ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “Bar 31” บุกจับร้านคาราโอเกะเถื่อน ลวงเด็กหญิง 16 ปีค้ากาม แฉเจ้าของร้านพยายามลวนลามล่วงละเมิดขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “Bar 31” บุกจับร้านคาราโอเกะเถื่อน ลวงเด็กหญิง 16 ปีค้ากาม แฉเจ้าของร้านพยายามลวนลามล่วงละเมิดขอมีเพศสัมพันธ์ด้วย

ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาด ไทย ที่เน้นให้มีการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย มอบหมายให้นาย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต., สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ, นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสํานักอํานวยการกองอาสารักษาดินแดน สั่งการให้นายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกจับร้านคาราโอ เกะ ชื่อ “Zeeds Bar31” ตั้งอยู่ภายในซอยนาเกลือ 12 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

เมื่อเวลา 00.36 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปก ครอง พร้อมด้วยนายอนุศักดิ์ พิรยะอมร นายอำเภอบางละมุง นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการบุกจับร้านคาราโอเกะ ชื่อ “Zeeds Bar31” ภายในซอยนาเกลือ 12 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีการนำเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มาปรนนิบัติลูกค้า ให้กอดจูบลูบคลำ และที่เลวร้ายที่สุดคือการให้เด็กขายบริการทางเพศอย่างเปิดเผย ทำให้การจับกุมครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความโหดร้ายของการค้ามนุษย์และการแสวงหาประโยชน์จากเด็กที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างน่าตกใจ อีกทั้ง เจ้าของร้านซึ่งเป็นสามีภรรยากันมีส่วนรู้เห็นและรับผลประโยชน์จากการค้าประเวณี

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกรมการปกครองได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่าร้านคาราโอเกะดังกล่าว ที่นอกจากจะส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญ เปิดให้บริการยันสว่างแล้ว ยังมีการนำเด็กมาทำงานพิเศษที่เข้าข่ายการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก อย่างชัดเจน โดยเด็กหญิงจะถูกพามาทำงานให้ปรนนิบัติลูกค้า ทั้งการให้ลูกค้ากอดจูบลูบคลำ และนำเด็กไปค้าประเวณี โดยเจ้าของร้านจะได้รับส่วนแบ่งจากการกระทำนี้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าร้านคาราโอเกะแห่งนี้เป็นร้านคาราโอเกะเถื่อน ไม่มีใบอนุญาตให้เปิดสถานบริการ ภายในร้านพบพนักงานหญิงให้บริการจำนวน 5 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 16 ปี จากการสืบสวนพบว่า เจ้าของร้านเป็นคู่สามีภรรยามีพฤติการณ์รู้เห็น และได้รับผลประโยชน์จากการค้าประเวณี

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าของร้านดังกล่าว ในข้อหา

  1. ร่วมกันตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 4 ประกอบ 3 (4) (ข) และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509
  2. ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามมาตรา 28 แห่งพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ประกอบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558
  3. ผู้ใดเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามมาตรา 282 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
  4. แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก (บุคคลผู้มีอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี) โดยการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี ไม่ว่าบุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ด้วยวิธีการฉ้อฉล หลอกลวง หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามมาตรา 6 (2) ประกอบมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551
  5. เป็นธุระจัดหา หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตามตามมาตรา 9 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
  6. ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในสถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการ โดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า ตามมาตรา50(4) แห่ง พรบ.ควบคุ้มแรงงาน พ.ศ.2551

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการช่วยเหลือ ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิง อายุ 16 ปี จำนวน 1 คน โดยจะเข้าสู่กระบวนการกลไกการส่งต่อระดับชาติ หรือ National Referral Mechanism (NRM) ในการคัดกรองคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์โดยทีมสหวิชาชีพ และเข้ารับการคุ้มครองโดย พมจ.ชลบุรีต่อไป ในส่วนของร้านที่กระทำความผิดจะมีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พิจารณาสั่งปิดเป็นเวลา 5 ปี ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 และคำสั่ง คสช.ที่ 46/2559 ต่อไป

นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหา ผู้ประกอบการสถานบันเทิงควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม สถานบริการเป็นสถานที่ต้องห้ามมิให้มีเด็กเข้าไปทำงาน รวมถึงหากพบมีพฤติการณ์แอบแฝงค้าประเวณีเด็กซึ่งเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ จะมีโทษตามกฎหมายสูงมาก ประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ขจัดการค้ามนุษย์ หากพบเห็นเบาะแส หรือการกระทำที่เข้าข่ายค้ามนุษย์ แจ้งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หมายเลขโทรศัพท์ 1567”…

กรมการปกครอง fanpage
รอบพัทยา Ok


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก รายงาน

อำเภอโพนสวรรค์ ปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

นครพนม – อำเภอโพนสวรรค์ ปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของ นายเชิดพันธ์ ผลวิเชียร นายอำเภอโพนสวรรค์(ผอ.ศป.ปส.อ.โพนสวรรค์), นายโกวิท อิ่มเต็ม ปลัดอำเภอ หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง มอบหมายให้ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำกำลังสมาชิก อส. ร้อย.อส.อ.โพนสวรรค์ 7 (ชุดปฏิบัติการพิเศษโพนสวรรค์) ดำเนินการปฏิบัติการ “รวมพลัง รักศรัทธา แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win”

โดยลงพื้นที่รับผิดชอบใต้ร่วมการจับกุม ชายไทย อายุ 53 ปี (จำหน่าย) ซึ่งเป็นราษฏร ม.7 ต.โพนจาน อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม พบของกลาง “ยาบ้า” จำนวน 40 เม็ด โดยแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ พร้อมบันทึกจับกุม นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพนสวรรค์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เพลิงพระกาฬ…เทพข่าวร้อน สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่การส่งเสริมพัฒนาตามวิถีวัฒนธรรมเพื่อการรักษาความมั่นคง ณ อำเภอธาตุพนม และอำเภอเรณูนคร

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่การส่งเสริมพัฒนาตามวิถีวัฒนธรรมเพื่อการรักษาความมั่นคง ณ อำเภอธาตุพนม และอำเภอเรณูนคร

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 -16.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจการขับเคลื่อนและการส่งเสริมพัฒนาตามวิถีวัฒนธรรมเพื่อการรักษาความมั่นคง ณ อำเภอธาตุพนม และอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

เวลา 13.30 นาฬิกา นายปรีชา มณีสร้อย นายอำเภอธาตุพนม ได้ให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ซึ่งนายอำเภอธาตุพนมได้รายงานสรุปกี่จัดงานนมัสการองค์พระธาตุพนม ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ถึงวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 รวมระยะเวลา 9 วัน 9 คืน (ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 ถึง แรม 1 ค่ำ เดือน 3) ณ วัดพระธาตุพนม วรมหาวิหาร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนมที่ผ่านมา ซึ่งในปีนีคณะรัฐมนตรีได้มีมติยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าธาตุพนมเป็นจุดผ่อนปรนพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามแดนของประชาชนชาวไทยและประชาชนจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในการเข้าร่วมงานนมัสการองค์พระธาตุพนม และงานบุญเดือนสามสองฝั่งโขงสามเมือง หลังจากนั้นนำคณะเดินทางเข้านมัสการองค์พระธาตุพนม ซึ่งการที่พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานนมัสการองค์พระธาตุพนมเป็นสืบสานศรัทธา ประเพณีอันดีงาม และสัมผัสบรรยากาศงานบุญใหญ่ที่ยิ่งใหญ่เปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์อันนำมาซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงของชาติผ่านวิถีแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น

เวลา 15.00 นาฬิกา นางรัตนาภรณ์ คงพราหมณ์ นายกเทศมนตรีตำบลเรณูนคร และคณะผู้บริหาร และพนักงาน เทศบาลตำบลเรณูนคร ร่วมให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง พร้อมนำคณะเดินทางเข้านมัสการองค์พระธาตุเรณู ซึ่งเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันจันทร์ และภายในเจดีย์บรรจุพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน เพชรนิลจินดา หน่องา เครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง รวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่ชาวบ้านบริจาค ซึ่งนายกเทศมนตรีตำบลเรณูนครกล่าวถึงการจัดงานนมัสการพระธาตุเรณูนครประจำปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นอำเภอเรณูนครและชาวภูไท ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะการแสดงรำภูไทอันเป็นอัตลักษณ์ของชาวภูไท เรณูนคร โดยนางรำมากกว่า 2,000 คน ตลอดจนมีกิจกรรมเชิญชวนนักท่องเที่ยวสักการะองค์พระธาตุเรณูนคร ซึ่งเป็นพระธาตุประจำวันเกิดวันจันทร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในเดือนสี่ตามจันทรคติ คือประมาณเดือนมีนาคม

โดยพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ ได้กล่าวถึงการรักษาและส่งเสริมวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นย่อมเกิดผลดีต่อประชาชน ชุมชนและประเทศชาติ ซึ่งหากองค์ กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในแต่ละแห่งสามารถที่จะขับเคลื่อนและสนับสนุนงานมิติวัฒนธรรมทางประเพณีหรืองานท้องถิ่นให้เสริมฐานความมั่นคงของชาติเป็นภูมิคุ้มกันทางสังคมและเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในท้องถิ่นนั้น ๆ ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหล่อเลี้ยงผู้คนในพื้นที่ได้ด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อคิดเห็นที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่ความมั่นคงชายแดน ณ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงจังหวัดนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นที่ความมั่นคงชายแดน ณ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงจังหวัดนครพนม

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00-12.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบตามลำน้ำโขงจังหวัดนครพนม

ในการนี้ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผบ.นรข.นาวาเอก ชลทัย รัตนเรือง รอง ผบ.นรข. นาวาเอก สมัคร สมเหมาะหน.ชบ.นรข. นาวาเอก อูนนที มุสิกะนันท์ เสธ.นรข. นาวาเอก แมนรัตน์ บุญสวัสดิ์ ผบ.นรข.เขตนครพนม และคณะผู้บัญชาการ นรข. รวมถึงว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รอง ผวจ.นครพนมพ.ต.อ.สำเนาว์ กรุยกระโทก รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม (ปส.1) ให้การตอนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของ นรข.ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายคุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆตามหลักมนุษยธรรมในพื้นที่ความรับผิดชอบเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงรวมทั้งสนับสนุนกำลังทางบกในการรักษาความมั่นคงและการป้องกันประเทศซึ่งซึ่งมีระยะทางน้ำรวม 928 กิโลเมตรและการวางกำลังในพื้นที่รับผิดชอบตั้งแต่อำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี

โดยในส่วน นรข.เขตนครพนมที่รับผิดชอบพื้นที่ 252 กิโลเมตรตั้งแต่ สน. เรือบ้านแพง สน. เรือนครพนมสน. เรือธาตุพนม และสน. เรือมุกดาหาร ซึ่งมีสภาพความพร้อมของยุทโธปกรณ์ เช่นเรือ รตล.แบบเก่าจำนวน 2 ลำเรือ รตล.แบบใหม่จำนวน 7 ลำ และเรือ จล.จำนวน 17 ลำ สำหรับรองรับภัยคุกคามรูปแบบเดิมทั้งปัญหาเส้นเขตแดนและเกาะดอนในพื้นที่รับผิดชอบ เช่น เขตแดนตามอนุสัญญาวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ 2469 (ค.ศ 1926) อาทิบริเวณที่ไม่มีเกาะให้ใช้ร่องน้ำลึกของแม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดนหรือบริเวณที่มีเกาะให้ใช้ร่องน้ำที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุดเป็นเส้นเขตแดนหรือหากร่องน้ำที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุดนั้นเกิดจากการตื้นเขิน ให้ร้องต่อข้าหลวงใหญ่ เป็นต้น ตลอดจนการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในพื้นที่ เช่นสถานการณ์ยาเสพติด ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองและการค้ามนุษย์ ปัญหาการลักลอบส่งสินค้าหนีภาษี ปัญหาแก๊งค์ call center หรือสแกมเมอร์ซึ่งจะต้องบูรณาการร่วมกันของฝ่ายทหารและฝ่ายตำรวจด้วยความระมัดระวังและปราบปรามอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ การขาดเครื่องมืออุปกรณ์โดยเฉพาะเครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการตรวจจับในเวลากลางคืนถือว่ามีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงตามแนวชายแดนได้เป็นอย่างดียิ่ง และในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติการของหน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่เพื่อการลาดตระเวนตรวจตราและตรวจจับซุ่มจับผู้กระทำการผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักรไทยในยามวิกาล

โดยพลเอก สวัสดิ์ ทัศนาประธานคณะกรรมาธิการได้กล่าวถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของ นรข.และฝ่ายตำรวจในพื้นที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเครื่องมือยุทธปกรณ์ทางเทค โนโลยีที่ทันสมัยและเพียงพอในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนซึ่งคณะกรรมาธิ การรับที่จะนำไปพิจารณาตามกรอบอำนาจหน้าที่เพื่อให้การรักษาความมั่นคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

หลังจากนั้น ผู้บัญชาการ นรข.ได้นำประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทางลงเรือตรวจการจำนวน 4 ลำเพื่อตรวจตราตามริมน้ำโขงตลอดแนวชายแดนในช่วงเขตเทศบาลเมืองนครพนมไปจนถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 เพื่อดูการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงเขตนครพนม พร้อมกันนี้ได้รับฟังบรรยายสรุปณบริเวณท่าเทียบเรือของนรข.ด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อเสนอแนะของหน่วยไปประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบของกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ประชุมทวิภาคีร่วมกับนายด่านพาสีสากลขัวมิตรภาพ 3 สปป.ลาว

กมธ.การทหารฯ ประชุมทวิภาคีร่วมกับนายด่านพาสีสากลขัวมิตรภาพ 3 สปป.ลาว

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.40 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ, ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ โดยนางชนัยพร พูนน้อย นายด่านศุลกากรนครพนมนายอังกูร อังคะเจริญ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร นายเฉลิมพล คุณประทุม หัวหน้าฝ่ายควบคุมและตรวจสอบ พร้อมด้วยพันตำรวจเอก ชัชชัย สำเนียง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม ได้นำคณะร่วมประชุมทวิภาคีร่วมกับท่านบุนทะนงสัก เทพารัก หัวหน้าด่านพาสีสากลขัวมิตรภาพ 3 แห่งแขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ในการนี้ ท่านบุนทะนงสัก เทพารัก หน.ด่านภาสีสากลขัวมิตรภาพ 3, ท่านเพ็ดสะหมอน ยด ลือไร รอง.หน.ฯ, ท่านบุญประสง พอนธิดา หน.หน่วยงานพาหนะและผู้โดยสาร, ท่านประสมพอน ผาลีสอน หน.หน่วยงานสางและตรวจตราสินค้า พร้อมเจ้าหน้าที่ด่านให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทาง

โดยที่ประชุมได้มีการพูดคุยหารือเกี่ยวกับการข้ามแดนของทั้งสองประเทศ ณ ด่านพรมแดนสภามิตรภาพไทยลาวแห่งที่ 3 และด่านอื่นของพื้นที่จังหวัดนครพนมและเมืองท่าแขกหรือเมืองอื่นของ สปป.ลาว ใจความสำคัญสรุปว่าทางฝั่งลาวมีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการตรวจตราสินค้าและประชาชนของทั้งสองประเทศและประเทศที่สามที่เดินทางข้ามไปมาระหว่างกัน ซึ่ง สปป.ลาวมีความเชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวในการอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วตลอดจนมีการจัดกิจกรรมร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวอยู่เสมอเพื่อเป็นการกระชับและสร้างความคุ้นเคยเพื่อที่จะส่งผลต่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศสูงสุดทั้งเรื่องความมั่นคง การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ การตรวจตราสิ่งผิดกฎหมายหรือบุคคลที่ผิดกฎหมายลักลอบไปมาระหว่างกันจะมีการแจ้งระหว่างกันเป็นระยะและอย่างรวดเร็ว

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐวุฒิสภา ได้กล่าวขอบคุณท่านบุนทะนงสัก เทพารักหัวหน้าคณะฝั่งลาวที่ให้การต้อนรับและร่วมประชุมให้ข้อมูลความมั่นคงและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระหว่างกัน พร้อมกันนี้หัวหน้าคณะผู้แทนลาวได้นำประธานคณะกรรมาธิการเยี่ยมชมด่านพาสีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

ต่อจากนั้น ประธานคณะกรรมาธิการและคณะได้เดินทางไปยังแขวงคำม่วนเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และเข้านมัสการพระธาตุ ณ วัดพระธาตุศรีโคตะบองด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลการประชุมทวิภาคีดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน ณ ด่านศุลกากรนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน ณ ด่านศุลกากรนครพนม

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00-14.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ ด่านศุลกากรจังหวัดนครพนม

โดยมีนางชนัยพร พูนน้อย นายด่านศุลกากรนครพนม, นายอังกูร อังคะเจริญ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร, นายเฉลิมพล คุณประทุม หัวหน้าฝ่ายควบคุมและตรวจสอบ พร้อมด้วยพันตำรวจเอก ชัชชัย สำเนียง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผิดกฎหมายซึ่งพบว่ายังไม่มีสินค้าที่กระทบความมั่นคงโดยรับทราบสังเกตของสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด ของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 อันดับ 1 ผลไม้สด 8,546 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 44 อันดับ 2 เครื่องดื่มบำรุงกำลัง 3,527 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 18 อันดับ 3 โคกระบือ 3,024 ล้านบาทคิดเป็น ร้อยละ 15 และอันดับ 4 ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 1,105 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าเป็นยอดการส่งออกที่ดีในปี 2569 ถ้านับเฉพาะไตรมาสแรก

ทั้งนี้ นายด่านฯยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าบรรดารถบรรทุกสินค้าทั้งส่งออกและนำเข้าจะมีการสุ่มตรวจสิ่งผิดกฎหมายด้วยเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรตามระบบและมาตรฐานในการตรวจสินค้าของกรมศุลกากรด้วย

ในส่วนของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมได้ข้อมูลสถิติในการเข้าออกของประชาชนทั้ง 2 ฝั่งซึ่งพบว่าในปี 2568 มีสถิติบุคคลเข้าออกผ่านแดนของจุดผ่อนปรนทั้ง 4 จุดที่ใช้ข้ามไปมาระหว่างกันจำนวน 230,110 คนซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มาก สำหรับในปี 2569 ในเดือนมกราคมพบว่ามีการเดินทางเข้าออกผ่านแดน ณ จุดผ่อนปรน 4 จุดของจังหวัดนครพนมระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวอยู่ที่ จำนวน14,897 คน

อย่างไรก็ตาม สถิติการเข้าออกประจำปี 2568 รวมด่านถาวรคือสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 กับท่าเทียบเรือการท่องเที่ยว ซึ่งตม.จังหวัดนครพนมได้ดำเนินการทั้งในเรื่องหนังสือเดินทางและบัตรผ่านแดน มีจำนวน 1,299,447 คนในปี 2568 โดยมีปัญหาและอุปสรรคในการข้ามฝั่งคือถ้าเทียบเรือสถานที่คับแคบในช่วงเทศกาลสำคัญเนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าออกในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้สถานที่พักคอยสำหรับประชาชนของทั้ง 2 ประเทศไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้รับทราบทั้งในแง่ของเรื่องความมั่นคงในการผ่านเข้าออกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศและประเทศที่ 3 รวมถึงเรื่องการขนส่งและนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมายการข้ามแดนที่ผิดกฎหมายอันมีช่องธรรมชาติที่ยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการตรวจบุคคลที่ลักลอบเข้าช่องทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดนด่านถาวรท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดนด่านถาวรท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ จังหวัดนครพนม ดังนี้

เวลา 09.00-10.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทาง เข้าศึกษาความสัมพันธ์พื้นที่ความมั่นคง ณอนุสรณ์สถานบ้านประธานโฮจิมินห์ซึ่งได้รับทราบความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อความมั่นคงและความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามซึ่งจังหวัดนครพนมนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ที่ติดกับชายแดนลาวและเชื่อมไปยังเวียดนามได้สะดวก

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายจากเจ้าหน้าที่ของอนุสรณ์สถานฯ ได้รับทราบว่าความสัมพันธ์ทางการทหารที่แนบแน่นระหว่างฝั่งไทยกับเวียดนามด้วยเช่นกัน ในโอกาสนี้ ประธานคณะกรรมาธิการได้ลงนามในสมุดเยี่ยมอนุสรณ์สถานบ้านท่านประธานโฮจิมินห์และพิพิธภัณฑ์ด้วย

เวลา 10.00-11.30 นาฬิกาได้ประชุมหารือและตรวจเยี่ยมพื้นที่ท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม

ในการนี้ นายอังกูร อังคะเจริญ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากรด่านศุลกากรนครพนม พันตำรวจโท เกียรติคุณ ดวงแก้วสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม และพันตำรวจโท วรพันธ์ อินทร์แผลงสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนาประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ และคณะเดินทาง ซึ่งได้บรรยายสรุปว่าพื้นที่ด่านท่าเทียบเรือตรงนี้ถือว่ามีส่วนสำคัญในการเดินมางข้ามไปมาระหว่างพี่น้องไทย-ลาวทั้งสองฝั่ง ตลอดจนการนำเข้าส่งออกสินค้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ชาวลาวนำมาขายและสั่งซื้อจากเมืองไทย อย่างไรก็ดีข้อจำกัดในด่านท่าเทียบเรือ อาทิ การที่ตรวจคนเข้าเมืองจะมีความเฉพาะกรณีที่ฝ่ายความมั่นคงมองว่าการที่คนไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีหมายจับจะเข้าออกใช้ช่องทางธรรมชาติในการข้ามไปยังฝั่งลาว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายตำรวจมีความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและจับกุมบุคคลดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อนำมาสู่ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บริเวณชายแดนด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบจากหน่วยงานในพื้นที่ไปประกอบการพิจารณาเพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนและเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติในภาพรวมภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 12.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคงชายแดนไทย-ลาว ณ เขตพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านแพง อำบ้านแพง จังหวัดนครพนม

ในการนี้ ว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายสุพรรณ โกศล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแพง และหัวหน้าหรือผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่ได้ประชุมหารือการยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าถ้าเทียบเรืออำเภอบ้านแพงให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลบ้านแพง สรุปได้ดังนี้

  1. การขอยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าเป็นจุดผ่านแดนถาวรท่าเทียบเรืออำเภอบ้านแพงเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 มติที่ประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาการปิดจุดผ่านแดนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ให้ชะลอการยกระดับไว้ก่อนเนื่องจากปริมาณสินค้าไม่มากและการก่อสร้างสะพานแห่งที่ 3 อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของด่านบ้านโพธิ์ไทรได้
  2. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 จังหวัดนครพนมมีประกาศเรื่องเปิดจุดผ่อนปรนการค้าท่าเทียบเรืออำเภอบ้านแพงบ้านโพธิ์ไทรโดยเริ่มตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2555
  3. เมื่อวันที่ 6 ถึง 8 มีนาคม 2556 มติที่ประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมและเจ้าแขวงชายแดนไทยลาวครั้งที่ 9 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบเตรียมความพร้อมยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านโพธิ์ไทรและด่านประเพณีบ้านท่าสะอ้านเป็นด่านสากล
  4. เมื่อวันที่ 26 ถึง วันที่ 28 กันยายน 2560 มติที่ประชุม คณะผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมและเจ้าแขวงชายแดนไทยลาวครั้งที่ 10 ฝ่ายลาวเสนอยกระดับด่านประเพณีบ้านท่าสะอาดขึ้นเป็นด่านท้องถิ่นให้คนลาวและคนไทยสามารถเข้าออกได้
  5. วันที่ 29 มกราคม 2563 กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเห็นตามข้อเสนอที่สภาผู้แทนราษฎรที่จะยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าบ้านโพธิ์ไทรและจุดผ่านแดนถาวรและให้จังหวัดประชุมหรือจัดทำแผนบริหารจัดการเสนอประกอบการพิจารณาจังหวัดนครพนมจึงได้มีการประชุมหรือดังกล่าวในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ศาลากลางจังหวัด
  6. วันที่ 4 มิถุนายน 2561 ได้มีคำสั่งจังหวัดนครพนมที่ 13 08/2567 แต่งตั้วคณะกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนจังหวัดนครพนม
  7. วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 มติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนจังหวัดนครพนมครั้งที่ 1/2567 เห็นว่าจุดผ่อนปรนการค้าอำเภอบ้านแพงบ้านโพธิ์ไทรเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความเหมาะสมด้วยการจัดทำรายงานการศึกษาเพื่อยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าเป็นจุดผ่านแดนถาวร
  8. วันที่ 16 สิงหาคม 2561 มหาวิทยาลัยนครพนมจัดเวทีระดมสมอง ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอบ้านแพงเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทำรายการการศึกษาเพื่อยกระดับจุดอ่อนผลการค้าอำเภอบ้านแพงเป็นจุดผ่านแดนถาวร

โดยคณะกรรมาธิการได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกันว่าการยกระดับเป็นด่านถาวรนั้นจะต้องดูความพร้อมทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวซึ่งจะต้องดำเนินการทั้งในเชิงนโยบายของประ เทศและความพร้อมของท้องถิ่นซึ่งทางฝั่งลาวนั้นจะมีด่าน 3 ลักษณะ คือ ด่านสากล ด่านท้องถิ่น และด่านประเพณีจะมีหลักการว่า 1 แขวงมี 1 ด่านสากล ในส่วนของไทยจะมีด่านถาวรและจุดผ่อนปรน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่ายังมีด่านอีกลักษณะหนึ่งนั่นคือด่านพิเศษที่จะทำให้พื้นที่จุดผ่อนปรนบ้านแพนนี้เป็นจุดผ่อนปรนพิเศษซึ่งถือได้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางออกของการยกระดับจุดผ่อนปรนดังกล่าวด้วย และปัญหาความมั่นคงในบริเวณจุดดังกล่าวถือว่าไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการยกระดับเป็นจุดผ่อนปรนพิเศษหรือตามถาวรในอนาคตหากทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมและเห็นพ้องต้องกันด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นที่ได้จากการประชุมหารือร่วมกับจังหวัดนครพนมและเทศบาลตำบลบ้านแพงรวมถึงส่วนราชการในพื้นที่ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือน รวมถึงภาคธุรกิจ ภาคประชาชนในพื้นที่มาประกอบการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะได้นำเสนอผลักดันหรือดำเนินการอื่นใดตามหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ระหว่างวันที่ 26 มกราคม–7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัยภาคใต้ มอบหมายให้ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี/การเงิน แผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา, ปัตตานี, สงขลา, สตูล, พัทลุง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา รวม 31,500 ชุดๆละ 450 บาท มอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง รายละ 12,000 บาท รวม 25 ราย และมอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท จำนวน 189 ราย รวมงบประมาณกว่า 18.25 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดมหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคใต้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เร่งส่งทีมบรรเทาสาธารณภัย (ทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร) ฝ่ายปฏิบัติการ (ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ) พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัย กู้ชีพยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4) เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในทันที พร้อมระดมสรรพกำลังลำเลียงเครื่องอุปโภค บริโภคและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย มุ่งสู่ภาคใต้เพื่อบรรเทาทุกข์ พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ ควบคู่กับ ฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งประสานหน่วยงานในพื้นที่ และมูลนิธิฯ กัลยาณมิตร ในแต่ละจังหวัดเพื่อในการให้ความช่วยเหลือในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดย แจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย และมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง เป็นต้น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่างๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

อัปเดตข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งช่วยชีวิตรักษาชีวิตสร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือรพ.พญาไท–เปาโล ผนึกกำลัง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ย้กระดับสิทธิประโยชน์สุขภาพแบบครบวงจร

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ผนึกกำลัง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ย้กระดับสิทธิประโยชน์สุขภาพแบบครบวงจร

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาพ” (Health Ecosystem) เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสู่การรักษาที่ได้มาตรฐาน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ด้านสุขภาพให้แก่ลูกค้าอย่างรอบด้าน

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 โดยมี คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล และ คุณเปสลารี ธีระสาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ และสายงานสุขภาพ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ร่วมลงนาม สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพและธุรกิจประกันชีวิต

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ลูกค้าพรูเด็นเชียล ประเทศไทย จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างหลากหลาย อาทิ แพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงป้องกันและการคัดกรองความเสี่ยง แพ็กเกจการรักษาในราคาพิเศษ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการรักษา สามารถเข้ารับบริการผ่านเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำทิศทางการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

ช่องทางปรึกษาออนไลน์ Call Center 1772

#Phyathai Hospital


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน