แม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมพิธีรำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า ที่กองบัญชาการกองทัพบก

แม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมพิธีรำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า ที่กองบัญชาการกองทัพบก

พลโท วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ร่วมพิธีรำลึกสดุดีวีรชนทหารกล้า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพบก โดยมี พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธี เพื่อร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของทหารหาญผู้เสียสละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ พร้อมเชิดชูเกียรติและประกาศคุณงามความดีของผู้ที่อุทิศตนเพื่อแผ่นดินไทย

จากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้กำลังพลกองทัพบกซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในแนวหน้าด้วยความกล้าหาญและเสียสละ ต้องสูญเสียชีวิตจากการปฏิบัติภารกิจทั้งจากการสู้รบ การกระทำของข้าศึก รวมถึงการตรากตรำในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน กองทัพบกจึงได้ดำเนินการขอพระราชทานยศเป็นกรณีพิเศษ และการแต่งตั้งยศทหารเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ทหารหาญผู้เสียสละ จำนวนทั้งสิ้น 46 นาย

กองทัพบก ได้จารึกชื่อ วีรบุรุษทหารกล้าทั้ง 46 นาย บนกำแพงอนุสรณ์กองทัพบก เพื่อเป็นเกียรติประวัติแห่งความกล้าหาญและความเสียสละ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการยกย่องวีรกรรมอันทรงคุณค่าที่จะคงอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก #RTA #วันทหารผ่านศึก


พรพิพัฒน์ รายงาน

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาหาดใหญ่ กวาดทองคำกว่า 60 บาท หลบหนี

หาดใหญ่-สงขลา เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาหาดใหญ่ กวาดทองคำกว่า 60 บาท หลบหนี

เกิดเหตุคนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองกลางห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองหาดใหญ่ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ภายในร้านทองบูรพา ซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายเป็นชายรูปร่างเล็ก สวมเสื้อผ้าสีดำ และสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า เดินพุ่งตรงเข้าไปภายในร้านโดยไม่แสดงท่าทีลังเล ก่อนชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่พนักงานและลูกค้าที่อยู่ภายในร้าน จากนั้นใช้ค้อนทุบกระจกตู้โชว์ และกระโดดข้ามเคาน์เตอร์เข้าไปกวาดสร้อยคอทองคำไปได้ประมาณ 3–4 ถาด แล้วอาศัยความชำนาญเส้นทางหลบหนีออกจากห้างไปอย่างรวดเร็ว

ด้านนายวุฒิเดช หนูเอียด ผู้จัดการร้านทองบูรพา เปิดเผยว่า คนร้ายมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี ไม่ได้พูดจาข่มขู่ แต่ใช้ความรวดเร็วในการก่อเหตุ โดยทองที่ถูกชิงไปส่วนใหญ่เป็นสร้อยคอทองคำน้ำหนักเส้นละ 1 บาท จากการประเมินเบื้องต้นร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่าน้ำหนักทองที่สูญหายอาจสูงถึงกว่า 60 บาท หรือไม่น้อยกว่า 50 บาท

นายวุฒิเดช ยังระบุว่า ทางร้านมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นประจำ และติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน รวมถึงมีนโยบายทยอยเก็บทองเส้นใหญ่เข้าตู้เซฟในช่วงเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง แต่คนร้ายยังคงตัดสินใจก่อเหตุอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ คาดว่าได้มาจากการลักขโมยในพื้นที่ตำบลควนมีด อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันเดียวกัน ก่อนที่คนร้ายจะนำรถคันดังกล่าวขี่เดินทางมาก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาหาดใหญ่ ในช่วงเวลา 18.30 น. โดยใช้ระยะเวลาห่างกันประมาณ 2 ชั่วโมง

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน และเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี รวมถึงขยายผลตรวจสอบความเชื่อมโยงของเหตุลักขโมยรถและเหตุชิงทรัพย์ เพื่อเร่งติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่


รองผู้ว่าฯลำพูน เปิดกิจกรรม “เปิดบ้านจักรคำฯ CKK Open House 2025” ภายใต้แนวคิด “จักรคำฯ สร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างอนาคต”

ลำพูน – รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เปิดกิจกรรม “เปิดบ้านจักรคำฯ CKK Open House 2025” ภายใต้แนวคิด “จักรคำฯ สร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างอนาคต”

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. ณ อาคารจักรคำ 115 ปี โรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม เปิดบ้านจักรคำฯ CKK Open House 2025 ปีการศึกษา 2568 ภายใต้แนวคิด “จักรคำฯ สร้างสรรค์ นวัตกรรมสร้างอนาคต” (Chak Kham Inspiring Creativity, Innovation Creating for the Sustainable Future)

การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยภายในงานประกอบด้วย ตลาดหลักสูตร

การจัดนิทรรศการทางวิชาการ การแสดงผลงานและความสามารถของครูและนักเรียน การแข่งขันทักษะวิชาการของทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน รวมถึงการจัดนิทรรศการด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดบ้านจักรคำฯ เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ทางการศึกษา และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ เปิดบ้านต้อนรับคณะนานาชาติ ศึกษาดูงานต้นแบบบริหารจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก

เชียงใหม่ เปิดบ้านต้อนรับคณะนานาชาติ ศึกษาดูงานต้นแบบบริหารจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก

บ่ายวันนี้ (3 ก.พ. 69) นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายสมชาติ วัฒนากล้า รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันให้การต้อนรับและบรรยายสรุป ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงแก่คณะศึกษาดูงานจากประเทศไทย กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศสมาชิกของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APCTT) จำนวน 50 คน ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้นำคณะเดินทางมาศึกษาดูงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการและการบูรณาการทำงานในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการจัดการปัญหาดังกล่าวในระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ

กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน : ผสานเทคโนโลยี นโยบาย และปฏิบัติภาคสนามสู่คุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความร่วมมือ ASEAN และ APCTT” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เพื่อถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกับนานาชาติ มุ่งสู่การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นกลไกหลักในการบูรณาการข้อมูลและการทำงานจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤต ซึ่งศูนย์ฯ ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในการวิเคราะห์สถานการณ์แบบเกือบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมโยงการประสานงานกับทั้ง 25 อำเภอ หน่วยงานส่วนกลาง และจังหวัดใกล้เคียง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

สำหรับข้อมูลความรู้จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาแนวทางและเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคนิคในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ สำหรับการติดตามไฟป่าและมลพิษทางอากาศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับปัญหาหมอกควันและมลพิษข้ามแดนในอนาคตอย่างยั่งยืน


นทิ มีเดช รายงาน

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

จากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในยุทธการยุทธบดินทร์ เมื่อเดือน ก.ค.68 และยุทธการศตวรรษ เมื่อเดือน ธ.ค.68 กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลบางส่วนต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤติ ที่อาจนำไปสู่การได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตได้ในทันที อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้ารับมือกับภัยคุกคามในสมรภูมิด้วยความกล้าหาญยิ่งยวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการ เตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณ สมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาในระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

“สดุดีวีรกรรมของทหารหาญ 3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” เชิดชูเกียรติ ทหารกล้า “ร้อยตรี บิล การินตา”

“สดุดีวีรกรรมของทหารหาญ 3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” เชิดชูเกียรติ ทหารกล้า “ร้อยตรี บิล การินตา”

ทหารผู้ที่ได้รับพระราชทานส้มจากพระหัตถ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือ ร้อยตรี บิล การินตา (ยศปัจจุบัน) ซึ่งผู้หมวดบิล ได้เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2510 ได้เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ สังกัด กองพันทหารม้าที่ 7 ได้ร่วมรบในสมรภูมิ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน และได้ปะทะกับฝ่ายตรงข้าม ถูกยิ่งที่กระดูกสะโพกซ้าย และเชิงกราน แตกทั้งหมด โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำเฮลิคอปเตอร์ไปรับ จากนั้นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลน่าน และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นเวลา 2 ปี ได้เป็นทหารผ่านศึกในมูลนิธิสายใจไทย และกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดโดยมีอาชีพเกษตร กรรม (ซึ่งปัจจุบัน ร้อยตรี บิล การินตา อายุ 80 ปี)

โดยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 กองพลทหารม้าที่ 1 ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือน และมอบเงินสงเคราะห์ ให้กับ ร้อยตรี บิล การินตา อดีตทหาร ผ่านศึกของหน่วย ซึ่งทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่กรณีปราบปราม ผกค. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ณ บ้านพักอาศัย บ้านเลขที่ 207 หมู่ 10 ตำบลน้ำริด อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์

จากนั้น กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 กองพลทหารม้าที่ 1 ได้กระทำพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก และวันรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าสมรภูมิบ้านร่มเกล้าและสมรภูมิอื่นๆ ประจำปี 2569 โดยมี พันเอกวินัย ยาวไทยสงค์ เป็นประธานในพิธี ณ อนุสรณ์สถานผู้กล้าสมรภูมิบ้านร่มเกล้าและสมรภูมิอื่นๆ กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 ค่ายพิชัยดาบหัก ตำบลท่าเสา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


นที มีเดช รายงาน

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

ทบ. เตรียมเสนอขอพระราชทาน “เหรียญกล้าหาญ” แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้กระทำการสู้รบอย่างกล้าหาญอย่างยิ่งยวด เพื่อพิทักษ์อธิปไตยไทย

จากสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา ทั้งในยุทธการยุทธบดินทร์ เมื่อเดือน ก.ค.68 และยุทธการศตวรรษ เมื่อเดือน ธ.ค.68 กำลังพลกองทัพบกที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่ตามคำสั่งจักรพงษ์ภูวนารถ ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และป้องกันการรุกรานจากฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้กำลังพลบางส่วนต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่ท้าทายและวิกฤติ ที่อาจนำไปสู่การได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตได้ในทันที อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณของทหารอาชีพ ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้ารับมือกับภัยคุกคามในสมรภูมิด้วยความกล้าหาญยิ่งยวด โดยไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลกลุ่มดังกล่าว ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น กล้าหาญ และไม่หวาดหวั่นแม้จะมีอันตรายถึงชีวิต จึงมอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินการเตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ปัจจุบันกรมกำลังพลทหารบกอยู่ระหว่างการพิจารณาคุณสมบัติและรายละเอียดการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในแต่ละสมรภูมิเป็นรายบุคคล รวมถึงกำลังพลผู้เสียชีวิต โดยมีคณะกรรมการพิจารณาในระดับกองทัพบกเป็นผู้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติเหรียญกล้าหาญ พ.ศ.2521 ซึ่งหากเสร็จเรียบร้อย จะเร่งดำเนินการส่งรายชื่อกำลังพลทั้งหมด เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาในระดับกองบัญชาการกองทัพไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้กำลังพลรวมถึงครอบครัวของวีรบุรุษทหารกล้าให้ได้รับอย่างสมเกียรติต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุโลก ได้จัดพิธีวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “3 กุมภาพันธ์ วันทหาร ผ่านศึก” เพื่อสดุดี รำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละ และความกล้าหาญของทหารผ่านศึกผู้ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของประเทศชาติ ที่ อนุสาวรีย์วีรไทย ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลเอก ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอก ทรงธรรม จันทร์เหยี่ยว ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ข้าราชการทหาร ตำรวจ ผู้แทนส่วนราชการ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุโลก ทหารผ่านศึก จากทุกกรณีสงคราม และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสงบ เรียบร้อย และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระคุณของผู้เสียสละ

ภายในพิธี ได้จัดกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การเดินขบวนพาเหรดของทหารผ่านศึกจากทุกกรณีสงคราม เพื่อแสดงออกถึงความสามัคคีและเกียรติประวัติแห่งการรับใช้ชาติ การประ กอบพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรไทย เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงผู้ที่เสียสละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติ รวมทั้งพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นการ ยกย่องคุณูปการและความกล้าหาญของทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย โดยมี พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /หัวหน้าแผนกผลิต สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นพิธีกรผู้ดำเนินพิธีฯ

จากนั้น ได้มีการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับ อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและการรำลึกถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

การจัดพิธีวันทหารผ่านศึกในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันสำคัญในการร่วมกันแสดงความเคารพ เทิดทูน และสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของทหารผ่านศึก ตลอดจนเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยให้คงอยู่สืบไป


นที มีเดช รายงาน

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

“3 กุมภาพันธ์ วันทหารผ่านศึก” กองทัพภาคที่ 3 จัดพิธีเชิดชูเกียรติ สดุดีวีรกรรมความกล้าหาญทหารผ่านศึก ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุโลก ได้จัดพิธีวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “3 กุมภาพันธ์ วันทหาร ผ่านศึก” เพื่อสดุดี รำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละ และความกล้าหาญของทหารผ่านศึกผู้ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของประเทศชาติ ที่ อนุสาวรีย์วีรไทย ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลเอก ศิริ ทิวะพันธุ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลเอก ทรง ธรรม จันทร์เหยี่ยว ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3, พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ข้าราชการทหาร, ตำรวจ, ผู้แทนส่วนราชการ, สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตพิษณุ โลก, ทหารผ่านศึก จากทุกกรณีสงคราม และประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่าม กลางบรรยากาศแห่งความสงบ เรียบร้อย และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระคุณของผู้เสียสละ

default

ภายในพิธี ได้จัดกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย การเดินขบวนพาเหรดของทหารผ่านศึกจากทุกกรณีสงคราม เพื่อแสดงออกถึงความสามัคคีและเกียรติประวัติแห่งการรับใช้ชาติ การประ กอบพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรไทย เพื่อแสดงความเคารพและรำลึกถึงผู้ที่เสียสละชีวิตในการปกป้องประเทศชาติ รวมทั้งพิธีเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นการ ยกย่องคุณู ปการและความกล้าหาญของทหารผ่านศึกให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมไทย โดยมี พันเอก เสรี ทองคู่ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 /หัวหน้าแผนกผลิต สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นพิธีกรผู้ดำเนินพิธีฯ

จากนั้น ได้มีการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับ อันเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีและการรำลึกถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน

การจัดพิธีวันทหารผ่านศึกในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันสำคัญในการร่วมกันแสดงความเคารพ เทิดทูน และสืบสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของทหารผ่านศึก ตลอดจนเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรักชาติ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยให้คงอยู่สืบไป


นที มีเดช รายงาน

สสจ.แม่ฮ่องสอน ย้ำ พร้อมดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีไฟไหม้ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนตามหลักวิทยาศาสตร์และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

สสจ.แม่ฮ่องสอน ย้ำ พร้อมดูแลเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีไฟไหม้ ส่วนสา เหตุอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนตามหลักวิทยาศาสตร์และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง


3 ก.พ.69 บ้านดงสงัด ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ลูกๆ ญาติพี่น้องได้เตรียมจัดสถานที่เพื่อรอรับศพของ นายแปะคอย วัย 75 ปี กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องแยกโรค 3 (ความดันลบ) ชั้น 5 ตึกสาละวิน โรงพยาบาลแม่สะเรียง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 04.30 น. และ ได้มีการนำศพผู้เสียชีวิต ไปทำการตรวจชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์ ที่ จ.เชียงใหม่ โดยญาติจะนำศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านดงสงัดในช่วงเย็นของวันนี้ ซึ่งจะเป็นการสวดอภิธรรมวันแรก

นายแพทย์ทศพล ดิษฐ์ศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เปิดเผยกับสื่อ มวล ชนในเบื้องต้นกับเหตุการณ์ไฟไหม้ห้องแยกโรค 2 (ความดันลบ) ชั้น 5 ตึกสาละวิน ของ รพ. แม่สะเรียง ว่า ในเบื้องต้นคาดว่า อาจจะเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ส่วนระบบไฟฟ้าในห้องซึ่งเป็นแผงวงจร หรือ เกิดจากอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งต้องรอผลพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน ในการชี้ชัดว่าต้นเพลิงเกิดจากสาเหตุอะไร

โดยเมื่อวานนี้ สสจ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางประชุมหารือ และ ให้กำลังใจแก่ผู้บริหารและบุคลากรโรงพยาบาลแม่สะเรียง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมรับฟังการดำเนินงานและการบริหารจัดการของโรงพยาบาลในภาพรวม ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้เน้นย้ำการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง การดำเนินงานตามกระบวนการด้วยความรอบ คอบ โปร่งใส และการทบทวนระบบความปลอดภัยของสถานพยาบาล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ผู้รับบริการ และบุคลากรทุกระดับ อย่างไรก็ตาม ทางทีมผู้บริหารยืนยัน ดูแลค่าใช้จ่ายในการจัดการศพให้ทั้งหมด รวมถึงติดต่อพูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิต เพื่อหากระบวนการเยียวยาอย่างเต็มความสามารถ

ในส่วนของครอบครัวผู้เสียชีวิต นายเซ่งโจ่ มุ่งมั่นเพชร (เสื้อดำ) ซึ่งเป็นลูกชาย ที่นอนเฝ้าพ่อในคืนเกิดเหตุ ได้เปิดเผยว่า ได้ยินเสียงพ่อเรียก ตอนนั้นเห็นแค่ไฟไหม้บริเวณช่วงขา แต่ไม่สามารถดับได้ จึงวิ่งออกไปเรียกพยาบาล กลับเข้ามาควันก็คลุ้งเต็มห้องทำอะไรไม่ได้แล้ว

ขณะที่ นางสาวพิมพ์พร มุ่งมั่นเพชร ลูกสาวคนสุดท้อง ก็เล่าถึงเหตุการณ์จากคำบอกเล่าของพี่ชาย ซึ่ง พ่อเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคปอดและเป็นวัณโรคทางหมอจึงให้ไปอาศัยอยู่ห้องแยกโรค ซึ่งอยู่ด้านในสุดของอาคารสาละวิน ชั้น 5 พึ่งนอน รพ.ได้เพียง 1 วัน เท่านั้น ตนเองก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ สงสัยว่า ทำให้โรงพยาบาลถึงไม่มีระบบการแจ้งเตือนเมื่อเกิดไฟไหม้ ในเบื้องต้น ทาง รพ.พร้อมจะดูแลค่าใช้จ่ายและเยียวยาให้กับครอบครัวตนเอง ซึ่งจะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง เมื่อศพของพ่อเดินทางมาถึงในช่วงเย็นของวันนี้



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน