กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน ณ ด่านศุลกากรนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน ณ ด่านศุลกากรนครพนม

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00-14.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ ด่านศุลกากรจังหวัดนครพนม

โดยมีนางชนัยพร พูนน้อย นายด่านศุลกากรนครพนม, นายอังกูร อังคะเจริญ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร, นายเฉลิมพล คุณประทุม หัวหน้าฝ่ายควบคุมและตรวจสอบ พร้อมด้วยพันตำรวจเอก ชัชชัย สำเนียง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผิดกฎหมายซึ่งพบว่ายังไม่มีสินค้าที่กระทบความมั่นคงโดยรับทราบสังเกตของสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด ของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 อันดับ 1 ผลไม้สด 8,546 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 44 อันดับ 2 เครื่องดื่มบำรุงกำลัง 3,527 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 18 อันดับ 3 โคกระบือ 3,024 ล้านบาทคิดเป็น ร้อยละ 15 และอันดับ 4 ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 1,105 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าเป็นยอดการส่งออกที่ดีในปี 2569 ถ้านับเฉพาะไตรมาสแรก

ทั้งนี้ นายด่านฯยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าบรรดารถบรรทุกสินค้าทั้งส่งออกและนำเข้าจะมีการสุ่มตรวจสิ่งผิดกฎหมายด้วยเครื่องเอกซเรย์ของกรมศุลกากรตามระบบและมาตรฐานในการตรวจสินค้าของกรมศุลกากรด้วย

ในส่วนของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมได้ข้อมูลสถิติในการเข้าออกของประชาชนทั้ง 2 ฝั่งซึ่งพบว่าในปี 2568 มีสถิติบุคคลเข้าออกผ่านแดนของจุดผ่อนปรนทั้ง 4 จุดที่ใช้ข้ามไปมาระหว่างกันจำนวน 230,110 คนซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มาก สำหรับในปี 2569 ในเดือนมกราคมพบว่ามีการเดินทางเข้าออกผ่านแดน ณ จุดผ่อนปรน 4 จุดของจังหวัดนครพนมระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวอยู่ที่ จำนวน14,897 คน

อย่างไรก็ตาม สถิติการเข้าออกประจำปี 2568 รวมด่านถาวรคือสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 กับท่าเทียบเรือการท่องเที่ยว ซึ่งตม.จังหวัดนครพนมได้ดำเนินการทั้งในเรื่องหนังสือเดินทางและบัตรผ่านแดน มีจำนวน 1,299,447 คนในปี 2568 โดยมีปัญหาและอุปสรรคในการข้ามฝั่งคือถ้าเทียบเรือสถานที่คับแคบในช่วงเทศกาลสำคัญเนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าออกในช่วงเวลาดังกล่าวทำให้สถานที่พักคอยสำหรับประชาชนของทั้ง 2 ประเทศไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้รับทราบทั้งในแง่ของเรื่องความมั่นคงในการผ่านเข้าออกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศและประเทศที่ 3 รวมถึงเรื่องการขนส่งและนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมายการข้ามแดนที่ผิดกฎหมายอันมีช่องธรรมชาติที่ยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องการตรวจบุคคลที่ลักลอบเข้าช่องทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดนด่านถาวรท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดนด่านถาวรท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคง ณ จังหวัดนครพนม ดังนี้

เวลา 09.00-10.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทาง เข้าศึกษาความสัมพันธ์พื้นที่ความมั่นคง ณอนุสรณ์สถานบ้านประธานโฮจิมินห์ซึ่งได้รับทราบความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อความมั่นคงและความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนามซึ่งจังหวัดนครพนมนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ที่ติดกับชายแดนลาวและเชื่อมไปยังเวียดนามได้สะดวก

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายจากเจ้าหน้าที่ของอนุสรณ์สถานฯ ได้รับทราบว่าความสัมพันธ์ทางการทหารที่แนบแน่นระหว่างฝั่งไทยกับเวียดนามด้วยเช่นกัน ในโอกาสนี้ ประธานคณะกรรมาธิการได้ลงนามในสมุดเยี่ยมอนุสรณ์สถานบ้านท่านประธานโฮจิมินห์และพิพิธภัณฑ์ด้วย

เวลา 10.00-11.30 นาฬิกาได้ประชุมหารือและตรวจเยี่ยมพื้นที่ท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองนครพนม

ในการนี้ นายอังกูร อังคะเจริญ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากรด่านศุลกากรนครพนม พันตำรวจโท เกียรติคุณ ดวงแก้วสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม และพันตำรวจโท วรพันธ์ อินทร์แผลงสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนมให้การต้อนรับพลเอก สวัสดิ์ ทัศนาประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ และคณะเดินทาง ซึ่งได้บรรยายสรุปว่าพื้นที่ด่านท่าเทียบเรือตรงนี้ถือว่ามีส่วนสำคัญในการเดินมางข้ามไปมาระหว่างพี่น้องไทย-ลาวทั้งสองฝั่ง ตลอดจนการนำเข้าส่งออกสินค้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ชาวลาวนำมาขายและสั่งซื้อจากเมืองไทย อย่างไรก็ดีข้อจำกัดในด่านท่าเทียบเรือ อาทิ การที่ตรวจคนเข้าเมืองจะมีความเฉพาะกรณีที่ฝ่ายความมั่นคงมองว่าการที่คนไทยโดยเฉพาะกลุ่มที่มีหมายจับจะเข้าออกใช้ช่องทางธรรมชาติในการข้ามไปยังฝั่งลาว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายตำรวจมีความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและจับกุมบุคคลดังกล่าวอย่างเต็มที่เพื่อนำมาสู่ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บริเวณชายแดนด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับทราบจากหน่วยงานในพื้นที่ไปประกอบการพิจารณาเพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนและเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติในภาพรวมภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

กมธ.การทหารฯ ลงพื้นความมั่นคงชายแดน อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 12.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธาน คนที่สาม, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองเลขานุการและรองโฆษกคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ติดตามภารกิจงานความมั่นคงชายแดนไทย-ลาว ณ เขตพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านแพง อำบ้านแพง จังหวัดนครพนม

ในการนี้ ว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายสุพรรณ โกศล นายกเทศมนตรีตำบลบ้านแพง และหัวหน้าหรือผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่ได้ประชุมหารือการยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าถ้าเทียบเรืออำเภอบ้านแพงให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลบ้านแพง สรุปได้ดังนี้

  1. การขอยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าเป็นจุดผ่านแดนถาวรท่าเทียบเรืออำเภอบ้านแพงเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 มติที่ประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาการปิดจุดผ่านแดนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 1 ให้ชะลอการยกระดับไว้ก่อนเนื่องจากปริมาณสินค้าไม่มากและการก่อสร้างสะพานแห่งที่ 3 อาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของด่านบ้านโพธิ์ไทรได้
  2. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 จังหวัดนครพนมมีประกาศเรื่องเปิดจุดผ่อนปรนการค้าท่าเทียบเรืออำเภอบ้านแพงบ้านโพธิ์ไทรโดยเริ่มตั้งแต่ 19 ตุลาคม 2555
  3. เมื่อวันที่ 6 ถึง 8 มีนาคม 2556 มติที่ประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมและเจ้าแขวงชายแดนไทยลาวครั้งที่ 9 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบเตรียมความพร้อมยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านโพธิ์ไทรและด่านประเพณีบ้านท่าสะอ้านเป็นด่านสากล
  4. เมื่อวันที่ 26 ถึง วันที่ 28 กันยายน 2560 มติที่ประชุม คณะผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมและเจ้าแขวงชายแดนไทยลาวครั้งที่ 10 ฝ่ายลาวเสนอยกระดับด่านประเพณีบ้านท่าสะอาดขึ้นเป็นด่านท้องถิ่นให้คนลาวและคนไทยสามารถเข้าออกได้
  5. วันที่ 29 มกราคม 2563 กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเห็นตามข้อเสนอที่สภาผู้แทนราษฎรที่จะยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าบ้านโพธิ์ไทรและจุดผ่านแดนถาวรและให้จังหวัดประชุมหรือจัดทำแผนบริหารจัดการเสนอประกอบการพิจารณาจังหวัดนครพนมจึงได้มีการประชุมหรือดังกล่าวในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ศาลากลางจังหวัด
  6. วันที่ 4 มิถุนายน 2561 ได้มีคำสั่งจังหวัดนครพนมที่ 13 08/2567 แต่งตั้วคณะกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนจังหวัดนครพนม
  7. วันที่ 2 กรกฎาคม 2567 มติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนจังหวัดนครพนมครั้งที่ 1/2567 เห็นว่าจุดผ่อนปรนการค้าอำเภอบ้านแพงบ้านโพธิ์ไทรเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความเหมาะสมด้วยการจัดทำรายงานการศึกษาเพื่อยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าเป็นจุดผ่านแดนถาวร
  8. วันที่ 16 สิงหาคม 2561 มหาวิทยาลัยนครพนมจัดเวทีระดมสมอง ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอบ้านแพงเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทำรายการการศึกษาเพื่อยกระดับจุดอ่อนผลการค้าอำเภอบ้านแพงเป็นจุดผ่านแดนถาวร

โดยคณะกรรมาธิการได้มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะร่วมกันว่าการยกระดับเป็นด่านถาวรนั้นจะต้องดูความพร้อมทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาวซึ่งจะต้องดำเนินการทั้งในเชิงนโยบายของประ เทศและความพร้อมของท้องถิ่นซึ่งทางฝั่งลาวนั้นจะมีด่าน 3 ลักษณะ คือ ด่านสากล ด่านท้องถิ่น และด่านประเพณีจะมีหลักการว่า 1 แขวงมี 1 ด่านสากล ในส่วนของไทยจะมีด่านถาวรและจุดผ่อนปรน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่ายังมีด่านอีกลักษณะหนึ่งนั่นคือด่านพิเศษที่จะทำให้พื้นที่จุดผ่อนปรนบ้านแพนนี้เป็นจุดผ่อนปรนพิเศษซึ่งถือได้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งทางออกของการยกระดับจุดผ่อนปรนดังกล่าวด้วย และปัญหาความมั่นคงในบริเวณจุดดังกล่าวถือว่าไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการยกระดับเป็นจุดผ่อนปรนพิเศษหรือตามถาวรในอนาคตหากทั้งสองฝ่ายมีความพร้อมและเห็นพ้องต้องกันด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นที่ได้จากการประชุมหารือร่วมกับจังหวัดนครพนมและเทศบาลตำบลบ้านแพงรวมถึงส่วนราชการในพื้นที่ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือน รวมถึงภาคธุรกิจ ภาคประชาชนในพื้นที่มาประกอบการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะได้นำเสนอผลักดันหรือดำเนินการอื่นใดตามหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงบฯ กว่า 18.25 ล้านบาท ซับน้ำตา ส่งต่อกำลังใจ ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค มอบเงินช่วยเหลือกรณีบ้านพังทั้งหลัง และช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ระหว่างวันที่ 26 มกราคม–7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ห่วงใยผู้ประสบอุทัยภัยภาคใต้ มอบหมายให้ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ แผนกบรรเทาสาธารณภัย แผนกบัญชี/การเงิน แผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประกอบด้วย จังหวัดยะลา, ปัตตานี, สงขลา, สตูล, พัทลุง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ตรัง และสุราษฎร์ธานี โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช และน้ำปลา รวม 31,500 ชุดๆละ 450 บาท มอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง รายละ 12,000 บาท รวม 25 ราย และมอบเงินสงเคราะห์ค่าฌาปนกิจให้แก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท จำนวน 189 ราย รวมงบประมาณกว่า 18.25 ล้านบาท โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดมหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคใต้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เร่งส่งทีมบรรเทาสาธารณภัย (ทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร) ฝ่ายปฏิบัติการ (ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ) พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัย กู้ชีพยกสูงขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4) เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในทันที พร้อมระดมสรรพกำลังลำเลียงเครื่องอุปโภค บริโภคและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย มุ่งสู่ภาคใต้เพื่อบรรเทาทุกข์ พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆ ควบคู่กับ ฝ่ายสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งประสานหน่วยงานในพื้นที่ และมูลนิธิฯ กัลยาณมิตร ในแต่ละจังหวัดเพื่อในการให้ความช่วยเหลือในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดย แจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น มอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย และมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง เป็นต้น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่างๆ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

อัปเดตข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งช่วยชีวิตรักษาชีวิตสร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือรพ.พญาไท–เปาโล ผนึกกำลัง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ย้กระดับสิทธิประโยชน์สุขภาพแบบครบวงจร

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ผนึกกำลัง พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ย้กระดับสิทธิประโยชน์สุขภาพแบบครบวงจร

เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าสร้าง “ระบบนิเวศสุขภาพ” (Health Ecosystem) เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันสู่การรักษาที่ได้มาตรฐาน ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ด้านสุขภาพให้แก่ลูกค้าอย่างรอบด้าน

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 โดยมี คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล และ คุณเปสลารี ธีระสาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการ และสายงานสุขภาพ พรูเด็นเชียล ประเทศไทย ร่วมลงนาม สะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพและธุรกิจประกันชีวิต

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ลูกค้าพรูเด็นเชียล ประเทศไทย จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างหลากหลาย อาทิ แพ็กเกจตรวจสุขภาพเชิงป้องกันและการคัดกรองความเสี่ยง แพ็กเกจการรักษาในราคาพิเศษ รวมถึงบริการอำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการรักษา สามารถเข้ารับบริการผ่านเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำทิศทางการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกัน การค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

ช่องทางปรึกษาออนไลน์ Call Center 1772

#Phyathai Hospital


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมุทรสงคราม เตรียมจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

สมุทรสงคราม เตรียมจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมริเวอร์ตั้น อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสง คราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเวลา 11.00 ถึง 20.00 น. เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน พร้อมด้วย น.ส.ปรียา สิงหาเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสง คราม น.ส.ยุพา นาคา พาณิชย์จังหวัดสมุทรสงคราม และนายชัยวิทย์ เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม เข้าร่วมให้ข้อมูล

นายชยชัยฯ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประ เทศ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กกท. – สคม. ปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติ ณ ภูเก็ต ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กกท. – สคม. ปิดคอร์สอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติ ณ ภูเก็ต ยกระดับมาตรฐานสู่สากล

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.) จัดโครงการอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติ ระดับพื้นฐาน “Muaythai Instructor Course (Introductory Level) for Foreigners 2025” ระหว่างวันที่ 3–7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมดารา (Dara Hotel) จังหวัดภูเก็ต โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมชาวต่างชาติกว่า 100 คน สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นในหลักสูตรมวยไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากการกีฬาแห่งประเทศไทย

โครงการจัดขึ้น เพื่อมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้มวยไทยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและอัตลักษณ์ไทย โดยได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับ A License กว่า 10 ท่าน ร่วมบรรยายและฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการฝึกสอนในระดับนานาชาติได้อย่างมีมาตรฐาน

พิธีปิดโครงการเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ได้รับเกียรติจาก นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายธนาวุฒิ เพ็ชชระ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต คณะผู้บริหาร และวิทยากร ร่วมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรม

นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา กล่าวว่า ผู้ฝึกสอนมวยไทยถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนามวยไทยให้มีมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าผู้ผ่านการอบรมจะนำความรู้และประสบการณ์ไปถ่ายทอดและพัฒนานักมวยไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของเส้นทางการพัฒนาศักยภาพผู้ฝึกสอน โดยสามารถนำผลการอบรมไปต่อยอดและสมัครเข้ารับการอบรมผู้ฝึกสอนมวยไทยในระดับที่สูงขึ้น (C License) ในอนาคต อันเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเครือข่ายมวยไทยในเวทีนานาชาติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สำหรับโครงการอบรมรุ่นถัดไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมบูติคโฮเต็ล พัทยา จังหวัดชลบุรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผ่าฉากทัศน์การเมืองไทย 2569 วงเสวนา CEO CONNEXT “สว.” เตือนรัฐติดหล่ม-ส่วยลามกระบวนการยุติธรรม จี้ผู้นำเร่งผ่าทางตันก่อนดิ่งเหว ’Fail State‘

ผ่าฉากทัศน์การเมืองไทย 2569 วงเสวนา CEO CONNEXT ’สว.‘ เตือนรัฐติดหล่ม-ส่วยลามกระบวนการยุติธรรม จี้ผู้นำเร่งผ่าทางตันก่อนดิ่งเหว ’Fail State‘

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ณ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอรีน ในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงผู้นำการเมืองเชิงยุทธศาสตร์ รุ่นที่ 1 (บนยศ.1) โดย CEO CONNEXT ได้มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อสำคัญ “ฉากทัศน์การเมืองไทย 3–5 ปีข้างหน้า : โอกาส ความเสี่ยง และบท บาทผู้นำ” ท่ามกลางบรรยากาศการจับตาอนาคตประเทศจากหลายภาคส่วน

วงเสวนาซึ่งประกอบด้วยอดีตสมาชิกวุฒิสภาและสว.ชุดปัจจุบัน อาทิ ดร.สมชาย แสวงการ, นายจตุรงค์ เสริมสุข, นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร, นายชินโชติ แสงสังข์ และ ดร.เอกชัย เรืองรัตน์ ร่วมกันฉายภาพความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง โดยระบุว่าการเมืองไทยในช่วง 3–5 ปีจากนี้ มิใช่เพียงการผลัดใบทางการเมือง แต่คือ “ความเคลื่อนไหวเชิงพลวัต” (Dynamic Movement) ที่มุ่งเป้าทำลายความเข้มแข็งของกลไกอำนาจเดิมและสถาบันหลักของชาติ ผ่านกระบวนการระดมมวลชนและการจัดตั้งที่ซับซ้อน

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในเวที คือการกล่าวถึง “ปัจจัยแทรกซ้อนภายนอก” โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของมหาอำนาจตะวันตกที่เข้ามาสนับสนุนฝ่ายการเมืองในประเทศ ทั้งในมิติทางนโยบายและงบประมาณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ครอบงำอำนาจผ่านตัวแทน (Proxy) ที่อาจส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและเสถียรภาพในระยะยาว หากการรุกคืบนี้สัมฤทธิผลจะส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างรัฐบาลและประชาชนอย่างมิอาจเลี่ยง

ในมิติของความน่าเชื่อถือ วงเสวนาสะท้อนภาพความล้มเหลวของระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม โดนเฉพาะความตกต่ำของดัชนี CPI ประเทศไทยร่วงหล่นจากการเป็นผู้นำอาเซียนสู่ท้ายตาราง โดยมีแนวโน้มจะถูกฟิลิปปินส์แซงหน้าในเร็ววัน วัฒนธรรมส่วย การจ่ายเงินใต้โต๊ะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในทุกลำดับชั้น ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจนถึงกลไกในเรือนจำ ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญที่อาจนำไปสู่การลุกฮือของมวลชนเมื่อถึงจุดที่สังคม “ทนไม่ไหว“ และกับดักความขัดแย้ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ก้าวข้ามไปสู่ยุคเทคโนโลยีและ AI แต่ไทยยังคงติดหล่มความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่าและใหม่ จนเศรษฐกิจชะงักงัน

ช่วงท้ายของการเสวนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ว่านักการเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะ “รู้ผลล่วงหน้า” แต่ไร้ซึ่งความกล้าที่จะเผชิญความจริง บรรยากาศในปี 2569 ถูกนิยามว่ามีความ “วังเวง” และเปี่ยมด้วยความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยวิกฤตในปี 2549 และ 2559

เวที CEO CONNEXT ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะถึงผู้มีอำนาจว่า ประเทศไทยกำลังเดินเข้าใกล้สภาวะ “รัฐล้มเหลว” (Fail State) ทุกขณะ หากยังขาดการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่เด็ดขาด และการปฏิรูปโครงสร้างที่แท้จริง โจทย์ใหญ่จึงมิใช่เพียงการชิงอำนาจรัฐ แต่คือการหาผู้นำที่กล้าพาประเทศออกจากหล่มความขัดแย้งก่อนที่วิกฤตจะสายเกินแก้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ส่งต่อความรัก ปกป้องอนาคต “Vitaking Group” จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ มอบสิ่งของบริจาคแก่สถานสงเคราะห์เด็กในกรุงเทพฯ

ส่งต่อความรัก ปกป้องอนาคต ”Vitaking Group” จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ มอบสิ่งของบริจาคแก่สถานสงเคราะห์เด็กในกรุงเทพฯ

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ มูลนิธิสันติสุข (SANTISUK FOUNDATION) เริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิด้วยความสดใสและการแบ่งปัน ทีมอาสาจาก ”Vitaking Group” ได้นำสิ่งของบริจาคจำนวนมากเดินทางไปยังสถานสงเคราะห์เด็กแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อมอบความอบอุ่นและความห่วงใยให้แก่เด็กๆ อายุระหว่าง 3-12 ปี กว่า 70 คน ซึ่งถือเป็นของขวัญอันล้ำค่าต้อนรับปีใหม่ การช่วยเหลือที่ตรงจุด ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสิ่งของบริจาค

ในกิจกรรมครั้งนี้ ”Vitaking Group” ได้คัดสรรสิ่งของอุปโภบริโภคและอุปกรณ์การเรียนอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการตามช่วงวัยของเด็กๆ : สำหรับเด็กปฐมวัย: มอบนมผงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อาหารเสริมเสริมสร้างพัฒนาการ และตัวต่อเสริมทักษะที่มีสีสันสดใส เพื่อช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น

สำหรับเด็กวัยเรียน : มอบกระเป๋านักเรียนดีไซน์สวยงาม ชุดเครื่องเขียนครบเซต และหนังสืออ่านนอกเวลาประเภทความรู้ทั่วไป เพื่อสนับสนุนให้เด็กๆ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและใช้ความรู้ในการสร้างอนาคต

นอกจากนี้ ทางกลุ่มบริษัทฯ ยังได้จัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นพื้นฐาน เช่น น้ำมันพืช และข้าวสารจำนวนมาก เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กๆ ของสถานสงเคราะห์ในระยะยาว เสียงหัวเราะและความสุข: บันทึกภาพความประทับใจ

ทีมอาสาไม่เพียงแต่นำสิ่งของมามอบให้เท่านั้น แต่ยังได้มอบช่วงเวลาแห่งความสุขและการเอาใจใส่ให้กับเด็กๆ บรรยากาศกลางสนามหญ้าของสถานสงเคราะห์เต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อเด็กๆ ได้เห็นของขวัญและของเล่นมากมาย ต่างพากันยิ้มแย้มด้วยความดีใจ

กิจกรรมแสนสนุก : ภาพวิดีโอบันทึกวินาทีที่เด็กๆ รับชุดเครื่องเขียนใหม่ พร้อมพนมมือไหว้ขอบคุณพี่ๆ อาสาสมัครด้วยความนอบน้อม แววตาที่สดใสเหล่านั้นสะท้อนถึงความสุขที่แท้จริง

การดูแลที่อบอุ่น : เด็กเล็กวัย 3-6 ขวบ ต่างรุมล้อมพี่ๆ อาสาสมัครเพื่อโชว์ของเล่นชิ้นใหม่ด้วยความตื่นเต้น ในขณะที่เด็กโตต่างพากันลองสะพายกระเป๋าใบใหม่และวิ่งเล่นกลางแสงแดดอย่างสนุกสนาน ทำให้ทั่วทั้งสถานสงเคราะห์เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะความรับผิดชอบต่อสังคม : ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการให้ไว้ในแบรนด์

การเดินทางทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ของ ”Vitaking Group” ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลกภายใต้แนวคิด ”ตอบแทนสังคม ห่วงใยเด็กและเยาวชน”

ผู้บริหารของกลุ่มบริษัทฯ กล่าวว่า : ”ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในท้องถิ่น เราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจเท่านั้น แต่เรายังให้ความสำคัญและห่วงใยกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมเสมอมา การที่ได้เห็นเด็กๆ กว่า 70 คน มีความสุขจากการมาเยือนของเราในวันนี้ ทำให้เรายิ่งมั่นใจและมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง”

เมื่อแสงอาทิตย์ยามเย็นทอแสงลงบนสนามหญ้า ภาพมือน้อยๆ ที่โบกมือลาและรอยยิ้มที่ใสซื่อของเด็กๆ กลายเป็นภาพที่งดงามที่สุดของบ่ายวันนี้ “Vitaking Group” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักนั้นไร้พรมแดน และความอบอุ่นสามารถส่งถึงกันได้เสมอ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมกับ สสส. จัดประกวดหนังสั้นดื่มไม่ขับ-พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่เข้าร่วมประกวด

กองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมกับ สสส. จัดประกวดหนังสั้นดื่มไม่ขับ-พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่เข้าร่วมประกวด

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ณ ห้อง 701 ชั้น 7 อาคาร 8 ชั้น วิทยาลัยการตำรวจ : พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) เดินทางมาเป็นประธานมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าแข่งขันกองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดงานประกวด MOTTO โครงการสร้างสรรค์สื่อรณรงค์เมาไม่ขับ โดยมีพล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ให้การต้อนรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบังคับกำรตำรวจจราจร และ สสส. จัดโครงการสื่อสารรณรงค์ดื่มไม่ขับเพื่อลดอุบัติเหตุ โดยดำเนินการประกวดกิจกรรม สร้างสรรค์สื่อรณรงค์เมาไม่ขับ

โดยประกวดคำขวัญและสื่อภาพยนตร์สั้น โดยเปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาร่วมสร้างสรรค์แนวคิดรณรงค์ความปลอดภัยทางถนน โดยวันนี้ดำเนินกิจกรรม รอบการประกวดคำขวัญ Motto มีทีมเข้าร่วม 40 ทีมภายในงานได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน อาทิ พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง,วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจาก สสส. ร่วมพิจารณาผลงาน

โดยการประกวดแบ่งการนำเสนอ รวมทั้งสิ้น 40 ทีม จากมหาวิทยาลัยในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล โดยแต่ละทีมนำเสนอผลงาน 3 นาที เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก 10 ทีม เพื่อได้เข้ารอบต่อไป

ช่วงท้ายของงานได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ท่านประธานเป็นผู้มอบรางวัล 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบการประกวด พร้อมมอบทุนการศึกษา และเกียรติบัตรแก่ผู้ผ่านเข้ารอบ

สำหรับการจัดงานครั้งนี้มุ่งหวังสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการรณรงค์ลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ และส่งเสริมการใช้สื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน