วีรกรรมทหารไทย กับต้นแบบรูปปั้นทหารเรือในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละของผู้กล้าในสงคราม ประกอบด้วยรูปปั้นนักรบ ๕ เหล่า ได้แก่ ทหารบก, ทหารเรือ, ทหารอากาศ, ตำรวจสนาม และพลเรือน หล่อด้วยทองแดง ขนาดใหญ่กว่าคนจริงถึง ๒ เท่า ผลงานของกลุ่มศิลปินลูกศิษย์ของ ศาสตรา จารย์ศิลป์ พีระศรี ในบรรดารูปปั้นทั้งหมด รูปปั้น ทหารเรือที่อุ้มระเบิดอยู่ในวงแขน เป็นรูปที่มีที่มาจากบุคคลจริง

หลังสงคราม เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปเยี่ยมทหารเรือที่ต้องสละเรือ ณ ท่าวรดิฐ ได้มีการเล่าเหตุการณ์การรบให้รับฟัง โดย พลทหารสิงห์ นาคมี ได้เล่าเรื่องวีรกรรมของพลทหารชุน แซฉั่ว ทหารประจำเรือหลวงธนบุรี แม้เขาจะไม่ได้เสียชีวิตในยุทธนาวีที่เกาะช้าง แต่ได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญจนเป็นที่กล่าวขานอย่างมาก พร้อมแสดงท่าทางประกอบอย่างทะมัดทะแมง จนมีผู้ถ่ายภาพไว้จำนวนมาก ภาพดังกล่าวได้สร้างความประทับใจแก่ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี และถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบในการปั้นรูปทหารเรือสำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ในวันรบจริง พลทหารชุน แซ่ฉั่ว มีหน้าที่ลำเลียงกระสุนปืนใหญ่ขึ้นสู่ป้อมปืน ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากป้อมปืนขาดกระสุน เรือย่อมตกเป็นเป้าให้ข้าศึกยิงฝ่ายเดียว ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ กระสุนจากเรือรบฝรั่งเศสได้ระเบิดในเรือ สะเก็ดระเบิดตัดแขนขวาของเขาเกือบขาด แม้จะได้รับคำสั่งให้ไปปฐมพยาบาล แต่เขายังคงใช้แขนซ้ายเพียงข้างเดียว ลำเลียงกระสุนขึ้นป้อมปืนอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งข้าศึกถอยทัพ จึงยอมเข้ารับการรักษา
วีรกรรมอันทรหดกล้าหาญนี้ ส่งผลสำคัญต่อชัยชนะในยุทธนาวีเกาะช้าง พลทหารชุน แซ่ฉั่ว จึงได้รับเหรียญกล้าหาญ และเลื่อนยศเป็น พันจ่าเอกชุน แซ่ฉั่ว

นอกจากนี้ ยังมีทหารเรือเชื้อสายจีนอีกหลายคนที่สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในสงครามอินโดจีน เช่น พลทหารเอ่ง แซ่ลิ้ม แห่งเรือหลวงธนบุรี ผู้แม้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการระเบิด ก็ยังนำคำสั่งสุดท้ายของผู้บังคับการไปถึงห้องเครื่อง และช่วยรบต่อจนพิการตลอดชีวิต และพลทหารป๋อไล้ แซ่เฮง แห่งเรือหลวงชลบุรี ผู้ปฏิบัติหน้าที่สังเกตการณ์บนยอดเสากระโดง รายงานการเคลื่อนไหวของข้าศึกจนวินาทีสุดท้าย แม้จะถูกยิงจนเสียชีวิต ก็ยังปลอบใจเพื่อนทหารก่อนสิ้นใจ

ทหารทั้งสามนายล้วนได้รับเหรียญกล้าหาญ เลื่อนยศเป็นพันจ่าเอก และมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าทหารไทยจะมีเชื้อสายใด หากเกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย ก็มีหัวใจไทย รักชาติ และพร้อมสละชีวิตเพื่อประเทศชาติไม่ต่างกัน พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ หากแต่เป็นผู้ที่ยืนหยัดปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิต

#วันทหารผ่านศึก #กองทัพเรือ


นที มีเดช รายงาน

ฝึกฝน พัฒนาศักยภาพ มุ่งสู่การฝึกนักศึกษาวิชาทหารอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และทันสมัย เพื่อสร้างกำลังสำรองที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

ฝึกฝน พัฒนาศักยภาพ – มุ่งสู่การฝึกนักศึกษาวิชาทหารอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย และทันสมัย เพื่อสร้างกำลังสำรองที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นประธานเปิดพิธีการฝึกภาคสนาม นักศึกษาวิชาทหาร (Reserve Officer Training Corps : ROTC) ให้กับนักศึกษาวิชาทหารจากสถานศึกษากว่า 100 โรงเรียน ตามแผนการฝึกประจำปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัย พัฒนาศักยภาพด้านร่างกายและจิตใจ ตลอดจนเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางการทหารขั้นพื้นฐานให้กับนักศึกษาวิชาทหารอย่างเป็นระบบ ณ หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์

การฝึกภาคสนามในครั้งนี้ มุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกตระหนักถึงความสำคัญของการฝึกควบคู่กับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาตนเองและเตรียมความพร้อมเป็นกำลังสำรองของประเทศชาติในอนาคต หน่วยฝึกได้จัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ และครูฝึกที่มีความรู้ความสามารถอย่างเพียงพอ พร้อมบูรณาการการดูแลด้านสาธารณสุข โดยมีทีมแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ดูแลสุขภาพและเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยของนักศึกษาวิชาทหารอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการฝึก เพื่อให้การฝึกเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัยสูงสุด

ในส่วนของเนื้อหาการฝึก ได้กำหนดกิจกรรมที่หลากหลายและครอบคลุมทักษะทางการทหารที่จำเป็น อาทิ การฝึกพรางกำลัง การตรวจการณ์ และการรายงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสังเกต วิเคราะห์สถานการณ์ และถ่ายทอดข้อมูลอย่างถูกต้องรวดเร็ว การเดินทางไกลเข้าพื้นที่ฝึก เพื่อพัฒนาความอดทน ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ ตลอดจนความมีวินัยในการปฏิบัติตามคำสั่ง การฝึกอ่านแผนที่และการใช้เข็มทิศ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการนำทางและการกำหนดทิศทางในพื้นที่ต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกการปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) เพื่อให้นักศึกษาวิชาทหารสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้อย่างถูกต้องในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการฝึกหมู่ ปล. ในการเข้าตี ตั้งรับ ถอนตัว และการพรางบุคคลทำการรบในเวลากลางวัน เพื่อพัฒนาการทำงานเป็นทีม การปฏิบัติภารกิจตามบทบาทหน้าที่ และการเคลื่อนที่อย่างเป็นระบบ ตลอดจนการฝึกบุคคลทำการรบในเวลากลางคืน เพื่อเสริมสร้างความรอบคอบและการควบคุมตนเองภายใต้ทัศนวิสัยจำกัด

มณฑลทหารบกที่ 31 ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการฝึกนักศึกษาวิชาทหารให้มีคุณภาพตามมาตรฐานกองทัพบก ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการฝึก พร้อมบูรณาการการดูแลด้านสาธารณสุขโดยโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 เพื่อพัฒนานักศึกษาวิชาทหาร ให้มีความรู้ ความสามารถ ทันสมัย มีวินัย มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ด่วน!! จนท.ระดมกำลังเร่งดับไฟป่าพบมีคนแอบจุดไฟหาผักหวาน โทษหนักปรับ2ล้าน วันนี้ควบคุมไฟได้แล้ว

ด่วน!! จนท.ระดมกำลังเร่งดับไฟป่าพบมีคนแอบจุดไฟหาผักหวาน โทษหนักปรับ 2 ล้าน วันนี้ควบคุมไฟได้แล้ว

วันนี้ 3 กพ.69 ที่สถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายธีรชาติ เปียประดิษฐ์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า นายพัฒนพันธ์ เจือจันทร์ และหัวหน้าพื้นที่เตรียมการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าชะอำ-บ้านโรง นายพัชระ ทรัพย์เจริญ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง นายศักดิ์นเรนทร์ อยู่สมบูรณ์ หน.สถานีควบคุมไฟป่าแก่งกระจาน (ตอนบน) สถานีควบคุมไฟป่าหนองพลับ-ห้วยสัตว์ใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านห้วยหิน ผู้ใหญ่บ้านไร่เนิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ไฟป่าและเครือข่ายอาสาสมัครดับไฟป่าบ้านโค้งตาบาง เข้าพื้นที่ดับไฟป่าในพื้นที่เตรียมการกำหนดเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าชะอำ-บ้านโรง เนื้อที่ประมาณ 2,000ไร่ ซึ่งมีพื้นที่เขตติดต่อ อ.ชะอำ อ.ท่ายาง เพื่อเร่งเข้าควบคุมสถาน การณ์ไฟป่าที่ลุกลาม หลังได้รับแจ้งจากดาวเทียม Suomi NPP ที่ตรวจพบจุดความร้อน (hotspots)พิกัดที่ 47P 591689 1414459 N ในพื้นที่ม.10 บ้านห้วยหินเพลิง ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

โดยเจ้าหน้าที่ พบไฟป่าลุกไหม้ ในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ก่อนกระจายกำลัง เดินเท้า และรถจักรยานยนต์วิบาก เข้าพื้นที่ใช้อุปกรณ์ดับไฟป่า พร้อมทำแนวกันไฟเพื่อไม่ให้ลุกลาม ตลอดกว่า 8 ชั่วโมง ด้วยความยากลำบาก พื้นที่บางจุดเป็นพื้นที่ลาดชัน เดินเท้าเข้าได้ยาก โดยพบกลุ่มควันพ่วยพุ่ง ลอยไปในอากาศเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้ มี ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อหมู่บ้าน ชุมชน และเมืองท่องเที่ยวหาดชะอำ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบพื้นที่ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ได้รับความเสียหายสะสม ประมาณ 950 ไร่ เบื้องต้นคาดสาเหตุ มีคนมาลักลอบจุดไฟเพื่อหาผักหวานป่า หากผู้ใดฝ่าฝืนเผาป่า มีโทษ จำคุก 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท หรือประชาชนท่านใด มีเบาะแส แจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน พิทักษ์ ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายพัชระ ทระพย์เจริญ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าหุบกะพง เปิดเผยว่า ไฟป่าได้เกิดขึ้นตั้ง แต่เมื่อช่วงเดือน มกราคมที่ผ่านมา ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดับไปป่าไปหลายรอบ โดยหลังจากเจ้าหน้าที่ทำการดับไฟป่าแล้วเสร็จ ก็คาดว่ามีบุคคลลักลอบหาผักหวาน เข้าไปตามจุด ไฟตามหลัง เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นมาอีก จึงอยากประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือชาวบ้าน และประชาชนในพื้นที่ ขออย่าทำการจุดไฟเผาป่า หาผักหวาน เนื่องจากส่งผลกระทบให้ ชุมชนและเมืองท่องเที่ยวมีค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีบทลงโทษที่รุนแรง อีกด้วย


///////บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จังหวัดเพชรบุรี

ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีประดับเครื่องหมายยศแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 79 ย้ำอย่าเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน และภัยคุกคามของชาติบ้านเมือง พร้อมพิทักษ์ปกป้องสถาบัน

ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีประดับเครื่องหมายยศแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 79 ย้ำอย่าเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน และภัยคุกคามของชาติบ้านเมือง พร้อมพิทักษ์ปกป้องสถาบัน

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 15.15 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีประดับเครื่องหมายยศแก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 79 ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 280 นาย ณ ห้องเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธี

โดยมี พล.ต.ท.ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และคณะผู้บังคับบัญชา และมีพล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม พร้อมด้วย พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม, พ.ต.อ.ทรงวุฒิ เจริญวิชยเดช ผกก.สภ.สามพราน ร่วมให้ การต้อนรับผู้บังคับบัญชาและเข้าร่วมในพิธีให้การต้อนรับ

ผบ.ตร. กล่าวให้โอวาทกับนายร้อยตำรวจผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปีการศึกษา 2568 ว่า ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 79 ทุกท่าน ที่สำเร็จการศึกษาและได้รับการแต่งตั้งยศเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรในวันนี้ สถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้ผลิต หล่อหลอม ปลูกฝังจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจให้แก่ทุกท่าน ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญไปสู่การรับราชการตำรวจ จึงขอให้ทุกท่านได้พึงระลึกเสมอว่า ความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่มีต่อตำรวจนั้นสูงมาก การเป็นตำรวจไม่ใช่เพียงแค่การสวมใส่เครื่องแบบอันทรงเกียรติ แต่ทุกท่านจะต้องสำนึกในหน้าที่ของความเป็นตำรวจ ใช้สติปัญญาในการทำงานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยยึดหลักกฎหมาย นิติรัฐ นิติธรรม และหลักการครองตน ครองคน และครองงาน

ตำรวจเป็นอาชีพที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน จึงขอให้ทุกท่านอย่าได้เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และภัยคุกคามของชาติบ้านเมือง ตลอดจนสำนึกในภารกิจการพิทักษ์ปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่ของตนได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีเกียรติและศักดิ์ศรี ให้สมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นความภาคภูมิใจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

“มทบ 32” ระดมจิตอาสาภัยพิบัติ พร้อมรถบรรทุกน้ำ สนับสนุนช่วยระงับเหตุเพลิงไหม้ วัดม่อนปู่สัณฐาน (ปู่ยักษ์) อำเภอเมืองลำปาง ไฟไหม้กุฏิวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี

“มณฑลทหารบกที่ 32 ระดมจิตอาสาภัยพิบัติ พร้อมรถบรรทุกน้ำ สนับสนุนช่วยระงับเหตุเพลิงไหม้ วัดม่อนปู่สัณฐาน (ปู่ยักษ์) อำเภอเมืองลำปาง ไฟไหม้กุฏิวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี “

เมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายใน วัดม่อนปูยักษ์ หรือวัดม่อนสัณฐาน วัดเก่าแก่ในเขตพื้นที่ตำบลพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยเพลิงได้ลุกลามอย่างรุนแรง เผาไหม้ กุฏิไม้เก่าแก่ ซึ่งมีอายุนับร้อยปี ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ เนื่องจากวัดดังกล่าวตั้งอยู่กลางชุมชน มีบ้านเรือนประชาชนล้อมรอบ ทำให้ประชาชนในพื้นที่และผู้ที่สัญจรผ่านถนนหลายสายภายในตัวเมืองลำปาง สามารถมองเห็นกลุ่มควันไฟได้อย่างชัดเจน สร้างความแตกตื่นและหวั่นเกรงว่าไฟจะลุกลามไปยังบ้านเรือนใกล้เคียง

หลังรับแจ้งเหตุ ต่อมา เมื่อเวลา 07.30 น. พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 32/ ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 32 มอบหมายให้ พันเอก พิทยา ราชะพริ้ง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง ฝ่ายทหาร/รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 32 นำกำลังพลพลจิตอาสาภัยพิบัติมณฑลทหารบกที่ 32 สารวัตรทหารมณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมด้วยรถบรรทุกน้ำสำหรับฉีดน้ำ ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง รถดับเพลิงจากเทศบาลนครลำปาง รถดับเพลิงจากพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมถึง เจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างลำปาง ระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ฉีดน้ำสกัดเพลิงอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ลักษณะอาคาร เป็นกุฎิไม้โบราณ กึ่งไม้ กึ่งปูน อายุนับร้อยปี โดยเพลิงไหม้ เกิดบริเวณพระประธานภายในอาคาร สำหรับสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดับเพลิงให้ดับสนิท เพื่อให้กำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติมณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง ฝ่ายทหาร พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และ นายกเทศ มนตรีนครลำปาง อำนวยการในการปฏิบัติการช่วยเหลือประจำ ณ บริเวณวัด ดังกล่าว ด้วย

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านเรือนประชาชน เบื้องต้น ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่กุฏิไม้เก่าแก่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะเกิดเหตุ ชาวบ้านในพื้นที่พยายามติดต่อโทรศัพท์ไปยัง เจ้าอาวาส ซึ่งทราบว่าเป็นพระเพียงรูปเดียวที่จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ โดยเจ้าอาวาสแจ้งว่าอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจนอกพื้นที่ และกำลังเร่งเดินทางกลับวัดเพื่อดูความเสียหาย ท่ามกลางบรรยา กาศสุดสะเทือนใจ เมื่อชาวบ้านบางรายร้องไห้สะอื้นขณะบอกข่าวว่าไฟไหม้วัดจนเกือบหมดแล้ว ทำให้เจ้าอาวาสถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้ตามด้วยความอาลัย

สำหรับ วัดม่อนปูยักษ์ (วัดม่อนสัณฐาน) วัดเก่าแก่ลำปาง อายุ 200 กว่าปี ตั้งอยู่ในชุมชนป่าขาม ตำบลพระพุทธบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ถือเป็นวัดเก่าแก่และมีความสวยงามโดดเด่นแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรม ศิลปะพม่า อันทรงคุณค่า และเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หลังจากควบ คุมเพลิงได้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสาน เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 5 เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุและประเมินความเสียหายต่อไป

ทั้งนี้ ประวัติของ วัดม่อนปู่ยักษ์ ตั้งอยู่ในตำบลพระบาท ชุมชนบ้านป่าขาม 2 อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามแบบพม่า เป็นวัดที่สร้างจากพระธุ ดงค์ชาวพม่า ลักษณะที่ตั้งวัดอยู่บนเนินเขา สูงชันขึ้นไปลำบาก

ลำปางสูญเสียสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์และศาสนสถานอันเก่าแก่ล้ำค่า หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้กุฏิวัดม่อนปู่ยักษ์เสียหายทั้งหมดไปอย่างน่าใจหาย สร้างความเศร้าอาลัยมาสู่ชาวลำปางและชาวพุทธเป็นอย่างมาก วัดม่อนปู่ยักษ์ หรือ วัดม่อนสันฐาน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2442 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในพระอารามแห่งนี้มีศิลปกรรมทั้งที่เป็นแบบพม่าเดิมแท้และตะวันตกประยุกต์ ตั้งอยู่ในชุมชนป่าขาม ตำบลพระพุทธบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ถือเป็นวัดเก่าแก่และมีความสวยงามโดดเด่นแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรม ศิลปะพม่า อันทรงคุณค่า และเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

วัดม่อนปู่ยักษ์ ตั้งอยู่ในตำบลพระบาท ชุมชนบ้านป่าขาม 2 อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามแบบพม่า เป็นวัดที่สร้างจากพระธุดงค์ชาวพม่า ลักษณะที่ตั้งวัดอยู่บนเนินเขา สูงชันขึ้นไปลำบาก จึงเรียกว่า”ม่อน” ตามภาษาพม่า และมีเจ้าอาวาสชาวพม่าที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนธรรมดา ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ม่อนปู่ยักษ์”


นที มีเดช รายงาน

จัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดไฟป่าและหมอกควัน

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยืนยันไม่ได้ห้ามเผาป่า แต่ให้ทำให้ถูกต้องลงทะ เบียนตามระบบ Fire D เผาป่าในเขตป่าชุมชนเพื่อสามารถเก็บเห็ดได้ โดยต้องมีการจัดระเบียบการเผาอย่างเป็นระบบ เพื่อลดหมอกควันไฟป่าที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป


เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยเรื่องการรับมือและแก้ไขปัญหาไฟป่า ว่า ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการประกาศห้ามเผาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2569 ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีช่องทางให้พี่น้องประชาชนบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ และต้องมีการลงทะเบียนในระบบ Fire D อย่างถูกต้องชัดเจนและมีการจัดระเบียบการเผา โดยมีการซอยเป็นแปลงย่อย ในพื้นที่ป่าชุมชนซึ่งเป็นพื้นที่ทำมาหากินของท่าน จะมีวันเวลาให้เผาโดยต้องเช็คสภาพลม สภาพอากาศ และต้องมีการควบคุมไม่ใช่เผาแล้วปล่อยทิ้งให้ลุกลาม นี่คือเป็นการจัดระเบียบซึ่งมีวิธีการและขั้นตอน ก็ขอให้พวกเราทำความเข้าในและทำให้ถูกต้อง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้สภาพอากาศในแม่ฮ่องสอน มีค่า พีเอ็ม 2.5 มากจนเกินไปจนเป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน

แม้ว่าเราจะมีการประกาศห้ามเผาในช่วง 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2569 ถ้ามีการลงระบบไฟดี / Fire D ถือว่าเป็นการเผาโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่คนที่เผาโดยไม่ได้ลงทะเบียน Fire D แล้วทำการเผาถือว่าทำผิดกฎหมาย ประการแรกเราให้ทุกอำเภอทำการจับกุมผู้กระทำผิดเผาป่า และส่งฟ้องศาล อันที่ 2 ทางกระทรวงเกษตรฯ เขาจะตัดสิทธิ์การช่วยเหลือด้านการเกษตร เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ทีนี้การบริหารจัดการเชื้อเพลิงแล้ว แล้วมีการเผาในพื้นที่การเกษตร ระหว่าง 1 กุมภาพันธ์ – 30 มีนาคม 2569 เขาก็จะตัดสิทธิ์เหมือนกัน เขาอยากจะให้เผาหลัง วันที่ 30 มีนาคม ไปแล้ว เพราะว่าในช่วงต้นอากาศมันเข้มข้นจะมีผลมาก เพราะฉะนั้นพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการเผาเชื้อเพลิง ขอให้เผาหลังวันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ในห้วงปีที่ผ่านมา ทางภาครัฐไม่ได้มีการจัดระเบียบและให้ลงทะเบียน Fire D ยิ่งห้ามยิ่งมีการลอบเผา ส่งผลให้ค่าฝุ่นพิษมีค่าสูงนานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก มีผู้ป่วยนับหมื่น ๆ ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล ซึ่งหวังว่าปีนี้หากประชาชนทุกคนให้ความร่วมมืออย่างจริงจังจะสามารถแก้ไขปัญหาหมอกควันพิษอย่างได้ผล ทำให้ประชาชนทั่วไปอาศัยอยู่ได้อย่างสงบสุขและไม่ป่วยเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

กองทัพบก เตรียมจัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า” เนื่องในวันทหารผ่านศึก เชิดชูเกียรติทหารหาญ 46 นาย ผู้เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยของชาติ

กองทัพบกเตรียมจัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า” เนื่องในวันทหารผ่านศึก เชิดชูเกียรติทหารหาญ 46 นาย ผู้เสียสละชีวิตปกป้องอธิปไตยของชาติ

กองทัพบกเตรียมจัดพิธี “สดุดีวีรชนทหารกล้า” จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ในวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพบก เพื่อร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของทหารหาญผู้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมเชิดชูเกียรติและประกาศคุณงามความดีของผู้ที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดินไทย

จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้กำลังพลกองทัพบกซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าด้วยความกล้าหาญและเสียสละ ต้องสูญเสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจทั้งจากการสู้รบ การกระทำของข้าศึก รวมถึงการตรากตรำในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน กองทัพบกจึงได้ดำเนินการขอพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ และการแต่งตั้งยศทหารเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ทหารหาญผู้เสียสละ จำนวนทั้งสิ้น 46 นาย ดังนี้

  1. จ่าสิบเอก ธวัชชัย บุสภา – เป็น พลตรี
  2. จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย – เป็น พลตรี
  3. จ่าสิบเอก อโณทัย ป้องแก้ว – เป็น พลตรี
  4. จ่าสิบเอก อภิรมย์ ทรงพุฒิ – เป็น พลตรี
  5. สิบเอก จิรายุ สิงห์อัน – เป็น พันตรี
  6. สิบเอก นพพล บุญเลิศ – เป็น พันตรี
  7. สิบเอก กฤษฎา น้อยโคตร – เป็น พันตรี
  8. สิบเอก จิรายุส อินทุมาน – เป็น พันตรี
  9. สิบเอก อัมรินทร์ ผาสุข – เป็น พันตรี
  10. สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ – เป็น ร้อยเอก
  11. พลทหาร วรัญชิต ยวงสุวรรณ – เป็น ร้อยตรี
  12. พลทหาร ญาณพัฒน์ โคตรสาขา – เป็น ร้อยตรี
  13. พลทหาร สิรวิชญ์ ภิญโญสุข – เป็น ร้อยตรี
  14. พลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง – เป็น ร้อยตรี
  15. สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง – เป็น ร้อยเอก
  16. จ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต – เป็น พลตรี
  17. จ่าสิบเอก อนันดา อุดร – เป็น พลตรี
  18. จ่าสิบเอก ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง – เป็น พลตรี
  19. จ่าสิบเอก ทวีรัตน์ รัตนบุรี – เป็น พลตรี
  20. จ่าสิบเอก กฤษฎา หาญสุโพธิ์ – เป็น พลตรี
  21. จ่าสิบเอก พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด – เป็น พลตรี
  22. จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน – เป็น พลตรี
  23. จ่าสิบเอก พงศกร นาคทองดี – เป็น พลตรี
  24. จ่าสิบตรี จิรวัฒน์ มุ่งกลาง – เป็น พันโท
  25. สิบเอก ชวกร เดชขุนทด – เป็น พันตรี
  26. สิบเอก พชร แย้มแต่งอ่อน – เป็น พันตรี
  27. สิบเอก อภิสิทธิ์ บุนนาค – เป็น พันตรี
  28. สิบเอก กัมปนาท ทองแสง – เป็น พันตรี
  29. พลทหาร เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย – เป็น ร้อยตรี
  30. พลทหาร วายุ ขวัญเสือ – เป็น ร้อยตรี
  31. พลทหาร ชาญชัย ผดุงโชค – เป็น ร้อยตรี
  32. พลทหาร ธนรัตน์ จันทร์ประทัด – เป็น ร้อยตรี
  33. พลทหาร ธนกร สิงหาชาติ – เป็น ร้อยตรี
  34. พลทหาร กฤตฏิกร สร้อยระย้า – เป็น ร้อยตรี
  35. พลทหาร มุสตากีม มาเจ๊ะมะ – เป็น ร้อยตรี
  36. พลทหาร วสันต์ ขานหัวโทน – เป็น ร้อยตรี
  37. พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา – เป็น ร้อยตรี
  38. พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ – เป็น ร้อยตรี
  39. พลทหาร ปฏิพัทธิ์ ศรประดิษฐ์ – เป็น ร้อยตรี
  40. พลทหาร ทิวตะวัน พลเยี่ยม – เป็น ร้อยตรี
  41. จ่าสิบเอก พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ – เป็น พันโท
  42. จ่าสิบเอก วุธจักร โททอง – เป็น ร้อยโท
  43. สิบเอก พิษณุ ปัญญาบุตร – เป็น จ่าสิบโท
  44. พลทหาร พิทยุตม์ โสดา – เป็น สิบโท
  45. ร้อยโท สุรเดช วิเลิศ – เป็น พันตรี
  46. พลทหาร รัฐภูมิ เทพศิริ

วีรบุรุษทหารกล้าทั้ง 46 นาย จะได้รับการจารึกชื่อบนกำแพงอนุสรณ์กองทัพบก เพื่อเป็นเกียรติประวัติแห่งความกล้าหาญและความเสียสละ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการยกย่องวีรกรรมอันทรงคุณค่าที่จะคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป

ทั้งนี้ กองทัพบกขอเชิญประชาชนร่วมเข้าร่วมพิธีสดุดีวีรชนทหารกล้าฯ ณ กองบัญชาการกองทัพบก ได้ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. เพื่อแสดงความอาลัยและความเคารพต่อทหารหาญผู้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ พร้อมส่งกำลังใจแก่ครอบครัววีรชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเทิดทูนเกียรติยศของผู้กล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

สมาคมอัศวินบูรพาร่วมใจ รับมอบตัดถ่างไฮดรอลิคพร้อมอุปกรณ์กู้ภัยราคา 500,000 บาท เพื่อช่วยชีวิตประชาชนในพื้นที่

สมาคมอัศวินบูรพาร่วมใจ โดยการนำของ นาย ปองพล บัวพาเจริญเจริญ นายกฯกิตติมศักดิ์ และนาย สมชาย แก้วนุ่ม นายกสมาคมอัศวินบูรพาร่วมใจการกุศล ขอขอบคุณ ท่านรอง สันติ ศิริตันหยง รองนายกฯเทศมนตรีนครแหลมฉบังและดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการ คพรต. ตำบลทุ่งสุขลา, ท่าน สท.นเรศ บุญครอง เลขานุการ คพรต. ตำบลทุ่งสุขลา, ท่าน สุวรรณทอง คำภูมี, ท่านวีระพงษ์ ศรีเจริญวงศ์วานศรีเจริญ ประธานชุมชนบ้านชากยายจีน, ท่านเกรียงศักดิ์ พุทธตรัส รองประธานกองทุนพัฒนาไฟฟ้าชลบุรี 1 พร้อมด้วยคณะกรรมการ คพรต.ตำบลทุ่งสุขลา ทุกท่าน และท่าน ปลัดอำเภอศรีราชาทั้ง 3 ท่าน ประกอบด้วย นายพิพัฒน์พ อัมพรเพ็ชร์ ปลัดชำนาญการพิเศษ ว่าที่เรือตรี สินธ์ชัย นิติตุลย์รัฐ ปลัดอำเภอ นาย สุรชัย คำศรี ปลัดอำเภอศรีราชา ร่วมทำการส่งมอบและตรวจรับในครั้งนี้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าบริษัทอาร์เอสเคและเจ้าหน้าที่กองทุนไฟฟ้าอำเภอศรีราชาร่วมเสนอโครงการจัดซื้อเครื่องตัดถ่างไฮดรอลิคพร้อมอุปกรณ์กู้ภัยราคา 500,000 บาท เพื่อช่วยชีวิตประชาชนในพื้นที่ประกาศโดยมอบให้สมาคมอัศวินบูรพารวมใจการกุศล จังหวัดชลบุรี ในครั้งนี้ครับ


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก รายงาน

เดอะโฮปสงขลาไม่ทน โร่พบผู้กำกับการ 9 ตำรวจตระเวนชายแดน หลังพบคดี ด.ต.ทารุณกรรมสุนัขไม่คืบ

สะเดา/สงขลา – เดอะโฮปสงขลาไม่ทน โร่พบผู้กำกับการ 9 ตำรวจตระเวนชายแดน หลังพบคดี ด.ต.ทารุณกรรมสุนัขไม่คืบ อีกทั้งแนวโน้มส่อสุนัขถูกทำร้ายทารุณกรรมเพิ่ม ลั่นตอนนี้พยานแสดงตัวแล้วคดีไม่คืบอีก “กฎหมายมีไว้ทำไมล่ะคะ”

2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ค่ายท่านมุก กองกำกับการ 9 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน นางสมคิด บุหงาชาติ ประธานองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์เดอะโฮปสงขลา (The hope Songkhla) ได้เข้าพบ พันตำรวจเอก เชษฐ์วิทย์ นีระฮิง ผู้กำกับการ 9 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อยื่นหนังสือขอให้สอบสวน กรณีที่มีการร้องเรียนว่า ตำรวจยศ ‘ด.ต.’ ก่อเหตุทารุณกรรมสุนัขที่มีเจ้าของและสุนัขจรจัด ประมาณ 20-30 ตัว โดยมีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบไปแล้ว แต่ในด้านของคดียังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

นางสมคิดฯบอกว่า ก่อนหน้านี้มีประชาชนร้องเรียนไปยังกลุ่มเดอะโฮปสงขลาว่า ในพื้นที่ค่ายท่านมุก มีการวางยาและยิงสุนัขตายระหว่างเดือนมิถุนายน 2568 – ตุลาคม 2568 ประมาณ 20-30 ตัว ผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจ ยศ ด.ต. ซึ่งมีบ้านพักอยู่ในค่ายท่านมุก และเลี้ยงไก่อยู่บริเวณบ้านพัก เกิดความโมโหที่ไก่ของตัวเองถูกสุนัขกัดตาย จึงก่อเหตุดังกล่าว ทั้งนี้สุนัขที่ถูกวาง ยาหรือถูกทำร้ายส่วนหนึ่งเป็นสุนัขจรจัด และส่วนหนึ่งก็เป็นสุนัขที่มีเจ้าของ

ซึ่งทราบข้อมูลจากแหล่งข่าวบอกว่า เคยได้ยิน ด.ต.คนดังกล่าวพูด “ถ้าสุนัขกัดไก่ ก็ต้องมีการตายเกิดขึ้น” หลังจากนั้นก็พบว่า มีสุนัขถูกวางยาและยิงตาย เริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึงปัจจุบัน รวมแล้วกว่า 20-30 ตัว จึงถือว่าเป็นการทารุณกรรม มีความผิดตาม มาตรา 20 พ.ร.บ. ทารุณกรรมสัตว์ฯ และมีความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 157

ก่อนหน้านั้นเราเคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 23 ตุลาคมโดยพบกับผู้กำกับคนก่อน ได้ยื่นเอกสารขอให้ท่านชี้แจงปัญหาการวางยาเบื่อและยิงสุนัขในค่าย ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าอยู่ในระหว่างการหาข้อเท็จจริงเพื่อจะแจ้งให้ทางเดอะโฮปทราบ จนวันที่ 27 มกราคม ได้มีเหตุยิงสุนัขอีกตัวนึง

โดยก่อนหน้านั้นเราไม่ได้รับแจ้งว่าความคืบหน้าในการสอบสวนเป็นอย่างไรในวันนี้เราจึงมาเพื่อนำหนังสือให้ทางผู้กำกับคนใหม่ ให้ท่านได้ชี้แจงว่า ต่อไปนี้เราจะดำเนินการอย่างไรในการแก้ปัญหาสุนัขถูกวางยาหรือยิงในค่ายฯ

สำหรับการแจ้งความในครั้งนี้กับสุนัขซึ่งโดนยิงชื่อ “ข้าวเหนียว” ไม่สามารถระบุคนกระทำได้แต่เหตุการณ์ครั้งที่ผ่านมาประมาณเดือนตุลาคมมีการยิงสุนัขตัวนึง ซึ่งพยานมีความพร้อมแล้วโดยจะมีการแจ้งความเพิ่มเติมและเพิ่มกับเคสล่าสุด ซึ่งเป็นต่างกรรมต่างวาระ โดยทางเดอะโฮปสงขลาจะช่วยเหลือในการแจ้งความ จริงๆ แล้วมันควรที่จะเป็นกรณีเร่งด่วนกับกรณีที่ผ่านมา พอมีความล่าช้าเลยมีผลกระทบต่ออย่างเช่น น้องข้าวเหนียวทำให้เกิดอันตราย เจ้าของต้องเสียเงินในการรักษา ซึ่งเราได้ชี้แจงท่านผู้กำกับให้กับผู้ที่เลี้ยงไก่ในบริเวณนี้ ไม่ให้ไก่ออกมานอกพื้นที่

สำหรับคดีคิดว่าน่าจะมีความคืบหน้าเพราะพยานกล้าแสดงตัวแล้ว โดยก่อนหน้านี้พยานไม่กล้าแสดงตัวเพราะเห็นว่าเป็นหน่วยงานเดียวกัน แต่ ณ วันนี้สุนัขตายและมีจำนวนเยอะมากกว่า 30 ตัว ก็เกิดรวมกันเป็นปึกแผ่นได้แล้ว ที่จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะฉะนั้นการย้ายไม่ใช่การแก้ปัญหา การแก้ปัญหาคือเราต้องเอาคนที่กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ ไม่งั้นจะมีกฎหมายไว้เพื่ออะไร เรามีกฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันการทำทารุณกรรม โทษจำคุก 2 ปีปรับ 4 หมื่น ต่างกรรมต่างวาระ หากยังไม่มีความคืบหน้าเราต้องคิดว่ากฎหมายมีไว้ทำไมล่ะคะ ประธานองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์เดอะโฮปสงขลา ( The hope Songkhla ) บอกทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เดอะโฮปสงขลา ได้แนะนำการแก้ไขปัญหาต้นเหตุของสุนัขจรจัดในพื้นที่ค่ายท่านมุก ที่มีเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ โดยให้จัดโครงการทำหมัน และปล่อยให้มีสุนัขชุมชน เพื่อเป็นกันชนไม่ให้สุนัขจากที่อื่นเข้าไปอยู่อาศัย

นายณุภัทรณีย์ พิทักษ์วง์อรุณ อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขที่ถูกวางยาจนตาย บอกว่าลักษณะการวางยาคือมีการเอาข้าวใส่ถุงคลุกกับไก่ย่างเป็นก้อนๆซึ่งลักษณะแบบนี้จะเป็นทุกเคสที่มีน้องหมาตาย คือจะเห็นแบบนี้ตลอด ซึ่งในวันที่หมาตัวเองตายประมาณ 05.00 น.ก็เห็นคนก่อเหตุเดินมาและลักษณะถุงข้าวก็เป็นแบบเดิม มีน้องหมาที่ตัวเองเลี้ยงไว้ไปกิน ก็คิดว่าน้องออกไปเดินปกติ จนกระทั่งประมาณ 7 โมงก็เรียกน้องเข้าบ้านซึ่งทุกๆตัวเข้าบ้านหมด แต่มีเจ้ากาแฟไม่เข้ามา พอเดินเข้าไปดูก็พบว่าถูกวางยาคือลักษณะเหมือนกับหมาจรตัวอื่นๆที่เคยโดน ส่วนหมาอีกตัวที่เคยเลี้ยงไว้ก็ตายซึ่งลักษณะมีคราบเขียวๆ ที่ปากและก้น จึงเชื่อว่าไม่ได้ตายธรรมดาแต่ตายเพราะถูกวางยา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ตอนนั้นไม่ได้มีการแจ้งความเพียงแค่ร้องเรียนไปทางหน่วยเหนือของกำลังพลนี้ และทราบว่ามีการจัดคณะกรรมการสอบกันภายใน แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในรายรายละเอียด แต่ได้ยินแว่วๆว่าอาจไม่ถูกใจผู้ร้อง “ตอนนี้สื่อในสังคมที่เห็นจะด่าหมา ว่าถ้าหมาไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์วางยา แต่อยากให้ทุกคนหันมามองว่า หมาที่โดนวางยาตายเป็นหมาที่มีเจ้าของ

ซึ่งเคยมีเคสนึงมีหมาซึ่งเป็นของแม่บ้านตำรวจไปกัดไก่เค้า ก็มีการจ่ายค่าเสียหาย แต่กรณีนี้ไม่มีการพูดถึง แต่พอหมาเราไปกัดไก่เค้าพอลงข่าวคนก็มาด่า เรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งไก่เค้าเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย เลี้ยงแบบปล่อย ส่วนหมาเราล่ามไว้หรืออยู่ในกรง พอไก่วิ่งมาหมาก็ไปหยอก และเราก็ได้พูดแล้วว่าหากเป็นหมาเราหรือหมามีเจ้าของให้มาแจ้งเรายินดีชดใช้ค่าเสียหาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาไม่มาแจ้งกลับวางยาหรือแอบยิง ทั้งที่หมาเราไม่ได้ไปกัดไก่เขาเลย รู้สึกเสียใจนะเราเลี้ยงหมาก็รักหมาเรา เขาเลี้ยงไก่ก็เข้าใจว่าเขารักไก่เขา แต่หมาเราไม่มีพฤติกรรมแบบนั้น และบอกเขาแล้วว่าหากเป็นหมาเราก็จะรับผิดชอบ แต่นี่เขากลับวางยาเบื่อแบบสุ่ม วางไปทั่ว นับได้กว่า 20 ตัว บางตัวเราขุดหลุมฝังเองด้วยซ้ำสามารถไปชี้จุดได้เลยว่าฝังตรงไหนบ้าง และแม้ว่าอาจจะไม่เห็นตอนเขาวางยาแต่เมื่อมีหมาตาย ใครๆก็พูดชื่อได้เลยว่าคนนี้เป็นคนทำ นายณุภัทรณีย์ฯบอก

ด้านพันตำรวจเอก เชษฐ์วิทย์ นีระฮิง ผู้กำกับการ 9 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เปิดเผยว่าตนเองในฐานะผู้บังคับบัญชาไม่ได้ปกป้องลูกน้องหรือกำลังพลที่ก่อเหตุ เบื้องต้นจะเรียกผู้สงสัยก่อเหตุมาพูดคุย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก ส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหากมีหลักฐานพยานก็ว่ากันไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังพร้อมที่จะดำเนินการต่างๆเพื่อเป็นการจัดระเบียบสุนัขตามที่เดอะโฮปสงขลาแนะนำต่อไป


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

พบศพหนุ่มชาวรัสเซียถูกฆาตกรรม หั่นร่างแยกชิ้นส่วนฝังดินในไร่มันสำปะหลัง ด้านมารดาเหยื่อเผย หลังลูกชายหายตัวถูกบุคคลปริศนาส่งข้อความข่มขู่เรียกเงินดิจิตอลแลกชีวิต

พบศxหนุ่มชาวรัสเซียถูกฆาxกรรม หั่นร่างแยกชิ้นส่วนฝังดินในไร่มันสำปะหลัง ด้านมารดาเหยื่อเผย หลังลูกชายหายตัวถูกบุคคลปริศนาส่งข้อความข่มขู่เรียกเงินดิจิตอลแลกชีวิต!

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 ก.พ.2569 พ.ต.อ.ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ ได้นับแจ้งพบชิ้นส่วนมนุษย์ถูกฝังดินอยู่ในไร่มันสัมปะหลัง ซอยพัฒนาการ 4 ต.หนองปรือ อ.บาง ละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.ท.ธนา วิเศษชัย รอง ผกก.สส.สภ.หนองปรือ พ.ต.ท.ธัชกร ไชยสิทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ (สบ.3) กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2 นำกำลังตำรวจสืบสวนภาค 2, ตำรวจสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี, ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา, ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา รีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุอยู่ในไร่มันสำปะหลัง มีป่าหญ้าขึ้นรกทึบ ห่างจากถนนประมาณ 50 เมตร พบชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ อาทิ แขน ขา ลำตัว และอวัยวะภายใน ถูกแยกบรรจุใส่ถุงพลาสติกสีดำ และขุดหลุมฝังไว้หลายจุด ส่วนศีรษะถูกพบในป่าไม่ไกลกันนัก นอกจากนี้ยังพบเอกสารผู้ตาย ระบุชื่อคือนายมิคาอิล เยเมลยานอฟ อายุ 29 ปี สัญชาติรัสเซีย รวมถึงเสื้อผ้า สายชาร์จแบตโทรศัพท์ อุปกรณ์เสพกัญชา และกระเป๋า ถูกใส่ถุงดำฝังไว้ใต้ดินเช่นกัน จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ก่อนมอบหมายให้หน่วยกู้ภัยนำชิ้นส่วนมนุษย์ทั้งหมด ส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

ส่วนแนวทางการสืบสวนทราบว่าเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา นางลาซาเรนโก โอลกา อนาโตลเยฟนา อายุ 52 ปี สัญชาติรัสเซีย ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ ให้ช่วยตามหา นายมิคาอิล เยเมลยานอฟ อายุ 29 ปี ลูกชายชาวรัสเซีย ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ซึ่งก่อนที่จะหายตัวลูกชายได้โทรศัพท์มาหาพร้อมกับแจ้งว่าจะไปหา นายยาโรซาฟ เดมิดอฟ อายุ 35 ปี กับนายดมิทรี มาสกาเลฟ อายุ 38 ปี ชาวรัสเซีย ที่จะร่วมลงทุนทำธุรกิจด้วยกัน จากนั้นจึงขาดการติดต่อไป

ในเวลาต่อมานางลาซาเรนโก ได้รับข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Telegram จากบุคคลลึกลับ มาข่มขู่เรียกเงินสกุลเงินดิจิทัลให้ใช้หนี้จำนวน 4 ล้านบาท เพื่อแลกกับความปลอดภัยของลูกชาย และมีการติดต่อเจรจากันอยู่หลายครั้ง กระทั่งมาพบว่า ลูกชายมากลายเป็นศพถูกฆ่าหั่นแยกอวัยวะฝังดิน ในไร่มันสำปะหลังดังกล่าว

จากการตรวจสอบข้อมูลที่พักของนายดมิทรี กับนายยาโรซาฟ 2 ผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ พบว่าเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ทั้งคู่ได้เข้าพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ย่านสุขุมวิท กรุงเทพมหา นคร จึงติดตามไปจับกุมไว้ได้ และอยู่ในระหว่างการควบคุมตัวมาสอบสวน ซึ่งรายละเอียดความคืบหน้าของคดีและแรงจูงใจในการฆาตกรรมในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจะได้นำมาเสนอต่อไป


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคตะวันออก รายงาน