พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก ม.ศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2567

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2567

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.09 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ อาคารศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, ผู้พิพากษา,bหัวหน้าศาลแขวงนครปฐม, ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11, พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม, นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร, กรรมการสภามหาวิทยาลัย, อธิการบดี, ผู้แทนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม, รองอธิการบดี, คณบดี, ผู้อำนวยการศูนย์/สถาบัน/สำนัก อาจารย์ ข้าราชการ ประธานสภานักศึกษา นักศึกษา ผู้แทนนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้แทนนักเรียนโรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย เฝ้าฯ รับเสด็จ

ในการนี้ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต ปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาบัณฑิต จากคณะมัณฑนศิลป์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาห กรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ คณะโบราณคดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คณะอักษรศาสตร์ และคณะดุริยางคศาสตร์ รวม 3294 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า “บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากมหา วิทยาลัยแล้ว ถือได้ว่าเป็นผู้รู้ ผู้มีความสามารถเพียงพอที่จะออกไปประกอบอาชีพการงาน เพื่อสร้างความสำเร็จแก่ตนเองและส่วนรวมในการทำงานสร้างสรรค์ความสำเร็จและความเจริญนั้น นอกจากจะต้องมุ่งกระทำแต่เฉพาะการงานที่สุจริตและเป็นประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดโทษเสียหาย ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นแล้ว บัณฑิตควรตระหนักด้วยว่า คนเราแม้จะมีความรู้ความสามารถสูง แต่ก็ไม่อาจสร้างความสำเร็จทุกสิ่งได้โดยลำพัง หากต้องได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากผู้อื่นฝ่ายอื่นอย่างพร้อมเพรียงด้วย บัณฑิตจึงต้องมีความเฉลียวฉลาดในการประสานสามัคคี ประสานประโยชน์กับผู้ร่วมงานทุกคนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กิจการงานที่ทำจะได้ดำเนินลุล่วง และสำเร็จผลเป็นประโยชน์ที่แท้ คือเป็นความเจริญมั่นคงแก่ตัวบัณฑิตเอง แก่งานที่ปฏิบัติและแก่ประเทศชาติของเรา”


สนง.ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

กาญจนบุรี ซักซ้อมเข้มกลไก NRM คัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ เสริมประสานงานทุกภาคส่วน

กาญจนบุรี ซักซ้อมเข้มกลไก NRM คัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ เสริมประสานงานทุกภาคส่วน

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 เวลา 13.30 น. ที่กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน 136 อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี นำหัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัด และข้าราชการตำรวจ ภ.จว.กาญจนบุรี เข้าร่วมการซักซ้อมการปฏิบัติงานตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism : NRM)

การซักซ้อมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกผู้เสียหายจากการถูกบังคับใช้แรงงานและการค้ามนุษย์ โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นระบบ

ทั้งนี้ มีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ กอ.รมน., ฝ่ายปกครอง, สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานแรงงานจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดกาญจนบุรี, สำนักงานจัดหางานจังหวัด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 13 และมูลนิธิวันสกาย

การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่เกิดความชำนาญในการปฏิบัติหน้าที่ เข้าใจขั้นตอนการส่งต่อผู้เสียหายตามกลไก NRM อย่างถูกต้อง และเสริมสร้างการประสานงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.


///////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

พล.ร.9 กำหนดมาตรการป้องกันการก่อเหตุกราดยิง (Active Shooting) ในสถานศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายสุรสีห์ เพื่อดูแลความปลอดภัยของบุตรหลานกำลังพล

พล.ร.9 กำหนดมาตรการป้องกันการก่อเหตุกราดยิง (Active Shooting) ในสถานศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายสุรสีห์ เพื่อดูแลความปลอดภัยของบุตรหลานกำลังพล

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ได้มอบหมายให้ พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 เข้าพบ พลตำรวจโท ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อหารือและกำหนดมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัย บุตรหลานของกำลังพลที่เข้ารับการอนุบาลภายในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายสุรสีห์ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน มีการนำเสนอข่าวสารการก่อเหตุกราดยิง (Active Shooting) ในสถานศึกษาและพื้นที่ชุมชนบ่อยครั้ง

ในเวลาต่อมา พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 จึงนำคณะ เสนาธิการกรมทหารราบที่ 29 และ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 29 เข้าพบ พลตำรวจโท ศักดิ์รพี เพรียวพานิช ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อหารือแนวทางในการป้องกันการก่อเหตุกราดยิงในสถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายสุรสีห์ ซึ่ง กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 29 เป็นหน่วยรับผิดชอบ พร้อมทั้งได้นำแนวทางต่าง ๆ มากำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย และกำหนดแผนการซักซ้อมเมื่อเกิดเหตุ โดยมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้ตามขั้นตอน เพื่อป้องกันการก่อเหตุต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อบุตรหลานในสถานศึกษา

ในการนี้ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 มีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของบุตรหลานกำลังพล ซึ่ง กรมทหารราบที่ 29 ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จึงได้เข้าพบ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อหารือและนำแนวทางมากำหนดมาตรป้องกันการก่อเหตุกราดยิง (Active Shooting) และได้เตรียมการจัดชุดวิทยากรมาอบรมให้ความรู้ในโอกาสต่อไป ตามนโยบายและข้อห่วงใยของผู้บังคับบัญชา


///////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

ประชาชน และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ร่วมบริจาคโลหิต ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี

ประชาชน และข้าราชการ เจ้าหน้าที่ร่วมบริจาคโลหิต ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ท่าน ส.ส.อนุชา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมาร่วมให้กำลังใจ กับเหล่ากาชาด และ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี และผู้มาร่วมบริจาคโลหิต กับสภากาชาดไทย ทั้งนี้นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วย นายปราโมทย์ มลคล้ำ สาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวก ดูแล ต้อนรับประชาชน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ/ รัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข ที่มาบริจาคโลหิต ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี ตั้งแต่เวลา 09.00 – 13.00 น. มีผู้ประสงค์มาบริจาคโลหิต จำนวน 114 ราย บริจาคโลหิตได้ จำนวน 103 ราย

พร้อมกันนี้ ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนคร ปฐม/ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครปฐม มอบหมายให้ นางศิริลักษณ์ พึ่งเนียม รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่อำเภอนครชัยศรี เยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ผู้ที่มาร่วมกันบริจาคโลหิต พร้อมเชิญชวนประชาสัมพันธ์ ในการร่วมทำบุญบริจาคอวัยวะให้กับสภา กา ชาดไทย

โดยภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 4 จ.ราชบุรี เป็นหน่วยบริการที่มารับบริจาคโลหิตในครั้งนี้ และได้รับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในการลงทะเบียนตรวจคัดกรองฯ

ทั้งนี้ กลุ่มบ้านใหญ่ใจดีโดยการนำของ ท่าน สส.อนุชา สะสมทรัพย์ และบริษัทห้างร้านภาคเอกชนในพื้นที่ ร่วมสนับสนุนอาหาร และน้ำดื่ม ให้กับผู้ที่มาให้บริการบริจาคโลหิต พร้อมเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

รพ.นครปฐม ร่วมพิธีลงนาม MOU พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะสมองเสื่อม

โรงพยาบาลนครปฐม ร่วมพิธีลงนาม MOU พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะสมองเสื่อม

โดยมี นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีนางดรุณี โพธิ์ศรี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นพ.ดนิษฐ์ เลียวสุธามาศ, นายแพทย์ชำนาญการ เฉพาะทางสาขาประสาทวิทยา ผู้แทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม, นายวิโรจน์ ทองเกลี้ยง หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมสุขภาพ สสจ.นครปฐม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านการบริการสุขภาพและวิชาการ (MOU) พื้นที่ต้นแบบการดูแลภาวะสมองเสื่อม ระหว่างกรมการแพทย์ กับ บริษัทเอไซ (แห่งประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การดูแลสำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะโรคสมองเสื่อม ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว กระทรวงสาธารณสุข ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว อาคาร 1 ชั้น 1 ตึกกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สำนักงานงบประมาณเตรียมช่วยแก้ปัญหาดูแลลิงลพบุรี

จังหวัดลพบุรี – สำนักงานสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานงบประมาณของสภา เดินทางลงพื้นที่ดูการจัดการลิงลพบุรี พร้อมรับฟังปัญหาที่จะได้หาทางให้การช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ให้กับเทศบาลเมืองลพบุรี

นายฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของรัฐสภา พร้อมคณะได้เดินทางมายังสถานอนุบาลสัตว์เทศบาลเมืองลพบุรี ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งมีนายจำเริญ สละชีพ นายกเทศมนตรีเมืองลพบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการควบคุมประชากรลิงลพบุรี ให้การต้อนรับ ก่อนประชุมภายในสถานอนุบาลสัตว์เทศบาลเมืองลพบุรี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในการดำเนินการจัดการควบคุมประชากรลิงลพบุรี รวมทั้งรับฟังข้อขัดข้องและปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการดูแลลิงที่นำมาควบคุมอยู่ของทางเทศบาลเมืองลพบุรี

ทั้งนี้ทางนายกเทศมนตรีเมืองลพบุรีได้ชี้แจงถึงกรณีที่ลิงมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยในเขตเมืองลพบุรี ซึ่งส่งผลให้ลิงกับประชาชนได้รับผลกระทบมาตลอดอาทิในเรื่องเข้าไปในบ้านคน ทำร้ายคนที่เข้ามาซื้อสินค้าในตัวเมือง ทำลายทรัพย์สิน จนทำให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจในเขตเมืองต้องออกไปซื้อบ้าน เปิดร้าน นอกตัวเมือง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจลพบุรีเกือบจะเป็นเมืองร้าง

หลังจากที่ได้มีการบูรณาการระหว่างกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดลพบุรี และเทศบาลเมืองลพบุรี โดยได้ข้อสรุปว่าจะต้องมีการควบคุมประชากรลิงร่วมกันและนำลิงมาควบคุมไว้ในสถานอนุบาลสัตว์เทศบาลเมืองลพบุรี ซึ่งจะต้องมีการแยกกรงระหว่างลิงตึก ลิงศาลพระกาฬ และลิงปรางค์สามยอด ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชกับเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองลพบุรี ได้ดำเนินการดักจับลิงมาดำเนินควบคุมประชาชกร โดยได้มีการนำมาตรวจโรค ทำประวัติ และทำหมัน จากนั้นได้นำมาควบคุมในกรงที่จัดไว้ตามที่ทางกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้กำหนด แต่ก็พบกับปัญหาในเรื่องของค่าอาหารและการดูแลที่ทางเทศบาลเมืองลพบุรีไม่สามารถจัดทำงบประมาณดังกล่าวได้ตามระเบียบของทางราชการ

สำหรับในเรื่องปัญหาระเบียบในการดูแลลิงที่ควบคุมอยู่ที่ทางเทศบาลเมืองลพบุรี ต้องแบกรับนี้ ทางสำนักงบประมาณของรัฐสภาจะนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมที่จะได้หาแนวทางในการให้การช่วยเหลือ ทั้งนี้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่จะให้คนกับลิงลพบุรีสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข จากนั้นนายกเทศมนตรีได้นำคณะเยี่ยมชมกรงที่ควบคุมประชากรลิงอยู่ เพื่อให้คณะได้เห็นถึงการดำเนินการที่ผ่านมาและรับทราบปัญหาที่แท้จริงที่จะได้นำปัญหาไปของบประมาณมาสนับสนุนต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กอ.รมน.จ.ลำพูน ดำเนินโครงการ การกำกับ ติดตาม และประเมินผลโดย กอ.รมน.

กอ.รมน.จังหวัดลำพูน ดำเนินโครงการ การกำกับ ติดตาม และประเมินผลโดย กอ.รมน.

วันที่ 19 ก.พ. 69 เวลา 0900 น. พ.อ. ยุทธพงศ์ กลันทะกะสุวรรณ รอง ผอ.รมน.จังหวัด ล.พ.(ท.) มอบหมายให้ พ.อ. สิงห์ทร เทพมาลัย หน.ชรต.กอ.รมน.จังหวัด ล.พ. ดำเนินโครงการ การกำกับ ติดตาม และประเมินผลโดย กอ.รมน. ภายใต้งานบริหารจัดการขับเคลื่อนแผนงานตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กิจกรรมการฝึกทดสอบแผนปฏิบัติการฯ ระดับตำบล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมการฝึกป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(อัคคีภัย) โดยมี นายอัตรชัย วงศ์ปริยากร นายอำเภอแม่ทา เป็นประธานณ เทศบาลตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โดยผู้เข้ารับการฝีกประกอบด้วย ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ารับการฝึก


นที มีเดช รายงาน

รพ.น่าน ร่วมกับ สถาบันโรคทรวงอกจัดประชุมlสัญจร โครงการ วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases)

น่าน – โรงพยาบาลน่านร่วมเป็นเจ้าภาพ กับ สถาบันโรคทรวงอก จัดประชุมสัญจรวิชาการแพทย์พยาบาล สาขาโรคหัวใจ ในเขตภาคเหนือ 17 จังหวัด เขต 1,2,3 ในโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Disess)” มีบุคลากรทางการแพทย์กว่า 200 คน ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพุทธมณโชติคุณ ชั้น 5 อาคารสิริเวชรักษ์โรงพยาบาลน่าน จังหวัดน่าน

วันนี้ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ณ่ ห้องประชุมพุทธมณโชติคุณ ชั้น 5 อาคารสิริเวชรักษ์โรงพยาบาลน่าน จังหวัดน่าน นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธาน ประชุมlสัญจร โครงการ วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases) พร้อมด้วย นายแพทย์พุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก นายแพทย์สุพจน์ ช่างเอกวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลน่าน แพทย์หญิง นวลนิตย์ ตันติศิริวิทย์ อายุร แพทย์ โรงพยาบาลน่าน นายแพทย์ภูริช สุลัญชุปกร นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม สถาบันโรคทรวงอก

นางสาวณัฐยาน์ ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบ พลัน เป็นปัญหาสาธารณสุข ที่สำคัญในอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของประชาชนไทย กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายแก้ปัญหาโดยการดูแลเป็นระบบเครือข่ายบริการ (Service Plan) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็ว ได้มาตรฐานและทันท่วงที โดยเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพสถานบริการระดับปฐมภูมิทุติยภูมิ ตติยภูมิ และสถาบันเฉพาะทาง ให้มีการส่งต่ออย่างเป็นระบบ กำหนดกรอบและแนวทางปฏิบัติให้โรงพยาบาลแต่ละระดับในการดูแลรักษาผู้ป่วย STEMI ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยกรมการแพทย์ได้ให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต การประชุมครั้งนี้ เป็นการบรรยายทางวิชาการ และอภิปรายกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ ให้ความรู้ด้านวิชาการ การรักษาพยาบาล ผู้ป่วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ให้แก่ แพทย์ พยาบาลและผู้เกี่ยวข้องซึ่งจะเพิ่มพูนทักษะในการดูแล ผู้ป่วย เพื่อลดการเสียชีวิตของผู้ป่วย ACS และให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Thai ACS Registry ได้เป็นอย่างดี ขอแสดงความยินดีกับโรงพยาบาลที่มีผลงานดีเด่น ได้รับโล่รางวัลในวันนี้ และขอขอบคุณผู้บริหารทุกท่าน และผู้เข้าประชุมที่ได้เสียสละเวลา อุทิศกำลังกาย กำลังใจ ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขอขอบคุณคณะทำงานจากสถาบันโรคทรวงอก ผู้แทนจากจังหวัดต่างๆ ที่มาประชุม ณ ที่นี้ ตลอดทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ให้ความร่วมมือในการจัดประชุมเป็นอย่างดี
นายแพทย์ภุชงค์ ชื่นชม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวรายงาน ในนามผู้แทนเขตบริการสุขภาพที่ 1,2,3 โครงการ วิกฤตโรคหัวใจปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases) กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในรูปแบบเครือข่ายบริการสุขภาพ (Service Plan) เครือข่ายละ 4-8 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 13 เครือข่ายบริการ ดูแลประชากรเครือข่ายละ 5-6 ล้านคน เชื่อมโยงสถานบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ และสถาบันเฉพาะทาง โดยการเน้นประสิทธิภาพการรักษาโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุข เพื่อตอบสนองปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศ

กรมการแพทย์ ได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบสาขาโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนไทยในระดับ ต้นๆ เพื่อพัฒนามาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ จึงได้มอบหมายให้สถาบันโรคทรวงอก จัดโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases)” ตั้งแต่ปี 2557 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากร พัฒนาระบบบริการให้ได้มาตรฐาน มีการส่งต่อระบบเครือข่าย จัดอบรมให้ความรู้ ผลิตตำรามาตรฐานการรักษาคู่มือการให้ความรู้เรื่องยา ที่ใช้ในภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง พัฒนาการบริหารจัดการข้อมูลระดับประเทศ (Thai ACS Registry) ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลในสังกัดอื่นๆ เช่น โรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล สังกัดสี่เหล่าทัพ และโรงพยาบาลเอกชน

จากผลการดำเนินงานโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย” สามารถทำให้ผู้ป่วยโรค กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็ว และได้รับการรักษา ที่ได้มาตรฐาน มากขึ้น ในปีงบประมาณ 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน ในปีงบประมาณ 2568 ข้อมูล ณ วันที่1ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 จากโปรแกรมฐานข้อมูล Thai ACS Registry ของสถาบันโรคทรวงอกที่ได้รับมอบหมายจากกรมการแพทย์ ให้ดำเนินงานโครงการวิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย โดยเป็นศูนย์ข้อมูลกลางรวบรวมข้อมูลผู้ป่วย ACS ทั่วประเทศ พบว่ามีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ จำนวน 816 แห่งทั่วประเทศ จำนวนผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 26,069 ราย เป็นข้อมูลที่สมบูรณ์จำนวน 20,358 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วย STEMI 10,107 ราย คิดเป็นร้อยละ 50.30 NSTEMI 9,374 ราย คิดเป็นร้อยละ 46.66 U/A 607ราย คิดเป็นร้อยละ 3.22 ผู้ป่วยได้รับ ยาละลายลิ่มเลือดและเปิดหลอดเลือด (Reperfusion) จำนวน 7,872 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.89 อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาล STEMI คิดเป็นร้อยละ 8.02 และ NSTEMI คิดเป็น ร้อยละ 5.04

ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2569 จึงได้ดำเนินงานโครงการ วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีวัตถุประสงค์ ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ พัฒนาขีดความสามารถและขยายบริการการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจในโรงพยาบาลระดับต่างๆ ตาเครือข่ายบริการ (Service Plan) เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงของผู้ป่วยโรคหัวใจให้รวดเร็วและได้มาตรฐาน ตลอดถึงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านโรคหัวใจระดับประเทศ จึงได้จัดประชุมวิชาการสัญจร เพื่อทบทวนแนวทางการ พัฒนาระบบสุขภาพ สาขาหลอดเลือดหัวใจ และการบันทึกข้อมูลผู้ป่วย ACS (Thai ACS Registry) ให้กับโรงพยาบาลในเขตบริการสุขภาพที่ 1, 2 และ 3 โดยโรงพยาบาลน่านร่วมเป็นเจ้าภาพ การประชุมในวันนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย แพทย์โรคหัวใจ พยาบาล ห้องฉุกเฉิน ห้อง ไอซียู และผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูลผู้ป่วย ACS จากโรงพยาบาลในเขตบริการสุขภาพที่ 1, 2 และ 3 จำนวน 200 คน ซึ่งผู้เข้าประชุมจะได้รับหน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่องสาขาพยาบาลศาสตร์ (CNEU)

นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก เปิดเผยว่า สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบด้านโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชาชนไทย จึงได้จัดโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases)” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ถึงปัจจุบัน เพื่อพัฒนามาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ และการบริหารจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน (ACS) โดยโครงการมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับระบบบริการให้ได้มาตรฐาน การพัฒนาระบบส่งต่อเครือข่าย การอบรมให้ความรู้ และการจัดทำคู่มือมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว พร้อมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางผู้ป่วย ACS ทั่วประเทศ ผ่านโปรแกรม Thai ACS Registry รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และรับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน โดยได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 816 แห่ง

จากผลการดำเนินงานโครงการ วิกฤตโรคหัวใจฯ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้รวดเร็วขึ้น มีระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ และได้รับการรักษา ตามมาตรฐานสากล ในปี พ.ศ. 2568 จากฐานข้อมูล Thai ACS Registry ของสถาบันโรคทรวงอก ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีผู้ป่วย ACS รวมทั้งสิ้น 26,069 ราย เป็นข้อมูลสมบูรณ์ 20,358 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วย STEMI 10,107 ราย (ร้อยละ 50.31), NSTEMI 9,374 ราย (ร้อยละ 46.66) และ UA 607 ราย (ร้อยละ 3.22) ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือด และการเปิดหลอดเลือด (Reperfusion) 7,872 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.89 อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลพบว่า เป็นผู้ป่วย STEMI ร้อยละ 8.02 และ NSTEMI ร้อยละ 5.04

การรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันมีเป้าหมายเพื่อเปิดหลอดเลือดหัวใจให้เร็วที่สุด โดยใช้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการทำหัตถการขยายหลอดเลือดหัวใจ (PCI) เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือขาดเลือดเป็นบริเวณกว้าง วิธีการเหล่านี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะร้ายแรงและภาวะหัวใจล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าผู้ป่วยประมาณร้อยละ 30–50 เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือในสถานพยาบาลที่ไม่สามารถทำ PCI ได้ เนื่องจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ดังนั้น การพัฒนาระบบดูแล

ผู้ป่วยแบบเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (ACS) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเน้นการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว เช่น การอ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การให้การรักษาตามมาตรฐาน การใช้อุปกรณ์ทางการพยาบาลอย่างเหมาะสม รวมถึงการกู้ชีพด้วยการทำ CPR และการใช้เครื่อง AED ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

สถาบันโรคทรวงอก ได้จัดประชุมวิชาการสัญจรในโครงการ “วิกฤตโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วไทย (Save Thais from Heart Diseases)” สำหรับโรงพยาบาลในเขตสุขภาพที่ 1, 2 และ 3 โดยมีโรงพยาบาลน่าน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมแทนทุกเขตในภาคเหนือโดยการประชุมประกอบด้วย การบรรยายทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ อาทิ การดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน (ACS Management) มาตรฐานการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวในรูปแบบสหวิชาชีพ (Heart Failure Management) การพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วย STEMI และการอบรมการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยในระบบ ACS Registry นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ได้แก่ การสาธิตและแสดงวิธีการกู้ชีพขั้นสูง (ACLS Workshop) การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหัวใจ (Sport in Cardiology) เพื่อป้องกันการเสียชีวิตเฉียบพลันขณะออกกำลังกาย รวมถึงมีการสาธิตสวนหัวใจชนิด ASD (ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจ) จำนวน 3 ราย และ PFO ผนังกั้นหัวใจบนซ้ายบนขวามีรูรั่วขนาดเล็กๆ จำนวน 2 ราย โดยได้รับความร่วมมือจากแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลน่าน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดกิจกรรมจิตอาสาทำแนวกันไฟรอบพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ “ปลุกพลัง สร้างแนวกันไฟ ฟ้าใสไร้ฝุ่นควัน” ประจำปี 2569

แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เปิดกิจกรรมจิตอาสาทำแนวกันไฟรอบพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ “ปลุกพลัง สร้างแนวกันไฟ ฟ้าใสไร้ฝุ่นควัน” ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัม พันธ์จิตอาสาทำแนวกันไฟรอบพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ภายใต้แนวคิด “ปลุกพลัง สร้างแนวกันไฟ ฟ้าใสไร้ฝุ่นควัน” ประจำปี 2569 โดยมี พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ แม่ทัพน้อยที่ 3/รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและ ฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า พร้อมด้วย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่, นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพลจิตอาสา และประชาชนจิตอาสาจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง ที่ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ พระที่นั่ง พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่สถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ได้กำหนดเขตพื้นที่ป้องกันไฟป่าเป็นพิเศษในรัศมี 1 กิโลเมตร รอบพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เพื่อไม่ให้เกิดไฟป่าในพื้นที่อย่างเด็ดขาด ซึ่งการดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันจัดทำแนวกันไฟ สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันสร้างท้องฟ้าที่ใสสะอาดและคุณภาพอากาศที่ดีให้กับจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

เมียนมาส่อยึดคืนฐานตามแนวชายแดนติดไทย

พบทหารเมียนมาเคลื่อนไหวกำลังผิดปกติด้านดอยสามเมือง หวั่นเปิดเกมรุกยึดคืนฐานที่มั่นกองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี ที่อยู่ติดแนวชายแดนไทย หลังทหารเมียนมารุกคืบเข้าสู่ เมืองผาซองและยังคงมีการสู้รบอย่างหนักรอบๆตัวเมือง

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งข่าวผู้นำระดับสูงของ กองทัพกะเหรี่ยงคาเรนนี KA เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเมืองผาซอง รัฐคาเรนนี ยังคงมีการสู้รบอย่างหนัก ระหว่างทหารเมียนมาที่ถูกส่งเข้ามาในพื้นที่เมืองผาซอง ซึ่งประกอบด้วยทหารเมียนมาประมาณ 40 นายและ อส.ปาโอ อีก 60 นายรวม 100 นายเท่านั้นโดยทหารเมียนมาเหล่านั้นเป็นทหารใหม่ ที่เพิ่งถูกฝึกเสร็จมาได้ไม่นาน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประสบการในการสู้รบมากนั้น การสู้รบที่เกิดขึ้นเป็นการสู้รบในพื้นที่ชานเมือง ระหว่างบ้านป่าปู กับ บ้านนาเก ด้านทิศเหนือของเมืองผาซอง

แหล่งข่าวเปิดเผยต่อไปว่า กรณีที่มีการระเบิดสะพาน ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบด้านขวัญและกำลังใจของทหารและประชาชนโดยทั่วไป ว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ ข้อเท็จจริงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางด้านกองทัพคาเรนนี KA ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ ไม่ได้วิกฤติอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ล่าสุดเมื่อวานนี้ ( 18 ก.พ.69 ) ทางกองทัพคาเรนนี KA ได้เข้าไปประชุมแผนยุทธการณ์ที่ เมืองผาซอง โดยจะมีการปรับกำลังและแผนยุทธการขึ้นมาใหม่เพื่อรับมือกับทหารเมียนมาในเมืองผาซองและคาดว่าจะสามารถผลักดันทหารเมียนมาออกจากพื้นที่ได้ในเร็วๆนี้

จากเคสของทหารเมียนมาที่สามารถหลุดรอดเข้ามาถึงเมืองผาซองได้นั้น สืบเนื่องมาจากการได้รับการสนับสนุนกำลังทางอากาศจากองทัพอากาศเมียนมา ทำให้หลุดรอดเข้ามาถึงผาซองได้ เนื่องจากทาง กองทัพคาเรนนี KA ไม่ได้มีการวางกำลังระหว่างถนนที่เชื่อมระหว่างเมืองฟลูโซว – บอลาแคะ – ผาซอง ล่าสุดได้มีการจัดกำลังออกไปวางสองข้างถนนพร้อมอาวุธหนักเพื่อสกัดทหารเมียนมาที่จะเสริมเข้ามาที่เมืองผาซองแล้ว

แหล่งข่าวระบุต่อไปว่า ส่วนสถานการณ์ฐานที่มั่นของทหารเมียนมา ที่ดอยสามเมือง ตรงข้ามบ้านนาป่าแปก ต.หมอกจำแป่ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน พบว่าทหารเมียนมามีการเคลื่อนไหวผิดปกติ โดย พ.อ.ถิ่น ลิน จ่อ ผบ.ยว.ที่ 3 บ้านหัวเมือง อ.ลางเคือ จ.ดอยแหลม ได้เดินทางมาที่ฐานดอยสามเมือง ซึ่งฐานที่มั่นดังกล่าว ปัจจุบันมีทหารเมียนมาประจำการประมาณ 500 นายและอส.SSS อีก 100 นาย ประกอบด้วย กองพัน คร.514 ,กองพัน คร.570 , กองพัน คร.334 , กองพัน ร.153 และ พัน.ร.32 ( พัน.คร. คือกองพันเคลื่อนที่เร็ว ส่วน กองพัน ร. คือกองพันทหารราบเบา ) ซึ่งฐานที่มั่นดังกล่าวของเมียนมา มีการใช้เครื่องปั่นไฟ ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อเลี้ยงระบบแอนตี้โดรน ของรัฐเซีย โดยทางกองทัพคาเรนนีได้จับตาการเคลื่อนไหวของทหารเมียนมาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์โดยรวมของรัฐคาเรนนี ทหารเมียนมายังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ และยังคงมีการส่งเสบียงอาวุธและกระสุนทางอากาศให้แก่ทหารในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เสบียงที่ถูกทิ้งร่มลงมาให้หน่วยทหารเมียนมา ส่วนหนึ่งตกอยู่ในมือของทหารคาเรนนีที่เกาะติดทหารเมียนมาในทุกพื้นที่


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน