มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี รวมมูลค่ากว่า 6.9 แสนบาท พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี ณ บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิกฯ, นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนฯ นำทีมลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี (จังหวัดที่ 3 ของทางภาคใต้) จำนวน 28 ครัวเรือน มูลค่าทั้งสิ้น 690,450 บาท (หกแสนเก้าหมื่นสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) พร้อมจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนฯ นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการ

โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนายสงัด พืชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี คณะมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานีเป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วย อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น),นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น) และ นายเกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ (ภูมิ) ร่วมในพิธี ณ บริเวณหอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดยกลุ่มเป้าหมายแรก ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลางแล้วจำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือแล้วจำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และในขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊งช่วยชีวิตรักษาชีวิตสร้างชีวิต## แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ สิลานท์ รายงาน

พรรครวมพลังประชาชน จัดประชุมใหญ่ เลือก “อภิวิชญญ์” นั่งหัวหน้าพรรค ชูนโยบาย “สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี” มุ่งสร้างครอบครัวไทยให้แข็งแกร่ง

พรรครวมพลังประชาชนจัดประชุมใหญ่ เลือก “อภิวิชญญ์” นั่งหัวหน้าพรรค ชูนโยบาย “สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี” มุ่งสร้างครอบครัวไทยให้แข็งแกร่ง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 กรุงเทพมหานคร : พรรครวมพลังประชาชนจัดประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยมีสมาชิกพรรคและผู้สนใจเข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน ณ ที่ทำการชุมชนเคหะชุมชนฉลองกรุง โซน 6 แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและเรียบร้อย ซึ่งที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เลือก นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นางสาวชัญญพัชร์ โมอินทร์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่รวม 11 ท่าน นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งรวม 15 ท่าน ซึ่งประกอบด้วยสัดส่วนจากกรรมการบริหารพรรค ตัวแทนสาขาพรรค และตัวแทนสมาชิกพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนงานการเมืองในระดับชาติต่อไป

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ประกอบด้วย นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรค, น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์ เลขาธิการพรรค, น.ส.กัลยาณี แสนสุข รองเลขาธิการพรรค, น.ส.วิไล คุ้มเจริญ เหรัญญิกพรรค, นายสหพัฒน เพ็งเรือง นายทะเบียนพรรค, น.ส.เอกสุพร พิมเพิ่ม รองนายทะเบียนพรรค, นายสำเริง การเสถียร โฆษกพรรค, นายภาคภูมิ สามพรานไพรบูรณ์ ผู้อำนวยการพรรค, ดร.ราษฏร์พิชิต นาคประดิษฐ์ กรรมการบริหารพรรค, นายชินกฤต ยุทธยศ กรรมการบริหารพรรค และนายจำเริญ ขาวปลอด ในส่วนคณะกรรมการสรรหาทั้ง 15 ท่าน ได้แก่ น.ส.วิไล คุ้มเจริญ, น.ส.ชัญญพัชร์ โมอินทร์, นายสำเริง การเสถียร, นายชินกฤต ยุทธยศ, ดร.ราษฎร์พิชิต นาคประดิษฐ์, นายจำเริญ ขาวปลอด, น.ส.กัลยาณี แสนสุข, นายพิสันณ์ ชูมี, นายภาสพิชญ์ โชติอัครปรมัตถ์, นายชำนาญ สุขเกษม, ผศ.ดร.สายชล เคหะธรรม, นางกรกมล สีรักษา,นางศรัญญา แจ่มจำรัส, น.ส.ศิริพร อ่วงประโคน และ น.ส.สัณห์สินี เพ็งเรือง

ในการนี้ นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรค ได้ประกาศทิศทางใหม่ของพรรคภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม โดยพรรคมีนโยบายผลักดันเงินทุนหมุนเวียนและศูนย์ฝึกทักษะอาชีพสมัยใหม่ในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน พร้อมกันนี้พรรคยังให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับบทบาทของผู้หญิงและการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ผ่านนโยบายสนับสนุนสวัสดิการแม่และเด็กถ้วนหน้า การส่งเสริมสิทธิและศักยภาพของสตรีในการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างรากฐานครอบ ครัวที่มั่นคง เพื่อให้พรรครวมพลังประชาชนเป็นที่พึ่งของทุกคนอย่างแท้จริง

นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชน ยังได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงก้าวต่อไปของพรรคว่า “การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่ง แต่มันคือพันธกิจที่ผมและคณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนต้องแบกรับเพื่อพี่น้องประชาชน เราไม่ได้มาเพื่อเล่นการเมือง แต่เรามาเพื่อ ‘สร้างการเปลี่ยนแปลง’ ที่จับต้องได้จริง

นโยบายของเราจะไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือคำขายฝัน แต่จะเน้นไปที่การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นคือ ‘ครอบครัว’ หากสตรีมีศักยภาพ มีอาชีพที่มั่นคง และครอบครัวมีความอบอุ่น สังคมไทยจะเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก ผมขอให้คำมั่นว่า พรรครวมพลังประชาชนจะเป็นพรรคที่เดินเคียงข้างทุกคน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และพร้อมจะทำงานหนักตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเพื่อให้มั่นใจว่า ทุกเสียงของท่านจะถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสและสวัสดิการที่ดีขึ้นในอนาคตครับ”

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคยังได้เชิญชวนให้ประชาชนผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายพรรคให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

พรรครวมพลังประชาชน #สร้างงานสร้างอาชีพ #สร้างโอกาส #สร้างครอบครัว #พลังสตรี #ประชุมใหญ่พรรค.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ยิมนาสติก ฉลองความยิ่งใหญ่ “ศศิวิมล” หลั่งน้ำตาลาทีมชาติ

สมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย เปิดแคมป์เลี้ยงฉลองความสำเร็จ 6 เหรียญทองซีเกมส์ พร้อมเตรียมส่งไปฝึกซ้อมต่อที่ญี่ปุ่น ขณะที่ “กระแต” ศศิวิมล เมืองพวน เก็บอาการไม่อยู่ปล่อยน้ำตา อำลาทีมชาติ ด้วยเหรียญทองแห่งความภาคภูมิใจในระยะเวลา 18 ปีเต็ม

ความเคลื่อนไหวในส่วนของกีฬายิมนาสติก หลังจากที่จบการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งมีการชิงทั้งสิ้น 16 เหรียญทอง ก่อนแข่งสมาคมฯตั้งเป้าคว้า 5 เหรียญทอง แต่สามารถทำได้ 6 เหรียญทอง จาก ยิมนาสติกศิลป์ชาย 2 เหรียญทอง (ฑิฆัมพร สุรินทรทะ กับ วีรภัทร ช่วยโสม ), ยิมนาสสติกศิลป์หญิง 1 เหรียญทอง (น.ส.ศศิวิมล เมืองพวน), ยิมนาสติกลีลา 2 เหรียญทอง (ประเภทกรุ๊ป 5 ริบบิ้น,ประเภทกรุ๊ป 3 ห่วง 2 บอล), ยิมนาสติกแอโรบิก 1 เหรียญทอง ประเภทมิ๊กซ์แพร์ (ชวิศา อินทกุล กับ ชนกพล เจียมสุขใจ) นอกจากนี้ยังได้ 2 เหรียญเงิน กับอีก 3 เหรียญทองแดง ส่งผลให้ผลงานทะลุเกินเป้าที่ตั้งไว้

ล่าสุด สมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย โดย น.ต.ศรายุทธ พัฒนศักดิ์ นายกสมาคมฯ ได้เปิดศูนย์ฝึกเพื่อการแข่งขัน (สโมสรจินตนา) ในซอยเพชรเกษม 81 จัดงานเลี้ยงขอบคุณนักกีฬา, ผู้ฝึกสอน, ผู้ตัดสิน, ผู้บริหาร และ ผู้ปกครอง ทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จกับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ พร้อมทั้งเป็นการเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ภายใต้ชื่องาน “เกียรติยศ และ ความภาคภูมิใจ นักกีฬายิมนาสติกทีมชาติไทย คว้าชัยซีเกมส์ 6 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง โดยได้รับเกียรติจาก พลเอกมังกร โกสินทรเสนีย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับ บรรดาอดีตนักยิมนาสติกรุ่นพี่ ธีรัช โพธิ์พานิช,ธาราทิพย์ ศรีดี,รุ่งกานต์ แสงทองสกุลเลิศ ฯลฯ ร่วมแสดงความยินดี

ในงานได้มีการประกาศเชิดชูเกียรตินักกีฬา และ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่ร่วมกันสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ ก่อนจะปล่อยให้นักกีฬากลับไปพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ แล้วเตรียมเรียกกลับมาฝึกซ้อมร่วมกันอีกครั้งในต้นเดือนมกราคม ปีหน้า พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมส่ง 5 นักกีฬายิมนาสติกศิลป์ชายจำนวน 5 คน ประกอบด้วย สุภชีพ บ่าวเบ็ญหมัด, ฑิฆัมพร สุรินทรทะ, วีรภัทร ช่วยโสม, ฟูกะ โนมูระ และ วิศวยศ สาโรจน์ เดินทางไปฝึกซ้อมที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือนเต็ม ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม จนถึง สิ้นเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่ประเทศญี่ปุ่น ในเวลาเดียวกันอีกด้วย

นอกจากนี้ สมาคมกีฬายิมนาสติกแห่งประเทศไทย ยังได้เลี้ยงขอบคุณ น.ส.ศศิวิมล เมืองพวน เหรียญทองยิมนาสติกส์ศิลป์หญิงประเภทฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ วัย 23 ปี ที่ประกาศเลิกเล่นทีมชาติอย่างเป็นทางการ โดยเจ้าตัวถึงกับปล่อยน้ำตากลางงาน ยอมรับว่า รู้สึกใจหาย และ คิดถึงอุปกรณ์ที่ฝึกซ้อมมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ พร้อมกันนี้ยังได้ฝากถึงรุ่นน้องที่เป็นคลื่นลูกใหม่ให้มีความอดทน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติสืบต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“พีระพันธุ์” ส่ง “แม็ค ชณทัต” สู้ศึกเลือกตั้ง กทม. เขต 6 พญาไท-ดินแดง มั่นใจคนรุ่นใหม่ “ทำจริง” เพื่อประชาชน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เดินหน้าลุยสนาม กทม. ส่งคนรุ่นใหม่ไฟแรง “ชณทัต” ลงชิงเก้าอี้ ส.ส. เขต 6 พญาไท-ดินแดง “พีระพันธุ์” การันตีความมุ่งมั่น เน้นย้ำนโยบาย “ทำจริง” พร้อมเป็นที่พึ่งให้ประชาชน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 6 ซึ่งประกอบด้วยเขตพญาไทและเขตดิน แดง โดยได้วางตัว นายชณทัต ปัทะมะภูวดล เป็นตัวแทนพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ มุ่งเน้นการนำเสนอพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และพร้อมทำงานทันทีเพื่อพี่น้องประชาชน

นายพีระพันธุ์ฯ กล่าวถึงความมั่นใจในการส่งนายชณทัตฯ ลงสู่สนามเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า ทางพรรคได้คัดสรรบุคคลที่มีคุณภาพและมีจิตวิญญาณในการทำงานเพื่อสาธารณะอย่างแท้จริง

นายชณทัตฯ ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจสูง ลงพื้นที่สัมผัสปัญหาของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง เข้าใจบริบทและความต้องการของคนในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับดีเอ็นเอของพรรครวมไทยสร้างชาติ คือ “ทำจริง” ไม่เน้นการขายฝัน แต่เน้นการลงมือแก้ไขปัญหาให้สำเร็จเป็นรูปธรรม

ทางด้าน นายชณทัตฯ ได้กล่าวแสดงความพร้อมในการรับหน้าที่นี้ว่า ตนมีความมุ่งมั่นที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการพัฒนาพื้นที่เขต 6 พญาไท-ดินแดงให้ดียิ่งขึ้น โดยจะเน้นการทำงานเชิงรุก เข้าถึงง่าย และพร้อมรับฟังทุกปัญหาของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปสู่การผลักดันนโยบายที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด ทั้งเรื่องปากท้อง สาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิต
“ผมขออาสาเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมทำงานหนักและทำจริง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับพี่น้องชาวดินแดงและพญาไท ผมเชื่อมั่นว่าการเมืองที่สร้างสรรค์คือการเมืองที่ประชาชนพึ่งพาได้จริงครับ” นายชณทัตฯ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในเขตพญาไทและดินแดง ร่วมกันสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจจริง เพื่อเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงและร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่ส่งต่อกำลังใจ ยกทัพสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ฯลฯ มอบให้แก่ผู้อพยพ จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงพื้นที่ส่งต่อกำลังใจ ยกทัพสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ฯลฯ มอบให้แก่ผู้อพยพ จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี พร้อมมอบเงิน-กระเช้าเยี่ยมเยียนให้แก่คุณแม่พลทหารที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 19–22 ธันวาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้อพยพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มอบหมายให้คณะกรรมการมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ จัดทีมแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น อาทิ ที่นอน, เสื่อฟอยล์, ผ้าอ้อมเด็ก-ผู้ใหญ่, ของเล่นเด็กเล็ก, ขนม, สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ฯลฯ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยมี คณะมูลนิธิสว่างจรรยาธรรมสถาน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์, คณะมูลนิธิสุรินทร์สามัคคีกุศลสถานสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์, คณะมูลนิธิศรีสะเกษสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และคณะมูลนิธิการกุศลอุบลราชธานี เป็นผู้ประสานงานและร่วมดำเนินการ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

รวมทั้ง ได้มอบเงินจำนวน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) พร้อมกระเช้าแก่คุณแม่ของพลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา “พลทหารวุ้น” ที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล รวมมูลค่าดำเนินการในครั้งนี้กว่า 2.5 ล้านบาท โดยมี อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของ

เมื่อเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ได้เร่งมอบหมายให้คณะกรรม การ นำทีมสาธารณภัยลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ให้แก่ผู้อพยพจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนั้นได้เข้ามอบเงินปลอบขวัญนายละ 10,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ ให้แก่ทหารกล้าและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลในขณะนั้น และล่าสุดมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังเสียหายทั้งหลังๆ ละ 12,000 บาท รวมงบประมาณที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา สู่ทหารกล้าและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 7.9 ล้านบาท ซึ่งมูลนิธิฯ ยังคงติดตามสถานการณ์เพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามนโยบายการดำเนินงานของแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สมทบทุนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และขอส่งกำลังใจให้ทหารกล้า เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทุกท่านทุกหน่วย ที่ยืนหยัดปกป้องแผ่นดินไทย รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ววัน

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##ป่อเต็กตึ๊ง ยึดมั่นอุดมการณ์ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กพร.ผนึกกำลัง สวทช. เปิดตัวครั้งแรก “Mining 4.0 Index” ดัชนีชี้วัดเหมืองแร่อัจฉริยะของไทย ชู 6 บริษัทต้นแบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจนำร่องสู่เหมืองแร่ยุคดิจิทัล

กพร.ผนึกกำลัง สวทช. เปิดตัวครั้งแรก “Mining 4.0 Index” ดัชนีชี้วัดเหมืองแร่อัจฉริยะของไทย ชู 6 บริษัทต้นแบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจนำร่องสู่เหมืองแร่ยุคดิจิทัล

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ : กระทรวงอุตสาห กรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนาใหญ่ภายใต้แนวคิด “Transform mining,Define the future : เหมืองยุคใหม่ด้วย Mining 4.0 Index” ภายในงานมีการเปิดตัวเครื่องมือประเมินระดับความพร้อมดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่เป็นครั้งแรกของประเทศ พร้อมเผยโฉม 6 บริษัทต้นแบบที่พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐานสากล

นายอานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่เปรียบเสมือนรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เป็นต้นน้ำให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก เซรามิก ปิโตรเคมี พลัง งาน และโครงสร้างพื้นฐาน หากภาคเหมืองแร่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศโดยตรง เพื่อให้ก้าวทันกระแสโลก เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาห กรรมเหมืองแร่ โดยเฉพาะในสายการผลิตระบบอัตโนมัติ เครื่องจักรที่เชื่อมต่อข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data แพลตฟอร์มดิจิทัล และ AI เหล่านี้ คือมาตรฐานสำคัญของ Mining 4.0 ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องก้าวให้ทัน เพื่อสร้างความปลอดภัย เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า บทบาทหลักของ (สวทช.) คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการเหมืองแร่กว่า 50 ราย เข้าร่วมประเมินความพร้อมผ่านแพลตฟอร์ม Thailand i4.0 Index ของ สวทช. ซึ่งการประเมินดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระจกสะท้อนองค์กร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมของตนเองในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ความพร้อมในการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอด ภัยในการทำงาน การจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้รองรับยุคดิจิทัล จาก Thailand i4.0 Index (สวทช.) ได้ร่วมกับ (กพร.) พัฒนาเป็น Mining 4.0 Index ที่เหมาะสมกับอุตสาห กรรมแร่ (เหมืองแร่ โรงโม่ โรงแต่งแร่) เป็นครั้งแรกของไทย

จากการดำเนินงานภายใต้ MOU ความร่วมมือระหว่าง (กพร.) และ (สวทช.) ได้มีการคัดเลือก 6 ผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นและมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก เพื่อเข้ารับคำปรึกษาและวางแผนงานเทคโนโลยี (Technology Roadmap) อย่างเข้มข้น ได้แก่ บริษัท สิรินิธิ จำกัด,บริษัท ครีเอทีฟ มิเนอรัล จำกัด,บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท ช.นิยม จำกัด, บริษัท เหมืองแร่ลิวง จำกัด และบริษัท พิพัฒน์กร จำกัด ซึ่งทั้ง 6 บริษัทได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการประกอบการของตนเอง รวมทั้งการลงพื้นที่เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยว ชาญ จนสามารถพัฒนาแผนงานที่เหมาะสมกับสภาพการผลิตจริงของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ความสำเร็จของ Mining 4.0 Index ในครั้งนี้ จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานให้ภาครัฐนำไปต่อยอดกำหนดมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเหมืองแร่ไทยสู่ยุค 4.0 อย่างมั่นคงและรับผิดชอบต่อสังคม” นายอานันท์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สพฐ.ตอกย้ำ การเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps สร้างเด็กไทยสู่โลกอนาคต ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและนักเรียน

สพฐ.ตอกย้ำ การเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps สร้างเด็กไทยสู่โลกอนาคต ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและนักเรียน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่ ห้องประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยเทค โนโลยีราชมงคลอีสาน (ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง) จังหวัดนครราชสีมา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ด้วยรูปแบบ Active Learning”สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ระดับมัธยมศึกษา สร้างต้นแบบพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา จาก 61 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,283 คน โดยมี ผศ.วรวัฒน์ ทิพจ้อย ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวรายงาน ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการการสะท้อนผลการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดขั้นสูงเชิงระบบ สู่การพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในระดับชั้นเรียนต่อไป โดยการประชุมวิชาการครั้งนี้ มีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และนวัต กรรมนักเรียนมากกว่า 367 รายการ สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) และสนองกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการตอกย้ำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและสพฐ. ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จ

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) กล่าวว่า โลกแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลต้องการผู้เรียนที่คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น มีความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนต้องสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล ตั้งคำถาม ลงมือทดลอง นำความรู้มาใช้ ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา สื่อสารนำเสนอ ตรวจสอบและกำกับตนเองทุกขั้นตอน ทำให้ผู้เรียนมีบทบาทเป็น “เจ้าของการเรียนรู้” มากขึ้น ที่สำคัญ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สอดคล้องกับการพัฒนาความฉลาดรู้ให้กับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการคิดขั้นสูง ภาษา ดิจิทัล และการดำรงชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการผลักดันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนทั่วประเทศ

“วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จัดอบรมพัฒนาครูให้เข้าใจการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Stepsและจัดให้มีการประกวดนวัตกรรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจะต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับมัธยมศึกษา ไม่จำเป็นต้องรอให้จบมหาวิทยาลัย ครูต้องคิดสร้างสรรค์ให้โอกาสกับนักเรียนทุกคน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว และว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิ การ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและพัฒนานักเรียนโดยเฉพาะระดับห้องเรียน ดังนั้นศักยภาพของผู้เรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตามบัญญัติของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 22 ที่บอกว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดนั่นก็หมายความว่าผู้เรียนทุกคนมีความหมาย ผู้เรียนทุกคนมีอนาคต แต่อนาคตของพวกเขาจะไปถึงฝัน จะไปถึงสิ่งที่เขามุ่งหวังได้แค่ไหนเพียงใด อยู่ที่การพัฒนาครู พัฒนาผู้บริหารที่จะสร้างขวัญกำลังใจของพวกเขาให้เป็นจริง ซึ่งการออกแบบการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น เราจึงต้องออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียน

ดร.พิเชฐฯ กล่าวอีกว่า นักเรียนทุกคนมีความฝัน มีศักยภาพด้วยตัวเองตามหลักพหุปัญญา ครูบาอาจารย์ก็มีความเก่ง มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา อย่างไรก็ตามการที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนจะต้องมีการขยายผลการพัฒนา ตอนนี้เรานำร่องภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งทางอีสานตอนบนอีก 10 จังหวัด ก็มีความสนใจ รวมถึงภาคอื่นๆ ด้วย ดังนั้น สพฐ.ก็จะขยายผลการเรียนการสอนแบบ Active Learning GPAS 5 Steps ให้ทั่วทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ เพราะต้องการสร้างเวทีให้การเรียนรู้ระหว่าง ครู นักเรียน ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะต้องขยายผลให้เหมาะสมให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตามหัวใจของ Active Learning เป็นหัวใจของการเรียนการสอนที่บูรณาการในทุกวิชา ถ้าครูเข้าใจหัวใจของการสอนการวัดประเมินผล การเสนอผลงาน สามารถนำไปใช้กับทุกวิชาซึ่งเรามีทั้งหมด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ บวกประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ถ้าหากครูได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้และได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนของประเทศไทยก็จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งตนเชื่อว่า 245 เขตพื้นที่การศึกษาจะร่วมใจการสร้างสรรค์นวัตกรรมครู นักเรียนและมีเวทีให้กับเด็กๆ โดยการสนับสนุนของ สพฐ.ร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชน โดยเฉพาะ สถาบันอุดมศึกษา

ผศ.วรวัฒน์ ทิพจ้อย ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาลัยวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า เราได้เห็นภาพและผลงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมนักเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความตื้นตันใจ ซึ่งภาพการทำงานว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีภารกิจส่วนหนึ่งคือการยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาครูซึ่งเป็นหนึ่งภารกิจ บทบาทหน้าที่ที่พวกเราได้มีส่วนร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่โรงเรียนซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะสามารถต่อยอดนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาต่อไป อีกทั้งเป็นการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เกิดเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในชุมชน ท้องถิ่น เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระดับชุมชนท้องถิ่นและเข้าสู่ระดับประเทศต่อไป

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า พว.มีความภูมิใจมาก เพราะผู้บริหาร สพฐ.ให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและนักเรียนอย่างมาก โดยเฉพาะคุณภาพที่เป็นรูปธรรมและผลที่ออกมาก็เป็นผลเชิงประจักษ์ว่า นักเรียนเป็นผู้สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เวลานี้เด็กประถมศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพอาชีพของพ่อแม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมสามารถสร้างนวัตกรรมผ่านกระบวนการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และคุณภาพที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบมาตรฐานสอดคล้องกับยูเนสโกและโออีซีดีทุกประการซึ่งเป็นมาตรฐานของโลก แสดงว่าเราสามารถสร้างโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานของโลกได้แล้ว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นักท่องเที่ยวสาวอินเดีย ปลื้มตำรวจท่องเที่ยวไทย แจ้งสายด่วน 1155 ทำงานไว แจ้งปุ๊บตามของหายคืนได้ทันที

นักท่องเที่ยวสาวอินเดีย ปลื้มตำรวจท่องเที่ยวไทย แจ้งสายด่วน 1155 ทำงานไว แจ้งปุ๊บตามของหายคืนได้ทันที

เมิ่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 : พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2 เปิดเผยว่า ตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้ง จากสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ว่า มีนักท่องเที่ยวหญิง วัย 29 ปี ชาวอินเดีย ลืมกระเป๋าสะพายสีดำ ภายในมีทรัพย์สิน บัตรเครดิต และเอกสารส่วนตัว หลายรายการ ไว้บนรถแท็กซี่ หลังรับแจ้งตำรวจท่องเที่ยวติดตามคืนได้อย่างรวดเร็ว สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวรายนี้อย่างมาก

ผกก.1 บก.ทท.2 กล่าวว่าตนได้สั่งการ สถานี 2 สถานี 3 และสืบ กก. ช่วยกันหาข้อมูล เลยได้คืนเร็ว ซึ่งจากการรับแจ้งทราบว่านักท่องเที่ยวรายนี้ร้อนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในกระเป๋ามีเอกสารสำคัญหลายอย่าง ตำรวจท่องเที่ยวจึงรีบเข้าไปติดต่อพบนักท่องเที่ยวรายนี้ทันทีในโรงแรมที่พักย่านสวนพลู กทม. จนสืบทราบรถแท็กซี่คันที่นักท่องเที่ยวรายนี้โดยสารมาในช่วงกลางดึก และประสานติดตามกระเป๋าคืนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ครบถ้วน นักท่องเที่ยวชาวอินเดียรายนี้แสดงความขอบคุณตำรวจท่องเที่ยวและขอบคุณคนขับแท็กซี่ ที่ใส่ใจและติดตามของคืนได้ทั้งหมด

ด้าน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) กล่าวว่า กรณีดังกล่าวได้รับรายงานเรื่องนี้ ต้องชื่นชมตำรวจ กก.1 บก.ทท.2 ที่ใส่ใจในการดูแลความเดือดร้อนของนักท่องเที่ยว ถือเป็นแบบอย่างตำรวจที่มีมายด์เซ็ตมีหัวใจบริการ ซึ่งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวรายนี้ได้อย่างรวดเร็วนั้นสะท้อนให้เห็นว่าระบบการรับแจ้งเหตุเหตุการณ์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 1155 มีประสิทธิภาพ ประสานงานส่งต่อข้อมูลและดำเนินการอย่างรวดเร็ว

ผบช.ทท.กล่าวด้วยว่า ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีใหม่ซึ่งเป็นไฮซีซั่น ตำรวจท่องเที่ยวมีความพร้อมในการดูแลนักท่องเที่ยวทุกมิติ ทั้งนี้สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 พร้อมรองรับให้บริการนักท่องเที่ยวในทุกๆด้านเช่นกัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทร.ธัญบุรี เปิดพื้นที่ปลอดภัย จ.ปราจีนบุรี รับผู้อพยพชายแดน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ขยายผลความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ชายแดน โดยจัดเตรียมพื้นที่พักพิงชั่วคราวที่มีความปลอดภัยสูงรองรับได้กว่า 300 คน พร้อมประสานท้องถิ่นดูแลด้านสวัสดิภาพและส่งมอบน้ำดื่มสะอาดเพื่อบรรเทาทุกข์เบื้องต้น เน้นย้ำ ให้ประชาชนประเมินสถานการณ์และยึดข้อมูลจากทางราชการเป็นหลัก

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่าจากความไม่สงบตามแนวชายแดนอำเภออรัญประเทศ มหาวิทยาลัยได้พิจารณาจัดสรรพื้นที่ที่มีความพร้อมและปลอดภัย เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวในการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพในการรองรับประชา ชนได้มากกว่า 300 คน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มหาวิทยาลัยมุ่งหวังจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อสร้างความปลอดภัยและความอุ่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย อีกทั้งยังเป็นการทำงานภายใต้ความร่วมมือกับทางจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อบูรณาการความช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและเป็นระบบที่สุด

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของประชาชน โดยขอให้ติด ตามการประกาศแจ้งเตือนและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการรวมถึงหน่วยงานความมั่นคงอย่างใกล้ชิด การรับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จะช่วยให้การประเมินสถานการณ์เป็นไปอย่างแม่นยำและรอบคอบ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน นอกจากนี้ยังขอให้ประชาชนระมัดระวังการส่งต่อข้อมูลที่ไม่มีที่มาแน่ชัดเพื่อป้องกันความสับสนและลดความตื่นตระหนกในวงกว้าง

อาจารย์เรวัต ซ่อมสุข รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าขณะนี้เริ่มมีประชาชนบางส่วนเดินทางเข้าพักในพื้นที่ปลอดภัยที่มหาวิทยาลัยจัดเตรียมไว้แล้วจำนวน 20 กว่าคน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง เพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาบริหารจัดการด้านความเป็นอยู่และสุขอนามัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ มหา วิทยาลัยยังได้สนับสนุนน้ำดื่มสะอาดตราราชมงคลธัญบุรีจำนวนกว่า 600 ขวด เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยและอาสาสมัคร โดยจะมีการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน เพื่อพิจารณาความช่วยเหลือในลำดับถัดไป

สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นหรือน้ำดื่มเพิ่มเติม เพื่อสมทบความช่วยเหลือ สามารถติดต่อประสานงานเพื่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลการบริจาคและการเข้าพื้นที่ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 549 3195 เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการส่งมอบความช่วยเหลือ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ตรวจเยี่ยมร้านสมาคมแม่บ้านตำรวจ งานกาชาด ประจำปี 2568

ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ตรวจเยี่ยมร้านสมาคมแม่บ้านตำรวจ งานกาชาด ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2568 : พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ตรวจเยี่ยมร้านสมาคมแม่บ้านตำรวจ งานกาชาด ประจำปี 2568 (สมาคมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 เป็นเจ้าภาพประจำวัน) โดยมี คุณเนาวรัตน์ ยี่จีน ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมคณะแม่บ้านในสังกัด และเจ้าหน้าที่ฯ ร่วมดำเนินกิจกรรม ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร

ต่อมา ร่วมให้การต้อนรับพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ซึ่งเข้าตรวจเยี่ยมและร่วมกิจกรรมของร้านสมาคมแม่บ้านตำรวจ งานกาชาด ประจำปี 2568

ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน