มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จ.นครราชสีมา มอบทุนการศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 903 ทุน เป็นเงินกว่า 2.9 ล้านบาท

มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดทุนทรัพย์ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 903 ทุน เป็นเงินกว่า 2.9 ล้านบาท

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ประจำปี 2569 ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราช การ ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน นักเรียน นักศึกษาร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาฯ

การมอบทุนการศึกษาในปี 2569 คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีมติให้มอบทุนฯ จำนวน 879 ทุน เป็นเงิน 2,920,100 (สองล้านเก้าแสนสองหมื่นหนึ่งร้อยบาทถ้วน) มอบให้กับ นักเรียน นักศึกษา บุตรข้าราชการทหาร ตำรวจ และมอบให้กับผู้แทนจังหวัด ทั้ง 19 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้นำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาของแต่ละจังหวัด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่เรียนดีมีความประพฤติเรียบร้อย แต่ขาดทุนทรัพย์ สนับสนุนการกีฬา ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อพัฒนา การเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครราชสีมา จัดตั้งขึ้นตามแนวความคิดของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เริ่มจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2528 เริ่มแรกมูลนิธิฯ มีเงินกองทุนเพียงสามล้านบาท สืบเนื่องมาจากความศรัทธาและความเคารพนับถือต่อท่าน พลเอกเปรมฯ จึงมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิฯ เป็นประจำทุกๆ ปี จนทำให้ ณ ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีเงินทั้งสิ้น 87,492,872.01 บาท เป็นเงินกองทุนจำนวน 83,000,000 บาท เงินบริจาคคงเหลือจากปีที่ผ่านมา 2,514,673.52 บาท และดอกเบี้ยปีนี้ 1,978,198.49 บาท จนถึงปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษารวมทั้งสิ้น 61,277 ทุน เป็นเงินทั้งสิ้น 161,729,400 บาท และจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา ทำให้มีกำลังพลบาดเจ็บและเสียชีวิต มูลนิธิฯ จึงมีมติให้สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรทหาร ตำรวจ ที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยกำหนดกรอบการใช้งบประมาณเพิ่มอีก 1,000,000 บาท ซึ่งจะมอบให้กับผู้บังคับหน่วยนำไปมอบให้กับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา ต่อไป

โดยในวันนี้ มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนมูลนิธิฯ จำนวน 74 ราย รวมเป็นเงิน 2,622,615 บาท

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้โอวาทแก่ผู้ได้รับทุนการศึกษาว่า ขอให้ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา นำทุนการศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา สำหรับทุนการศึกษาที่มอบให้แก่บุตรหลานทหาร ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชาย แดนไทย-กัมพูชา เพื่อแสดงถึงความขอบคุณ ในการเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ ปกป้องอธิปไตยของชาติ ดังนั้น จึงขอให้ผู้รับทุนได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความกตัญญู และตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ด้วยการทำความดี ตามที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้ประพฤติเป็นแบบอย่างตลอดมา

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบกRoyalThaiArmy #มูลนิธิเปรมติณสูลานนท์


กกต.จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ

นครนายก – กกต.จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมจันทรารีสอร์ท ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.นครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ Big Day โดยมีนางสาวธัญยธรณ์ ชีวะเลิศรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครนายก พร้อมคณะให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชนทุกแขนง และประชาชน ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครนายก จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ Big Day เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ กระตุ้นให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาที่ให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันเลือกตั้ง


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

อำเภอกำแพงแสน จัดกิจกรรม “Big Day” รณรงค์โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง

นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมปลัดอำเภอกำแพงแสน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯลฯ หัวหน้าส่วนราชการ พ.ต.อ.ปราโมทย์ โพธิ์พันธุ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกำแพงแสน และ พ.ต.อ.นริสสร์ สังข์กระแสร์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรกระตีบ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะครูและนักเรียนโรงเรียนกำแพงแสนวิทยา ในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน ร่วมปล่อยแถวกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (Big day) ณ บริเวณอนุเสาวรีย์อินทรศักดิศจี อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อให้ประชาชนมีความตื่นตัวและความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และออกเสียงประชามติ ประจำปี 2569

ทั้งนี้มีการเดินรณรงค์บริเวณตลาดกำแพงแสนตามร้านค้า บ้านเรือนประชาชน พร้อมแจกเอกสารแผ่นพับ และรถกระจายเสียงเคลื่อนที่เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์ประเทศ ไทย พร้อมใจไปเลือกตั้ง”


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เช่ารถเมล์ EV 1.5 หมื่นล้านแล้วผู้โดยสารยังต้องรอนานไหม?

ขสมก.เพิ่งเซ็นสัญญาเช่ารถเมล์ EV 1,520 คัน วงเงิน 14,905 ล้านบาท ระยะเวลา 7 ปี เป้าหมายคือ ยกเลิกรถเมล์ร้อนทั้งหมด โดยจะทยอยรับรถช่วงมีนาคม-พฤษภาคม 2570 ฟังดูดีมาก รถใหม่ แอร์เย็น ไร้มลพิษ เทคโนโลยีทันสมัย

แต่ขอถามตรงๆ ถ้ายังต้องเผื่อเวลาเดินทางเป็นชั่วโมง เพราะไม่รู้ว่ารถจะมาเมื่อไหร่… คุณจะใช้รถเมล์ไหม? และ “คุณเคยรอรถเมล์นานที่สุดกี่นาที?”

1. “เช่า” ดีกว่า “ซื้อ” อย่างไร?

คำถามที่คนสงสัยกันทั้งเมืองคือ ทำไม ขสมก.เลือก “เช่า” ทั้งที่แพงกว่าซื้อ? ในอดีต ขสมก.เคยทั้งซื้อและเช่ารถเมล์มาแล้วทุกครั้งที่มีโครงการเช่าหรือซื้อรถเมล์ใหม่ คำอธิบายจะเหมือนกันเสมอว่า “เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้โดยสาร” และ “เพื่อล้างหนี้สะสมของ ขสมก.”แต่ความจริงคือ ผู้โดยสารยังต้องรอรถนานเหมือนเดิม ยังต้องเบียดเสียดแน่นขนัดในชั่วโมงเร่งด่วน และ ขสมก.ยังมีหนี้สะสมกว่า 2 แสนล้านบาทคำถามง่ายๆ ที่ยังไม่มีคำตอบคือ ถ้าเปลี่ยนรถอย่างเดียว แต่ระบบเดินรถยังเหมือนเดิม หนี้จะหายไปได้อย่างไร?

2. รถเมล์ EV 1,520 คัน… “ความหวัง vs ความจริง”

ขสมก. ชี้แจงว่า การเช่ารถเมล์ EV ครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักคือ (1) ยกระดับการให้บริการ ไม่ให้ประชาชนต้องใช้รถเมล์ร้อนอีก (2) ลดมลพิษ โดยเฉพาะ PM2.5 (3) ลดต้นทุนเชื้อเพลิง (4) ลดค่าซ่อมบำรุง (5) นำไปสู่การล้างหนี้สะสมทั้งหมดนี้ “ฟังดูถูกต้อง” แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้มากกว่าคือ รถ EV 1,520 คัน จะทำให้รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเท่าไร? รายจ่ายจริงลดลงแค่ไหน? และแผนล้างหนี้ 2 แสนล้าน มีกรอบเวลาชัดเจนหรือไม่?หรือสุดท้ายจะเป็นแค่ “รถใหม่ แต่ปัญหาเก่า”?

3. สิ่งที่ผู้โดยสาร “รอคอยจริงๆ” ไม่ใช่แค่รถใหม่

รัฐทุ่มงบมหาศาลสร้างรถไฟฟ้า แต่ดูเหมือนจะลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า ไม่มีเมืองไหนในโลก ที่ระบบรถไฟฟ้าจะเวิร์ก ถ้าไม่มี “รถเมล์ที่มีประสิทธิภาพ” มารองรับ รถไฟฟ้ากับรถเมล์ต้องพึ่งพากัน ไม่ใช่แข่งขันกันรู้หรือไม่ว่า งบสร้างรถไฟฟ้า 1 กิโลเมตร ซื้อรถเมล์ได้หลายร้อยคัน และรถไฟฟ้าไม่สามารถเข้าถึงทุกซอย ทุกชุมชน แต่รถเมล์ทำได้… ถ้าวางระบบให้ดี ด้วยเหตุนี้ การที่รัฐทุ่มเทงบประมาณกับการยกระดับคุณภาพการให้บริการของรถเมล์ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว แต่รัฐต้องรู้ว่าไม่ใช่แค่รถใหม่เท่านั้นที่เป็นความต้องการของผู้โดยสาร ยังมีสิ่งที่ผู้โดยสารคาดหวังอีกคือ (1) ตั๋วร่วมรถเมล์-รถไฟฟ้า ราคาเป็นธรรม คนรายได้น้อยใช้ได้ (2) เส้นทางรถเมล์เชื่อมรถไฟฟ้าแบบไม่ต้องเดินไกล ไม่ต้องต่อหลายทอด (3) รอรถไม่นาน และมาใกล้เคียงเวลา ไม่ใช่ 40 นาทีแล้วมา 3 คันติดกัน (4) ป้ายรถเมล์บอกเวลารถแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ยืนเดาอนาคต (5) จัดตารางเดินรถให้พอกับความต้องการเดินทาง คนแก่ คนท้อง คนพิการ มีโอกาสได้นั่ง ไม่ใช่ยืนจนถึงปลายทางสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องใช้งบหมื่นล้าน แต่ต้องใช้ “การบริหารจัดการที่คิดจากหัวใจของคนใช้รถ”

4. บทสรุป

ที่อยากฝากถึง ขสมก.ผมเห็นด้วย 100% กับการยกเลิกรถเมล์ร้อน และเปลี่ยนเป็นรถเมล์ EV ที่มีคุณภาพ แต่ขอพูดตรงๆ ว่า ถ้าไม่ปฏิรูปเส้นทาง ไม่จัดตารางเดินรถให้ตรงกับความต้องการเดินทาง ไม่ใช้เทคโนโลยีให้ผู้โดยสาร “รู้สึกได้” ว่าชีวิตดีขึ้น สุดท้าย รถ EV หมื่นห้าพันล้านก็อาจเป็นแค่ “เปลือกใหม่ ของระบบเก่า”หวังจริงๆ ว่าวันหนึ่ง คนไทยจะเลือกขึ้นรถเมล์ ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก แต่เพราะรถเมล์ สะดวก ตรงเวลา และไว้ใจได้และคำถามเดิม ที่ยังรอคำตอบคือ… “เช่ารถเมล์ EV 1.5 หมื่นล้าน แล้วผู้โดยสารจะยังต้องรอนานเหมือนเดิมไหม?” ถ้าคุณเคยรอรถเมล์จนท้อ ช่วยคอมเมนต์ ช่วยแชร์ ให้เสียงของผู้โดยสารดังไปถึงคนที่มีอำนาจตัดสินใจ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ยังจำได้ไหม? “ไฮเปอร์ลูป” รถไฟความเร็วสูงที่โลกยังไม่กล้านั่ง

ยังจำกันได้ไหม? เมื่อราว 5–6 ปีก่อน คำว่า “ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop)” ดังสนั่นทั่วไทย ถึงขั้นมีคนพูดว่า “ไม่ต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว ใช้ไฮเปอร์ลูปทีเดียวจบ!”

คุยเสียใหญ่โตว่า ไฮเปอร์ลูปจะเปลี่ยนโลกการเดินทางของมนุษยชาติ แต่วันนี้… เงียบกริบ เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

แล้วเกิดอะไรขึ้นกับไฮเปอร์ลูป?

1. วิวัฒนาการรถไฟความเร็วสูง… “แบบที่ใช้งานได้จริง” กับ “แบบที่ยังอยู่ในฝัน”

รถไฟความเร็วสูงเริ่มต้นจาก “ชินคันเซ็น” ซึ่งคิดค้นโดยวิศวกรญี่ปุ่น เปิดใช้ครั้งแรกในโลกบนเส้นทางกรุงโตเกียว-โอซาก้า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2507 นี่คือเทคโนโลยีที่ “ไม่หวือหวา แต่เชื่อถือได้”

จากชินคันเซ็นตามด้วยแม็กเลฟหรือรถไฟความเร็วสูงแบบแรงแม่เหล็กยก (Magnetic Levitation หรือ Maglev) โดยใช้พลังงานแม่เหล็กยกรถไฟให้ลอยขึ้นเหนือรางและผลักให้วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงโดยไม่มีการเสียดสีระหว่างล้อกับราง นี่คือเทคโนโลยีที่ “วิ่งไม่ใช้ล้อ บินไม่ใช้ปีก”

จนถึงวันนี้มีการนำแม็กเลฟมาใช้งานจริงเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น นั่นคือเส้นทางเชื่อมระหว่างสนามบินผู่ตง (สนามบินเซี่ยงไฮ้) กับย่านหลงหยางชานเมืองเซี่ยงไฮ้ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 430 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยเปิดใช้งานเมื่อปี 2547 เหตุที่แม็กเลฟไม่เป็นที่นิยมเพราะมีต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาสูงมาก

ต่อจากแม็กเลฟก็มาถึงไฮเปอร์ลูปหรือรถไฟความเร็วสูงวิ่งในท่อ คาดหวังว่าจะวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือเร็วกว่าเครื่องบินพาณิชย์ซึ่งมีความเร็วประมาณ 900 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไฮเปอร์ลูปเป็นการพัฒนาต่อยอดจากแม็กเลฟ พูดได้ว่าให้แม็กเลฟวิ่งในท่อแรงดันต่ำ (เกือบเป็นสุญญากาศ) ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานที่ยานพาหนะซึ่งมีรูปร่างเหมือนแคปซูลทะยานไปข้างหน้าในท่อแรงดันต่ำได้ด้วยความเร็วสูง

2. แล้วไฮเปอร์ลูปหายไปไหน?

จนถึงวันนี้ทั่วโลกยังไม่มีไฮเปอร์ลูปที่เปิดให้ผู้โดยสารได้ใช้งานจริง เพราะติดปัญหาใหญ่หลายข้อ เช่น (1) ต้นทุนค่าก่อสร้างและบำรุงรักษาสูง แต่กลับขนคนได้น้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงทั่วไป (2) ท่อไฮเปอร์ลูปอาจทรุดตัวไม่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้ท่อร้าวหรือแตกหักได้ ถ้าอากาศไหลเข้าสู่ท่ออะไรจะเกิดขึ้น? (3) หากมีแรงสั่นสะเทือนในท่อ จะมีผลต่อการทรง ตัวของแคปซูลบรรทุกผู้โดยสารหรือไม่? (4) ในกรณีมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จะอพยพผู้โดย สารออกจากแคปซูลและจากท่อได้อย่างไร?(5) ไม่มีห้องน้ำไว้ให้บริการ(6) ผู้โดยสารไม่สามารถชมวิวทิวทัศน์ข้างทางได้

3. แล้วไทยควร “วางท่าที” กับไฮเปอร์ลูปอย่างไร?

บางคนมองว่า ถ้าไม่เริ่มติดตามหรือร่วมวิจัยตั้งแต่ตอนนี้ ไทยอาจตกขบวนเทคโนโลยีอนาคตเหมือนหลายอุตสาหกรรมที่ผ่านมาอีกฝ่ายแย้งว่า ในเมื่อทั้งโลกยังไม่มีใครเปิดใช้งานจริง การเอาเงินภาษีไปผูกกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อาจเป็นความสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็นทางสายกลางอาจเป็นไทยควรติดตามและเข้าร่วมการวิจัยในระดับองค์ความรู้ ส่งวิศวกรไปเรียนรู้ ทำ Sandbox ขนาดเล็กในเชิงทดลอง แต่ยังไม่ควรประกาศสร้างเชิงพาณิชย์คำถามคือ แค่นี้พอแล้วหรือยัง หรือเราควร “กล้ากว่านี้” เพื่ออนาคต? แต่อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้ว ประเทศไม่ได้ต้องการโครงการที่ “เร็วที่สุดในโลก” แต่ต้องการโครงการที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง ไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนรุ่นหลัง

4. สรุป

ในโลกอุดมคติไฮเปอร์ลูปคือเทคโนโลยีที่เร็ว เชื่อมเมืองได้ในพริบตาเดียว แต่ในโลกความจริงไฮเปอร์ลูปเป็นโครงการที่ยังไม่มีการใช้งานจริง ต้นทุนไม่ชัดเจน และยังมีอยู่ความเสี่ยงอยู่มากจึงเกิดคำถามว่า ไฮเปอร์ลูปควรถูกเก็บไว้ในห้องทดลอง หรือควรถูกผลักออกมาสู่แผนพัฒนาประเทศตั้งแต่วันนี้?

และอีกคำถามที่เลี่ยงไม่ได้คือ ถ้าวันหนึ่งมีพรรคการเมืองใดหยิบไฮเปอร์ลูปมาหาเสียง เราควรมองว่านี่คือ “วิสัยทัศน์ระยะยาว” หรือเป็นแค่ “โปรเจกต์ขายฝัน”?

คุณคิดอย่างไร? คอมเมนต์เชิงสร้างสรรค์ได้เต็มที่


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

30 ปี ผ่านไปรถไฟฟ้าเชียงใหม่ “ยังไม่วิ่งสักขบวน”

เชียงใหม่ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมืองผ่าน และไม่ใช่เมืองที่ต้อง “รอไปเรื่อยๆ”

ตั้งแต่ปี 2539 วันที่แผนแม่บทรถไฟฟ้าเชียงใหม่ฉบับแรกถือกำเนิด จนถึงวันนี้… 30 ปีผ่านไป สิ่งที่คนเชียงใหม่ได้คือ “รายงานการศึกษา” ไม่ใช่ “รถไฟฟ้าที่ใช้งานได้”

คำถามคือ จะให้คนเมืองรออีกกี่สิบปี? หรือเราต้องยอมรับว่า รถไฟฟ้าเป็นสิทธิ์ของคนเมืองหลวงเท่านั้น?

1. จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยไปถึงเส้นชัยย้อนกลับไปปี 2539 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานแรกที่วางแผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่ ในยุคนั้น กทพ.ดูแลทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าแผนแรกวางไว้ 4 สาย ระยะทางรวม 27 กิโลเมตร หลังจากนั้น… มีการศึกษาใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปลี่ยนรายงาน แต่มีอย่างเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ คนเชียงใหม่ “ยังไม่ได้ใช้รถไฟฟ้า”

2. แผนรถไฟฟ้าเชียงใหม่วันนี้ (ที่ยังอยู่บนกระดาษ) ปัจจุบัน รฟม.เสนอแผนรถไฟฟ้า สายสีแดง ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคีระยะทาง 15.8 กิโลเมตร 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) วิ่งบนระดับพื้นดิน 9.3 กิโลเมตร และใต้ดิน 6.5 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเส้นนี้คือ “หัวใจเมือง” ผ่านโรงพยาบาลใหญ่ มหาวิทยาลัย ย่านเศรษฐกิจ แหล่งท่องเที่ยว และสนามบินและ รฟม.บอกว่า… จะเปิดใช้ปี 2574 คำถามคือ ถ้าในวันนี้ไม่เร่งจริง ปี 2574 จะเปิดได้หรือ?

3. รถไฟฟ้าเชียงใหม่จะเกิดได้จริง ต้องพูดความจริงกันก่อนความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เอกชนไม่อยากลงทุน ไม่ใช่เพราะเชียงใหม่ไม่สำคัญ แต่เพราะ “กำไรจากค่าโดยสาร” อาจไม่คุ้มความเสี่ยงดังนั้น ถ้าจะให้เกิดจริง รัฐต้องลงทุนเอง และต้องเลิกถามคำถามเดิมๆ ว่า “คุ้มไหม?” เพราะรถไฟฟ้าไม่ใช่โครงการหากำไร แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ “กำไรทางสังคม” เช่น ประหยัดเวลาเดินทาง ลดปัญหารถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน ทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นและที่สำคัญ… ช่วยเรื่องการท่องเที่ยวทั้งเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เงินที่นักท่องเที่ยวใช้จ่าย คือรายได้ที่กลับมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย

4. เป็นธรรมหรือไม่? ถ้ารัฐจะลงทุนรถไฟฟ้าให้เชียงใหม่คำตอบคือ เป็นธรรมอย่างยิ่ง เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ รถติด ฝุ่นมาก ขยะล้น โครงสร้างพื้นฐานตามไม่ทันการเติบโต ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ในหลายมิติตลอดหลายสิบปี รัฐลงทุนรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับล้านล้านบาท คำถามง่ายๆ ที่คนเชียงใหม่อยากรู้คือ ทำไมเมืองหลวงจึงมีรถไฟฟ้าเกือบทุกสี แต่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเชียงใหม่… ยังต้องรอ?การลงทุนในเชียงใหม่ ไม่ใช่การ “แย่งงบ” แต่คือการกระจายความเจริญอย่างเป็นธรรม และสมเหตุสมผล

5. ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?รถไฟฟ้าเชียงใหม่ไม่ใช่เรื่องความฟุ่มเฟือย แต่คือ “สิทธิขั้นพื้นฐานของเมืองใหญ่” เพื่อแก้รถติด ลดฝุ่น ลดมลพิษ ทำให้คนเมืองใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และทำให้การท่องเที่ยวเติบโต30 ปี ที่ผ่านมา เชียงใหม่ไม่ได้ขาดแผน แต่ขาด “การตัดสินใจ” วันนี้ สิ่งที่คนเชียงใหม่ต้องการจึงไม่ใช่รายงานเล่มใหม่ แต่คือการตัดสินใจเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คำสัญญาถามว่า “ถึงเวลาของคนเชียงใหม่หรือยัง?”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“พหล ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย” เปิดเวทีปราศรัย ปิดจ็อบเวทีสุดท้ายคนล้นหลาม

จังหวัดลพบุรี – ผู้สมัครลงรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรีพรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยสุดท้าย โดยพบประชาชนเดินทางมาฟังเป็นจำนวนมากสนามแทบแตกเก้าอี้ที่เตรียมมาไม่พอเพียง

สำหรับบรรยากาศในการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ช่วงโค้งสุดท้ายในพื้นที่จังหวัดลพบุรียังคงคึกคัก โดยพบว่าที่โดมอเนกประสงค์สนามฟุตซอลเทศบาลเมืองบ้านหมี่ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี นายพหล วรปัญญา ผู้สมัครสังกัดพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 3 หมายเลข 2 ได้เปิดเวทีปราศรัยย่อย ซึ่งมีนายวรวงศ์ วรปัญญา ผู้สมัครสังกัดพรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 5 เดินทางขึ้นเวทีปราศรัยช่วยหาเสียง ทั้งนี้พบว่ามีประชาชนเดินทางมารับฟังการปราศรัยกันเป็นจำนวนมากทำให้เก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้กว่า 6 พันตัวเต็มหมดล้นออกมาด้านนอกถึงแนวถนน จนทำให้ประชาชนที่เดินทางมาทีหลังต้องยินฟังกันอีกหลายร้อยคน โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านหมี่ ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาดูแลในเรื่องของการจราจร การรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนี้ยังพบว่ามีนักธุระกิจ ผู้นำชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น มาร่วมรับฟังในการปราศรับในครั้งนี้ด้วย

โดยก่อนที่ นายพหล วรปัญญา จะขึ้นเวทีปราศรัย ได้ลงพื้นที่เดินทักทายกับประชาชนด้วยความเป็นกันเอง พร้อมกับแนะนำตัว มอบบัตรนโยบายของพรรคให้ประชาชนได้ศึกษาและรับฟังเรื่องต่าง ๆ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนก็จะได้นำความเดือดร้อน สิ่งที่ประชาชนต้องการเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรให้มาช่วยแก้ไข นอกจากนี้ยังขอให้วันลงคะแนนเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ให้กากบัตรเลือกตั้งสีเขียวผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทยในบัตรลงคะแนนสีชมพูกากบัตรลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทย หมายเลข 9
จากนั้นได้ขึ้นเวทีพบกับประชาชนจำนวนมากที่ทยอยเดินทางมารับฟังการปราศรัย ซึ่งมีนาย วรวงศ์ วรปัญญา ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเป็นคนแรกมีประชาชนมามอบดอกไม้และพวงมาลัยเป็นจำนวนมาก จากนั้นพิธีกรได้เชิญ นายพหล วรปัญญา ขึ้นไปบนเวทีได้กอดกับนายวรวงศ์ วรปัญญา ที่เดินทางมาช่วยหาเสียง โดยมีประชาชนจำนวนมากที่อยู่ด้านล่างของเวทีต่าง ๆ แสดงความดีใจ

ทั้งนี้ นายพหล วรปัญญา ได้กล่าวว่าขอฝากเนื้อฝากตัวรับใช้ประชาชนชาวอำเภอบ้านหมี่ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมาตนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลัดดันแก้ไขปัญหาให้กับชาวอำเภอบ้านหมี่ แม้ว่าในช่วงนั้นยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง สำหรับในการเลือกตั้งในครั้งนี้ถ้าประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกตนเข้าไปเป็น ส.ส.ก็จะได้คนทำงานร่วมกับคนในตระกูลวรปัญญาในสภาผู้แทนราษฎรถึงสองคน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กกต.พบสื่อมวลชน จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ

นครนายก – กกต.พบสื่อมวลชน จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุมโรงแรมจันทรารีสอร์ท ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นางสาวธัญยธรณ์ ชีวะเลิศรัตน์ ผู้อำนวยการคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดกิจกรรมกกต. พบสื่อมวลชน โครงการบูรณาการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อพัฒนาช่องทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างความร่วมมือและภาคีเครือข่าย

โดยมี ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายก สื่อมวลชนทุกแขนง นักจัดรายการวิทยุทุกสถานีในจังหวัดนครนายกเข้าร่วมในกิจกรรม ทั้งนี้เพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงการออกเสียงประชามติและสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้อย่างครอบคลุม และทั่วถึงสู่ประชาชนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว เสริมสร้างความร่วมมือกับสื่อมวลชนในพื้นที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติรวมถึงการออกเสียงประชามติ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสร้างความน่าเชื่อถือและไว้วางใจในหน้าที่และบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผ่านสื่อมวลชนท้องถิ่น

ซึ่งกิจกรรมการพบปะกันครั้งนี้ได้มีการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะและแนวทางในการปฏิบัติการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดนครนายกได้เป็นที่เรียบร้อยและถูกต้องปราศจากปัญหาต่างๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

นบ.ยส.24 บูรณาการกำลัง ยึดยาบ้า 3.99 ล้านเม็ด ริมถนนหลัง ม.นครพนม

นบ.ยส.24 บูรณาการกำลัง ยึดยาบ้า 3.99 ล้านเม็ด ริมถนนหลัง ม.นครพนม

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 69 เวลาประมาณ 02.00 น. ส่วนปราบปรามขยายผล กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และกองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครพนม (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน /บก.ควบคุมที่ 1 (ร.3) และ ชปข.ที่ 6 ปฏิบัติการสกัดกั้นขบวนการลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนม จว.น.พ.

สืบเนื่องจากได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบรถยนต์ต้องสงสัยขับลงไปยังบริเวณชายฝั่งแม่น้ำโขง พื้นที่ บ.ขามเฒ่า ต.ขามเฒ่า อ.เมืองนครพนม ซึ่งคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงสนธิกำลังร่วมกับ สภ.บ้านกลาง สภ.เมืองนครพนม และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ

ต่อมาเวลาประมาณ 03.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถยนต์ต้องสงสัยตรงตามที่ได้รับแจ้ง บนถนนสายธาตุพนม–นครพนม บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยนครพนม จึงแสดงตัวขอตรวจสอบ แต่รถคันดังกล่าวได้ขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางอำเภอธาตุพนม เจ้าหน้าที่จึงประสานหน่วยงานในพื้นที่ทำการสกัดกั้น

กระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. พบรถยนต์ต้องสงสัยถูกจอดทิ้งไว้ริมถนนด้านหลังมหา วิทยา ลัยนครพนม และจากการตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียง ห่างจากจุดพบรถประมาณ 1 กิโลเมตร พบกระสอบต้องสงสัยจำนวน 10 กระสอบ ถูกโยนทิ้งไว้ข้างทาง ภายในบรรจุ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 3,990,000 เม็ด อย่างไรก็ตาม ไม่พบตัวผู้กระทำผิดในที่เกิดเหตุ

จากการตรวจยึดของกลาง เจ้าหน้าที่ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ และนำของกลางทั้งหมดส่ง กองกำกับการสืบสวน ภ.จว.นครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

#กองทัพภาคที่2 #สภ_เมืองนครพนม #กกล_สุรศักดิ์มนตรี #นครพนม #ปราบปรามยาเสพติด

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรและปิดการฝึกอบรมหลักสูตร(นสต.) รุ่นที่ 15 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันนี้ 30 ม.ค.69 เวลา 13.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรและปิดการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจ(นสต.) รุ่นที่ 15 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมี พล.ต.ต.ธีร์ธวัต ธุระกิจ ผบก.ศฝร.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี รอง ผบก.ภ.จว.ในสังกัด ภ.1 พร้อมข้าราชการตำรวจ ณ หอประชุมชั้น 2 ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1