กกต.เพชรบูรณ์ลุยเต็มสูบ! ปล่อยคาราวาน 6 คัน ตระเวนปลุกคนใช้สิทธิ เลือกตั้ง สส. 8 ก.พ. 69

กกต.เพชรบูรณ์ลุยเต็มสูบ! ปล่อยคาราวาน 6 คัน ตระเวนปลุกคนใช้สิทธิ เลือกตั้ง สส. 8 ก.พ. 69

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ (กกต.เพชรบูรณ์) เดินหน้ารณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเข้มข้น ด้วยการปล่อยขบวนรถประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 6 คัน ครอบคลุมทั้ง 6 เขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คัน ออกกระจายเสียงให้ข้อมูลการเลือกตั้งในทุกพื้นที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์

นางสาวพูนศรี สุขเสวก ผู้อำนวยการ กกต.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า การประชาสัมพันธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อย้ำเตือนและสร้างความตระหนักให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้รับทราบวัน เวลา ขั้นตอน และความสำคัญของการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภา พันธ์ 2569 ณ หน่วยเลือกตั้งที่มีรายชื่อของตนเอง พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และข้อควรปฏิบัติในการเลือกตั้ง เพื่อให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสุจริต

สำหรับขบวนรถประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง สส. จังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้ง 6 เขต 6 คัน ได้เริ่มออกปฏิบัติการลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม ไปจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ครอบคลุมทั้งเขตเมือง เขตชนบท และชุมชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุดก่อนวันเลือกตั้งจริง

ผู้อำนวยการ กกต.เพชรบูรณ์ ย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนที่ไปใช้สิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้งทั้งหมด 3 ใบ ได้แก่

  1. บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต สีเขียว
  2. บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ สีชมพู
  3. บัตรออกเสียงประชามติ สีเหลือง

ทั้งนี้ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ จำเป็นต้องแจ้งเหตุ มิฉะนั้นอาจถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี โดยการแจ้งเหตุกรณีเลือกตั้ง สส. สามารถแจ้งได้ 2 ช่วง คือ ภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 1–7 กุมภาพันธ์ 2569 และภายใน 7 วันหลังวันเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 9–15 กุมภาพันธ์ 2569

ส่วนการออกเสียงประชามติ การแจ้งเหตุสามารถดำเนินการได้ก่อนวันออกเสียง ระหว่างวันที่ 14 มกราคม ถึง 7 กุมภาพันธ์ 2569 และหลังวันออกเสียง ระหว่างวันที่ 9–15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสามารถแจ้งได้ที่อำเภอหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แจ้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมการปกครอง รวมถึงผ่านแอปพลิเคชัน Smart Vote และ “ทางรัฐ”

กกต.เพชรบูรณ์ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ พร้อมย้ำว่า “เสียงของประชาชนทุกคนมีค่าเท่ากัน” ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย


มนสิชา คล้ายแก้ว เพชรบูรณ์ รายงาน

ตำรวจเมืองโคราชเข้ม รับมือเหตุชิงทองซ้อมแผนเต็มรูปแบบ สร้างความอุ่นใจร้านทอง

ตำรวจเมืองโคราชเข้ม รับมือเหตุชิงทองซ้อมแผนเต็มรูปแบบ สร้างความอุ่นใจร้านทอง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองนคร ราชสีมา ได้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุชิงทรัพย์ร้านทอง ณ ร้าน ไท้เฮงล้ง(ตราช้าง) TGG ถนนชุมพล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การซ้อมแผนเริ่มต้นด้วยสถานการณ์จำลอง คนร้ายสวมหมวกกันน็อก ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาก่อเหตุใช้อาวุธปืนข่มขู่พนักงานเพื่อชิงทองคำ จากนั้นเป็นการฝึกขั้นตอนการรับมือของร้าน การแจ้งเหตุ การติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ การส่งต่อข้อมูลคนร้ายและทิศทางหลบหนี เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและเข้าจับกุมได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุจริง

พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า การซ้อมแผนในครั้งนี้ได้บูรณาการกำลังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหัวหน้าสายตรวจ พนักงานสอบ สวน เจ้าหน้าที่สืบสวน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจุด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบทบาทและขั้นตอนการปฏิบัติอย่างชัดเจน เมื่อเกิดเหตุจริงจะสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยการซ้อมในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความเข้าใจตรงกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าตำรวจมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ด้านนางสาวภัทรียา รัตนศิริมณีเวทย์ หรือ “คุณนิด” เจ้าของร้านไท้เฮงล้ง(ตราช้าง) TGG กล่าวว่า การซ้อมแผนในวันนี้ช่วยให้ร้านและพนักงานมีความเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุจริงมากขึ้น ทั้งการแจ้งเหตุ การติดต่อประสานงาน และการดูแลความปลอดภัยภายในร้าน ทำให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวสูง พร้อมยืน ยันว่าการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่โคราชมีความเข้มงวดและใส่ใจมาโดยตลอด ขอให้ลูกค้ามั่นใจว่าสามารถซื้อ–ขายทองได้อย่างปลอดภัย


กิตตินันท์ นครราชสีมา

รองผู้บัญชาการทหารบก ชมการกระโดดร่ม และประดับเครื่องหมายปีกร่ม หลักสูตรส่งทางอากาศ รุ่นที่ 360 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมภารกิจส่งทางอากาศของกองทัพบก

รองผู้บัญชาการทหารบก ชมการกระโดดร่ม และประดับเครื่องหมายปีกร่ม หลักสูตรส่งทางอากาศ รุ่นที่ 360 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมภารกิจส่งทางอากาศของกองทัพบก

วันนี้ (29 ม.ค. 69) พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปเป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถนักโดดร่ม และพิธีปิดการฝึกอบรมหลัก สูตรส่งทางอากาศ รุ่นที่ 360 ณ สนามกระโดดร่มบ้านท่าเดื่อ จังหวัดลพบุรี โดยมี พลโท อดุลย์ จันทร์มา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ให้การต้อนรับ

สำหรับหลักสูตรส่งทางอากาศ รุ่นที่ 360 จัดการฝึกอบรมโดยโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ มีผู้เข้ารับการอบรมรวม 303 นาย ประกอบด้วย นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 3 จำนวน 286 นาย นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 5 จำนวน 2 นาย และนักเรียนแพทย์ทหาร วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า จำนวน 15 นาย โดยทำการฝึกระหว่างวันที่ 3–30 มกราคม 2569 ครอบคลุมการศึกษาภาควิชาการ การทดสอบร่างกาย และการฝึกภาคปฏิบัติ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการฝึกและทดสอบการกระโดดร่มจากอากาศยาน

ในการนี้ รองผู้บัญชาการทหารบกและคณะได้ร่วมรับชมการกระโดดร่มของนักเรียนในหลักสูตรฯ ก่อนประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถนักโดดร่ม และมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึก

โอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบกได้แสดงความยินดีกับนักเรียนหลักสูตรส่งทางอากาศ รุ่นที่ 360 ที่สำเร็จการฝึกตามมาตรฐานของโรงเรียนสงครามพิเศษ และได้รับประดับเครื่อง หมายนักโดดร่มกองทัพบก พร้อมมอบใบประกาศนียบัตร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันทรงเกียรติของความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ และการเสียสละ พร้อมเน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายตระหนักถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของเครื่องหมายที่สวมใส่ มีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ เป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ และปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มความสามารถต่อไป


29 มกราคม 2569
แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ปาย… ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานแล้ว

ค่าปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ของอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน เริ่มสูงเกินค่ามาตรฐาน ล่าสุดวันนี้ วัดปริมาณได้ 39.2 มคก./ลบ.ม. จากค่ามาตรฐาน ไม่เกิน ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.วอนงดกิจกรรมออกกำลังกายกลางแจ้ง

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียง ราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน) ได้รายงานว่า พบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ”ในพื้นที่ ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน PM2.5 = 43.5 มคก./ลบ.ม. และ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 39.2 มคก./ลบ.ม. โดยค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

คาดการณ์การสะสมของฝุ่นละอองภาพรวมภาคเหนือวันพรุ่งนี้ คุณภาพอยู่ในระดับ “ปานกลาง” ซึ่งพบว่าการระบายอากาศส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ “ไม่ดี” ขณะที่ชั้นบรรยากาศใกล้ผิวพื้นมีลักษณะปิด โดยระหว่างวันการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี จึงคาดว่าแนวโน้มความเข้มข้นของฝุ่นละอองจะอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ถึง ดีอัตราระบายอากาศรายชั่วโมงระหว่างวันมีค่าน้อยกว่า 6,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยในช่วงเวลา 18.00 – 11.00 น.เป็นช่วงที่อัตราระบายอากาศต่ำ

ข้อแนะนำ ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ประชาชนทั่วไปควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากมีความจำเป็นควรสวมหน้ากากป้องกัน PM2.5 ประชาชนกลุ่มเสี่ยงหากมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ และ ขอความร่วมมืองดเผาในที่โล่งทุกพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรงดเผาวัชพืช เศษกิ่งใบลำไย ตอซังข้าวและเศษวัสดุทาง การเกษตร รวมถึงประชาชนควรงดเผาในที่โล่งต่างๆ และงดเผาในพื้นที่ป่า เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนา สัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 7 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 7)

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนา สัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 7 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 7)

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 11.00 นาฬิกา พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 7 (พสบ.ทภ.3 รุ่นที่ 7) ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมฯ จำนวน 89 คน ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ตำรวจ จำนวน 22 นาย, ข้าราชการพลเรือน, พนักงานรัฐวิสาหกิจ, พนักงานองค์กรของรัฐ จำนวน 17 คน และนักธุรกิจภาคเอกชน จำนวน 50 คน ณ ห้องคอนเวนชั่น 1 ชั้น 5 โรงแรมท็อปแลนด์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มี พันเอก ประวิธ ธรรมชาติ ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 7 กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ฯ

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน พนัก งานรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์อันจัดส่งผลให้เกิดการสนับสนุนส่งเสริมพลังมวลชนในระดับผู้บริหาร และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของชาติ และการพัฒนาประเทศตลอดจนเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของกองทัพบก พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ภัยคุกคาม ด้านความมั่นคงของประเทศ โดยมีเนื้อหาวิชาที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  1. ภาควิชาการ ประกอบด้วย การบรรยายการสร้างอุดมการณ์ความรักชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ภารกิจ และการดำเนินงานของกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 3 ปัญหาภัยคุกคาม ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การเดินตามศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาประเทศและความยั่งยืนรวมทั้งการสื่อสารดิจิทัล
  2. ภาคปฏิบัติประกอบด้วย การจัดเวทีเสวนา การเสวนาระดมความคิดเห็น การทัศนศึกษากิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์และการดำเนินงานจิตอาสา

ทั้งนี้ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้ร่วมเป็นเครือข่ายและสนับสนุนงานด้านความ มั่นคงของชาติ และร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาอย่างสร้างสรรค์ ในนามของ สมาชิก พสบ.ทภ.3 ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แค่หนึ่งหยดโลหิต ก็ช่วยต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 จัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” บริจาค โลหิต อวัยวะ และดวงตา น้อมถวายความอาลัยถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในวันทหารผ่านศึก


เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 จัดกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” บริจาค โลหิต อวัยวะ และดวงตา น้อมถวายความอาลัยถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเนื่องในวันทหารผ่านศึก ร่วมกับ เหล่ากาชาด จังหวัดพะเยา และโรงพยาบาลพะเยา ณ แหล่งสมาคมค่ายขุนเจืองธรรมิกราช โดยมี พลตรี วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 พร้อมด้วย คณะผู้บังคับบัญชา ให้การตรวจเยี่ยมให้กำลังใจ และร่วมบริจาคโลหิต

ในการนี้ กำลังพลจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 34 ,กรมทหารราบที่ 17 ,กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 และหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 34 ร่วมกิจกรรมฯ จำนวน 160 นาย โดยกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน สามารถ บริจาคโลหิตได้ จำนวน 99 นาย ได้ปริมาณโลหิต 44,550 ซีซี อีกทั้งมีผู้ประสงค์บริจาคดวงตา 1 นาย และบริจาคอวัยวะ 1 นาย

#บริจาคโลหิต #มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ Kick off บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อุทยานแห่งชาติผาแดง

จังหวัดเชียงใหม่ Kick off บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อุทยานแห่งชาติผาแดง

เมื่อวันพุธที่ 28 มการาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่อุทยานแห่งชาติผาแดง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ นายสมนึก ท้าวพา ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า เป็นประธานในการเปิดกิจกรรมปฏิบัติการรณรงค์ (Kick off) การแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อุทยานแห่งชาติผาแดง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาทและมอบเสบียงอาหาร และเครื่องยังชีพในป่า ให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จิตอาสาภัยพิบัติ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างมีความระ มัดระวัง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการทำงานมาเป็นลำดับแรก

ทั้งนี้ หัวหน้าพื้นที่บูรณาการอุทยานแห่งชาติผาแดง ประสานกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเชียง ดาว กระทรวงสาธารณสุขเพื่อดำเนินการตรวจสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนก่อนถึงห้วงเวลาการปฎิบัติงานอีกด้วย พร้อมทั้งมีการอบรมให้ความรู้พื้นฐานด้านการควบคุมไฟป่าตลอดจนการใช้อุปกรณ์ดับไฟป่าให้กับเจ้าที่ผู้ปฏิบัติงานจุดเฝ้าระวัง โดยมีหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเชียงใหม่พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่าเชียงใหม่ เป็นวิทยากรในการฝึกอบรมดังกล่าว


นที มีเดช รายงาน

“กรมทหารพรานที่ 32” บรรยายให้ความรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันที่ 28 มการาคม 2569 พันเอก ปิยะพงษ์ พรดา ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 32 มอบหมายให้ โครงการทหารพันธุ์ดี กรมทหารพรานที่ 32 ให้การต้อนรับ คณะครูและ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนน่านบ้านดอน(ศรีเสริมกสิกร) อ.เมืองน่าน จ.น่าน จำนวน 232 คน

โดยบรรยายให้ความรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและการดำเนินงานของศูนย์ผลิตไก่พันธุ์พื้นเมืองและไก่กระดูกดำพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งเลี้ยงไก่ จำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำ, ไก่กระดูกดำ, ไก่เหลืองหางขาว และด้านการปลูกผักปลอดภัย (ผักกางมุ้ง) เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มทักษะและประสบการณ์สามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตประจำวัน และนำไปขยายผลสู่โรงเรียนต่อไปได้ ณ โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน ฐานปฏิบัติการแสงเพ็ญ ต.ฝายแก้ว อ.ภูเพียง จ.น่าน

#โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน #ชุมชนเบิกบานอาหารปลอดภัย #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส #กองทัพบกช่วยเหลือประชาชน #กรมทหารพรานที่32สุภาพบุรุษชุดดำ #หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่32 #กองกำลังผาเมือง


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1

จังหวัดนครราชสีมา – การประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1

เมื่อวันที่ ( 29 ม.ค. 69) เวลา 09.30 น. ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครราชสีมา พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ประจำปี 2569 ครั้งที่ 1 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและการให้ข้อเสนอแนะของผู้บริหารเพื่อนำไปสู่การ “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ” ต่อการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานแบบบูรณาการให้มีความประสานสอดคล้อง และสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน อันจะทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังเพื่อสร้างความรู้จัก และความสัมพันธ์ที่ดีในระดับผู้บริหาร โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จากพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมในการประชุมฯ

โดยเป็นการประชุมเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ ในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในครั้งนี้ ได้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้แก่ การป้องกันภัยคุกคามเร่งด่วนการสกัดกั้นภัยคุกคามข้ามชาติ และปัญหายาเสพติดตามแนวชายแดนการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมออนไลน์ และการก่อการร้ายข้ามชาติการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มาตรการสกัดกั้นข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งปัญหาดังกล่าว นับว่าเป็นภัยคุกคามซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นส่วนรวม

ซึ่ง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในห้วงต่อไป โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจ ขอบเขต บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามกรอบกฎหมาย มีความเป็นรูปธรรม และสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ที่ประจักษ์ต่อทุกภาคส่วน โดยกำหนดเป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง จำนวน 5 ประการ ได้แก่ การสร้างความชัดเจนในบทบาทหน่วยงานด้านความมั่นคง การยกระดับศักยภาพในการรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ การทำงานเชิงรุกโดยอาศัยข้อมูล การประเมินสถานการณ์ และความร่วมมือจากประชาชน การบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ พร้อมการติดตามประเมินผล และการเสริมสร้างบทบาทกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ในการช่วยเหลือประชาชน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ได้ขอความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงอย่างบูรณาการ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินและรับมือภัยคุกคามเชิงรุก การดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหายาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี สาธารณภัย และการเสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในห้วงการเลือกตั้งและประชามติ

ทั้งนี้ หวังว่าความร่วมมือดังกล่าว จะทำให้การรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงให้แก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม และขอขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันแก้ไขปัญหา จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จังหวัดชายแดนที่มีการแจ้งเตือน, การอพยพประชาชน, การจัดระเบียบในพื้นที่อพยพ, การตรวจสอบสายลับ และการดูแลพื้นที่ส่วนหลังจังหวัดตอนใน รวมถึงการมอบสิ่งของบริจาค, จัดพิธีศพทหาร, การตรวจสอบแรงงานต่างด้าว ความมุ่งมั่นตั้งใจ เสียสละของทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างการรับรู้แก่ประชาชน เพื่อให้ความร่วมมือสนับสนุน และการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติภารกิจให้เกิดความมั่นคงของชาติ ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีความรัก ความสามัคคี ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ อย่างยั่งยืนสืบไป


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2

“ปัญหายาเสพติด” เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ หากแก้ไม่ได้ ขอให้ยุบหน่วยงานทิ้ง

วันที่ 9 ธ.ค.64 ผมได้หารือเรื่อง “ปัญหายาเสพติด” ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมได้หารือในปัญหานี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เขต 2 จ.นครศรีธรรมราช ในวาระกว่า 3 ปี แต่ไร้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบสนองดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ยาเสพติด ถือเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศนี้ ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคล ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศไทย รวมไปถึงประชาคมโลก

การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะเกิดขึ้นไม่ได้หากว่าปัญหายาเสพติดยังคงครอบงำ ลูกหลาน เยาวชน ประชาชนอยู่เช่นในขณะนี้ ทำให้สังคมเสื่อมโทรม ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ลัก ปล้น ขโมย ฆ่าข่มขืน

แต่ยิ่งผมมีการหารือในสภาฯ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกครั้ง ผมหารือในปัญหาดังกล่าวมาถึง 3 ครั้ง บางครั้งมีเสียงกล่าวว่าให้ผม เบาๆลงบ้างกับเรื่องดังกล่าว ผมต้องถามกลับไปว่า ถ้าเราไม่สนใจกับปัญหานี้ แล้วประเทศชาติจะพัฒนาไปได้อย่างไร ในเมื่อทรัพยากรบุคคลของชาติตกอยู่ในวังวนของยาเสพติด

ดังนั้นในครั้งนี้ผมจึงขอฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ให้ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด ,อำเภอ และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในสังกัดองค์กรปกครองบริหารส่วนท้องถิ่น

ที่ผ่านมาดูเหมือนว่าปัญหานี้จะเกินกำลังศักยภาพของหน่วยงานเหล่านี้ หรือว่ามีหน่วยงานที่รับผิดชอบมากจนเกินไป ผมจึงขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบ สำนักนายกรัฐมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น

หากว่ายังไม่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้ ขอให้ยุบหน่วยงานในสังกัดทั้งหมดที่ดูแลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตัดงบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นๆแทน และให้หน่วยงาน ปปส. เพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่รับผิดชอบ