำนวน 2 อาคาร อุปกรณ์การผลิตก้อนเห็ด พร้อมตู้เย็นแช่ผลผลิตเพื่อรอการจำหน่าย วัสดุในการฝึกผลิตก้อนเห็ดปริมาณ 20,000 ก้อน นับเป็นโครงการที่ยั่งยืน มีอายุการใช้งานนานกว่า 20 ปี ซึ่งแต่ละโรงสามารถเก็บก้อนเห็ดที่ผลิตแล้ว รอการเปิดดอกได้ถึงโรงละ 3,000 ก้อน และสามารถผลิตเห็ดสดได้ประมาณ 15,000–16,000 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งทำให้นักเรียน ครูของศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร กว่า 250 คน อิ่มอร่อยกับเมนูต่างๆ ส่วนก้อนเห็ดที่ผลิตได้มีเพียงพอเพื่อส่งให้กับศูนย์ฯต่างๆของมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ ทั้ง 12 แห่ง ทำให้ผู้พิการทางสติปัญญาสามารถฝึกทักษะ มีพัฒนาการจนดูแลและเก็บผลผลิตได้ด้วยตัวเอง เป็นการประหยัดค่าใชจ่ายสร้างรายได้จากการเก็บเห็ดสด ก้อนเห็ดสำเร็จรูปพร้อมเปิดดอกและฝึกสอนให้กับผู้ปกครองและประชาชนที่สนใจ

ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคารเป็นหน่วยงานหนึ่งของมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นในวโรกาส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทาน นามศูนย์แห่งนี้ว่า ปัญญาคาร เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 โดยฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้พิการทางสติปัญญาระดับปานกลางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ให้ได้รับโอกาสในการฟื้นฟู พัฒนาทักษะด้านต่างๆจนมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม ปัจุบัน มีนักเรียนทั้งชายและหญิงรวม 94 คน อยู่ประจำ 55 คน และไป-กลับจำนวน 39 คน ให้บริการผู้พิการประเภท 5-6 และ 7 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มคนพิการทั่วไปจำนวน 40 คน กลุ่มเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงาน จำนวน 15 คน กลุ่มที่ได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 จำนวน 40 คน ให้บริการฟื้นฟูทักษะที่จำเป็น 6 ด้าน การเสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะการพัฒนาสู่สุขภาวะ ทักษะ การปรับพฤติกรรมและอารมณ์ ทักษะการพูด และเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงาน

อีกทั้งมีการฝึกอาชีพอย่างครบวงจรด้านต่างๆ ดังนี้

  • กลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่ม บาริสต้า ฝึกชงเครื่องดื่ม ชนิดต่างๆ ขนมอบ ขนมไทย
  • กลุ่มงาน ศิลปะประดิษฐ์ งานทอพรหมเช็ดเท้า งานกระเป๋า เพ้นท์กระเป๋า ทอผ้าซาโอริ งานเดคูพาทรองเท้าสาน กระเป๋า และ กล่องต่างๆ งานปั้นดินไทย งานแปรรูปสมุนไพร สบู่มังคุด
  • กลุ่มงานเกษตร ปลูกผักไฮโดรโปรนิค ปลูกผักสวน ครัวรั้วกินได้ และเพาะเห็ด

นับเป็นการสร้างโอกาสในการฝึกทักษะด้านต่างๆ แก่ผู้พิการทางสติปัญญาให้สามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

5-6 และ 7 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มคนพิการทั่วไปจำนวน 40 คน
  • กลุ่มเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงานจำนวน 15 คน
  • กลุ่มที่ได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 จำนวน 40 คน ให้บริการฟื้นฟูทักษะที่จำเป็น 6 ด้าน การเสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะการพัฒนาสู่สุขภาวะ ทักษะการปรับพฤติกรรมและอารมณ์ทักษะการพูด และเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงาน อีกทั้งมีการฝึกอาชีพอย่างครบวงจรด้านต่างๆ ดังนี้
  • กลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่ม บาริสต้า ฝึกชงเครื่องดื่ม ชนิดต่างๆ ขนมอบ ขนมไทย
  • กลุ่มงานศิลปะประดิษฐ์ งานทอพรหมเช็ดเท้า งานกระเป๋า เพ้นท์กระเป๋า ทอผ้าซาโอริ งานเดคูพาทรองเท้าสาน กระเป๋า และ กล่องต่างๆ งานปั้นดินไทย งานแปรรูปสมุนไพร สบู่มังคุด
  • กลุ่มงานเกษตร ปลูกผักไฮโดรโปรนิค ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ และเพาะเห็ด นับเป็นการสร้างโอกาสในการฝึกทักษะด้านต่างๆ แก่ผู้พิการทางสติปัญญาให้สามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” เชิญร่วมงานในวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.เปิดบ้านต่อยอดเวทีนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” เชิญร่วมงานในวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.เปิดบ้านต่อยอดเวทีนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานแถลงข่าว “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธาน พร้อมด้วย คณะนักประดิษฐ์ผู้ได้รับรางวัลการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับเยาวชน ทั้งในระดับประถมศึกษาตอนปลาย,ระดับมัธยมศึกษา, ระดับอาชีวศึกษา,ระดับอุดมศึกษา และมหกรรมการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ ผู้บริหารหน่วยงาน คณะผู้บริหาร (วช.) เข้าร่วมในพิธี ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า วันที่ 2 กุมภา พันธ์ ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันนักประดิษฐ์” วช.กำหนดจัดงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT”ขึ้น ในระหว่างวันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ (วช.) เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” โดยมีเป้าหมายเพื่อนำผลงานนักประดิษฐ์รุ่นเยาวชนและนักประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญ ได้ร่วมสร้างแรงบันดาลใจด้านการประดิษฐ์คิดค้น ให้แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ผ่านการนำเสนอผลงานในรูปแบบกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ จากกิจกรรมการลงมือปฏิบัติ ส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ท่ามกลางบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน สร้างสรรค์ และเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม

สำหรับงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” ได้นำความคิดสร้างสรรค์ และประสบ การณ์จากนักประดิษฐ์ไทยมาจัดแสดง เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีกิจกรรมและนิทรรศ การที่หลากหลาย อาทิ การจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดโครงงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว (I-New Gen Junior Award) โครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับเยาวชน (I-New Gen Award) และมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ (IPITEx)

การจัดแสดงพื้นที่ฐานนักคิดจำนวน 8 ฐาน ได้แก่
1) Plant Lab ค้นคว้า นานาเกษตร
2) Taste Lab คิดสนุก รสอร่อย
3) MedHealth Lab รอบรู้ เรื่องสุขภาพ
4) Eco Power Lab พลังงานและสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์โลก
5) Intelligence Lab คิดฉลาดอย่างอัจฉริยะ
6) Happy Shrimp Lab กุ้งอารมณ์ดี
7) Learning Lab สนุกรู้ พื้นที่แห่งความคิด และ
8) Art & Journey Lab เที่ยว เล่น ให้เป็นศิลป์

(วช.) ขอเชิญชวนเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” ซึ่งจะจัดขึ้นใน วันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://shorturl.asia/O847r


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แต่งตั้ง “ก่อเกียรติ+สรวีย์” โปรโมเตอร์ร่วมลุมพินี

“รับงานใหญ่”นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน ได้รับความไว้วางใจจากพลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ นายสนามมวยลุมพินีแต่งตั้งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันมวยร่วมกับนายสรวีย์ ฤทธิชัย “เสี่ยโก้” มั่นใจใช้ประสบการณ์ที่มีจัดศึกมวยไทยให้เวทีลุมพินีกลับมาคึกคักมีสีสัน และปั้นนักมวยไทยดาวรุ่งสู่ถนนกำปั้นโลกต่อไป

วันที่ 27 ม.ค.2569 ที่เวทีมวยลุมพินี ถนนรามอินทรา : ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานกรรมการมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท ก่อเกียรติ บ๊อกซิ่งกรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วย “เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันพร้อมด้วยนายสรวีย์ ฤทธิชัย เข้าพบพลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ นายสนามมวยลุมพินี เพื่อรับการแต่งตั้งเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันมวยไทย ให้กับเวทีมวยลุมพินี ซึ่งทางเวทีมวยลุมพินีเชื่อว่า “เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และนายสรวีย์ ฤทธิชัย จะเข้ามาสร้างสีสันความคึกคักให้เกิดขึ้นกับเวทีมวยลุมพินีเร็วๆนี้

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ มั่นใจว่า “ประสบการณ์ในการทำมวยสากลชิงแชมป์โลก จนเป็นโปรโมเตอร์มวยโลก รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเซีย จาก 3 สถาบัน WBA, WBC, WBO และสร้างแชมป์โลกสถาบันหลักให้คนไทย ทั้ง 3 สถาบันมาหลายคน โดยตนเองที่จับมือร่วมกับนายสรวีย์ ฤทธิชัย จะนำประสบการณ์จากการดำเนินการถ่ายทอดสดมวยไทยศึกศิลปะมวยไทยนายขนมต้มทาง ททบ.5 และจากศึกอัศวินดำ-ก่อเกียรติ ช่อง 9 อสมท., มหกรรมมวยไทยนานาชาติ ก่อเกียรติสัญจร มาผสมผสานหารูปแบบการจัดการแข่งขันที่ลงตัว ตรงกับความต้องการของวงการมวยในปี 2569 อย่างลงตัวต่อไป

วันนี้ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็น โปรโมเตอร์ลุมพินี ร่วมกับ นายสรวีย์ ฤทธิชัย จาก พลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ นายสนามมวยลุมพินี และได้รับเกียรติจากร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานกรรมการ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นประธานที่ปรึกษาบริษัท ก่อเกียรติ บ๊อกซิ่ง กรุ๊ป จำกัด ร่วมแสดงความยินดี ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้ใหญ่ทั้งสองท่านที่ให้โอกาส คาดว่าในเร็วๆนี้ จะมีรายการมวยดี ถ่ายทอดสดมวยไทย และมวยสากลมุ่งแชมป์โลกในสังกัด ก่อเกียรติ ให้ติดตามกันแน่นอน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ประธานณัฏฐ์ ย้ำ รมว.คลัง ต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการคัดเลือก เลขาธิการ กอช.

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 26 ม.ค.2569 นายกสภาสมาคมธรรมาภิบาลและประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริตได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ทำหน้าที่อย่างโปร่ง ใส เป็นธรรม และยึดหลักธรรมาภิบาลในการคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ (กอช.)

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ นายกสภาสมาคมธรรมาภิบาลและประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริตกล่าวว่า “ตำแหน่งเลขาธิการ (กอช.) เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายของหลายพรรคการเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะโครงการ หวยเกษียณ หรือ สลาก (กอช.) ดังนั้น ตนจึงอยากเห็นการคัดเลือกและแต่งตั้งที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรม และได้บุคคลที่มีคุณภาพเข้ามาบริหารกองทุนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะกองทุนนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่แรงงานนอกระบบในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย ตนจึงได้มีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อย้ำถึงการทำหน้าที่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล”

ดร.ณัฏฐ์ฯ เห็นว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ควรจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถและมีประสบการณ์ด้านการบริหารทุนหมุนเวียนหรือด้านกิจการธนาคารมาก่อน และที่สำคัญไม่ควรเป็นบุคคลที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานใดๆ ในกระทรวงการคลังมาก่อน

นอกจากนี้ ดร.ณัฏฐ์ฯ เน้นย้ำว่า ในการแต่งตั้งเลขาธิการ (กอช.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้ที่จะให้ความเห็นชอบกับผู้ที่ได้รับการสรรหาครั้งนี้ ไม่ควรนำความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นการส่วนตัวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวผ่านหลักสูตรสร้างเครือข่ายต่างๆ เพราะจะทำให้เกิดข้อครหาได้ แต่ควรพิจารณาจากความรู้ความสามารถของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่ออย่างแท้จริง

การประชุมคณะกรรมการ (กอช.) จะมีขึ้นในวันที่ 27 ม.ค.2569 จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า จะมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพิจารณาในที่ประชุมหรือไม่ หากไม่มีการประชุมเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่การสัมภาษณ์ผู้เข้ารับการสรรหาเสร็จสิ้นไปนานแล้ว ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่ากระบวนการสรรหาอาจถูกแทรกแซงซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นในกระทรวงการคลังที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมายาวนาน และเป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานรัฐที่ฝ่ายการเมืองจะไม่ล้วงลูกในการแต่งตั้งผู้บริหาร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานเปิดการอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและคณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประชามติ ณ หอประชุมอำเภอนครชัยศรี

นายอำเภอนครชัยศรี เป็นประธานเปิดการอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและคณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประชามติ ณ หอประชุมอำเภอนครชัยศรี

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้งทั่วไป พร้อมกับมีการออกเสียงประชา มติในวันเดียวกันด้วย นั้น

วันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดการอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและคณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประชามติ ณ หอประชุมอำเภอนครชัยศรี ในวันนี้ผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงเลือกตั้งและคณะกรรมการที่เลือกตั้งกลาง โดยกำหนดอบรม 6 รุ่น จำนวนผู้รับการอบรมทั้งสิ้น 2,412 คน เพื่อร่วมกันดำเนินการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ตำรวจทางหลวงศรีประจันต์จับผู้ต้องหาหนีหมายจับเหลือ 1 วันหมายหมดอายุแต่ไม่รอด

สุพรรณบุรี – ตำรวจทางหลวงศรีประจันต์จับผู้ต้องหาหนีหมายจับเหลือ1วันหมายหมดอายุแต่ไม่รอด

วันที่ 28 ม.ค.2569 พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 6 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง (สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล.) ด.ต.สุทัศน์ ทองไทย หัวหน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง ศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ด.ต.สราวุธ รังกาแกม ด.ต.จีระ บูชา ร่วมกันจับกุม นายเจตริน หรือเจ ศรีวิเชียร อายุ 19 ปี ชาว ต.ศรีประจันต์ อ.ศรี ประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ” ที่ 473/2568 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 คดีหมายเลขดำที่ อ134/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ357/2568 โดยจับกุมได้ที่บริเวณหน้ากุฏิภายในวัด พื้นที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ว่ามีผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลในความผิดฐาน “ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายได้หลบหนีหมายจับอยู่ในพื้นที่ ผู้ต้องหาชื่อนายเจตรินหรือเจ ศรีวิเชียร อายุ 19 ปี ที่อยู่ 97/1 ม.1 ต.ศรี ประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

จึงร่วมกันออกตรวจสอบและสืบหาเบาะแส กระทั่งทราบว่าผู้ต้องหาได้หนีมาบวชเณรอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอศรีประจันต์ จึงออกตรวจสอบ ก็พบนายเจ หรือสามเณร เจ ยืนอยู่ที่หน้ากุฏิ ภายในวัดจึงได้เชิญตัว นายเจตรินฯ มาสอบถาม และแสดงหมายจับศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ให้ผู้ต้องหาดู ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง และไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อนแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับ พร้อมทั้งแจ้งสิทธิ์ ให้ผู้ต้องหาทราบ และทำการจับกุมก่อนนำตัวไปลาสิกขา ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป

สอบถามผู้ต้องหาเล่าว่าหลังก่อเหตุได้หนีหมายจับและมาบวชเณรอยู่ที่วัดแห่งนี้ เพื่อแก้บน จนเหลือเวลาอีกเพียง 1 วันหมายจับก็จะหมดอายุ แต่ไม่รอดถูกเจ้าหน้าที่ตามจับกุมได้ในที่สุด


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี