วินาที สืบจังหวัดชลบุรี บุกรวบคนขับแม็คโคร ข่มขืนสาวปราจีนในบ้านร้าง อ้างต้องการแค่ชิงทรัพย์ แต่เหยื่อเสนอตัวร่วมรักเอง

วินาที สืบจังหวัดชลบุรี บุกรวบคนขับแม็คโคร ข่มขืนสาวปราจีนในบ้านร้าง อ้างต้องการแค่ชิงทรัพย์ แต่เหยื่อเสนอตัวร่วมรักเอง

จากกรณีเหตุการณ์ นางสาวเก๋ นามสมมติ อายุ 26 ปี ชาวจังหวัดปราจีนบุรี วิ่งหนีตาย ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อน และ อยู่ในอาการตกใจกลัวสุดขีด ออกมาจากบ้านร้าง ร้องตะโกน ขอความเหลือกับชาวบ้านที่ขับรถผ่านไปมา ซึ่งเธอได้ร้องตะโกน บอกชาวบ้านว่า ”ช่วยด้วยๆ หนูถูกข่มขืน“ จนชาวบ้านต้องรีบจอดรถ กระโดดลงมาช่วยเธอทันที พร้อมทั้ง รีบแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

โดยนางสาวเก๋ เล่าว่า กำลังขี่รถจักรยานยนต์ จากจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อไปสมัครงานเป็น หมอนวดแผนโบราณ ที่ย่านจอมเทียน ระหว่างทางเธอถูกคนร้ายเป็นชายไทย ลักษณะตัวดำ หัวล้าน (ศรีษะล้าน) ขี่รถจักรยานยนต์ มาประกบข้าง แล้วเอื้อมมือมาบิด ลูกกุญแจรถ จนเครื่องยนต์ดับ บังคับให้เธอลงจากรถ จากนั้นคนร้าย ก่อนจะลากเข้าไปในบ้านร้างริมถนน จับเธอกดลงนอนบนแคร่ไม้ แล้วลงมือข่มขืน ในระหว่างกำลังถูกก่อเหตุ เธอฉวยโอกาสที่คนร้ายเผลอ วิ่งหนีออกมาจากบ้านร้าง แล้วร้องตะโกนให้ชาวบ้านช่วย ส่วนคนร้ายเห็นท่าไม่ดี ก็ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ต่อมานางสาวเก๋ หลังได้รับการช่วยเหลือก็เข้าแจ้งความกับตำรวจยืนยันว่าเธอถูกก่อเหตุจริง เหตุเกิดที่บ้านร้าง ใกล้กับศาลเจ้าแม่สาคร ริมถนนห้วยใหญ่ ม.6 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงค่ำ ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

ภายหลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.ภาสกร ไพจิตต์ ผกก.สส.ภ.จว.ชลบุรี สั่งการให้ ตำรวจชุดสืบสวน กองบังคับการสืบสวนจังหวัดชลบุรี (สืบจังหวัดชลบุรี) ลงพื้นที่มาร่วมสืบสวนสอบสวน และติดตามจับกุมคนร้ายในคดีนี้ ร่วมกับ ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าของท้องที่เกิดเหตุ จนต่อมา ตำรวจชุดสืบสวน จ.ชลบุรี ไปพบเบาะแสสำคัญเป็นภาพกล้องวงจร ขณะที่ผู้เสียหาย ขี่รถจักรยานยนต์มาตามเส้นทาง ถนนทางหลวงหมายเลข 331 (พนมสารคาม ฉะเชิงเทรา – สัตหีบ) กำลังมุ่งหน้าไปทางอำเภอสัตหีบ พอมาถึงแยกหนองปรือ อ.บ้านบึง ปรากฏว่า มีชายต้องสงสัย ขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังผู้เสียหาย คล้ายกับขี่รถจักรยานยนต์สะกดรอยตาม โดยมีการขี่รถจักรยานยนต์ตามหลังรถผู้เสียหายตั้งแต่แยก หนองปรือ อ.บ้านบึง จนมาถึง เขตพื้นที่ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง รวมระยะทางเกือบ 50 กม. จนกระทั่งผู้เสียหายมาถูกก่อเหตุดังกล่าว จึงทำให้ตำรวจมั่นใจว่า ชายดังกล่าวต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจจึงเริ่มตรวจสอบ จนพบ รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายขี่มาก่อเหตุ ตรงกับคำให้การของผู้เสียหายและพยาน ที่ให้การไว้ก่อนหน้านี้

ต่อมาตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี พยายามสืบสวน และ ตรวจสอบกล้องวงจรปิด ตามถนนทางหลวงหมายเลข 331 และถนนบ้านห้วยใหญ่ กว่า 30 ตัว จนพบว่ารถจักรยานยนต์ของคนร้าย เป็นรถ ยี่ห้อฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีน้ำเงิน ทะเบียน 7 ขธ 9649 ชลบุรี เมื่อนำรูปเจ้าของรถ ไปให้ผู้เสียหายดูก็ชี้ยืนยันว่า เป็นคนร้ายคนเดียวกันที่ก่อเหตุข่มขืนเธอ ตำรวจจึงรวบรวม หลักฐาน ขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับทันที ทราบชื่อ คือ นายสมชิด ดีลาย หรือโหน่ง อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา

ล่าสุดเวลา 18.30 น. ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี นำโดย พ.ต.ท.ศราวุธ เห็มภิระ สว.สส.ภ. จว.ชลบุรี พร้อมด้วยชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี และชุดสืบสวน สภ.ห้วยใหญ่ นำหมายจับศาลจังหวัดพัทยา เลขที่ 80/2569 ฐานความผิด ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำในขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ เข้าทำการจับกุม นายสมชิด ดีลาย หรือโหน่ง ขณะที่ทำงานขับรถแบคโฮ หรือ แม็คโคร ภายในไซด์งานก่อ สร้าง แห่งหนึ่งในอำเภอบ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อนายสมชิด เห็นตำรวจก็ถึงกับคอตก ขาสั่น ยอมรับว่าเป็นคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุจริง พร้อมทั้งพาไปยึดรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งนำไปซ่อนไว้ที่ห้องแถว ใกล้กับไซต์งานก่อสร้าง

นายสมชิด ยอมรับว่าได้ลงมือก่อเหตุจริง โดยอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากไซด์งานในเขตอำเภอบ้านบึง เพื่อกลับที่พัก ในเขตพื้นที่เมืองพัทยา พอมาถึงแยกหนองปรือ บ้านบึง ก็ไปเจอผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์นำหน้า และ ก็ขี่ตามกันมารวมระยะทาง เกือบ 50 กม. จึงทำให้เกิดอารมณ์ชั่ววูบ ต้องการจะชิงทรัพย์ ผู้เสียหายรายนี้ จนมาถึงที่เกิดเหตุ ได้บังคับให้ผู้เสียหายจอดรถลงข้างถนน แล้วบิดลูกกุญแจ ก่อนจะพาเข้าไปในบ้านร้าง และจะลงมือชิงทรัพย์ แต่ผู้เสียหายบอกว่า กำลังจะหางานทำ ไม่มีเงินไม่มีทรัพย์สิน แถมผู้เสียหายยังเสนอตัว มีเพศสัมพันธ์ด้วย จึงเกิดอารมณ์ร่วมกับผู้เสียหายจนเกิดเหตุการณ์ถอดเสื้อผ้า และระหว่างที่กำลังร่วมรัก จู่ๆ ผู้เสียหายก็วิ่งหนีออกไป ทำให้ตนเองงงมาก ก่อนจะตัดสินใจขี่รถจักรยานยนต์หนี และมาถูกตำรวจจับกุมได้กล่าว

ในเบื้องต้น ตำรวจยังไม่ปักใจในคำให้การของผู้ต้องหารายนี้ เพราะมีหลายอย่างยังขัดแย้ง และไม่ตรงกับที่ผู้เสียหายให้การ เชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้จงใจจะก่อเหตุ มิฉะนั้นคงไม่ขี่ตามผู้เสียหายมาไกลเกือบ 50 กิโลเมตร ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ จะรับตัวผู้ต้องหาไปทำการสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป…


ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก รายงาน

ผู้ว่าฯ นครนายก แถลงความคืบหน้า กรณีเพลิงไหม้ที่นา อ.ปากพลี หลังจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ มีบางรายให้การรับสารภาพแล้ว

นครนายก – ผู้ว่าฯ นครนายก แถลงความคืบหน้า กรณีเพลิงไหม้ที่นา อ.ปากพลี หลังจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ มีบางรายให้การรับสารภาพแล้ว

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก, ร.ต.ต.สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พล.ต.ต.ประเสริฐ วิจิตรทัศนา ผบก.ภ.จว.นครนายก, พ.ต.อ.โสฬส เอี่ยมสะอาด รอง ผบก ภ. จว.นครนายก, พ.ต.อ.ธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ผกก.สส.ภ.จว.นครนายก, พ.อ.ศักดิพงศ์ ไพรแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน.นครนายก ร่วมกันแถลงความคืบหน้า ผลการปฏิบัติของเหตุเพลิงไหม้พื้นที่การเกษตรในเขตพื้นที่ อ.ปากพลี และพื้นที่ใกล้เคียง จากเหตุเพลิงไหม้พื้นที่การเกษตร เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างและกระทบต่อคุณภาพอากาศ

จังหวัดนครนายกได้บูรณาการทำงานร่วมกับตำรวจ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคประชาชน อย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่มีความผิดปกติ เชื่อได้ว่าเป็นการวางแผนและนัดหมายลักลอบเผา มิใช่เหตุที่เกิดขึ้นโดยประมาทตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงได้สืบสวนโดยยึดหลักพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ทั้งข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลสภาพดินและร่องรอยการเผา ตลอดจนข้อมูลข่าวสารจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ส่วนหนึ่ง และมีผู้ให้การรับสารภาพบางส่วนแล้ว อยู่ระหว่างการขยายผลทางการสืบสวน เพื่อหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมให้ครบถ้วน

จังหวัดนครนายกขอยืนยันว่า การดำเนินคดีจะตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและความเป็นธรรม ไม่เป็นไปตามกระแสหรือแรงกดดันใดๆ เป้าหมายสำคัญคือหยุดการเผาซ้ำ สร้างความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรอบคอบต่อไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐาน ณ ฐานปฏิบัติการแนวหน้า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 พร้อมทำพิธีฝังวัตถุมงคล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพล

“อัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐาน ณ ฐานปฏิบัติการแนวหน้า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 พร้อมทำพิธีฝังวัตถุมงคล เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กำลังพล”

พันเอก กัญญณัต ไชยโอชะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 พร้อมคณะกำลังพลหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ให้การต้อนรับ หลวงปู่เสน ปัญญาธโร เจ้าอาวาสวัดป่าหนองแซง, พระอาจารย์ปารมี สุรยุทฺโธ เจ้าอาวาส – วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว และ หลวงปู่ฤๅษีเกศแก้ว พร้อมคณะลูกศิษย์ ได้เดินทางมาทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปประดิษฐาน ณ ฐานปฏิบัติการในแนวหน้า พร้อมกระทำพิธีฝังวัตถุมงคล เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลภายในฐานปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดน ไทย – กัมพูชา พร้อมกันนี้ได้เดินทางมากระทำพิธียกเสาเอก – เสาโท ศาลารวมใจประชาสามัคคีหลังใหม่ ในพื้นที่ ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 กราบนมัสการขอบพระคุณด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง ในนามของคณะเจ้าหน้าที่และผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ขอกราบนมัสการขอบพระคุณในเมตตาธรรมอันหาที่สุดมิได้ของ: หลวงปู่เสน ปัญญาธโร (เจ้าอาวาสวัดป่าหนองแซง) พระอาจารย์ปารมี สุรยุทฺโธ (เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว) หลวงปู่ฤๅษีเกศแก้ว ที่ได้เมตตาเดินทางมาเป็นเนื้อนาบุญและเป็นประธานในพิธีอันเป็นสิริมงคลยิ่ง ณ ฐานปฏิบัติการชายแดน ในการประกอบพิธี อัญเชิญพระพุทธรูปเข้าประดิษฐาน เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจและศูนย์รวมศรัทธา รวมถึงเมตตาประกอบพิธี ยกเสาเอก – เสาโท เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสวัสดีมีชัยแก่สถานที่แห่งนี้

พวกเราทุกคนมีความปลาบปลื้มปิติและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พระคุณเจ้าทุกรูปได้เมตตาเดินทางมาถึงพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นขวัญและกำลังใจอันสำคัญยิ่งแก่เหล่าทหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ความเมตตาของท่านในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำแสงธรรมมาประชโลมใจ และสร้างสิริมงคลให้อยู่คู่กับแผ่นดินสืบไป

ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลและบารมีธรรมที่พระคุณเจ้าได้บำเพ็ญมา ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดอภิบาลคุ้มครองให้พระคุณเจ้าทุกรูป มีสุขภาพธาตุขันธ์ที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคาพยาธิ มีอายุขัยยืนยาว เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรและเป็นแสงสว่างทางธรรมให้แก่เหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัทสืบต่อไปนานเท่านาน


พรพิพัฒน์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 รวบนักท่องเที่ยวมาเลฯ ลักลอบเข้าเมืองค้าเฮโรอีนให้คนผิวสีส่งออกนอกประเทศ

สืบสวนนครบาล 1 รวบนักท่องเที่ยวมาเลฯ ลักลอบเข้าเมืองค้าเฮโรอีนให้คนผิวสีส่งออกนอกประเทศ

วันที่ 6 ก.พ.2569 : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. กำกับดูแลงานสืบสวน, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. กำกับดูแลงานยาเสพติด และ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น. พร้อม พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ. ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1 และชุดสืบสวน กก. สส.บก.น.1 ร่วมจับกุมนายชาน ยุน ติง (Mr.Chan yun ting) อายุ 34 ปี สัญชาติมาเลเซีย พร้อมของกลาง เฮโรอีน น้ำหนักประมาณ 7.370 กิโลกรัม และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง จับกุมได้บริเวณใกล้ทางเข้าโรงแรมสบาย เรสซิเดนซ์ บางใหญ่ ทางเข้าด้านถนนภายในซอย ถนนวัดปรางค์หลวง ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เวลาประมาณ 20.00 น.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าวผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดประกอบกับได้รับแจ้งจากสายลับแจ้งว่าจะมีผู้ชายสัญชาติ มาเลเซีย ทราบเพียงชื่อเล่นว่า “อาติง” อายุประมาณ 30 ปีเศษ ตำหนิรูปพรรณ รูปร่างผอมสูง สูงประมาณ 165-170 ซ.ม. ผมสั้นรองทรง ผิวขาว มีรอยสักที่แขนข้างขวาเป็นจุดสังเกตุ โดยจะมีการลักลอบขนยาเสพติด ที่บริเวณภายในซอย ถนนวัดปรางค์หลวง ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ใกล้บริเวณร้านสะดวกซื้อเซเว่นปากซอยบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และได้สั่งการให้สืบสวนจับกุมตามอำนาจหน้าที่

ต่อมาเวลาประมาณ 19.15 น. ของวันเดียวกัน ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมทำการซุ่มดูอยู่บริเวณร้านสะดวกซื้อเซเว่นปากซอย ถนนวัดปรางค์หลวง ต.บางม่วง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบชายตำหนิรูปพรรณตรงตามที่สายลับแจ้ง เดินมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวที่บริเวณด้านหน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่น จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. ผู้ต้องสงสัยที่ลักษณะตรงตามที่สายลับได้แจ้งไว้ลุกเดินเข้าไปภายในซอยดังกล่าวไปหยิบสิ่งของบางอย่างที่บริเวณเสาไฟ จากนั้นเดินออกมาทางปากซอยประกอบกับมีท่าทางพิรุธน่าสงสัย ว่าน่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้น  

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ได้ทำการตรวจค้น พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮ โรอีน) น้ำหนักประมาณ 7.370 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋า จากการสอบสวนลักลอบเข้าประเทศผิดกฎหมาย ยาเสพติดดังกล่าวส่งต่อให้คนผิวสีเดินทางออกไปนอกประเทศ จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหา พร้อมยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) น้ำหนักประมาณ 7.370 กิโลกรัม ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ตรวจเยี่ยม สภ.เขาแก้ว

วันนี้ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาทตรวจเยี่ยม สภ.เขาแก้ว พบ พ.ต.ท.สมนึก ดอนแพไพร สว.สภ.เขาแก้ว พงส.เวร, สิบเวร, เสมียนประจำวัน, วิทยุ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รายงานเหตุการณ์ทั่วไปปกติ โดยมีข้อสั่งการ ดังนี้

  1. ได้มอบสิ่งของ สมทบโครงการอาหารกลางวันฯ
  2. กำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 อย่างเคร่งครัด
  3. กำชับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมาย ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า อบายมุข และเฝ้าระวังเหตุร้านทอง
  4. ปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส สร้างภาพลักษณ์ของตำรวจที่ดี
  5. กำชับ ให้สำรวจ เรื่อง อาคารที่พัก , เบี้ยเลี้ยง,น้ำมัน,สิทธิประโยชน์ต่างๆของผู้ใต้บังคับบัญชา
  6. กำชับ กวดขัน สอดส่อง ความประพฤติของผู้ใต้บังคับบัญชา ตามคำสั่ง ตร. 1212/37
  7. กำชับให้สถานีตำรวจ มีความสะอาด สะดวก พร้อมให้บริการประชาชน และพร้อมรอรับการตรวจของผู้บังคับบัญชา ตลอดเวลา

#ภ.จว.ชัยนาท


กก.สส.1 ฯ นำเรียน กรณี ตรวจสอบประชาชนร้องเรียนกลุ่มชาย ไม่ทราบฝ่ายประมาณ 10 -20 คน เดินทางด้วยรถยนต์เข้าไปตาม หมู่บ้าน บ้านผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่ย ในลักษณะข่มขู่ และสร้างความหวาดกลัว ให้กับชาวบ้าน ในพื้นที่ จ.ลพบุรี

กก.สส.1 ฯ นำเรียน กรณี ตรวจสอบประชาชนร้องเรียนกลุ่มชาย ไม่ทราบฝ่ายประมาณ 10 -20คน เดินทางด้วยรถยนต์เข้าไปตาม หมู่บ้าน บ้านผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่ย ในลักษณะข่มขู่ และสร้างความหวาดกลัว ให้กับชาวบ้าน ในพื้นที่ จ.ลพบุรี

วันนี้ (4 ก.พ. 69) เวลาประมาณ 13.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก. สส.ภ.1, นำการปฏิบัติโดย พ.ต.อ.พูนสุข เตชะประเสริฐพร ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 พ.ต.ท. กฤษฎา นาคประสิทธิ์ รอง.ผกก.สส.1 บก.สส.ภ.1 พร้อมชุดปฏิบัติการ กก.สส.1 ได้นำกำลังลงพื้นที่ ร่วมออกตรวจพื้นที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยก่อนการเลือกตั้ง

ผลการตรวจสอบพบ กลุ่มชายฯ จำนวน 12 คน รถยนต์ 2 คัน มีการเดินหาเสียงภายในชุมชน เขต อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี จึงได้ดำเนินสะกดรอยติดตาม จนเมื่อมาถึงบริเวณวัดถ้ำเขาปรางค์ ต.นิคมลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี จึงได้เรียกทำการตรวจสอบ กลุ่มชายฯ รับว่ามาร่วมกันสำรวจพื้นที่หาเสียงจริง และได้ทำการตรวจค้นตัวและรถยนต์ฯไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ทั้งนี้ จึงได้จัดทำบันทึกประวัติ ถ่ายภาพ และแนะนำการปฎิบัติในการลงพื้นที่หาเสียง


ตำรวจภูธรภาค 1 ทลายโกดังเข้าตรวจค้นจับกุมมิจฉาชีพ ของออนไลน์ที่ส่งพัสดุหลอกลวงประชาชน ได้ผู้ต้องหาและของกลางคาโกดังเป็นจำนวนมาก

สนองนโยบาย ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 / ผู้การบอย พล.ต.ต. วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 นำกำลัง ชุดสืบสวนปราบปรามเข้าทลายโกดังเข้าตรวจค้นจับ กุมมิจฉาชีพ ของออนไลน์ที่ส่งพัสดุหลอกลวงประชาชน ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ได้ผู้ต้องหาและของกลางคาโกดังเป็นจำนวนมาก

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 ปฏิบัติหน้าที่แทน โฆษกตำรวจภูธรภาค 1 ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า…..

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศปอส.ตร. ให้สืบสวนจับกุม ร้านขายสินค้าและบริการ ที่เป็นการหลอกลวงประชาชน ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 ได้สั่งการให้ บก.สส.ภ.1 ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการส่งพัสดุสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือพัสดุที่ไม่ได้มีคำสั่งซื้อเกิดขึ้นจริง แล้วเก็บเงินปลายทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับประชาชนเป็นวงกว้าง

พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติ โดยให้ทำการตรวจสอบย้อนหลังไปยังศูนย์รวมส่งพัสดุต่างๆ ว่ามีสินค้าใดบ้างที่ถูกปฎิเสธการส่ง ต่อมา ได้รับปประสาน จาก กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และ ฝ่ายสืบสวน สภ.สำโรงใต้ ได้ส่งรายงานการสืบสวน ถึงที่มาขอพัสดุ มายัง กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1 ได้ทำการสืบสวนเพิ่มเติมจนกระทั่งทราบว่า ที่คลังกระจายสินค้า ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พิกัด 13.59559750, 100.68171870 มีพัสดุที่ถูกตีกลับส่งมาเก็บไว้ในคลังเก็บพัสดุดังกล่าวเป็นจำนวนมากน่าเชื่อว่าเป็นแหล่งส่งออก และแหล่งพักสินค้าที่ใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงหรือฉ้อโกงประชาชน (ไม่ได้สั่งสินค้าแต่มีสินค้าเก็บเงินปลายทางมาส่งที่บ้าน) จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องขอออกหมายค้นต่อศาล และศาลได้ออกหมายค้นตามหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการที่ 79 / 2569 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

ต่อมาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2519 เวลา 08.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจ บก.สส.ภ.1 ได้นำหมายค้นดังกล่าวเข้าตรวจสอบโกดังเก็บพัสดุสินค้า พบสินค้าพัสดุถูกตีกลับจำนวนประมาณ 50,000 ชิ้น จึงได้ทำการสอบปากคำพนักงานประจำโกดัง โดยพนักงานให้การว่า พัสดุตีกลับดังกล่าวจะถูกเก็บไว้ในโกดังเพื่อรอออเดอร์ครั้งใหม่จากระบบ และเมื่อมีออเดอร์ครั้งใหม่มาพนักงานจะทำการจ่าหน้าพัสดุใหม่ ตราประทับผู้รับคนใหม่เพื่อส่งพัสดุ เก็บปลายทางยังลูกค้าคนต่อไป เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ทำการตรวจยึดอายัดสินค้าพัสดุทั้งหมดเพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าดังกล่าว ว่า มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทยหรือไม่ ถือเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมหรือไม่

นอกจากนี้จากการตรวจสอบในระบบที่มีการเตรียมจัดส่งไปยังลูกค้ารายใหม่ พบว่ามีการออร์เดอร์มาจากระบบ แต่เมื่อเจ้าพนักงานโทรศัพท์ไปสอบถามยังผู้รับปลายทาง ปรากฏว่าไม่ได้เกิดการสั่งสินค้าพัสดุเก็บเงินปลายทางชิ้นดังกล่าวแต่อย่างใด จึงได้ทำการตรวจยึด อายัด พัสดุดังรายการต่อไปนี้

  1. สินค้าที่ไม่ได้มีแหล่งผลิตในประเทศไทยที่มีความผิดตาม พรบ.ศุลกากรฯ  จำนวน  59  รายการ
  2. พัสดุที่ถูกตีกลับ โดยแจ้งว่าผู้รับปฏิเสธการรับสินค้า   จำนวน  100   รายการ
  3. พัสดุที่ถูกบันทึก เข้ามาในระบบและเตรียมจัดส่งให้กับลูกค้า จำนวน  100  รายการ
  4. พัสดุที่เตรียมจัดส่งให้กับลูกค้า วันที่ 5 ก.พ.2569 หมายเลขพัสดุ TH 67028B3B1G2B1 ระบุชื่อผู้ส่ง AA0636 โทร 0839985742 ที่อยู่ 108/17 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540 ระบุชื่อผู้รับ สินิทรา โทร 0898713112 ที่อยู่ บางลาป่าดอง Thailand ป่าตอง กระทู้ 83150 จำนวน 1 รายการ

และตรวจยึด/อายัด พัสดุ จำนวน  53,889 กล่อง ที่โกดัง คลังตีกลับสินค้า Flash Fulfillment(BPL2) ที่อยู่ 88/25 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

ซึ่งจะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทราบถึง ดเจ้าของสินค้า และนายทุน เจ้าของบริษัท ผู้สั่งการ/ผู้รับผลประโยชน์ ตลอดจนความผิดอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ต่อไป


คณะครูโรงเรียนหนองปลาไหลและบุคคลากร ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปโดยได้นำนักเรียน ระดับอนุบาล 2 – ป.6 โดยการเดินรณรงค์เชิญชวนให้ผู้ปกครองไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน

คณะครูโรงเรียนหนองปลาไหลและบุคคลากร ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปโดยได้นำนักเรียน ระดับอนุบาล 2 – ป.6 โดยการเดินรณรงค์เชิญชวนให้ผู้ปกครองไปใช้สิทธิ์ลงคะแนน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 โรงเรียนวัดหนองปลาไหล(ปานพลอุปถัมภ์) นำโดย ผอ.ชุติสรา หาดแมน คณะครูและบุคคลากร ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยระดับอนุบาล 2 – ป.6 โดยการเดินรณรงค์และใช้รถสามล้อประชาสัมพันธ์ภายในชุมชน ร่วมเชิญชวนให้ผู้ปกครองไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง

เริ่มเดิน ณ บริเวณภายชุมชนโดยรอบของ ตำบล ทุ่งกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อให้ประชาชนมีความตื่นตัวและความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป และออกเสียงประชามติ ประจำปี 2569 ทั้งนี้มีการเดินรณรงค์บริเวณตลาดตามร้านค้า บ้านเรือนประชาชน พร้อมแจกเอกสารแผ่นพับ และรถสามล้อเคลื่อนที่เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์ประเทศไทย พร้อมใจไปเลือกตั้ง”


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สภาทนายความจับมือ สมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ลงนาม MOU ความร่วมมือด้านวิชาการและกฎหมาย

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ผนึกกำลังสภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านธรรมาภิบาล ด้านกฎหมาย และด้านอื่นๆ

วันที่ 6 ก.พ.2569 ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 3 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ : ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ นายกสภาสมาคมธรรมาภิบาล และประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กับสภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต

โดยบันทึกความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านธรรมาภิบาล ด้านกฎหมาย และด้านอื่นๆ โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

  1. การฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร
    1. มีการส่งเสริมสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและในหลักสูตรการเรียนรู้ของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กับสภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต สำหรับสาขาวิชาที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ทั้งทางด้านธรรมาภิบาล ด้านกฎหมาย และด้านอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการในมิติต่างๆ ให้สูงขึ้น
    2. มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ของทั้งสององค์กร เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
    3. มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระหว่างกัน ตลอดจนสนับสนุนเกื้อกูล และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องของแต่ละองค์กร
    4. มีการสร้างความร่วมมือทางด้านการจัดการอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความร่วมมือระหว่างกันในการใช้บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
    5. มีการสร้างความร่วมมือด้านการประชุมสัมมนาทางวิชาการ และสนับสนุนเกื้อกูลระหว่างกัน สำหรับการเป็นเครือข่ายในการจัดการประชุมทางวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ทั้งในด้านบุคลากร สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
    6. สภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ หรือบุคลากร หรือทั้งงบประมาณและบุคลากร ให้กับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อใช้ในการอบรมโครงการต่างๆ ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ดำเนินการจัดให้มีขึ้นในแต่ละครั้ง หรือตลอดระยะเวลาที่ได้จัดทำแผนงานจัดอบรมในแต่ละปี
    7. และอื่นๆ ตามความประสงค์ของทั้งสององค์กร
  2. การดำเนินการในกิจกรรมตามข้อ 1. ตลอดจนกิจกรรมใดที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของความร่วมมือข้างต้นให้บังเกิดผล จะต้องได้รับการพิจารณาร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายในรายละเอียดเป็นรายกรณี
  3. การแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมบันทึกความร่วมมือนี้ สามารถกระทำได้โดยความเห็นชอบของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ให้จัดทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และเห็นชอบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยจัดทำเป็นบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม
  4. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการนี้ โดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และแจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วัน (เก้าสิบวัน) ก่อนวันที่ประสงค์ให้บันทึกความร่วมมือฉบับนี้สิ้นสุดลง
  5. บันทึกความร่วมมือฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีการบอกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยการบอกเลิกให้เป็นไปตามสัญญาข้อ 4.

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรทั้งสองฝ่ายให้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นต่อไป


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ปิดฉากยิ่งใหญ่ Bangkok International Hair Show 2026 เฟ้นหาสุดยอดช่างผมไทยคว้าถ้วยพระราชทานฯ สู่เวทีโลก

ปิดฉากยิ่งใหญ่ Bangkok International Hair Show 2026 เฟ้นหาสุดยอดช่างผมไทยคว้าถ้วยพระราชทานฯ สู่เวทีโลก

วงการเสริมสวยไทยประกาศศักดาอย่างภาคภูมิใจในงาน Bangkok International Hair Show 2026 ที่เพิ่งปิดฉากลงอย่างอลังการ ณ BCC Hall เซ็นทรัล ลาดพร้าว เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยปีนี้ถือเป็นศูนย์รวมของเหล่ากูรูและช่างผมระดับแชมป์ที่มาร่วมอัปเดตเทรนด์ความงามปี 2026 กันอย่างคับคั่ง พร้อมการออกบูธสินค้าแบรนด์ดังในราคาพิเศษที่จัดมาเพื่อคนในวงการโดยเฉพาะ

ไฮไลท์สำคัญของงานคือการแข่งขันชิงแชมป์เพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมือระดับประเทศ เข้ารับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุด โดยในปีนี้มีผู้ชนะเลิศใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ คุณจีรศักดิ์ หอมขุนทด (ประเภทแต่งหน้าเกล้าผมเจ้าสาว), คุณ Trinyathapron Rumpungjit (ประเภทต่อขนตา),คุณภูเบศ เนติชัยธรรม (ประเภททำสีตัดซอยสุภาพสตรี) และ คุณสรัน คำหอม (ประเภทตัดซอยผมสุภาพบุรุษ) ซึ่งทุกคนได้รับเงินรางวัลพร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ ท่ามกลางบรรยากาศการตัดสินที่เข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

นอกจากความสำเร็จบนเวทีแล้ว ผู้บริหารและผู้สนับสนุนหลักได้ร่วมเปิดใจถึงความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้

คุณทินกร ตันติอำไพวงศ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Hair & Beauty และผู้จัดงาน กล่าวว่า “การจัดงานในปีนี้เราตั้งใจให้เป็นมากกว่าแค่การแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่รวบรวมองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ช่างผมไทยได้เตรียมพร้อมรับเทรนด์ปี 2026 ซึ่งผลตอบรับที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าวงการเสริมสวยไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ”

คุณรัฐวุฒิ ด่านทอง นายกสมาคมช่างผมประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ทางสมาคมฯ มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันและช่วยเหลือพี่น้องช่างผมทั่วประเทศให้มีมาตรฐานวิชาชีพที่สูงขึ้น งานนี้ถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยมในการสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับฝีมือแรงงานไทย ผมขอชื่นชมทีมผู้จัดงานที่ร่วมกันสร้างเวทีคุณภาพระดับประเทศเช่นนี้ขึ้นมา”

คุณนิวัฒน์ อ่างทอง กรรมการผู้จัดการผลิตภัณฑ์ Yougee Hair Color กล่าวทิ้งท้ายว่า “Yougee มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนงานที่ยิ่งใหญ่นี้ เรามุ่งเน้นการส่งต่อนวัตกรรมครีมเปลี่ยนสีผมและผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่โดดเด่นด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อสุขภาพผมที่ดีของลูกค้าและการทำงานที่เป็นมืออาชีพของช่างผมไทย การเห็นความสำเร็จของแชมป์ในวันนี้ทำให้เรามั่นใจในศักยภาพของบุคลากรไทยในเวทีความงามโลกครับ”

BangkokInternationalHairShow2026 #BIHS2026 #ช่างผมไทย #แข่งตัดผม #ถ้วยพระราชทาน #HairAndBeauty #YougeeHairColor #เทรนด์ผม2026 #สมาคมช่างผมประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน