พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น)

“พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น)”

พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น) หรือ อนุสรณ์สถานยุทธภูมิบ้านห้วยโก๋นเก่า เดิมเคยเป็นฐานปฏิบัติการของ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ชื่อว่า “ฐานทหารเก่าที่บ้านห้วยโก๋น” เป็นสมรภูมิการสู้รบในอดีต โดยที่สำคัญ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 ได้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ประมาณ 200 คน วางกำลังหวังจะเข้าตีฐานทหารไทย ซึ่งมีกำลังเพียง 69 นาย จนเวลาประมาณ 05.20 น. กำลังของทหารไทยที่มีขีดความสามารถปกป้องฐานเหลือน้อย จึงได้ทำการร้องขอยิงปืนใหญ่ชนวนแตกอากาศเหนือบริเวณฐาน ทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากไม่มีที่กำบังศีรษะ จนเวลา 08.00 น. กำลังทางอากาศได้ยิงสกัดกั้นเส้นทางที่กลุ่มคอมมิวนิสต์ใช้ถอนตัว ทำให้เหตุการณ์ครั้งนั้น ทหารไทยผู้กล้า จำนวน 17 นาย ได้เสียชีวิต (นายทหารสัญญาบัตร 2 นาย, นายทหารประทวน 4 นาย, ทหารกองประจำการ 11 นาย) และมีทหารบาดเจ็ดอีก 31 นาย ส่วนผู้ก่อการร้าย เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 30 คน และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ฝ่ายทหารไทยสามารถรักษาฐานปฏิบัติการแห่งนี้ไว้ได้

ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีอนุสรณ์สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของแนวคิดลัทธิการปกครองที่แตกต่างกันปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ทหารกลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน 17 ทหารกล้า รับผิดชอบโดย กองร้อยทหารพราน ที่ 3202 (ฐานปฏิบัติการห้วยโก๋น) ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยโก๋น ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 585 เมตร มีระยะห่างจากจังหวัดน่านระยะทาง 138 กิโลเมตร เดินทางโดยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

จึงขอเชิญชวนข้าราชการทหารในสังกัดกองทัพภาคที่ 3, พี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้มาศึกษาเรียนรู้ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของทหารกล้า ในฐานปฏิบัติการตามพื้นที่แนวชายแดน จังหวัดน่าน ในห้วงฤดูหนาวได้อย่างมั่นใจ ในความปลอดภัย รวมทั้งได้สัมผัสธรรมชาติอย่างมีความสุข


กอ.รมน.ภาค 3 ผนึกกำลังประชาชนต้านข่าวปลอม

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ผนึกกำลังประชาชนต้านข่าวปลอม

ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย – กันพูชา ในขณะนี้ พบว่ามีกระบวนการผลิตข่าวปลอม (Fake News) เผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงจำนวนมาก โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก และเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีความห่วงใยประชาชน ที่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดี นำข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ในสื่อโซเชียลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้สั่งการกำชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตนเอง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง หากพบกรณีจงใจ สร้างความสับสนให้กับประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ในการนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมดำเนินการสื่อสารให้ความรู้, ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้ในทุกช่องทางสื่อฯ ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ทั้ง 17 จังหวัด เพื่อร่วมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม รวมถึงชี้แจงข้อมูลที่เป็นจริงและขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวัง เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อหรือแชร์ข้อมูล เพื่อช่วยลดปัญ หา และไม่เป็นการสนับสนุนกระบวนการผลิตข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก, สับสน ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อประชาชนในสังคม โดยให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำ หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ปลอมหรือเป็นความเท็จ อันเกิดจากการกระทำของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานใด ขอความกรุณาแจ้งไปที่ สายด่วนความมั่นคง โทร. 1374 หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย รวมทั้งสามารถส่งข้อมูลโดยตรง ให้กับ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษความมั่นคงภายในภาค 3 ผ่านระบบ Applications Line ชื่อ “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 หรือแจ้งด้วยตนเอง ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นภายในจังหวัด ซึ่งมีที่ตั้งในศาลากลางจังหวัดทุกแห่งใกล้บ้านท่าน เพื่อได้ประสานการดำเนินงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ทางหน่วยงานจะพิจารณาฟ้องร้องทั้งทางอาญา และทางแพ่งกับผู้กระทำผิดทุกราย และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จะได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อไป


“หมอไพบูลย์” รรท.พตร. จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจสุขภาพเชิงรุก ดูแลครู–นักเรียน รร.วัดบวรมงคล ตลอดจนตำรวจและชาวชุมชนบางพลัด มอบของขวัญปีใหม่เพื่อประชาชน

โรงพยาบาลตำรวจ จับมือตำรวจนครบาล และโรงเรียนวัดบวรมงคล จัดกิจกรรมจิตอาสาตรวจสุขภาพเชิงรุก ส่งทีมแพทย์เฉพาะทางลงพื้นที่ดูแลสุขภาพครู นักเรียน ประชาชน และตำรวจ สน.บวรมงคล ตอกย้ำบทบาท “ตำรวจเพื่อประชาชน” ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่ หอประชุมอาคารพระราชศรีวิริยาภรณ์ โรงเรียนวัดบวรมงคล ทางโรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และโรงเรียนวัดบวรมงคล เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรม “จิตอาสาตรวจสุขภาพเชิงรุก” เพื่อดูแลสุขภาพและส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่คณะผู้บริหาร ครู นักเรียนระดับชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1–6 ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ รวมถึงข้าราชการตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบวร มงคล

กิจกรรมดังกล่าวมี พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.นายแพทย์ไพบูลย์ เจียมนุกูลกิจ รักษาราชการแทนแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ, ว่าที่ร้อยตรีวัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล พร้อมด้วยสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวร มงคล ร่วมอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างดียิ่ง

ภายในงาน โรงพยาบาลตำรวจได้จัดทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง ลงพื้นที่ให้บริการตรวจสุขภาพอย่างครบวงจร อาทิ การตรวจความดันโลหิต ตรวจสุข ภาพหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Echocardiogram) การตรวจสุขภาพตับด้วยเครื่อง Fibroscan การตรวจวิเคราะห์เลือด ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป รวมถึงการตรวจสุขภาพช่องปาก พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายให้ความรู้ด้านสุขศึกษาและการส่งเสริมสุขภาพสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยเยาว์ อันเป็นการวางรากฐานด้านสุขภาวะที่ดีในระยะยาว

ด้าน พล.ต.ท.นายแพทย์ไพบูลย์ เจียมนุกูลกิจ รักษาราชการแทนแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการดำเนินงานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยได้นำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจภาวะไขมันพอกตับ เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจหัวใจ การตรวจสุขภาพฟันนักเรียนระดับ ม.1–ม.6 รวมถึงการประเมินและคัดกรองสุขภาพจิตสำหรับครู นักเรียน และผู้ที่ประสงค์เข้ารับการตรวจ ตลอดจนข้าราชการตำรวจ สน.บวรมงคล และตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 7

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านเพศศึกษา สุขภาพช่องปาก และการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยทีมแพทย์และจิตอาสาของโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมในการออกหน่วยตรวจและลงพื้นที่ตามการประสานหรือคำร้องขออย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่ากิจกรรมจิตอาสาลักษณะนี้เป็นภารกิจเสริมเพื่อชุมชนที่โรงพยาบาลตำรวจดำเนินการมาอย่างสม่ำ เสมอ และจะเดินหน้าต่อเนื่องในอนาคต ถือเป็นการมอบของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนและครอบครัว ภายใต้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการประเมินคัดกรองด้านสุขภาพจิตนั้น พล.ต.ท.นายแพทย์ไพบูลย์ ระบุว่า ผลเบื้องต้นยังไม่พบประเด็นที่น่ากังวล โดยการเข้ารับการประเมินของเด็กและเยาวชนจะคำนึงถึงสิทธิของเด็กและผู้ปกครองเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน หากพบปัญหาความรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชน ก็มีหน่วยงานที่ดูแลด้านเด็กและสตรีคอยให้คำปรึกษาและดูแลควบคู่กันอยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า มีความห่วงใยสุขภาพของข้าราชการตำรวจในพื้นที่ เนื่องจากต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักและมีเวลาจำกัด จึงถือโอกาสนำกำลังพลเข้าร่วมตรวจสุขภาพในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบถึงภาวะสุขภาพของตนเอง หากพบความผิดปกติจะได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อกลับไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลและรับใช้ประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรีวัชรา งามมีฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล กล่าวว่า ในนามของโรงเรียน ขอขอบคุณโรงพยาบาลตำรวจที่นำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มาดูแลสุขภาพนักเรียน ชุมชน และเครือข่าย เนื่องจากโรงเรียนและชุมชนยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแพทย์โดยตรง การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีและสร้างประโยชน์อย่างยิ่งต่อเด็กนักเรียนและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียนร่วมกิจกรรม อาทิ นายชาติชาย สุขสมนึก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการประสานให้เกิดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อดูแลเด็กนักเรียนและบุคลากรของโรงเรียน พร้อมเชิญชวนศิษย์เก่าทุกท่านที่มีทรัพยากรหรือศักยภาพ ร่วมตอบแทนและสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

ในกิจกรรมวันนี้ นายอรัญ เลียงถนอมตัวแทนศิษย์เก่า รุ่น 1651 ที่เกษียณแล้ว ยังได้มีการประชาสัมพันธ์แนวคิดเรื่องอาชีพเสริมหลังเกษียณ โดยแนะนำให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประ โยชน์ เลือกทำในสิ่งที่ชอบและเหมาะสมกับกำลังกายและกำลังทรัพย์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ โดยยกตัวอย่างการทำสวนมะพร้าวที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และการแปรรูปผลผลิตเพื่อสุขภาพ จำหน่ายในนาม “บ้านอรัญโฮมเมด” อาทิ น้ำมะพร้าว พุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม โยเกิร์ตมะพร้าว และมะพร้าวแก้ว ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามได้ผ่านเฟซบุ๊ก บ้านอรัญโฮมเมด

สำหรับ การจัดกิจกรรมจิตอาสาตรวจสุขภาพเชิงรุกในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของ โรงพยาบาลตำรวจ ในฐานะหน่วยงานด้านการแพทย์ที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย “ตำรวจเพื่อประชาชน” อย่างเป็นรูปธรรม และมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘รองนายกฯ ธรรมนัส’ เยือนเชียงราย ลุยขับเคลื่อนและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเร่งขับเคลื่อนงานพัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน, นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 2 นายชาคริต ไทยประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 2 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนเชียงแสนวิทยา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียง ราย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้นำเสนอ VTR เกี่ยวกับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ และโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมทั้งบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ลดความเสี่ยงจากอุทกภัย และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประชาชน

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 13 บ้านแม่คำใหม่ ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการขาด แคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร รวมถึงลดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ มีความจุอ่างฯ 51.65 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ ประมาณ 79,000 ไร่ สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝน 67,000 ไร่ และฤดูแล้ง 48,900 ไร่

ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สแลบ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภคบริโภค และการ เกษตร รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย มีความจุอ่างฯ 20.41 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ 57,000 ไร่ สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูฝน 45,500 ไร่ และฤดูแล้ง 33,200 ไร่

ปัจจุบันทั้ง 2 แห่ง อยู่ในแผนดำเนินงานก่อสร้างระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2571–2574) หากดำ เนินการแล้วเสร็จ จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สำคัญ สามารถยกระดับคุณ ภาพชีวิตและความมั่นคงด้านน้ำของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต


สุรเชษฐ์ ศิลานนท์ รายงาน

เบิกฟ้าพิธีบวงสรวง “สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล” การกลับมาของบทประพันธ์อมตะร่วมสมัยที่ทุกคนรอคอย

เบิกฟ้าพิธีบวงสรวง “สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล” การกลับมาของบทประพันธ์อมตะร่วมสมัยที่ทุกคนรอคอย

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 09.49 น. ณ ศาลพระพิฆเนศ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด สี่แยกราชประสงค์ : ซึ่งในวันนี้ทางทีมงาน “สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล” ได้จัดพิธีเบิกฟ้าบวงสรวง เพื่อเป็นสิริมงคล กับกองละคร “สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล” กับการกลับมาของบทประพันธ์อมตะร่วมสมัยที่ทุกคนรอคอย พร้อมเปิดม่านสื่อแสดงรักอมตะรับวันวาเลนไทน์ โดยจัดการแสดง เพียง 5 รอบเท่านั้น 13-14-15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงละคร M Theatre

ค่ายดีแอค บริษัท ดีแอค ฟิล์ม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวละครเวทีฟอร์มยักษ์แห่งปี “สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล” อย่างเป็นทางการไปเมื่อวัน 27 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาโดยมีผู้กำกับและทีมนักแสดงนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมเปิดเผยถึงความพิเศษของการนำเสนอเรื่องราวความรักโศกนาฏกรรมในรูปแบบมิวสิคัลสมัยใหม่ ที่ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกของบทประพันธ์เดิม

ละครเวทีเรื่องนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการ โดย ภคมินทร์ อุปะโยคิน ผู้จัดละครและผู้กำกับการแสดงถอดหัวใจถ่ายทอดความรู้สึก “รักเท่าชีวิต” การโหยหา ความพลัดพราก และการสะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมสตรีของ “แม่ญิงคนเมือง เอื้องล้านนา”

ผ่านบทเพลงไพเราะและการแสดงอันทรงพลัง โดยได้ทีมนักแสดงคุณภาพมาร่วมถ่ายทอดบทบาทสำคัญ ได้แก่ (น้องพลอยใส AF12) ร้อยโทหญิง ธัญลักษณ์ โชคธนเดช รับบทเป็น “เครือฟ้า” ต้นน้ำ กานต์ธีรา เมืองคำ รับบทเป็น “ร้อยตรีพร้อม” อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ รับบท “เจ้าดารารัศมี” แม็กซ์ จิรายุทธ คันธยศ (แม็กซ์ เดอะ สตาร์) รับบทเป็น “เจ้าสายน้ำผึ้ง”

สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล ไม่ใช่เพียงแค่การนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ แต่เป็นการตีความใหม่ที่เข้มข้นขึ้น มีความร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งในส่วนของดนตรีและโปรดักชั่นเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมทุกช่วงวัย โดย ภคมินทร์ อุปะโยคิน ผู้กำกับการแสดงกล่าวต่อไปว่า ทุกคนได้ทุ่มเทใส่ใจรายละเอียดเชิงศิลป์อย่างเต็มที่เพื่อมอบประสบการณ์ทางศิลปะการแสดงที่ดีที่สุด และหวังว่าเรื่องราวความรักของเครือฟ้าและร้อยตรีพร้อมจะยังคงอยู่ในใจผู้ชมตราบนานเท่านาน

การจัดแสดงละครเวที เรื่อง “สาวเครือฟ้า เดอะ มิวสิคัล” มีกำหนดจัดขึ้นในรอบสื่อมวลชน ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ วันเสาร์ที่ 14 และวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงละคร M Theatre บัตรเข้าชมมีจำหน่าย ณ วันนี้ผ่านทาง ThaiTicketMajor.com และผ่านช่องทาง ณ บริษัทฯ ค่ายดีแอคฯ มุ่งมั่นในการผลิตละครเวที ภาพยนตร์ และละครซีรี่ย์คุณภาพที่มุ่งมั่นนำเสนอผลงานที่ทรงคุณค่าทางศิลปะให้เป็นการยกระดับวงการละครเวทีให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ค่ายดีแอค บริษัท ดีแอคฟิล์ม เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด สำนักงานใหญ่ 999/9 ชั้น 29 อาคาร ดิ ออฟฟิศเซศ ออฟ เซ็นทรัลเวิร์ล พระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
อีเมล์ : dactfilm.ceo@gmail.com
โทรศัพท์: 02 207 2309


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พลิกทักษะ เปลี่ยนชีวิต! Future Skills 2026 จุดพลังแรงงานไทยสู่ตลาดงานอนาคต

พลิกทักษะ เปลี่ยนชีวิต! Future Skills 2026 จุดพลังแรงงานไทยสู่ตลาดงานอนาคต

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 : นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการ Future Skills 2026 พัฒนาทักษะพลิกชีวิตกำลังแรงงาน ณ ห้องประชุมโพทะเล แกรนด์ฮอลล์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ โดยมีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ ภาคีเครือข่าย นักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษา และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานกว่า 500 คน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทักษะแรงงานให้ทันต่อความต้องการของตลาดแรงงานถือเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ โครงการ Future Skills 2026 จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะใหม่ (Reskill) การยกระดับทักษะเดิม (Upskill) เพื่อเตรียมความพร้อมให้กำลังแรงงานไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและระดับสากล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและแนวคิดเศรษฐกิจ BCG Model

สำหรับโครงการดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–19 ธันวาคม 2568 มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการพัฒนาทักษะกำลังแรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ และกำลังแรงงานใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดการจ้างงาน อันจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานในพื้นที่อย่างยั่งยืน ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลากหลาย อาทิ การมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการประกอบท่อแรงดันสูงในงานอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ และหลักสูตรการใช้ภาษาเกาหลีเพื่อการทำงานก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ จำนวน 23 คน การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่เครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน จำนวน 12 แห่ง การมอบเงินช่วยเหลือหรืออุดหนุนจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้แก่สถานประกอบกิจการ จำนวน 9 แห่ง รวมวงเงินมากกว่า 140,000 บาท มอบป้ายศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จำนวน 9 แห่ง มอบป้ายเครื่องหมายมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จำนวน 1 แห่ง การสัมมนาชี้แจงสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีผู้เข้าร่วมกว่า 250 คน การพัฒนาทักษะกำลังแรงงานเพื่อตอบสนองการจ้างงานในพื้นที่ มีผู้อบรมมากกว่า 200 คน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อประเมินและรับรองความรู้ความสามารถและทักษะฝีมือของแรงงานให้ได้ตามมาตรฐาน จำนวน 33 คน และการประเมินและรับรองความรู้ความสามารถ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 จำนวน 30 คน พร้อมกันนี้ มีการจัดแสดงบูธนิทรรศการด้านอาชีพและเทคโนโลยีสมัยใหม่มากกว่า 25 บูธ ครอบคลุมสาขาเทคโนโลยีดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการจ้างงานและการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต

โครงการ Future Skills 2026 นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพกำลังแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ และเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการพัฒนาฝีมือแรงงานของประเทศให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนต่อไป นายสมาสภ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มาดามหยก” ปลุกพลังเงียบส่งพรรคก้าวอิสระลงสนาม ชู 3 แคนดิเดตนายกฯ จากคนธรรมดาสู่การเมืองจิตอาสาเพื่ออนาคตปี 2026

“มาดามหยก” ปลุกพลังเงียบส่งพรรคก้าวอิสระลงสนาม ชู 3 แคนดิเดตนายกฯ จากคนธรรมดาสู่การเมืองจิตอาสาเพื่ออนาคตปี 2026

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ : พรรคก้าวอิสระได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 2/2568 เพื่อกำหนดทิศทางพรรคและเปิดตัวผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยมี “มาดามหยก” หรือ น.ส.กชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรค เป็นผู้นำการประชุมท่ามกลางสมาชิกพรรคที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวอิสระรวม 15 ท่าน ประกอบด้วย น.ส.กชพร เวโรจน์ (หัวหน้าพรรค), นายมาโนช อุณหกาญจน์กิจ,นายไพโรจน์ อัครหิรัญภักดิ์, นายกิตติวินท์ แก้วคำภา, นายณัฐพล ทองคำ, นายจิรายุ แก้วพะเนาว์ (ทั้งหมดดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค), นายชาญชัย โตพฤกษา (เลขาธิการพรรค), นางสาวลภัสนันท์ หมื่นจิตย์ (เหรัญญิกพรรค), นายรุ่งโรจน์ รุ่งณรงค์รักษ์ (นายทะเบียนสมาชิกพรรค), นายอิศราชัย เจริญกิจวิวัฒน์ (โฆษกพรรค) พร้อมด้วยกรรมการบริหารอีก 5 ท่าน ได้แก่ นายนเรศร์ เกิดดี, นางสาวฐิติพร ประวัติศรีชัย, นายธเนศร์ พิทักษ์วงศ์สกุล, ว่าที่ ร้อยเอก ไกรภพ นครชัยกุล และ นายสิทธิพร พลนิเทศ นอกจากนี้ยังมีนายนัยนภนต์ โพธิ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าสาขาพรรคลำดับที่ 013 กรุงเทพฯ และนายอิศราชัย เจริญกิจวิวัฒน์ ลงสมัคร ส.ส. เขต 27 กรุงเทพฯ

ในส่วนของคณะกรรมการสรรหาพรรค มีรายชื่อดังนี้ : น.ส.กชพร เวโรจน์,นายมาโนช อุณหกาญจน์กิจ, นายชาญชัย โตพฤกษา, นายกิตติวินท์ แก้วคำภา, นางสาวนงลักษณ์ นพรัตน์, นายนัยนภนต์ โพธิ์สุวรรณ, นางสาวสุวรรณี ถนอมเมือง, นายจักรี ศรีหมอก และนายธนิต ศิริโยธา

ไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คน ได้แก่ 1.น.ส.กชพร เวโรจน์, 2.นายชาญชัย โตพฤกษา และ 3.นายอชิรวิทย์ ทนุก้ำ ซึ่งมาดามหยกเน้นย้ำว่า ทุกคนคือ “คนธรรมดาที่มีหัวใจจิตอาสา” และพร้อมจะนำพลังบริสุทธิ์เข้ามาขับเคลื่อนประเทศโดยไม่เน้นความขัดแย้ง โดยทางพรรคเตรียมมุ่งเป้าพัฒนาพื้นที่ “เชียงใหม่โมเดล” และให้ความสำคัญกับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ สู่ระดับประเทศ

โดย น.ส.กชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ กล่าวว่า “พรรคก้าวอิสระเป็นการรวมตัวของจิตอาสาทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา เราเป็นพรรคแรกและพรรคเดียวที่หลอมรวมจิตอาสาเข้ามาทำงานเมือง ตัวหยกเองทำจิตอาสามาเป็นปีที่ 29 แล้ว และมองว่าประเทศต้องเปลี่ยน เราไม่อยากทำสถาบันการเมืองแบบเดิมๆ จึงชวนทีมจิตอาสาที่มีความเสียสละเป็นทุนเดิมมาทำงานร่วมกัน เป็นการ ‘ทำการเมือง’ ไม่ใช่ ‘เล่นการเมือง’ เราจะไม่มีการแบ่งสี แยกฝ่าย หรือเลือกข้างค่ะ”

เมื่อถามถึงในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคมีความคาดหวังหรือกลยุทธ์อย่างไรในการสู้กับพรรคใหญ่? “ยอมรับตรงๆ ค่ะว่าการส่ง ส.ส. แบบแบ่งเขต เราอาจไม่มีกำลังพอไปสู้กับพรรคใหญ่ และเราก็ไม่คิดจะไปสู้กับใคร เพราะเราตั้งใจเข้ามาเพื่อร่วมทำงาน ตอนนี้มีหลายเขตที่เสนอตัวเข้ามา เช่น ในเชียงใหม่ที่หยกอยากให้เป็น ‘เชียงใหม่โมเดล’ รวมถึงพื้นที่ภาคอีสานโดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา หยกขอแค่คะแนนพรรค เพื่อให้พวกเราได้เข้าไปทำงานตรงนั้นและค่อยๆ เปลี่ยนแปลงประเทศไปทีละนิดค่ะ”

“และแม้ก่อนหน้านี้จะชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า แต่หยกมองว่าในปี 2026 ประเทศต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไม่กล้าก้าวออกมา คนที่ตามหลังเราอยู่เขาก็คงไม่กล้า จึงอยากขอแรงจาก ‘พลังเงียบ’ หรือพลังบริสุทธิ์ทุกคน อย่าคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะถ้าเราปล่อยให้สิ่งไม่ดีดำเนินต่อไป เราจะเริ่มอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลย หยกอยากให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในปีใหม่ปีหน้านี้ค่ะ” กล่าวปิดท้าย

พรรคก้าวอิสระ #มาดามหยก #การเมืองสร้างสรรค์ #จิตอาสา #แคนดิเดตนายก #เชียงใหม่โมเดล


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒน์ จับมือ SkillLane Conicle จัดคอร์สพิเศษ Upskill แรงงาน ฟรี 20,000 สิทธิ์

กรมพัฒน์ จับมือ SkillLane Conicle จัดคอร์สพิเศษ Upskill แรงงาน ฟรี 20,000 สิทธิ์

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กำลังแรงงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคนิเคิล จำกัด โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายเอกฉัตร อัศวรุจิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และนายนกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ กรรมการ บริษัท โคนิเคิล จำกัด เป็นผู้ลงนาม นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวกฤษณา พุทราคำ เจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลลูกค้าองค์กร บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และนายวรพล แวววรวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โคนิเคิล จำกัด เป็นพยาน มีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหาร บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร บริษัท โคนิเคิล จำกัด ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคารสูง 6 ชั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลเพื่อมุ่งสร้างแรงงานดิจิทัลที่พร้อมด้วยทักษะในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัล ดังนั้น การพัฒนาแรงงานด้านดิจิทัลจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยเตรียมพร้อม ให้ประเทศเดินหน้าไปสู่อนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายและกลไกในการบูรณาการภารกิจร่วมกัน ซึ่งทั้งสามหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานด้านดิจิทัลแบบออนไลน์ ผ่านการเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม “DSD Online Training” “SkillLane” และ“Conicle” โดยจะดำเนินการฝึกอบรมออนไลน์ในหลักสูตรต่างๆ เช่น Critical Thinking & Problem-Solving, Data Analytics Workflow, Canva AI สร้าง Content เหนือชั้นด้วย AI ครบวงจร เป็นต้น และในอนาคตจะร่วมกันจัดฝึกอบรมผ่าน One Platform for Skill Development ซึ่งเป็น “แพลตฟอร์มกลาง” สำหรับการพัฒนาทักษะแรงงานแบบออนไลน์ ซึ่งผู้เรียนสามารถเข้าถึงหลักสูตรได้ทุกที่ ทุกเวลาผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ ทำให้แรงงานและสถานประกอบกิจการสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อว่า ผมขอขอบคุณบริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคนิเคิล จำกัด ที่ให้การสนับสนุนสิทธิการฝึกอบรมออนไลน์ให้แก่แรงงานทั่วไป และสถานประกอบกิจการ จำนวน 20,000 สิทธิมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10,341,000 บาท เพื่อมอบให้แก่กำลังแรงงาน ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำสื่อการฝึกอบรมที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับบรรจุไว้ใน DSD Online Training ของกรมเพื่อให้บริการประชาชนที่ต้องการพัฒนาทักษะความรู้ของตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้น

นายเอกฉัตร อัศวรุจิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท สกิลเลน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นครั้งที่สองระหว่างทั้งสองหน่วยงาน โดย ในครั้งนี้บริษัทมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะมอบสิทธิ์การเรียนออนไลน์จำนวน 10,000 สิทธิ์ เพื่อขยายโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยหลักสูตรที่ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ อาทิ Business, Data and Digital Innovation, Functional, Individual Development,People and Leadership รวมถึง Sales and Advisory บริษัทเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ จะสามารถต่อยอดความสำเร็จที่ผ่านมา และสนับสนุนการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Thailand Halal Assembly 2025 จุดกระแส “Green Halal” เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและระบบนิเวศฮาลาลอย่างยั่งยืน

Thailand Halal Assembly 2025 จุดกระแส “Green Halal” เดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและระบบนิเวศฮาลาลอย่างยั่งยืน

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย จัดงาน Thailand Halal Assembly 2025 (THA2025) เวทีประชุมวิชาการด้านฮาลาลครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยปีนี้มาพร้อมแนวคิด “Green Halal Beyond Sustainability” หรือกรีนฮาลาล สู่อนาคตแห่งความยั่งยืน มุ่งผลักดันโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลยุคใหม่ที่ผสานมิติด้านสิ่งแวดล้อม หลักศาสนา สังคม และนวัตกรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานฮาลาลไทยสู่ระดับสากล

ดร.พรพิมล มะหะหมัด ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานจัดงาน เปิดเผยว่า THA2025 ยังคงยืนหยัดในบทบาทเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล นวัตกรรม สังคมศาสตร์ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการพัฒนาที่ตอบโจทย์ทั้งมิติวิชาการและเศรษฐกิจโลกฮาลาลที่ขยาตัวอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ ดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนาระบบฮาลาลมายาวนานกว่า 22 ปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรและองค์ความรู้รองรับอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย BCG ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเน้นการใช้พลังงานสะอาด การผลิตที่มีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยคาร์บอน และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากลภายใต้แนวคิด “Green Halal Beyond Sustainability” ที่เน้นการบูรณาการหลักสิ่งแวดล้อม ความถูกต้องตามหลักอิสลาม และเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าใหม่ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง (Hub) ด้านการค้าและการผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่มีมูลค่าส่งออกกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2025 นี้อีกด้วย

Thailand Halal Assembly 2025 (THA2025) เป็นงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นเวทีสำคัญสำหรับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล นักธุรกิจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากนานาประเทศ ในปีนี้มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมอัลมีรอซ กรุงเทพฯ โดยมีกิจกรรมภายในงานครอบคลุมด้านวิชาการอย่างหลากหลาย อาทิ การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยีฮาลาล (The International Halal Science and Technology Conference :
IHSATEC 2025–The 18th HASIB) นิทรรศการวิชาการ ภายใต้หัวข้อ “Green Halal Economy : Beyond Sustainability” เพื่อแสดงให้เห็นว่า หลักการฮาลาลสามารถเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูโลกได้อย่างไร ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่ตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ IMT–GT WGHAPAS เป็นการประชุมหารือเชิงยุทธศาสตร์ของคณะทำงานด้านผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล ภายใต้แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับภูมิภาค การรักษาความถูกต้องตามหลักฮาลาล (Halal Integrity) แนวปฏิบัติที่ยั่งยืน และกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ Green Halal Workshop เป็นเวิร์คช็อป “Green Halal Make-Your-Own Beauty” กับผู้เชี่ยวชาญจาก Herbalstudio ทำจริง ใช้จริง และนำผลิตภัณฑ์กลับบ้านและมีการทำข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรด้านวิทยาศาตร์ฮาลาลระหว่างศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับหน่วยงานจาก 12 ประเทศ

รวมถึงการนำเสนอและประกวดผลงานวิจัยจากนักวิจัย นิสิต และผู้สนใจทั้งจากในและต่างประเทศกว่า 70 ผลงาน จาก 34 ประเทศ โดยผลงานที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการนานาชาติ Journal of Halal Science, Industry and Business (JHASIB) ซึ่งได้รับการจัดทำดัชนีในฐานข้อมูล ASCI,ICI Journals Master List,Google Scholar และอยู่ระหว่างการเข้าสู่ฐานข้อมูล Scopus

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายสุรพงศ์ นำชัยรุจิพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยบุคคลสำคัญจากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ฯพณฯ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี, H.E. Mr. Ihsan Ovut เลขาธิการ SMIIC, พล.ต.ต. สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย,ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเดิมชัย คงคำ ผู้ช่วยอธิการบดี ในฐานะผู้แทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล พร้อมผู้แทนองค์กรรับรองฮาลาลจากต่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ–เอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขา

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ThailandHalalAssembly.com ,Facebook : Thailand Halal Assembly หรือโทร. 02-218-0618
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ : บริษัท พีแอลเอ คอมมิวเคชั่น จำกัด
กุลวีณ์ วิริโยทัย โทร.081-755-0645 หรือ บุณิกา สายพันธุ์ โทร.091-154-1546


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ นำทีม ทส. ชวนประชาชนพกถุงผ้า ลดใช้ถุงพลาสติก ในงานกาชาด ปี 2568

ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ นำทีม ทส. ชวนประชาชนพกถุงผ้า ลดใช้ถุงพลาสติก ในงานกาชาด ปี 2568

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และพนักงานในสังกัดกระทรวงฯ เดินขบวนรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก และรณรงค์การคัดแยกขยะ ภายในงานกาชาด ประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร พร้อมร่วมกิจกรรมภายในร้านกาชาดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ร้านกาชาด ทส.) “จากภูผา…สู่มหานที และความหลากหลายทางชีวภาพ”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยมี Roadmap การจัดการขยะพลาสติกของประเทศ พ.ศ.2561-2573 มีเป้าหมาย ลดและเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวและมุ่งสู่การนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายใน ปี 2570 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการลดและแก้ไขปัญหาพลาสติก โดยในวันนี้ได้ร่วมเดินขบวนรณรงค์เชิญชวนประชาชนลดการใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว รวมถึงส่งเสริมการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง โดยได้แจกถุงผ้าให้แก่ประชาชนที่มาเที่ยวชมงานกาชาด เพื่อนำไปใช้ในการจับจ่ายสินค้าภายในงานแทนการใช้ถุงพลาสติก เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ และร่วมแก้ไขปัญหาภาวะโลกเดือดอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษยังได้ดูแลและควบคุมมลพิษทางเสียง ภายในงานกาชาด ปี 2568 โดยขอความร่วมมือร้านค้าและบูธต่างๆ ภายในงาน ไม่ให้มีระดับเสียงเกิน 85 เดซิเบล เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนที่มาร่วมงาน นอกจากนี้ ยังได้จัดจุดตรวจวัดและมอนิเตอร์เสียงภายในงาน จำนวน 8 จุด ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวงานกาชาดที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความสุขให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมงานอย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน