“สตมวาร 100 วัน” น้อมถวายความอาลัย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล

มณฑลทหารบกที่ 34 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน น้อมถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของจังหวัดพะเยา

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 มอบหมายให้ พันเอก ปิยะชาติ พรมนาทม รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นผู้แทน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธาน มี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จิตอาสาพระราชทาน ข้าราชการในพื้นที่จังหวัดพะเยา และประชาชน เข้าร่วมพิธี ฯ ณ วัดศรีโคมคำพระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

จังหวัดพะเยา จัดพิธีเนื่องในวาระครบรอบ 100 วันแห่งการสวรรคต เพื่อแสดงออกถึงความอาลัย ความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวจังหวัดพะเยา โดยประธานในพิธีได้นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ภายในพิธี ประธานในพิธีได้นำประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีการสวดพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์จำนวน 10 รูป เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตลอดการประกอบพิธีเป็นไปด้วยความสงบ เรียบร้อย สำรวม และสมพระเกียรติ


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมประธานสมาคมแม่บ้านฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล สตมวาร 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศล สตมวาร 100 วัน แห่งการสวรรคต สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 18.30 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3, คณะผู้บังคับบัญชา, สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 และกำลังพลหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสวรรคต ณ ศาลาพิบูลธรรม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน มี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ศาล อัยการ ทหาร ตำรวจ เหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก และพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ในพิธี ประธานได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและกราบถวายสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้าสู่พิธีทางพระพุทธศาสนา โดยมีพระสงฆ์จำนวน 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา จากนั้นเป็นพิธีสวดพระอภิธรรม พร้อมถวายผ้าบังสุกุล ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และกรวดน้ำรับพรตามลำดับ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ สำรวม และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้


นที มีเดช รายงาน

กกต.น่าน เปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต ในเขต ประชาชนแห่ใช้สิทธิคึกคัก ย้ำบัตรเขียวกา สส.เขต – สีชมพูปาร์ตี้ลิสต์

น่าน – สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน เปิดหีบเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต ณ หอประขุม 84 ปี โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่าน ในเขต ณ หอปรชุมอำเภอเมืองน่าน ประชาชนแห่ใช้สิทธิคึกคัก ย้ำบัตรเขียวกา สส.เขต –สีชมพูปาร์ตี้ลิสต์

1 ก.พ.69 เวลา 08.00 น. บรรยากาศอากาศที่หนาวเย็น 15 องศา การเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดน่าน ณ หอประชุม 84 ปี โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน นายประธาน พรหมเผ่า ผอ.กกต.น่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ฯ ได้เดินทางมาใช้สิทธิ์ที่หน่วยที่ 2 ภาคเหนือตอนบน และตรวจความเรียบร้อยเหตุการณ์ปกติ

โดยนายพรเทพ เสนนันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาการจังหวัดน่าน/ ผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้งที่ 1 กล่าวว่า บรรยากาศผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดน่าน เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมารอใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตกันตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดหีบเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประ ชาชน ข้าราชการที่มารับราชการใน จังหวัดน่าน นอกเขตจังหวัดน่าน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ตรวจการการเลือกตั้ง เฝ้าคอยสังเกตการณ์ ว่ามีการชี้แนะผู้มาใช้สิทธิ์ให้เลือกเบอร์ใดหรือไม่ มีการแจกจ่ายเงินหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุและคนพิการ รวมทั้งลูกเสือ กกต.คอยช่วยเหลือผู้มาใช้สิทธิตรวจสอบลำดับชื่อและอำนวยความสะดวกต่างๆด้วย โดยจัดหน่วยเลือกตั้งสำหรับผู้มาใช้สิทธิ์เขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตเขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวน 2,344 คน จัดหน่วยเลือกตั้งจำนวน 5 หน่วย

ทั้งนี้โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่านร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดน่าน ได้ดำเนินการจัดเตรียมสถานที่และอำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างสะดวกและมั่นใจ

  • หน่วย เลือกตั้งที่ 1 ภาค กลาง มีผู้ใช้สิทธิ์ 436 คน
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ภาคเหนือตอนบน มีผู้ใช้สิทธิ์ 633 คน
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดน่าน มีผู้ใช้สิทธิ์ 592 คน
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ใช้สิทธิ์ 432 คน
  • หน่วยเลือกตั้งที่ 5 ภาคตะวันตกภาคตะวันออกและภาคใต้ มีผู้ใช้สิทธิ์ 251 คน

รวมมีผู้ใช้สิทธิ์ 2,344 คน ทางอินเตอร์เน็ต 2,304 คน

สำหรับสถานที่เลือกตั้งในเขตใช้สถานที่ ณ หอประชุมอำเภอเมืองน่าน โดย นายนพพร เรืองสว่าง ประธานคณะกรรมการ เขตเลือกตั้งที่ 1 /นายอำเภอเมืองน่าน มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 59 คน

เขตเลือกตั้งที่ 2 ใช้สถานที่ใช้สถานที่ โดมกิจกรรม โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๕๖ จังหวัดน่าน ตำบล กลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จำนวน 608 คน ทางอินเตอร์เน็ต 593 คน
ในเขต ใช้สถานที่ หอประชุมอำเภอวียงสา จังหวัดน่าน จำนวน 18 คน และ

เขตเลือกตั้งที่ 3 นอกเขตใช้สถาน ห้องประชุมชมพูภูคา วิทยาลัยเทคนิคปัว จำนวน 1,107 คน ในเขตใช้สถานที่หอประชุมอำเภอปัว จำนวน 1,110 คน แยกเป็นในเขต 3 คนนอกเขต 1,107 คน ทางอินเตอร์เน็ต 1,098 คน โดยประชาชนสามารถออกมาใช้สิทธิได้ตั้งแต่ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ สถานที่ที่ลงทะเบียนไว้

ขั้นตอนลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ย้ำบัตรสีเขียวกาเลือกสส.เขต สีชมพู เลือกปาร์ตี้ลิสต์ โดยการเลือกตั้งปีนี้ ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น “สีเขียว” บัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรเลือกพรรคการเมือง) เป็น “สีชมพู”

  1. ตรวจสอบบัญชีรายชื่อของตนเองบริเวณหน้าเต็นท์หน่วยเลือกตั้ง พร้อมหลักฐานแสดงตน เช่น บัตรประชาชน (หมดอายุสามารถใช้ได้) บัตรข้าราชการ, ใบขับขี่, พาสปอร์ต, หลักฐานที่เปิดผ่านแอพพลิเคชั่นของรัฐ เช่น Thai ID
  2. ยื่นหลักฐานแสดงตนแก่ กปน. รับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภทและซองใส่บัตรเลือกตั้งที่เจ้าหน้าที่ กปน.เขียนรายละเอียดหน้าซองแล้วเสร็จ
  3. เข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ประเภท พับบัตรก่อนบรรจุลงในซองและปิดผนึก
  4. นำซองใส่บัตรเลือกตั้งที่บรรจุบัตรเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งด้วยตนเอง

จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

ผู้ว่าฯ ลำพูน พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าลำพูน นอกเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ณ อบจ.ลำพูน บรรยากาศหลังเปิดหีบเป็นไปอย่างคึกคัก

ผู้ว่าฯ ลำพูน พร้อมคณะ ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าลำพูน นอกเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 1 ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน บรรยากาศหลังเปิดหีบเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

เช้าวันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569) ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าลำพูน นอกเขตเลือกตั้ง ของเขตเลือกตั้งที่ 1 โดยมี นางสาวเบญจวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นางชรินทร์ทิพย์ ไชยโย ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจเยี่ยมฯ ซึ่งบรรยากาศหลังเปิดหีบเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น.

สำหรับหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขตเลือกตั้ง ของเขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ากว่า 11,051 คน ขณะที่ประ ชาชนทยอยเดินทางมาตรวจสอบจุดและอาคารสำหรับใช้สิทธิ และยืนรอหน้าทางเข้าเป็นแถวยาวตั้งแต่ก่อนเวลาเปิดคูหา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมสังเกตการณ์ และจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความล่าช้า เพราะคาดว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิกันอย่างคึกคัก สำ นักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำพูน ได้ประสานขอความอนุเคราะห์รถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 2 คัน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ซึ่งประชาชนสามารถขึ้นรถจาก ที่จอดรถ ลานที่ดินเปล่าบ้านแม่สารป่าแดด (สถานที่จัดงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาว) ถึง สถานที่เลือกตั้ง สส. ล่วงหน้า (อบจ. ลำพูน) นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ทุพพลภาพ ผู้พิการและผู้สูงอายุตลอดทั้งวัน

สำหรับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ สามารถเดินทางมาลงคะแนนได้จนถึงเวลา 17.00 น. ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันนี้แล้ว คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จะคัดแยกซองที่บรรจุบัตรลงคะแนนไว้ ส่งไปยังเขตเลือกตั้งของผู้มาเลือกตั้งแต่ละคน เพื่อนำไปนับคะแนนรวมกับคะแนนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

โฟล์คซองวงสวัสดีล้านนา จัดบันทึกวิดีโอเพลงเทิดพระเกียรติ “เพชรน้ำหนึ่งนิรันดร” ณ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

โฟล์คซองวงสวัสดีล้านนา จัดบันทึกวิดีโอเพลงเทิดพระเกียรติ “เพชรน้ำหนึ่งนิรันดร” ณ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

เช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ จังหวัดลำพูน วงดนตรีพื้นเมืองล้านนา “โฟล์คซองวงสวัสดีล้านนา” ร่วมกับ ครูนก ฉัตรรดา สุทธิมา ประธานองค์กร ฮักฟ้อน องค์กรสาธารณประโยชน์ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสื่อมวลชน ร่วมบันทึกวิดีโอเพลง “เพชรน้ำหนึ่งนิรันดร”

การบันทึกวิดีโอครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก นาย นที มีเดช หัวหน้าศูนย์ข่าวความมั่นคงภาคเหนือ และได้รับความอนุเคราะห์จาก นายประดิษฐ์ วังพฤกษ์, ผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน นางสาวกาจณนา พรหมซาว รองผู้อำนวยการโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน รวมถึงคณะผู้บริหารและบุคลากรของโรงเรียน ที่เอื้อเฟื้อสถานที่และสนับสนุนการดำเนินงานเป็นอย่างดียิ่ง

สำหรับบทเพลง “เพชรน้ำหนึ่งนิรันดร” นำโดย นางสาวสายอรุณ โพธิศาสตร์ หัวหน้าวง โฟล์คซองวงสวัสดีล้านนา ขับร้องและบรรเลงดนตรีพื้นเมือง สะล้อ ซอ ซึง โดยเพลงนี้ประ พันธ์คำร้องและทำนองโดย พัฒนพันธ์ แย้มเอิบสิน ปัจจุบันนางสาวสายอรุณ โพธิศาสตร์ ดำรงตำแหน่ง ครูวิกฤต ครูผู้สอนกลุ่มสาระศิลปะ ดนตรีไทย และดนตรีพื้นเมือง โรงเรียนป่าตาลบ้านธิพิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง ลำพูน

เพลง #เพชรน้ำหนึ่งนิรันดร เป็นบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อ เทิดพระเกียรติพระแม่ของแผ่นดิน พระพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเพื่อร่วมถวายความอาลัยเนื่องในโอกาสเสด็จสู่สวรรคาลัย ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา ผ่านท่วงทำนองดั้งเดิม อาทิ กุหลาบเชียงใหม่ และซอพม่า

ด้านการแสดงฟ้อนรำประกอบเพลง ได้รับการออกแบบและคิดค้นท่าฟ้อนโดย ครูนก ฉัตรรดา สุทธิมา ประธานองค์กรฮักฟ้อน ซึ่งได้นำท่าฟ้อนมาถ่ายทอดและสอนให้กับสมาชิกจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่ต่อไป

ทั้งนี้ ทีมงานผู้จัดทำผลงานได้ฝากเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามรับชม ผลงานเพลง “เพชรน้ำหนึ่งนิรันดร” ซึ่งจะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้


นที มีเดช รายงาน

แก๊งไอ้บอลหัวโจก รวมเพื่อนทีมทะลุถุงกว่า 15 คน ขับจยย.ตระเวนหาเรื่องกลางดึก แม้แต่สุนัขยังไม่เว้น ตีจนขาหัก

คลิปแก๊งไอ้บอลหัวโจก รวมเพื่อนทีมทะลุถุงกว่า 15 คน ขับจยย.ตระเวนหาเรื่องกลางดึก แม้แต่สุนัขยังไม่เว้นตีจนขาหัก

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 12.00 น. นางสุริยันต์ จันทร์ขาว หรือนาง อายุ 57 ปี บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 บ้านเหล่าภูมี ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม นำหลานชายชื่อนายภพ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.จำรัส ศรีหาตา สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายบอล (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ชาวบ้านนาคำกลาง หมู่ 4 ต.นาทราย อ.เมืองนครพนม พร้อมพวกร่วมประมาณ 15 คน โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 69

โดยนายภพผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ตนและเพื่อนประมาณ 7 คน ได้นั่งเล่นเกมส์อยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ปรากฏว่าได้มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์ประมาณ 9 คันผ่านมาและเบิ้ลเครื่องเสียงดัง โดยหนึ่งในนั้นได้ยกสิ่งของคล้ายอาวุธปืนเล็งมาที่กลุ่มตน พร้อมกับเสียงตะโกนเชียร์จากเพื่อนๆว่า “ยิงมันเลยๆ” พวกตนก็เหมือนผึ้งแตกรัง ต่างลุกวิ่งหนีเข้าไปหลบภายในบ้าน โชคดีที่กระสุนขัดลำกล้อง วัยรุ่นกลุ่มนั้นยังไม่สาแก่ใจ ขับรถจักยานยนต์เข้ามาในเขตรั้ว พร้อมกับขว้างก้อนหินปาใส่บ้าน นอกจากมีอาวุธปืนแล้ว ในมือของแต่ละคนยังถือมีดซามูไรและไม้ ก่อนจะทุบทำลายรถจักรยานยนต์ประมาณ 3-4 คันที่จอดอยู่หน้าบ้านพังเสียหาย และยังใช้ไม้ฟาดเจ้าถังสุนัขเพศผู้จนขาหัก ก่อนจะพากันขับออกไป โดยส่งเสียงโวยวายตลอดทาง

จากการสอบถามนายภพ และนายเกมอายุ 17 ปี (นามสมติ) ต่างยืนยันว่าพวกตนไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใคร และไม่รู้จักกับวัยรุ่นกลุ่มนี้ แต่เห็นอยู่ในเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ “โตโน่ภาคินอีกแล้ว” ลงสตอรี่ท้าทายว่า”ถึงเวลาออกมาให้เห็นแล้วเองอยู่ไหน” โดยมีภาพรถจักรยานยนต์แล่นอยู่กลางถนน นอกจากนี้ในเฟซบุ๊กเดียวกัน ยังเผยแพร่ภาพตอนที่เข้าไปบุกบ้านนางสุริยันต์ด้วย รวมทั้งคลิปกล้องวงจรปิดที่แก๊งวัยรุ่นกลุ่มนี้ญกโขยงมาหาเรื่องในหมู่บ้านเป็นหลักฐาน

สำหรับนายบอลหัวโจกแก๊งนี้ เมื่อปลายปี 2566 ได้หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหา “ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” เนื่องจากนายบอลขณะนั้นอายุ 16 ปีได้ร่วมกับเพื่อนอีก 3 คน ประ ดิษฐ์ระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 17 ลูกเพื่อเตรียมไว้ก่อเหตุ ซึ่งครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเพื่อนร่วมแก๊งเป็นเยาวชนได้ 3 คน ส่วนนายบอลหลบหนีการจับกุมไปได้ ครั้งนี้ก็กลับมาตระเวนก่อเหตุ เพื่อแสดงศักดาโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เมื่อทำร้ายคนไม่ได้ ก็พาลหาเรื่องกับสุนัขโดยใช้ไม้ไล่ตีจนขาหัก จึงฝากความหวังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า ครั้งนั้นนายบอลเป็นเยาวชนอายุ 16 ปี แต่ปีนี้อายุ 19 ปีแล้วจะปล่อยให้ลอยนวลหรือไม่

ตระเวน #ปืน #ระเบิด #แก๊ง #เกมส์ #สุนัข #เยาวชน


ฟร้อง เทพ นครพนม รายงาน

“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ

“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ

บรรยากาศการลงพื้นที่ของทีมงานพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย “เคนโด้” กลายเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลีลาการหาเสียงที่ไม่เหมือนใคร แบบ มัน ม่วน คั่ก ถูกใจคนอีสาน โดยเฉพาะการชูจุดเด่นเรื่องนโยบายแก้ปัญหาปากท้องที่เข้าถึงใจชาวบ้าน

ชูนโยบาย “ลดภาระประชาชน” ได้ใจเต็มร้อย จากการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับดีที่สุดคือ มาตรการการจัดการพลังงานที่มีผลต่อชีวิตประจำวันโดยตรง ได้แก่ ค่าไฟฟ้า : มาตรการควบคุมราคาค่าไฟที่ไม่ให้เป็นภาระต่อครัวเรือนจนเกินไป ด้วยนโยบายลดค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย, ก๊าซหุงต้ม : การดูแลราคาก๊าซให้คงที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ทั้งแม่บ้านและพ่อค้าแม่ค้าอาหาร, น้ำมัน : การบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการขนส่งและเกษตรกรรมในพื้นที่ ราคาเดียวเบนซิล-ดีเซล 25 บาท/ลิตร

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ ชาวบ้านหลายรายระบุว่า นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ “โดนใจ” เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพมีความผันผวน การส่งตัวแทนอย่าง “เคนโด้” ลงมาคลุกคลีและรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ว่าเสียงของพวกเขาจะถูกนำไปผลักดันเป็นนโยบายที่ทำได้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ยกระดับโลจิสติกส์ไทย กระทรวงแรงงานปั้นแรงงานฝีมือ ป้อนธุรกิจขนส่ง–การค้าระหว่างประเทศ

ยกระดับโลจิสติกส์ไทย กระทรวงแรงงานปั้นแรงงานฝีมือ ป้อนธุรกิจขนส่ง–การค้าระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ จำนวน 3 รุ่น 150 คน ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์รองรับธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยมีนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกรมฯ ให้การต้อนรับ ณ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เขตบางนา กรุงเทพฯ

นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “กระทรวงแรงงานมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย การมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้ง 3 รุ่นในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการยืนยันถึงความสำเร็จทางการศึกษาเท่านั้น แต่คือการรับรองว่าเรามีแรงงานที่มีมาตรฐาน พร้อมขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากล”

ด้าน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับทักษะ (Upskilling) ให้แก่กำลังแรงงานเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ความสำเร็จของผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้ง 3 รุ่นนี้ เป็นผลพวงจากการหลักสูตรที่เข้มข้น ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่จบไปจะมีทักษะที่ ‘ทำได้จริง’ และ ‘ทำงานได้ทันที’ ตรงตามมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ” นอกจากนี้การได้รับวุฒิบัตรในครั้งนี้ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความก้าวหน้าในสายอาชีพ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตำแหน่งงานในองค์กรชั้นนำ และเสริมสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานด้วยมาตรฐานวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อันจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ทางด้าน นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือ TIFFA นายกสมาคม TIFFA ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า “ผู้ที่ได้รับวุฒิบัตรในวันนี้ ถือเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะเข้าทำงานในบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ ได้ทันที ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ไทยเจ้าภาพจัดศึกซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026

สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย (ASTF) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026 ระหว่างวันที่ 25–30 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ สนามกีฬาซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการนี้ นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ได้ให้การต้อนรับและประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย (Asian Soft Tennis Federation : ASTF) ได้แก่ Mr. Kenji Sato Secretary General, Asian Soft Tennis Federation และ Mr.Nobu Fukasawa General Manager,Asian Soft Tennis Federation

ซึ่งได้เดินทางจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ในวันที่ 25-28 มกราคม 2569 เพื่อประสานงาน ประชุมปรึกษาหารือ และตรวจความพร้อม ทั้งด้านสนามแข่งขัน ที่พักนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการบริหารจัดการและมาตรฐานการจัดการแข่งขัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานระดับนานาชาติของ ASTF

ทั้งนี้ การแข่งขันรายการดังกล่าว จะมีประเทศชั้นนำด้านกีฬาซอฟท์เทนนิสของทวีปเอเชียเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก อาทิ ประเทศญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเกาหลี, ไชนีสไทเป, สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงประเทศสมาชิกจาก ภูมิภาคอาเซียน อีกหลายประเทศ การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการ พัฒนากีฬาซอฟท์เทนนิสของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและการบริหารจัดการกีฬา เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกีฬาซอฟท์เทนนิสในระดับทวีปเอเชียอย่างยั่งยืน

สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชียที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสระดับนานาชาติในครั้งนี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผนึกกำลัง หนุนแนวคิดวิน-วินทุกฝ่าย

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผนึกกำลัง หนุนแนวคิดวิน-วินทุกฝ่ายดันบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นบนดิน เยาวชนได้รับการปกป้อง ผู้บริโภคมั่นใจสินค้าคุณภาพ รัฐคุมเข้มได้-เพิ่มรายได้ภาษี

จากประเด็นร้อนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ออกมาเสนอให้ดึงบุหรี่ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันผิดกฎหมายไทยขึ้นมาอยู่บนดิน และให้มีการเก็บภาษีอย่างถูกต้อง โดยมีแนวทางคือ ควบคุมการนำเข้าและคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขึ้นทะเบียนผู้ขาย ร้านค้าต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง ห้ามขายให้เด็กและเยาวชน ต้องมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ขายให้ผู้เยาว์ และเปลี่ยนส่วยเป็นภาษี นำเงินที่เคยรั่วไหลไปกับส่วย มาเป็นรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “เครือข่ายของเราสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่และไม่ต้องการเห็นเด็กใช้บุหรี่ทุกประเภท แต่เพราะว่ายังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงสูบบุหรี่มวนต่อไป ขณะที่ 91 ประเทศในโลกถือว่าบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายและเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ทำให้คนเลิกบุหรี่มวน และมีสารอันตรายน้อยกว่า ฉะนั้น การแบนบุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ตอบโจทย์ปัญหา อีกทั้ง การพยายามออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ที่เข้มงวด เช่นการขึ้นภาษี ทำให้คนสูบบุหรี่หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันมากขึ้น แต่จำนวนคนสูบบุหรี่กลับลงลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

นายอาสาฯ ยังกล่าวต่อว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่ขายกันใต้ดินมีหลายรสชาติ แต่งกลิ่น แต่งสี เยาวชนก็แอบผู้ปกครองไปซื้อได้ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากและเราคุมอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้น การเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า แทนการห้ามโดยเด็ดขาด เช่น ระบบใบอนุญาตผู้ขาย การกำหนดอายุผู้ซื้อหรือผู้ใช้การควบคุมคุณภาพสินค้าและการผลิต เพื่อป้องกันการแต่งเติมสารเสพติดหรือสารอันตรายที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า นอกจากนี้ ยังช่วยตอบโจทย์เรื่องการต่อยอดการทำเกษตรกรรมยาสูบ โดยสามารถนำส่วนของใบยาสูบที่มาผลิตนิโคตินเหลว ที่สกัดนิโคตินจากใบยามาเป็นน้ำยาใช้ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้าได้

“ถ้าเราสามารถแก้พ.ร.บ.ยาสูบฯ เอาบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเคยอยู่ใต้ดินมาอยู่บนดินได้ พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเหมือนกับบุหรี่มวน ทุกฝ่ายก็จะวินวิน เศรษฐกิจของชาวไร่ยาสูบก็ดีขึ้น ควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนได้ไม่ต่างจากห้ามเยาวชนซื้อบุหรี่มวน รัฐจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ ผู้บริโภคก็จะหันมาบริโภคสินค้าที่ถูกกฎหมาย ขณะเดียวกันก็มีการกำหนดคุณภาพของบุหรี่ไฟฟ้าได้ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้” นายอาสาฯ กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน