“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ

“เคนโด้” ลุยอีสาน! ชาวบ้านขานรับนโยบาย “รวมไทยสร้างชาติ” ปลื้มมาตรการลดค่าครองชีพ

บรรยากาศการลงพื้นที่ของทีมงานพรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย “เคนโด้” กลายเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะลีลาการหาเสียงที่ไม่เหมือนใคร แบบ มัน ม่วน คั่ก ถูกใจคนอีสาน โดยเฉพาะการชูจุดเด่นเรื่องนโยบายแก้ปัญหาปากท้องที่เข้าถึงใจชาวบ้าน

ชูนโยบาย “ลดภาระประชาชน” ได้ใจเต็มร้อย จากการพูดคุยและเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าประเด็นที่ได้รับเสียงตอบรับดีที่สุดคือ มาตรการการจัดการพลังงานที่มีผลต่อชีวิตประจำวันโดยตรง ได้แก่ ค่าไฟฟ้า : มาตรการควบคุมราคาค่าไฟที่ไม่ให้เป็นภาระต่อครัวเรือนจนเกินไป ด้วยนโยบายลดค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย, ก๊าซหุงต้ม : การดูแลราคาก๊าซให้คงที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ทั้งแม่บ้านและพ่อค้าแม่ค้าอาหาร, น้ำมัน : การบริหารจัดการราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการขนส่งและเกษตรกรรมในพื้นที่ ราคาเดียวเบนซิล-ดีเซล 25 บาท/ลิตร

เสียงสะท้อนจากพื้นที่ ชาวบ้านหลายรายระบุว่า นโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ “โดนใจ” เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าครองชีพมีความผันผวน การส่งตัวแทนอย่าง “เคนโด้” ลงมาคลุกคลีและรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในพื้นที่ว่าเสียงของพวกเขาจะถูกนำไปผลักดันเป็นนโยบายที่ทำได้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ยกระดับโลจิสติกส์ไทย กระทรวงแรงงานปั้นแรงงานฝีมือ ป้อนธุรกิจขนส่ง–การค้าระหว่างประเทศ

ยกระดับโลจิสติกส์ไทย กระทรวงแรงงานปั้นแรงงานฝีมือ ป้อนธุรกิจขนส่ง–การค้าระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ จำนวน 3 รุ่น 150 คน ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์รองรับธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ โดยมีนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกรมฯ ให้การต้อนรับ ณ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เขตบางนา กรุงเทพฯ

นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “กระทรวงแรงงานมีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย การมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้ง 3 รุ่นในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการยืนยันถึงความสำเร็จทางการศึกษาเท่านั้น แต่คือการรับรองว่าเรามีแรงงานที่มีมาตรฐาน พร้อมขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ก้าวสู่ระดับสากล”

ด้าน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับทักษะ (Upskilling) ให้แก่กำลังแรงงานเพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ความสำเร็จของผู้ผ่านการฝึกอบรมทั้ง 3 รุ่นนี้ เป็นผลพวงจากการหลักสูตรที่เข้มข้น ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่จบไปจะมีทักษะที่ ‘ทำได้จริง’ และ ‘ทำงานได้ทันที’ ตรงตามมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ” นอกจากนี้การได้รับวุฒิบัตรในครั้งนี้ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความก้าวหน้าในสายอาชีพ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตำแหน่งงานในองค์กรชั้นนำ และเสริมสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงานด้วยมาตรฐานวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อันจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ทางด้าน นายเฉลิมศักดิ์ กาญจนวรินทร์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือ TIFFA นายกสมาคม TIFFA ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า “ผู้ที่ได้รับวุฒิบัตรในวันนี้ ถือเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะเข้าทำงานในบริษัทสมาชิกของสมาคมฯ ได้ทันที ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ไทยเจ้าภาพจัดศึกซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเอเชีย 2026

สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจากสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย (ASTF) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026 ระหว่างวันที่ 25–30 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ สนามกีฬาซอฟท์เทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการนี้ นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ได้ให้การต้อนรับและประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชีย (Asian Soft Tennis Federation : ASTF) ได้แก่ Mr. Kenji Sato Secretary General, Asian Soft Tennis Federation และ Mr.Nobu Fukasawa General Manager,Asian Soft Tennis Federation

ซึ่งได้เดินทางจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทย ในวันที่ 25-28 มกราคม 2569 เพื่อประสานงาน ประชุมปรึกษาหารือ และตรวจความพร้อม ทั้งด้านสนามแข่งขัน ที่พักนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ รวมถึงการบริหารจัดการและมาตรฐานการจัดการแข่งขัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานระดับนานาชาติของ ASTF

ทั้งนี้ การแข่งขันรายการดังกล่าว จะมีประเทศชั้นนำด้านกีฬาซอฟท์เทนนิสของทวีปเอเชียเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก อาทิ ประเทศญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเกาหลี, ไชนีสไทเป, สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงประเทศสมาชิกจาก ภูมิภาคอาเซียน อีกหลายประเทศ การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการ พัฒนากีฬาซอฟท์เทนนิสของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและการบริหารจัดการกีฬา เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกีฬาซอฟท์เทนนิสในระดับทวีปเอเชียอย่างยั่งยืน

สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณสหพันธ์กีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งเอเชียที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสระดับนานาชาติในครั้งนี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผนึกกำลัง หนุนแนวคิดวิน-วินทุกฝ่าย

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผนึกกำลัง หนุนแนวคิดวิน-วินทุกฝ่ายดันบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นบนดิน เยาวชนได้รับการปกป้อง ผู้บริโภคมั่นใจสินค้าคุณภาพ รัฐคุมเข้มได้-เพิ่มรายได้ภาษี

จากประเด็นร้อนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ออกมาเสนอให้ดึงบุหรี่ไฟฟ้า ที่ปัจจุบันผิดกฎหมายไทยขึ้นมาอยู่บนดิน และให้มีการเก็บภาษีอย่างถูกต้อง โดยมีแนวทางคือ ควบคุมการนำเข้าและคุณภาพ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ขึ้นทะเบียนผู้ขาย ร้านค้าต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง ห้ามขายให้เด็กและเยาวชน ต้องมีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ขายให้ผู้เยาว์ และเปลี่ยนส่วยเป็นภาษี นำเงินที่เคยรั่วไหลไปกับส่วย มาเป็นรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “เครือข่ายของเราสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่และไม่ต้องการเห็นเด็กใช้บุหรี่ทุกประเภท แต่เพราะว่ายังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงสูบบุหรี่มวนต่อไป ขณะที่ 91 ประเทศในโลกถือว่าบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายและเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ทำให้คนเลิกบุหรี่มวน และมีสารอันตรายน้อยกว่า ฉะนั้น การแบนบุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่ตอบโจทย์ปัญหา อีกทั้ง การพยายามออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ที่เข้มงวด เช่นการขึ้นภาษี ทำให้คนสูบบุหรี่หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันมากขึ้น แต่จำนวนคนสูบบุหรี่กลับลงลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

นายอาสาฯ ยังกล่าวต่อว่า บุหรี่ไฟฟ้าที่ขายกันใต้ดินมีหลายรสชาติ แต่งกลิ่น แต่งสี เยาวชนก็แอบผู้ปกครองไปซื้อได้ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมากและเราคุมอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้น การเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า แทนการห้ามโดยเด็ดขาด เช่น ระบบใบอนุญาตผู้ขาย การกำหนดอายุผู้ซื้อหรือผู้ใช้การควบคุมคุณภาพสินค้าและการผลิต เพื่อป้องกันการแต่งเติมสารเสพติดหรือสารอันตรายที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า นอกจากนี้ ยังช่วยตอบโจทย์เรื่องการต่อยอดการทำเกษตรกรรมยาสูบ โดยสามารถนำส่วนของใบยาสูบที่มาผลิตนิโคตินเหลว ที่สกัดนิโคตินจากใบยามาเป็นน้ำยาใช้ร่วมกับบุหรี่ไฟฟ้าได้

“ถ้าเราสามารถแก้พ.ร.บ.ยาสูบฯ เอาบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเคยอยู่ใต้ดินมาอยู่บนดินได้ พร้อมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเหมือนกับบุหรี่มวน ทุกฝ่ายก็จะวินวิน เศรษฐกิจของชาวไร่ยาสูบก็ดีขึ้น ควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนได้ไม่ต่างจากห้ามเยาวชนซื้อบุหรี่มวน รัฐจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ ผู้บริโภคก็จะหันมาบริโภคสินค้าที่ถูกกฎหมาย ขณะเดียวกันก็มีการกำหนดคุณภาพของบุหรี่ไฟฟ้าได้ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้” นายอาสาฯ กล่าวในตอนท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โครงการระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (GOSEC by CTMR)

โครงการระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (GOSEC by CTMR)

บริษัท โกโซเชียล จำกัดและบริษัท ยูไนเต็ด บิสซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด จัดโครงการฝึกอบรม ระบบเฝ้าระวังและตอบสนองภัยคุกคามทางไซเบอร์ (GOSEC by CTMR) ระหว่างวันจันทร์ที่ 26 มกราคม ถึงวันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2569 ณ โรงแรมไม้หอมรีสอร์ท เลขที่ 101010/231 หมู่ 10 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

การฝึกอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่บุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวนทั้งสิ้น 21 โรงพยาบาล เพื่อยกระดับศักยภาพในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

กิจกรรมการฝึกอบรมประกอบด้วยการบรรยายและการฝึกปฏิบัติ (Workshop) จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดย ศ.ดร.กฤษณ์ธนะทรรศน์ รัตนภูมิภักดี และ ศ.ดร.ไพศาล มุณีสว่าง เป็นต้นบรรยายการใช้เครื่องมือและเทคนิคการวางแผนคิดอย่างเป็นระบบสำหรับการเขียนโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตรฝึกอบรมเชิงลึก Deep Admin for Gosec By CTMR และ Deep Learning for Gosec By CTMR รวมถึงหลักสูตร AI for Cybersecurity เพื่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันจากพันธมิตรทางธุรกิจ (Partners Product) การให้ความรู้ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง การส่งมอบงาน การดำเนินงานของศูนย์ Service Support และศูนย์จัดฝึกอบรมสำหรับ Gosec By CTMR ตลอดจนกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตอบข้อซักถาม (Q&A) เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมอย่างเป็นรูปธรรม

คุณสกล ทองคำ ผู้บริหารบริษัท โกโซเชียล จำกัด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัล และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างยั่งยืนในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

“ก้าวอิสระ” เบอร์22 เคลื่อนขบวนตุ๊กตุ๊ก 100 คัน เยือนสวนป่าเบญจกิติ ประกาศจุดยืนเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็น EV 100% สู้ภัย PM 2.5 เพื่อคืนลมหายใจสะอาดให้ประชาชน

นางสาวกชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และปาร์ตี้ลิสต์ พรรคก้าวอิสระ เบอร์ 22 เปิดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญภายใต้แคมเปญ “เมืองไทย สีเขียวด้วยระบบขนส่ง EV” โดยจะมีการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของรถตุ๊กตุ๊กกว่า 100 คัน ณ พิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ เพื่อผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์รถโดยสารสาธารณะให้เป็นระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการกำจัดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 และลดมลพิษทางเสียงในเขตเมือง เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ประชาชน ในขณะที่ยังคงรักษามนต์เสน่ห์และเอกลักษณ์ของตุ๊กตุ๊กไทยให้คงอยู่คู่กับการเป็นพาหนะพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ขนส่งสาธารณะให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เชียงใหม่มาแล้ว

สำหรับไฮไลท์สำคัญของงานคือ การสร้างภาพจำใหม่ผ่านขบวนรถตุ๊กตุ๊ก 100 คัน ท่าม กลางบรรยากาศสวนป่ากลางเมืองในช่วงอาทิตย์อัสดง พร้อมการแถลงรายละเอียดนโยบายเชิงลึกแต่ละด้าน โดยนางสาวกชพร เวโรจน์ ซึ่งจะครอบคลุมถึงมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านเครื่องยนต์เก่าสู่ระบบ EV เพื่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์เร่งติดตามเงินเยียวยาที่ค้างจ่ายให้แก่ประชาชน ทั้งในส่วนของเงินประกันโควิด และเงินช่วยเหลือจากเหตุภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหว และเงินเยียวยา-เบี้ยเลี้ยงทหารชายแดน โดยจะมีทีมผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ และทีมงานคนรุ่นใหม่ของพรรคก้าวอิสระเบอร์ 22 กว่า 20 ท่าน เข้าร่วมแสดงพลังเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคสะอาดและปลอดภัย คืนลมหายใจให้คนไทยอย่างยั่งยืนในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย

นางสาวกชพรฯ หรือ “มาดามหยก” ได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ว่าคือการแก้ปัญหามลภาวะอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า “สำหรับหยก อากาศสะอาดคือสิทธิ ไม่ใช่การร้องขอ รัฐต้องจัดสรรให้ค่ะ เรามองว่า PM 2.5 คือภัยเงียบที่เป็นมะเร็งร้ายของสังคม หยกตั้งใจจะเปลี่ยนรถสาธารณะทุกชนิดให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด โดยเฉพาะรถตุ๊กตุ๊กซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเรา เราต้องอนุรักษ์เสน่ห์นี้ไว้แต่ต้องไม่ทำร้ายปอดของคนไทย รถเมล์ รถบัส ต้องเป็นพลังงานสะอาด เพื่อให้ทุกคนหายใจได้เต็มปอดจริงๆ เสียทีค่ะ”

นอกเหนือจากประเด็นสิ่งแวดล้อม นางสาวกชพร ยังได้เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ด้าน เศรษฐกิจ ไม่เน้นแจก แต่เน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายครัวเรือน สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน อีกทั้งการศึกษาไทยที่ต้องปรับตัวตามโลกยุคใหม่ว่า “เราต้องเลิกขังเด็กไว้ในห้องเรียนที่เขาไม่ได้รักค่ะ หยกอยากเห็นการศึกษาแบบ ‘Short Cut’ ที่สั้นแต่มีประสิทธิภาพ เด็กควรได้เลือกเรียนตามความถนัดทันที ใครชอบกีฬา ดนตรี หรือภาษา ต้องได้มุ่งไปทางนั้นเลย เพื่อให้เขาโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสุขกับอาชีพของตัวเอง ไม่ใช่ต้องทนเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจนเสียเวลาชีวิตค่ะ”

ในช่วงท้าย นางสาวกชพรฯ ได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ว่า “หยกขอแค่ ‘ครึ่งใจ’ ค่ะ ในบัตรสีชมพูเลือกพรรค ขอให้โอกาสพรรคเล็กๆ เบอร์ 22 ของเราได้เข้าไปมีเสียงในสภา หยกพิสูจน์ตัวเองจากการทำงานหนัก อยู่เบื้องหลังมาเกือบ 30 ปี วันนี้หยกขอโอกาสเข้าไปทำงานในสภาบ้าง เพื่อให้เสียงของคนกู้ภัยและจิตอาสา ดังพอที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมค่ะ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เสี่ยโก้” เยี่ยมเวทีดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” พบแคนดิเดตนายกฯ พร้อมฝากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไทยที่ติดอันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยม 3 สถาบัน เยี่ยมเวทีดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” พบแคนดิเดตนายกฯ พร้อมฝากแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไทยที่ติดอันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก

วันที่ 29 ม.ค.2569 รายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ช่อง 8 จัดเวทีดีเบตใหญ่ ของแคนดิเดทนายกฯ จาก 8 พรรคการเมือง ที่ M SKY PARK ชั้น M เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค โดยได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมรับฟัง “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ประชันนโยบายสดๆบนเวที และเพิ่มดีกรีความเดือดด้วยไฮไลท์สำคัญที่ “คนดัง” ตัวตึงระดับประเทศที่จะมายิงคำถามแทนใจชาวบ้าน โดยมีคนดูเป็นผู้ตัดสิน

และโอกาสนี้ “เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันที่ล่าสุดได้รับแต่งตั้งจากนายสนามมวยลุมพินีเป็นโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี เดินทางมาร่วมกิจกรรม ด้วยคำถามถึงเหล่าแคนดิเดตนายกฯที่มาร่วมในกิจกรรมดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” ในครั้งนี้ถึงนโยบายการจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นไทย ที่ปัจจุบันถูกจัดอยู่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนน 34 จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43 คะแนน ด้วยคำถามยิงตรงว่า “ถ้าพรรคท่านได้รับโอกาสบริหารประเทศ ท่านสามารถจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น ด้วยมาตราการแบบไหน? และสามารถลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้ ภายในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน ได้หรือไม่? อย่างไร?

โดยก่อนเวทีดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ” จะเริ่มขึ้น นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ได้มีโอกาสมอบดอกไม้ พร้อมเอกสารขอให้ตรวจสอบกรณี บริษัทแพลนบี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับอดีตผู้บริหาร ขสมก.ร่วมกันทุจริตสร้างความเสียหายหรือไม่? โดยแนบเอกสารรายละเอียดกรณีทุจริตทุกอย่างให้กับแคนดิเดตนายกฯ จากหลายพรรคการเมือง โดยเริ่มจากมอบดอกไม้และเอกสารให้กับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกฯและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จากนั้นมอบดอกไม้พร้อมเอกสารการทุจริตให้กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาชน ต่อด้วยมอบดอกไม้และเอกสารการทุจริตให้กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และปิดท้ายมอบดอกไม้และเอกสารการทุจริตให้กับ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หัวหน้าพรรคฯเศรษฐกิจ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชนที่มาร่วมฟังดีเบต “ศึกเปลี่ยนประเทศ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 ยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ เครือข่ายภาคเหนือ พร้อมของกลางไอซ์ กว่า 100 กิโลกรัม

สืบสวนนครบาล 1 ยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ เครือข่ายภาคเหนือ พร้อมของกลางไอซ์ กว่า 100 กิโลกรัม

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 เป็นประธานแถลงข่าว กก.สส.บก.น.1 จับกุมผู้ต้องหายาเสพติด พร้อมของกลางไอซ์ กว่า 100 กิโลกรัม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.,พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้มอบหมายนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยในสังกัด ดำเนินการกวาดล้างปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่เป็นต้นเหตุ การแพร่กระจายไปยังประชาชนในทุกชุมชน

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์,พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. จึงได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างพร้อยขยายผลดำเนินการไปยังผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่ เพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม และดำเนินการยึดทรัพย์โดยเด็ดขาด

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ

กก.สส.บก.น.1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ๋ นกขุนทอง,พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิสร สว.กก.สส.บก.น.1

ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัดและการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบและขยายผลไปจนจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญหลายๆ รายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้พบข้อมูลของเครือข่ายการขนลำเลียงยาเสพติดกลุ่มนี้ ในการขนย้ายยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนใน จึงได้ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว แต่ผู้กระทำความผิดได้ทำการหลบหนีทิ้งของกลางไว้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 18.50 น.จับกุม/ตรวจยึดได้ที่บริเวณ ริมถนนทางหลวงหมายเลข 1 บริเวณทางแยกต่างระดับอุทัยธานี ต.พยุหะคีรี อ.พยุหะคิรี จ.นคร สวรรค์ พรัอมด้วยของกลาง 1.ไอซ์ จำนวน 100 กิโลกรัม และ 2.รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น veloz ทะเบียน 4 ขว 54xx กทม.

พฤติการณ์ทั้งนี้ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 สืบสวนและขยายผล เครือข่ายการขนลำเลียงยาเสพติดกลุ่มนี้ ในการขนย้ายยาเสพติดจากพื้นที่ จ.เชียงราย เข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยผู้กระทำความผิดใช้รถยนต์จำนวน 3 คัน คันที่ 1 รถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี รุ่น HS สีขาว ทะเบียน งษ 52xx เชียงใหม่ ขับนำหน้า,คันที่ 2 รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีเทา ทะเบียน ขจ 27xx เชียงใหม่ ขับตาม และ คันที่ 3 รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น veloz ทะเบียน 4ขว 54xx กทม. ขนยาเสพติด สืบสวนนครบาล 1 จึงได้ทำการติดตามเฝ้าผู้กระทำความผิด ตั้งแต่แยกมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก และขับรถติดตามเรื่อยมาจนถึงเวลา 18.00 น. กลุ่มรถยนต์ผู้กระทำผิดมาถึงบริเวณแยกพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ขับตามเพื่อรอจังหวะเข้าจับกุม แต่กลุ่มรถยนต์ผู้กระทำความผิดรู้ตัว ได้ขับรถยนต์หนีโดยใช้ความเร็วสูง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ขับตามมาแล้วพบว่า พบรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่น veloz ทะเบียน 4ขว 54xx กทม. จอดทิ้งไว้บริเวณทางแยกต่างระดับอุทัยธานี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ทำการตรวจค้น พบไอซ์ จำนวน 100 กิโลกรัม อยู่ภายในรถยนต์ดังกล่าว จึงได้ลงบันทึกประจำวันที่ สภ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จากนั้นได้นำ รถยนต์ของกลางพร้อมยาเสพติด (ไอซ์ 100 กิโลกรัม) มายัง กก.สส.บก.น.1 เพื่อทำการบันทึกส่ง บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา : กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

เอกอัครราชฑูต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานพิธีเปิด โครงการโรงเพาะเห็ด

เอกอัครราชฑูต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานพิธีเปิด โครงการโรงเพาะเห็ด

วันที่ 28 มกราคม 2569 : ฯพณฯ ท่าน อุบัยด์ ซะอีด อุบัยด ์บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชฑูต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฟาร์มเห็ด ซึ่งสถานฑูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประจำประเทศไทยให้การสนับสนุนการก่อสร้างจำนวนเงิน 2,849,900 บาท เพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะ ฝึกอาชีพอย่างครบวงจรแก่ผู้พิการทางสติปัญญา โดยมี นางสายสม วงศาสลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์,นางสาว ปาณิสรา กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี, นางสาว สุนีย์ ศรีสง่าตระกูล รองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางกันยา ไชยเศรษฐ์ ประธานศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร พร้อมด้วย คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ, ชมรมครูผู้ปกครองฯ ให้การต้อนรับ และ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

โครงการฟาร์มเห็ด ประกอบด้วย โรงเรือนผลิตและพักก้อนเห็ดจำนวน 2 อาคาร โรงเรือนเพาะเห็ด จำนวน 2 อาคาร อุปกรณ์การผลิตก้อนเห็ด พร้อมตู้เย็นแช่ผลผลิตเพื่อรอการจำหน่าย วัสดุในการฝึกผลิตก้อนเห็ดปริมาณ 20,000 ก้อน นับเป็นโครงการที่ยั่งยืน มีอายุการใช้งานนานกว่า 20 ปี ซึ่งแต่ละโรงสามารถเก็บก้อนเห็ดที่ผลิตแล้ว รอการเปิดดอกได้ถึงโรงละ 3,000 ก้อน และสามารถผลิตเห็ดสดได้ประมาณ 15,000–16,000 กิโลกรัมในระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งทำให้นักเรียน ครูของศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร กว่า 250 คน อิ่มอร่อยกับเมนูต่างๆ ส่วนก้อนเห็ดที่ผลิตได้มีเพียงพอเพื่อส่งให้กับศูนย์ฯต่างๆของมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนฯ ทั้ง 12 แห่ง ทำให้ผู้พิการทางสติปัญญาสามารถฝึกทักษะ มีพัฒนาการจนดูแลและเก็บผลผลิตได้ด้วยตัวเอง เป็นการประหยัดค่าใชจ่ายสร้างรายได้จากการเก็บเห็ดสด ก้อนเห็ดสำเร็จรูปพร้อมเปิดดอกและฝึกสอนให้กับผู้ปกครองและประชาชนที่สนใจ

ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคารเป็นหน่วยงานหนึ่งของมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นในวโรกาส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร ทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2530 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทาน นามศูนย์แห่งนี้ว่า ปัญญาคาร เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2533 โดยฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้พิการทางสติปัญญาระดับปานกลางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ให้ได้รับโอกาสในการฟื้นฟู พัฒนาทักษะด้านต่างๆจนมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ ไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม ปัจุบัน มีนักเรียนทั้งชายและหญิงรวม 94 คน อยู่ประจำ 55 คน และไป-กลับจำนวน 39 คน ให้บริการผู้พิการประเภท 5-6 และ 7 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มคนพิการทั่วไปจำนวน 40 คน กลุ่มเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงาน จำนวน 15 คน กลุ่มที่ได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 จำนวน 40 คน ให้บริการฟื้นฟูทักษะที่จำเป็น 6 ด้าน การเสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะการพัฒนาสู่สุขภาวะ ทักษะ การปรับพฤติกรรมและอารมณ์ ทักษะการพูด และเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงาน

อีกทั้งมีการฝึกอาชีพอย่างครบวงจรด้านต่างๆ ดังนี้

  • กลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่ม บาริสต้า ฝึกชงเครื่องดื่ม ชนิดต่างๆ ขนมอบ ขนมไทย
  • กลุ่มงาน ศิลปะประดิษฐ์ งานทอพรหมเช็ดเท้า งานกระเป๋า เพ้นท์กระเป๋า ทอผ้าซาโอริ งานเดคูพาทรองเท้าสาน กระเป๋า และ กล่องต่างๆ งานปั้นดินไทย งานแปรรูปสมุนไพร สบู่มังคุด
  • กลุ่มงานเกษตร ปลูกผักไฮโดรโปรนิค ปลูกผักสวน ครัวรั้วกินได้ และเพาะเห็ด

นับเป็นการสร้างโอกาสในการฝึกทักษะด้านต่างๆ แก่ผู้พิการทางสติปัญญาให้สามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

5-6 และ 7 โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่มคนพิการทั่วไปจำนวน 40 คน
  • กลุ่มเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงานจำนวน 15 คน
  • กลุ่มที่ได้รับการจ้างงานตามมาตรา 33 และมาตรา 35 จำนวน 40 คน ให้บริการฟื้นฟูทักษะที่จำเป็น 6 ด้าน การเสริมสร้างพัฒนาการกล้ามเนื้อ ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะการพัฒนาสู่สุขภาวะ ทักษะการปรับพฤติกรรมและอารมณ์ทักษะการพูด และเตรียมความพร้อมสู่การจ้างงาน อีกทั้งมีการฝึกอาชีพอย่างครบวงจรด้านต่างๆ ดังนี้
  • กลุ่มงานอาหารและเครื่องดื่ม บาริสต้า ฝึกชงเครื่องดื่ม ชนิดต่างๆ ขนมอบ ขนมไทย
  • กลุ่มงานศิลปะประดิษฐ์ งานทอพรหมเช็ดเท้า งานกระเป๋า เพ้นท์กระเป๋า ทอผ้าซาโอริ งานเดคูพาทรองเท้าสาน กระเป๋า และ กล่องต่างๆ งานปั้นดินไทย งานแปรรูปสมุนไพร สบู่มังคุด
  • กลุ่มงานเกษตร ปลูกผักไฮโดรโปรนิค ปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ และเพาะเห็ด นับเป็นการสร้างโอกาสในการฝึกทักษะด้านต่างๆ แก่ผู้พิการทางสติปัญญาให้สามารถดูแลตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและสังคม

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” เชิญร่วมงานในวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.เปิดบ้านต่อยอดเวทีนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

วช. แถลงข่าวการจัดงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” เชิญร่วมงานในวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ วช.เปิดบ้านต่อยอดเวทีนำเสนอสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานแถลงข่าว “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธาน พร้อมด้วย คณะนักประดิษฐ์ผู้ได้รับรางวัลการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับเยาวชน ทั้งในระดับประถมศึกษาตอนปลาย,ระดับมัธยมศึกษา, ระดับอาชีวศึกษา,ระดับอุดมศึกษา และมหกรรมการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ ผู้บริหารหน่วยงาน คณะผู้บริหาร (วช.) เข้าร่วมในพิธี ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า วันที่ 2 กุมภา พันธ์ ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันนักประดิษฐ์” วช.กำหนดจัดงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT”ขึ้น ในระหว่างวันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ (วช.) เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” โดยมีเป้าหมายเพื่อนำผลงานนักประดิษฐ์รุ่นเยาวชนและนักประดิษฐ์ที่มีความเชี่ยวชาญ ได้ร่วมสร้างแรงบันดาลใจด้านการประดิษฐ์คิดค้น ให้แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ผ่านการนำเสนอผลงานในรูปแบบกิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ จากกิจกรรมการลงมือปฏิบัติ ส่งเสริมกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ท่ามกลางบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน สร้างสรรค์ และเข้าถึงได้อย่างเหมาะสม

สำหรับงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” ได้นำความคิดสร้างสรรค์ และประสบ การณ์จากนักประดิษฐ์ไทยมาจัดแสดง เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเกิดความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีกิจกรรมและนิทรรศ การที่หลากหลาย อาทิ การจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดโครงงานนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว (I-New Gen Junior Award) โครงการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับเยาวชน (I-New Gen Award) และมหกรรมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมนานาชาติ (IPITEx)

การจัดแสดงพื้นที่ฐานนักคิดจำนวน 8 ฐาน ได้แก่
1) Plant Lab ค้นคว้า นานาเกษตร
2) Taste Lab คิดสนุก รสอร่อย
3) MedHealth Lab รอบรู้ เรื่องสุขภาพ
4) Eco Power Lab พลังงานและสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์โลก
5) Intelligence Lab คิดฉลาดอย่างอัจฉริยะ
6) Happy Shrimp Lab กุ้งอารมณ์ดี
7) Learning Lab สนุกรู้ พื้นที่แห่งความคิด และ
8) Art & Journey Lab เที่ยว เล่น ให้เป็นศิลป์

(วช.) ขอเชิญชวนเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงาน “2 กุมภาพันธ์ วันนักประดิษฐ์ @NRCT” ซึ่งจะจัดขึ้นใน วันที่ 2–3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://shorturl.asia/O847r


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน