ยังจำได้ไหม? “ไฮเปอร์ลูป” รถไฟความเร็วสูงที่โลกยังไม่กล้านั่ง

ยังจำกันได้ไหม? เมื่อราว 5–6 ปีก่อน คำว่า “ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop)” ดังสนั่นทั่วไทย ถึงขั้นมีคนพูดว่า “ไม่ต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว ใช้ไฮเปอร์ลูปทีเดียวจบ!”

คุยเสียใหญ่โตว่า ไฮเปอร์ลูปจะเปลี่ยนโลกการเดินทางของมนุษยชาติ แต่วันนี้… เงียบกริบ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับไฮเปอร์ลูป?

1. วิวัฒนาการรถไฟความเร็วสูง… “แบบที่ใช้งานได้จริง” กับ “แบบที่ยังอยู่ในฝัน”

รถไฟความเร็วสูงเริ่มต้นจาก “ชินคันเซ็น” ซึ่งคิดค้นโดยวิศวกรญี่ปุ่น เปิดใช้ครั้งแรกในโลกบนเส้นทางกรุงโตเกียว-โอซาก้า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2507 นี่คือเทคโนโลยีที่ “ไม่หวือหวา แต่เชื่อถือได้”

จากชินคันเซ็นตามด้วยแม็กเลฟหรือรถไฟความเร็วสูงแบบแรงแม่เหล็กยก (Magnetic Levitation หรือ Maglev) โดยใช้พลังงานแม่เหล็กยกรถไฟให้ลอยขึ้นเหนือรางและผลักให้วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีการเสียดสีระหว่างล้อกับราง นี่คือเทคโนโลยีที่ “วิ่งไม่ใช้ล้อ บินไม่ใช้ปีก”

จนถึงวันนี้มีการนำแม็กเลฟมาใช้งานจริงเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น นั่นคือเส้นทางเชื่อมระหว่างสนามบินผู่ตง (สนามบินเซี่ยงไฮ้) กับย่านหลงหยางชานเมืองเซี่ยงไฮ้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเปิดใช้งานเมื่อปี 2547 เหตุที่แม็กเลฟไม่เป็นที่นิยมเพราะมีต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาสูงมาก

ต่อจากแม็กเลฟก็มาถึงไฮเปอร์ลูปหรือรถไฟความเร็วสูงวิ่งในท่อ คาดหวังว่าจะวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือเร็วกว่าเครื่องบินพาณิชย์ซึ่งมีความเร็วประมาณ 900 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไฮเปอร์ลูปเป็นการพัฒนาต่อยอดจากแม็กเลฟ พูดได้ว่าให้แม็กเลฟวิ่งในท่อแรงดันต่ำ (เกือบเป็นสุญญากาศ) ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานที่ยานพาหนะซึ่งมีรูปร่างเหมือนแคปซูลทะยานไปข้างหน้าในท่อแรงดันต่ำได้ด้วยความเร็วสูง

2. แล้วไฮเปอร์ลูปหายไปไหน?

จนถึงวันนี้ทั่วโลกยังไม่มีไฮเปอร์ลูปที่เปิดให้ผู้โดยสารได้ใช้งานจริง เพราะติดปัญหาใหญ่หลายข้อ เช่น (1) ต้นทุนค่าก่อสร้างและบำรุงรักษาสูง แต่กลับขนคนได้น้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงทั่วไป (2) ท่อไฮเปอร์ลูปอาจทรุดตัวไม่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้ท่อร้าวหรือแตกหักได้ ถ้าอากาศไหลเข้าสู่ท่ออะไรจะเกิดขึ้น? (3) หากมีแรงสั่นสะเทือนในท่อ จะมีผลต่อการทรง ตัวของแคปซูลบรรทุกผู้โดยสารหรือไม่? (4) ในกรณีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะอพยพผู้โดย สารออกจากแคปซูลและจากท่อได้อย่างไร?(5) ไม่มีห้องน้ำไว้ให้บริการ(6) ผู้โดยสารไม่สามารถชมวิวทิวทัศน์ข้างทางได้

3. แล้วไทยควร “วางท่าที” กับไฮเปอร์ลูปอย่างไร?

บางคนมองว่า ถ้าไม่เริ่มติดตามหรือร่วมวิจัยตั้งแต่ตอนนี้ ไทยอาจตกขบวนเทคโนโลยีอนาคตเหมือนหลายอุตสาหกรรมที่ผ่านมาอีกฝ่ายแย้งว่า ในเมื่อทั้งโลกยังไม่มีใครเปิดใช้งานจริง การเอาเงินภาษีไปผูกกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อาจเป็นความสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นทางสายกลางอาจเป็นไทยควรติดตามและเข้าร่วมการวิจัยในระดับองค์ความรู้ ส่งวิศวกรไปเรียนรู้ ทำ Sandbox ขนาดเล็กในเชิงทดลอง แต่ยังไม่ควรประกาศสร้างเชิงพาณิชย์คำถามคือ แค่นี้พอแล้วหรือยัง หรือเราควร “กล้ากว่านี้” เพื่ออนาคต? แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว ประเทศไม่ได้ต้องการโครงการที่ “เร็วที่สุดในโลก” แต่ต้องการโครงการที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง ไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง

4. สรุป

ในโลกอุดมคติไฮเปอร์ลูปคือเทคโนโลยีที่เร็ว เชื่อมเมืองได้ในพริบตาเดียว แต่ในโลกความจริงไฮเปอร์ลูปเป็นโครงการที่ยังไม่มีการใช้งานจริง ต้นทุนไม่ชัดเจน และยังมีอยู่ความเสี่ยงอยู่มากจึงเกิดคำถามว่า ไฮเปอร์ลูปควรถูกเก็บไว้ในห้องทดลอง หรือควรถูกผลักออกมาสู่แผนพัฒนาประเทศตั้งแต่วันนี้?

และอีกคำถามที่เลี่ยงไม่ได้คือ ถ้าวันหนึ่งมีพรรคการเมืองใดหยิบไฮเปอร์ลูปมาหาเสียง เราควรมองว่านี่คือ “วิสัยทัศน์ระยะยาว” หรือเป็นแค่ “โปรเจกต์ขายฝัน”?

คุณคิดอย่างไร? คอมเมนต์เชิงสร้างสรรค์ได้เต็มที่


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

30 ปี ผ่านไปรถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน”

เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ”

ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้”

คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัยย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าแผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคีระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบินและ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อนความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยงดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นและที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

4. เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ?การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญาถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“พหล ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย” เปิดเวทีปราศรัย ปิดจ็อบเวทีสุดท้ายคนล้นหลาม

จังหวัดลพบุรี – ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรีพรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยสุดท้าย โดยพบประชาชนเดินทางมาฟังเป็นจำนวนมากสนามแทบแตกเก้าอี้ที่เตรียมมาไม่พอเพียง

สำหรับบรรยากาศในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ช่วงโค้งสุดท้ายในพื้นที่จังหวัดลพบุรียังคงคึกคัก โดยพบว่าที่โดมอเนกประสงค์สนามฟุตซอลเทศบาลเมืองบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี นายพหล วรปัญญา ผู้สมัครสังกัดพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 หมายเลข 2 ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อย ซึ่งมีนายวรวงศ์ วรปัญญา ผู้สมัครสังกัดพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 5 เดินทางขึ้นเวทีปราศรัยช่วยหาเสียง ทั้งนี้พบว่ามีประชาชนเดินทางมารับฟังการปราศรัยกันเป็นจำนวนมากทำให้เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้กว่า 6 พันตัวเต็มหมดล้นออกมาด้านนอกถึงแนวถนน จนทำให้ประชาชนที่เดินทางมาทีหลังต้องยินฟังกันอีกหลายร้อยคน โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านหมี่ ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาดูแลในเรื่องของการจราจร การรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักธุระกิจ ผู้นำชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น มาร่วมรับฟังในการปราศรับในครั้งนี้ด้วย

โดยก่อนที่ นายพหล วรปัญญา จะขึ้นเวทีปราศรัย ได้ลงพื้นที่เดินทักทายกับประชาชนด้วยความเป็นกันเอง พร้อมกับแนะนำตัว มอบบัตรนโยบายของพรรคให้ประชาชนได้ศึกษาและรับฟังเรื่องต่าง ๆ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็จะได้นำความเดือดร้อน สิ่งที่ประชาชนต้องการเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้มาช่วยแก้ไข นอกจากนี้ยังขอให้วันลงคะแนนเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ให้กากบัตรเลือกตั้งสีเขียวผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทยในบัตรลงคะแนนสีชมพูกากบัตรลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทย หมายเลข 9
จากนั้นได้ขึ้นเวทีพบกับประชาชนจำนวนมากที่ทยอยเดินทางมารับฟังการปราศรัย ซึ่งมีนาย วรวงศ์ วรปัญญา ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นคนแรกมีประชาชนมามอบดอกไม้และพวงมาลัยเป็นจำนวนมาก จากนั้นพิธีกรได้เชิญ นายพหล วรปัญญา ขึ้นไปบนเวทีได้กอดกับนายวรวงศ์ วรปัญญา ที่เดินทางมาช่วยหาเสียง โดยมีประชาชนจำนวนมากที่อยู่ด้านล่างของเวทีต่าง ๆ แสดงความดีใจ

ทั้งนี้ นายพหล วรปัญญา ได้กล่าวว่าขอฝากเนื้อฝากตัวรับใช้ประชาชนชาวอำเภอบ้านหมี่ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมาตนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลัดดันแก้ไขปัญหาให้กับชาวอำเภอบ้านหมี่ แม้ว่าในช่วงนั้นยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง สำหรับในการเลือกตั้งในครั้งนี้ถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตนเข้าไปเป็น ส.ส.ก็จะได้คนทำงานร่วมกับคนในตระกูลวรปัญญาในสภาผู้แทนราษฎรถึงสองคน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กกต.พบสื่อมวลชน จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ

นครนายก – กกต.พบสื่อมวลชน จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุมโรงแรมจันทรารีสอร์ท ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นางสาวธัญยธรณ์ ชีวะเลิศรัตน์ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดกิจกรรมกกต. พบสื่อมวลชน โครงการบูรณาการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อพัฒนาช่องทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างความร่วมมือและภาคีเครือข่าย

โดยมี ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายก สื่อมวลชนทุกแขนง นักจัดรายการวิทยุทุกสถานีในจังหวัดนครนายกเข้าร่วมในกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงการออกเสียงประชามติและสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้อย่างครอบคลุม และทั่วถึงสู่ประชาชนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เสริมสร้างความร่วมมือกับสื่อมวลชนในพื้นที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติรวมถึงการออกเสียงประชามติ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจในหน้าที่และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านสื่อมวลชนท้องถิ่น

ซึ่งกิจกรรมการพบปะกันครั้งนี้ได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะและแนวทางในการปฏิบัติการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดนครนายกได้เป็นที่เรียบร้อยและถูกต้องปราศจากปัญหาต่างๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

นบ.ยส.24 บูรณาการกำลัง ยึดยาบ้า 3.99 ล้านเม็ด ริมถนนหลัง ม.นครพนม

นบ.ยส.24 บูรณาการกำลัง ยึดยาบ้า 3.99 ล้านเม็ด ริมถนนหลัง ม.นครพนม

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 69 เวลาประมาณ 02.00 น. ส่วนปราบปรามขยายผล กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครพนม (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน /บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) และ ชปข.ที่ 6 ปฏิบัติการสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนม จว.น.พ.

สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบรถยนต์ต้องสงสัยขับลงไปยังบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่ บ.ขามเฒ่า ต.ขามเฒ่า อ.เมืองนครพนม ซึ่งคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังร่วมกับ สภ.บ้านกลาง สภ.เมืองนครพนม และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ

ต่อมาเวลาประมาณ 03.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยตรงตามที่ได้รับแจ้ง บนถนนสายธาตุพนม–นครพนม บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยนครพนม จึงแสดงตัวขอตรวจสอบ แต่รถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางอำเภอธาตุพนม เจ้าหน้าที่จึงประสานหน่วยงานในพื้นที่ทำการสกัดกั้น

กระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. พบรถยนต์ต้องสงสัยถูกจอดทิ้งไว้ริมถนนด้านหลังมหา วิทยา ลัยนครพนม และจากการตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียง ห่างจากจุดพบรถประมาณ 1 กิโลเมตร พบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 10 กระสอบ ถูกโยนทิ้งไว้ข้างทาง ภายในบรรจุ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 3,990,000 เม็ด อย่างไรก็ตาม ไม่พบตัวผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุ

จากการตรวจยึดของกลาง เจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ และนำของกลางทั้งหมดส่ง กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #สภ_เมืองนครพนม #กกล_สุรศักดิ์มนตรี #นครพนม #ปราบปรามยาเสพติด

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรและปิดการฝึกอบรมหลักสูตร(นสต.) รุ่นที่ 15 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันนี้ 30 ม.ค.69 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรและปิดการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจ(นสต.) รุ่นที่ 15 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมี พล.ต.ต.ธีร์ธวัต ธุระกิจ ผบก.ศฝร.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี รอง ผบก.ภ.จว.ในสังกัด ภ.1 พร้อมข้าราชการตำรวจ ณ หอประชุมชั้น 2 ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1


รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก สร้างเสร็จ 3 ปี “ถึงวันนี้… ยังได้แค่มอง”

รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร งานโยธาสร้างเสร็จตั้งแต่กลางปี 2566 แต่ถึงวันนี้… ยังเปิดไม่ได้

ผ่านมาเกือบ 3 ปีเต็ม สิ่งที่ประชาชนทำได้คือ ยืนมองสถานี และเดินทางฝ่ารถติดเหมือนเดิมการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตั้งเป้าเปิดใช้ในปี 2571 แปลว่า ต้องรออีก 2 ปี รอมาแล้ว… ก็ต้อง “ทนรอต่อไป”

1. สร้างเสร็จแล้ว แต่ทำไมยังเปิดไม่ได้?

คำตอบไม่ซับซ้อน เพราะ รฟม.เลือกหาผู้เดินรถโดยการผูกช่วงตะวันออกเข้ากับช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร โดยการประมูลหาเอกชนให้ก่อสร้างช่วงตะวันตกและเดินรถทั้ง 2 ช่วงแต่การประมูลดังกล่าวเกิดปัญหาซับซ้อน (ซึ่งผมเคยเขียนถึงแล้วหลายครั้ง) ผลคือ ช่วงตะวันออกงานโยธาสร้างเสร็จ 100% ช่วงตะวันตกเพิ่งคืบหน้า 22.3% ทั้งที่ความจริงแล้ว หากแยกประมูลผู้เดินรถเฉพาะช่วงตะวันออก วันนี้ประชาชนคงได้นั่งรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกแล้วระยะทาง 22.5 กิโลเมตร ยาวพอ และมีเส้นทางผ่านพื้นที่สำคัญหลายแห่ง คาดว่าจะมีผู้โดยสารแน่น เอกชนสนใจแน่นอน เพราะไม่ใช่โครงการที่เสี่ยงขาดทุนแต่น่าเสียดาย… โอกาสนั้นถูกปล่อยให้ผ่านไป

2. เปิดช้า… ประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน

ประเด็นนี้ ไม่ได้เขียนเพื่อโทษใคร แต่อยากให้เป็นบทเรียนราคาแพง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำกับโครงการอื่นในอนาคตรฟม.ประเมินความเสียหายจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกล่าช้า พบว่า ประเทศมีความเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาทต่อปี จาก 3 ส่วนหลัก

  1. ค่าดูแลโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้ว 495 ล้านบาท/ปี สถานียกระดับ 7 สถานี 103 ล้านบาท/ปี สถานีใต้ดิน 10 สถานี 392 ล้านบาท/ปี สร้างเสร็จแล้ว แต่ต้องจ่ายเงินดูแลโดยที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้
  2. ค่าเสียโอกาสจากค่าโดยสาร 1,764 ล้านบาท/ปี รายได้ที่ควรเกิด… แต่หายไปเพราะยังไม่เปิดใช้
  3. ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 40,644 ล้านบาท/ปี จากการประหยัดเวลาการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายด้านยานพาหนะ และลดมลพิษเดิมที รถไฟฟ้าสายนี้ รฟม.มีแผนจะเปิดในเดือนมีนาคม 2567 แต่แผนใหม่คือ เร็วสุดปี 2571 ล่าช้าไป 4 ปี รวมความเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาทผมไม่ขอถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ แต่อยากให้ทุกฝ่ายจำตัวเลขนี้ให้ขึ้นใจ

3. รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ “เราอยู่ตรงไหนของแผนแม่บท?”

ปัจจุบันรถไฟฟ้าที่เปิดใช้แล้ว 279.84 กิโลเมตร จากแผนแม่บททั้งหมด 553.41 กิโลเมตร คิดเป็น 50.6%หากเปิดสายสีส้มตะวันออกได้ในปี 2571 ระยะทางจะเพิ่มเป็น 302.34 กิโลเมตร (54.6%)หากเปิดสายสีส้มตะวันตกในเดือนกรกฎาคม 2573 เพิ่มเป็น 315.74 กิโลเมตร (57.1%)และหากเปิดสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ในเดือนมีนาคม 2573 รวมเป็น 339.34 กิโลเมตร (61.3%)ทั้งสายสีส้มตะวันตก และสายสีม่วงใต้จะเป็นรถไฟฟ้าที่ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อจากสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ที่เปิดให้บริการไปแล้วในปี 2562โครงข่ายกำลังจะสมบูรณ์ขึ้น แต่คำถามคือ… เราจะได้ใช้ “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่สร้างเสร็จแล้ว” ในปี 2571 จริงหรือไม่?

4. บทเรียนจากรถไฟฟ้าที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่ขาดเงิน ไม่ใช่ขาดผู้โดยสาร แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายและโครงสร้างการประมูลการเปิดใช้ล่าช้า ไม่ได้แค่ทำให้ประชาชนเสียเวลา แต่ทำให้ประเทศเสียเงิน เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่นถ้าไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ รถไฟฟ้าสายต่อไป… อาจไม่ได้ช้าแค่ “4 ปี”

หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

มีสนามบินร้างแต่รัฐจะสร้างเพิ่ม… ทำไม?

ในวันที่บางสนามบินแทบไม่มีเครื่องบินขึ้น-ลง แต่หลายจังหวัดยังเรียกร้องให้รัฐ “สร้างสนามบินใหม่” คำถามจึงไม่ใช่ “จังหวัดไหนอยากมีสนามบิน” แต่คือ “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ?”

1. วันนี้เรามีสนามบินมากแค่ไหน?

ประเทศไทยมีสนามบิน 39 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ดูแล 29 สนามบิน, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดูแล 6 สนามบิน, กองทัพเรือ 1 สนามบิน และบริษัท บางกอกแอร์เวย์ จำกัด (มหาชน) 3 สนามบิน แต่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับคือสนามบินของ ทย. หลายแห่งไม่มีเที่ยวบิน หรือมีน้อยมาก ขณะที่ยังมีการศึกษาเพื่อสร้างสนามบินใหม่เพิ่มอีกหลายจังหวัด

2. จังหวัดแบบไหน “ควรมีสนามบิน”

จริงๆก่อนตัดสินใจสร้างสนามบิน ควรถามให้ครบว่า

  1. มีความต้องการเดินทาง หรือ ดีมานด์จริงหรือไม่?ไม่ใช่แค่คนในจังหวัด แต่รวมถึงจังหวัดข้างเคียง นักท่องเที่ยว และการเดินทางเชิงธุรกิจ
  2. จังหวัดรอบข้างมีสนามบินอยู่แล้วหรือยัง?ถ้าขับรถ 1-2 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินที่ใช้งานดีอยู่แล้ว การสร้างสนามบินใหม่อาจเป็นการซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น
  3. เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ทั้งปีหรือไม่?ไม่ใช่แค่มีสถานที่เที่ยว แต่ต้องมีเหตุผลให้คนบินไปซ้ำๆ ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล
  4. มีสายการบินพร้อมจะบินจริงหรือไม่?สนามบินจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีเครื่องบิน หากไม่มีสายการบินใดเห็นโอกาสเชิงธุรกิจ สนามบินก็เป็นเพียงอาคารว่างเปล่า
  5. คุ้มค่าระยะยาวไหม?เพราะภาระไม่ได้จบแค่วันเปิดสนามบิน แต่ต้องลากยาวไปอีกหลายปีทั้งค่าบำรุงรักษา และค่าบุคลากร

3. ก่อนสร้างสนามบินใหม่ ต้องแก้ “คอขวดดอนเมือง” ให้ได้ก่อน

สนามบินดอนเมืองคือ หัวใจของโลว์คอสต์ เที่ยวบินภายในประเทศเกือบทั้งหมด “เริ่มต้นที่นี่” ปัญหาของดอนเมืองคือ เพิ่มเที่ยวบินไม่ได้ เพราะสนามบินรองรับเต็มศักยภาพแล้ว ถ้าต้นทางติด ปลายทางจะโล่งแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย หากไม่แก้ปัญหาดอนเมือง สนามบินใหม่ในต่างจังหวัดอาจเจอสถานการณ์ “มีสนามบิน แต่ไม่มีเครื่องบินไปลง”และสุดท้าย… ก็อาจกลายเป็น สนามบินร้าง อีกแห่งของประเทศ

4. คนในจังหวัดได้อะไรจากสนามบิน?

ถ้าสนามบินดีจริง คนในจังหวัดต้องเดินทางสะดวกขึ้น มีเที่ยวบินสม่ำเสมอ ราคาจับต้องได้ นักท่องเที่ยวมาแล้วเงินต้องถึงมือคนท้องถิ่น และเกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องแต่ถ้ามีสนามบินแล้วมีเที่ยวบินน้อย ราคาตั๋วแพง คนในจังหวัดไม่ค่อยได้ใช้ ยังต้องไปขึ้นเครื่องที่จังหวัดอื่น แบบนี้ต้องถามตรงๆ ว่า สนามบินสร้างเพื่อใคร?

5. ไม่มีสนามบิน… ก็ไม่ได้แปลว่าล้าหลัง

ถ้าจังหวัดใกล้เคียงมีสนามบินที่ใช้งานดีอยู่แล้ว การ “ใช้ร่วมกัน” อาจคุ้มค่ากว่า ข้อดีของการไม่มีสนามบินในจังหวัด

  1. ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น เสียง การเวนคืน ผลกระทบต่อชุมชนรอบสนามบิน
  2. เอางบไปพัฒนาสิ่งที่จำเป็นกว่า สนามบินหนึ่งแห่งใช้งบประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท งบนี้สามารถสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน ระบบขนส่งสาธารณะ ถนน เหล่านี้ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าสนามบินที่ไม่มีเที่ยวบิน

6. บทสรุป

การมีสนามบินไม่ใช่เครื่องวัดความเจริญ และการไม่มีสนามบิน ไม่ได้แปลว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก่อนจะสร้างสนามบินใหม่อีกแห่ง บางที… ประเทศไทยอาจต้องหยุดถามตัวเองว่า “เราจำเป็นต้องมีสนามบินครบทั้ง 77 จังหวัดจริงหรือ?”คุณมีความเห็นอย่างไรครับ?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผบช.ภ.1 ประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันที่ 30 ม.ค. 69 เวลา 08.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ประธานพิธีฯ, พล.ต.ต. อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร. ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1
พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ้ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.สส.ภ.1, บก.กค.ภ.1 และ บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมพิธีฯ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1


ผบช ภ.1 จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพิเศษ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

ภายใต้การอำนวยการของสนับสนุนอาหารหลักของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 มอบหมายให้พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพิเศษ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ โดยมีข้าราชการตำรวจ สังกัด บก.อก.ภ.1 เข้าร่วม

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.69 เวลา 11.30 น. ภายใต้การอำนวยการสนับสนุนอาหารหลักของ พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 จัดเลี้ยงอาหารกลางวันพิเศษ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.อก.ภ.1 โดยมีข้าราชการตำรวจ สังกัด บก.อก.ภ.1 เข้าร่วมกิจ กรรม ณ สโมสรตำรวจภูธร ภาค 1