หน่วยทหาร บรรทุกน้ำแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อน ประชาชน สถานศึกษา เขตเทศบาลนครพิษณุโลก และเตรียมความพร้อมบรรเทาสาธารณภัย ออกช่วยเหลือ

หน่วยทหาร บรรทุกน้ำแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อน ประชาชน สถานศึกษา เขตเทศบาลนครพิษณุโลก และเตรียมความพร้อมบรรเทาสาธารณภัย ออกช่วยเหลือ

จากสถานการณ์หลายพื้นที่ในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก มีปัญหาจากระบบประปาการจ่ายน้ำอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้น้ำเพื่อดำรงชีวิตของประชาชน นั้น ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และสำนักงานประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทาน กองทัพภาคที่ 3 จึงได้บูรณาการหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ให้ความช่วยเหลือตามการร้องขอจากหน่วยงานหรือประชาชน

โดยล่าสุด ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือจากโรงเรียนมัธยมสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร เหตุน้ำประปาในพื้นที่โรงเรียนไม่ไหลจากการซ่อมแซมท่อประปา ทำให้ระบบน้ำของหอพักนักเรียนขาดแคลนน้ำใช้ ขั้นวิกฤต ซึ่งมี นักเรียนพักประจำที่หอพัก กว่า 520 คน ซึ่ง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 ได้สนับสนุนกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน พร้อมด้วย รถบรรทุกน้ำจาก หน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 39 และร้องขอหน่วยช่วยประสานไปยังหน่วยทหารข้างเคียงภายในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ ช่วยสนับสนุนเข้าช่วยเหลือโดยด่วน

ต่อมา กองพันสารวัตรทหารที่ 31 สนับสนุน รถยนต์บรรทุกน้ำ ขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน บรรทุกส่งน้ำ จำนวน 5 เที่ยว ส่วนเทศบาลนครพิษณุโลก สนับสนุน รถยนต์บรรทุกน้ำ ขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน บรรทุกส่งน้ำ จำนวน 2 เที่ยว จากนั้นกองพันทหารสื่อสารที่ 23 สนับสนุน รถยนต์บรรทุกน้ำ ขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน 4 เที่ยว

ขณะเดียวกัน กองพันส่งกำลังและบริการที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 จัดกำลังพลจิตอาสาพร้อมเจ้าหน้าที่ประจำรถยนต์บรรทุกน้ำ 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน 4 เที่ยว บำเพ็ญประโยชน์บรรเทาความเดือดร้อน สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคให้กับครู นักเรียนโรงเรียนมัธยมสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ต่อจากนั้นกองพันทหารม้าที่ 9 กองพลทหารราบที่ 4 สนับสนุน รถยนต์บรรทุกน้ำ ขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน 4 เที่ยว และสถานีดับเพลิง สนับสนุน รถยนต์บรรทุกน้ำ ขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน บรรทุกส่งน้ำ จำนวน 2 เที่ยว

และกองพันทหราราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ดำเนินการ “การตรวจสภาพความพร้อมการเตรียมการช่วยเหลือประชาชน” เพื่อเตรียมการด้านกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ณ สนามหญ้า กองพันทหราราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณโลก


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 600,000 เม็ด และ ฝิ่นดิบประมาณ 38.4 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 600,000 เม็ด และ ฝิ่นดิบประมาณ 38.4 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ จัดกำลังจาก กองร้อยทหารพรานที่ 3209 กองบังคับการควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการหมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังผาเมือง รวมจำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ ช่องทางธรรมชาติ บ้านแก่งทรายมูล ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 นาฬิกา ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยประมาณ 10 -15 คน เดินเข้ามาตามเส้นทางในภูมิประเทศ หน่วยจึงให้สัญญาณเพื่อขอตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย กลุ่มขบวนการอาศัยความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ หน่วยได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ เพื่อเข้าควบคุมบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบเมื่อสามารถตรวจการณ์ได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 นาฬิกา หน่วยเข้าตรวจสอบพื้นที่ ตรวจพบ กระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) รวมประมาณ 600,000 เม็ด และ ยาเสพติดประเภท 2 (ฝิ่นดิบ) จำนวน 24 จ๊อย น้ำหนักรวมประมาณ 38.4 กิโลกรัม ปลอกกระสุนปืนลูกซองของกลุ่มขบวนการ จำนวน 4 ปลอก

และเมื่อเวลา 13.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก ธรรม์ มาลัยทอง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางเข้าตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบัน หน่วยได้นำของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่อาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 406 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 391 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 239,852,081 เม็ด, เฮโรอีน 7.3 กิโลกรัม, ไอซ์ 5,165.8 กิโลกรัม, ฝิ่น 302.8 กิโลกรัม และ คีตามีน 977.7 กิโล กรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 57 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 42 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 42,143 ล้านบาท (42,143,828,361 บาท)


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมแสดงความยินดีในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ครบรอบปีที่ 91 พัฒนางานวิจัยและปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ พร้อมสนับสนุนภารกิจกองทัพบก

รองผู้บัญชาการทหารบก ร่วมแสดงความยินดีในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมวิทยา ศาสตร์ทหารบก ครบรอบปีที่ 91 พัฒนางานวิจัยและปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ พร้อมสนับสนุนภารกิจกองทัพบก

วันนี้ (19 มิถุนายน 2569) เวลา 07.00 น. พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสร็จพระดำเนินไปยัง แหล่งสมาคมนายทหาร กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ทรงเป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ครบรอบปีที่ 91 ประจำปี 2569 ในส่วนของ กองทัพบก พลเอก ชิษณุพงศ์ รอดศิริ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบกร่วมแสดงความยินดี โดยมี พลตรี เรืองศักดิ์ แก่นกำจร เจ้ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบกให้ การต้อนรับ ในโอกาสนี้รองผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะผู้บังคับบัญชาและกำลังพล ร่วมประกอบพิธีสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์ และถวายเครื่องไทยธรรม

จากนั้น พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ประธานในพิธี ทรงพระดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการแสดงผลงานของหน่วย อาทิ ภารกิจหลักของหน่วย เทคโนโลยีป้องกันประเทศแบบอัจฉริยะ แนวทางขับเคลื่อนห้องปฏิบัติการสู่อนาคต ควบคู่กับการน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติภารกิจเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จากนั้นทรงพระดำเนินฉายพระรูปร่วมกับคณะผู้บังคับบัญชาและเสร็จพระดำเนินกลับ

ในโอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบกร่วมลงนามในสมุดเยี่ยม โดยระบุว่ากรมวิทยาศาสตร์ทหารบกเป็นหน่วยงานหลักของกองทัพบกที่มีบทบาทสําคัญในการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับปฏิบัติการป้องกันเคมี ชีวะ รังสี นิวเคลียร์ รวมทั้งการกําหนดหลักนิยมและตําราสายวิทยา ศาสตร์ ตลอดจนให้คําแนะนําในการระงับอุบัติภัยจากสารพิษ การตรวจวิเคราะห์คุณภาพของสิ่งอุปกรณ์และมลภาวะที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ขอให้กำลังพลมีความพร้อมทั้งกําลังกายและกําลังใจเพื่อเป็นกลไกสําคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เปิดโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/1 สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดโครงการพระราชทาน “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/1 สร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการอบรมตามโครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” รุ่นที่ 8/1 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานราชการ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และผู้ต้องขังจำนวน 100 คน เข้าร่วมพิธี ณ เรือนจำกลางเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยกระทำผิดได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งพระราชทานโครงการ “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างทักษะอาชีพตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่

โครงการดังกล่าวน้อมนำศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้ต้องขัง ให้มีความรู้ด้านการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการประกอบอาชีพหลังพ้นโทษ ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อย่างมั่นคง

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้ง 100 คน ผ่านโครงการพระราชทานดังกล่าว ซึ่งนับเป็นแบบอย่างแห่งความเมตตาและพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความห่วงใยต่อประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง พร้อมให้กำลังใจผู้เข้ารับการอบรมให้นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการดำรงชีวิต สร้างอนาคตที่ดี และเป็นกำลังสำคัญของสังคมและประเทศชาติต่อไป


นที มีเดช รายงาน

รถบรรทุกพ่วงฝ่าไฟแดงชนรถยนต์ตู้รับส่งนักเรียนบาดเจ็บติดคาซาก

จังหวัดลพบุรี – คลิปวงจรปิดเผยรถพ่วง 22 ล้อ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง พุ่งชนรถ ยนต์ตู้ที่กำลังไปรับนักเรียน คนขับเป็นหญิงวัย 44 ปี บาดเจ็บสาหัสติดคาซากรถ ส่วนคนขับรถพ่วงบอกหลับในจำอะไรไม่ได้

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 กล้องวงจรปิดของเทศบาลตำบลโคกตูม ที่บริเวณสี่แยกสัญ ญาณไฟ ซอยศูนย์ สายตรี บันทึกภาพรถยนต์กระบะ 2 คัน กำลังขับออกจากซอยหลังจากได้รับสัญญาณไฟเขียว โดยมีรถยนต์ตู้คันที่ 3 ขับตามหลังมา ห่างๆ และกำลังขับข้ามฝั่ง ปรากฏว่ามีรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ที่ขับมาด้วยความเร็วอยู่ช่องเลนซ้ายได้ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ขับพุ่งข้ามไปชนกับรถตู้ที่กำลังขับข้ามฝังอย่างเต็มแรงส่งผลให้คนขับรถตู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสติดอยู่หน้ารถ

จุดเกิดอยู่บนถนนทางหลวงหมายเลข 3333 เส้นทางโคกตูม – มะนาวหวาน ช่วงหลักกิโล เมตร 2 แยกซอยศูนย์ สายตรี หมู่ 2 ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองลพบุรี หลังเกิดเหตุ พ.ต.ท. ปริญญา แสวงราช สารวัตรสอบสวน สภ.โคกตูม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำอุปกรณ์ตัดถ่างรุดไปช่วยเหลือ จุดเกิดเหตุอยู่กลางสี่แยกขาขึ้นพบรถตู้โตโยต้าสีน้ำเงิน ทะเบียน นข 5868 สุพรรณบุรี สภาพด้านหน้าขวาด้านคนขับถูกชนอย่างแรงจนพังยับเยินกระจกหน้าแตก ภายในรถพบผู้บาดเจ็บเป็นหญิงชื่อนางวันทนา สายเส็ง อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/1 หมู่ 10 ต.นิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี ได้รับบาดเจ็บเลือดอาบหน้า ขาสองข้างถูกตัวถังหน้ารถยุบเข้ามาหนีบติดอยู่ ไม่สามารถนำร่างออกมาได้ ผู้บาดเจ็บร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำเครื่องตัดถ่าง ทำการช่วยเหลือใช้เวลาประมาณ 15 นาที สามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกจากซากรถได้ นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช

ส่วนรถคู่กรณีเป็นรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุสีขาว ตัวแม่ ทะเบียน 71-1707 นครราช สีมา มีร่องรอยชนด้านหน้าซ้ายพังเสียหายจอดขวางอยู่กลางสี่แยก ตัวลูกทะเบียน 71-1702 นครราชสีมา ที่ถนนยังมีรอยเบรกของรถบรรทุกพ่วงเป็นทางยาวกว่า 3 เมตร มีนายวัชระ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี คนขับ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไรถึงได้อุบัติเหตุครั้งนี้ นายวัชระ บอกว่าตนกำลังขับรถเปล่าเพื่อกลับบ้านพัก ช่วงขับมาถึงที่เกิดเหตุยังจำอะไรไม่ได้ยังมีอาการเบลอ ๆ คล้ายหลับในไม่ได้พักผ่อน

ส่วนรถตู้จากการสอบถามญาติคนขับให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุผู้บาดเจ็บได้ขับรถตู้ออกจากบ้านพักที่บ้านซับเสือแมบ ต.โคกตูม กำลังเดินทางไปรับเด็กนักเรียนที่โรงเรียนโคกตูมวิทยา ช่วงเลิกเรียนไปส่งนักเรียนกลับตามบ้านพัก เดชะบูญมาประสบอุบัติเหตุเสียก่อน หากมีนักเรียนมาด้วยคงเกิดเหตุการณ์สลด ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้นำรถคู่กรณีทั้งสองฝ่ายไปเก็บไว้ที่โรงพัก สภ.โคกตูม เพื่อรอสอบปากคำผู้บาดเจ็บอีกครั้งพร้อมนำตัวนายวัชะ คนขับรถพ่วงไปตรวจสอบหาสารเสพติด และตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกายและแจ้งดำเนินคดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหายนำตัวส่งพนัก งานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ใช้เวลาสืบ 37 ชั่วโมง รวบหนุ่มไรเดอร์ส่งพัสดุ อดีตเด็กปั๊มบุกเดี่ยวชิงเงินคาที่ทำงาน อ้างเป็นหนี้พนันออนไลน์

นครพนม – ใช้เวลาสืบ 37 ชั่วโมง รวบหนุ่มไรเดอร์ส่งพัสดุ อดีตเด็กปั๊มบุกเดี่ยวชิงเงินคาที่ทำงาน อ้างเป็นหนี้พนันออนไลน์

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. พล.ต.ต.ศักดิ์ชาย สาดมะเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (ผบก.ภ.จว.นครพนม) แถลงผลการจับกุมนายดนัย หรือแดน อายุ 19 ปี ชาวบ้านนาดอกไม้หมู่ 8 ต.กุตาไก้ อ.ปลาปาก จ.นครพนม คนร้ายที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ บุกเดี่ยวจี้ชิงเงินปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 สายนครพนม-สกล นคร โดยได้เงินสดไปประมาณ 1 แสนบาท ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปทาง ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.40 น. วันที่ 17 มิถุนายน 69 ที่ผ่านมา

หลังเกิดเหตุตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (บก.สส. ภ.4) ร่วมกับกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม (กก.ภ.จว.นครพนม) และ สืบ สวนชุดพยัคฆ์ สภ.เมืองนครพนม กระจายกำลังลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน เช็คกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายรายนี้เตรียมการณ์มาอย่างดี สวมหมวกโม่งอำพรางใบหน้า ขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 ล้อแม็ก เป็นพาหนะ และลงมืออย่างใจเย็น ที่สำคัญรู้ที่เก็บเงินสดอยู่ตรงไหน โดยปกติจะรู้กันในเฉพาะพนักงานเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงพุ่งเป้าไปที่อดีตพนักงานที่ลาออกไป แต่ก็ไม่ทิ้งประเด็นคนในชี้เป้า ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

โดยชุดสืบสวนได้ขอข้อมูลจากเจ้าของปั๊ม เพื่อตรวจสอบประวัติพนักงานปั๊มน้ำมัน ทั้งคนเก่าและคนใหม่ พบว่านายแดนอดีตเด็กปั๊มที่ลาออกไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด เนื่องจากมีรูปพรรณสัณฐานใกล้เคียงกับคนร้าย จึงลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนเชิงลึก ทำให้ทราบล่าสุดว่าปัจจุบันนายแดนทำงานเป็นไรเดอร์ส่งพัสดุ บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ตั้งศูนย์บริการอยู่ที่สามแยกไฟแดง ต.หนองญาติ จึงสืบสวนให้มั่นใจว่าไม่ผิดตัว ก็พบรถจักรยาน ยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110 ไอ สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน 1 กด 1253 นครพนม ที่นายแดนใช้ส่งพัสดุตรงกับรถคันที่ใช้ก่อเหตุ ต่างตรงที่ไม่มีตะแกรงท้าย โดยนายแดนยังคงทำงานที่ศูนย์ตามปกติ

จากรูปพรรณสัณฐาน และรถจักรยานยนต์ มีดีเอ็นเอตรงกัน เวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 19 มิถุนายน 69 ชุดสืบสวนจึงเดินทางไปยังศูนย์บริการดังกล่าว เพื่อเชิญตัวนายแดนผู้ต้องสง สัยมาสอบปากคำ ซึ่งนายแดนจนมุมด้วยหลักฐาน จึเปิดปากรับสารภาพเป็นคนเดียวกันที่ก่อเหตุดังกล่าว พร้อมพาเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านนำเงินของกลางที่จี้ได้จำนวน 86,385 บาท และ ตะแกรงท้ายรถที่ถอดออก ผ้าคลุมหน้าสีดำ เทปพันสายไฟที่ใช้ปิดแผ่นป้ายทะเบียนรถจักร ยานยนต์ เสื้อแขนสั้นสีดำ กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้า

เบื้องต้นนายแดนผู้ต้องหา ขอโทษสังคมที่กระทำการอย่างอุกอาจ อ้างว่าเป็นพนันออนไลน์จำนวน 5 พันบาท ถูกติดตามทวงถามจนคิดสั้น ขับรถจักรยานยนต์ผ่านปั๊มตราดาวที่ตนเคยทำงานอยู่ รู้ว่าทุกวันก่อนปั๊มปิดเสมียนจะนั่งคิดเงินกันที่โต๊ะ จึฃเกิดอารมณ์ชั่ววูบ วางแผนเตรียมการณ์อำพรางใบหน้าและรถจักรยานยนต์ ซุ่มดูอยู่ที่หลังหลังไฟฟ้าริมถนน พอเห็นยามเดินมาลากล้อเลื่อนปิดทางเข้าออกปั๊ม ก็ขับรถเข้ามาภายในปั๊ม ดูลาดเลาแล้วก็ตรงดิ่งไปที่โต๊ะ ใช้อาวุธมีดจี้เด็กปั๊มและถามว่าเงินอยู่ไหน ก่อนจะไปดึงลิ้นชักที่มีเงินอยู่หลบหนีไป
รุ่งเช้าก็ถอดตะแกรงรถออก แล้วก็ขับรถจักรยานยนต์มาทำงานตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมนำเงิน 5 พันไปใช้หนี้พนักออนไลน์ ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้ใช้ เพราะตนเองมีลูกวัย 3 ขวบหนึ่งคน ไม่คาดว่าเจ้าหน้าที่จะตามสืบจนพบตัวได้เร็วขนาดนี้ และยืนยันว่าลงมือเพียงคนเดียว ไม่มีใครสมรู้ร่วมคิดทั้งสิ้น เพราะเป็นเด็กปั๊มที่นี่มาก่อน

ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ลงพื้นที่หาข้อมูล จนนำมาสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางครบ ใช้เวลาทั้งสิ้น 37 ชั่วโมงเท่านั้น ก็สามารถปิดคดีดังกล่าวได้


เทพข่าวร้อน / เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม รายงาน

รวบแฟนหนุ่มวัย 16 ปี ฆ่า “สาวผมแดง” วัย 17 ปี หมกถุงดำทิ้งถังขยะกลางเมืองแกลง

ระยอง – รวบแฟนหนุ่มวัย 16 ปี ฆ่า “สาวผมแดง” วัย 17 ปี หมกถุงดำทิ้งถังขยะกลางเมืองแกลง ปมรักร้าว-หึงหวงหนัก รับสารภาพสิ้น ตำรวจเร่งสรุปสำนวนดำเนินคดีตามกฎหมายเยาวชน

ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญที่สร้างความสลดใจให้กับชาวจังหวัดระยองและประชาชนทั่วประเทศ กรณีพบศพ “น้องฝน” อายุ 17 ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ถูกนำร่างใส่ถุงดำอำพรางและนำไปทิ้งไว้ภายในถังขยะสาธารณะริมถนน พื้นที่หมู่ 8 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จัง หวัดระยอง จนกระทั่งพนักงานเก็บขยะมาพบศพระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ

จากสภาพศพและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้คดีนี้ถูกจัดเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคมอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตยังเป็นเยาวชน และมีความพยายามอำ พรางศพเพื่อปกปิดการกระทำความผิด ชุดสืบสวนระดมกำลังคลี่คลายคดี เร่งแกะรอยทุกมิติ

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.จิราวัฒน์ ศักดิ์ศรีวัฒนา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง, พ.ต.อ.สมชาย วงศ์พูนสุข ผู้กำกับการ สภ.แกลง, พ.ต.ท.เชนยุทธ ศรอุดรธนธรณ์ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.แกลง และกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจากตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง และ สภ.แกลง

เจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง โทรศัพท์มือถือ รวมถึงบุคคลใกล้ชิดของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียด จนนำไปสู่การเชิญตัว แฟนหนุ่มวัย 16 ปี มาสอบสวน เนื่องจากเป็นบุคคลสุดท้ายที่อยู่กับผู้เสียชีวิตก่อนขาดการติดต่อ ปมเหตุจากความหึงหวง สงสัยฝ่ายหญิงมีชายอื่น

ผลการสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้เดินทางไปนำรถจักรยานยนต์คันหนึ่งกลับมา ก่อนจะเดินทางมาพบกับแฟนหนุ่มภายในพื้นที่อำเภอแกลง ระหว่างที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ได้เกิดการโต้เถียงและทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง โดยฝ่ายชายเกิดความไม่พอใจและหึงหวง หลังเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตมีความสัมพันธ์กับชายอีกคน ซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ที่นำกลับมา
ความขัดแย้งที่สะสมมาระยะหนึ่ง ประกอบกับอารมณ์หึงหวงและความไม่ไว้วางใจ ได้บานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรง ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตเสียชีวิตภายในที่เกิดเหตุ

อำพรางคดี นำศพใส่ถุงดำทิ้งถังขยะ

หลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้พยายามปกปิดร่องรอยความผิด โดยนำร่างของผู้เสียชีวิตใส่ถุงดำขนาดใหญ่ ใช้เสื้อแขนยาวแบบมีฮู้ดผูกมัดร่าง ก่อนเคลื่อนย้ายไปทิ้งในถังขยะสาธารณะ พื้นที่หมู่ 8 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการอำพรางศพและพยายามทำลายพยานหลักฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลจากกล้องวงจรปิด จนสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมหลังเกิดเหตุยิ่งพิรุธ ภายหลังจากนำศพไปทิ้งแล้ว ผู้ต้องหายังได้นำรถจักรยาน ยนต์ของผู้เสียชีวิตไปจอดทิ้งไว้บริเวณสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นจุดสังเกตสำคัญของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากขัดกับพฤติกรรมปกติ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อน ไหวและพยานแวดล้อมเพิ่มเติม จึงพบข้อพิรุธหลายประการ ก่อนเชิญตัวมาสอบสวนเชิงลึก
รับสารภาพสิ้น ก่อเหตุเพราะความหึงหวง

แหล่งข่าวจากชุดสืบสวนเปิดเผยว่า ในชั้นสอบสวนเบื้องต้น เยาวชนชายวัย 16 ปี ได้ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยอ้างว่ามีสาเหตุมาจากความหึงหวงและความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบปากคำอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งรอผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์นิติเวช เพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตและลักษณะการกระทำความผิดอย่างชัดเจน

เร่งรวบรวมหลักฐาน เตรียมแจ้งข้อหาตามพยานหลักฐาน

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ผลตรวจสถานที่เกิดเหตุ ผลชันสูตร และคำให้การของพยานบุคคล เพื่อประกอบการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน การดำเนินคดีจะต้องเป็นไปตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว โดยคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาและหลักการคุ้มครองเด็กตามกฎหมายควบคู่ไปกับการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมความรุนแรงในความสัมพันธ์

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์ของเยาวชน ซึ่งมักเกิดจากความหึงหวง การขาดทักษะในการจัดการอารมณ์ และการใช้ความรุนแรงเป็นทางออกของปัญหา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ชี้ว่า การส่งเสริมทักษะชีวิต การสื่อสารในครอบ ครัว และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตแก่เยาวชน ถือเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งส่วนตัวพัฒนาไปสู่เหตุอาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ คดีดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดเข้าชสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป

เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะที่เกิดขึ้นกับเยาวชน ทั้งในฐานะผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรังในสังคมไทยหลายด้าน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ในเชิงสังคมวิทยาและจิตวิทยาได้ดังนี้ครับ:

​1. #วิกฤตสถาบันครอบครัวและการเลี้ยงดู
​การที่เยาวชนเข้าถึงความรุนแรงหรือมีพฤติกรรมสุดโต่ง มักมีรากฐานมาจากสภาพแวดล้อมในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการขาดความอบอุ่น การใช้ความรุนแรงในบ้านเป็นตัวอย่าง หรือการที่ผู้ปกครองไม่มีเวลาให้คำแนะนำและขัดเกลาทางจริยธรรม ส่งผลให้เด็กขาดทักษะในการจัดการกับอารมณ์ (Emotional Regulation) และไม่เข้าใจคุณค่าของชีวิต

​2. #อิทธิพลจากสื่อและโลกออนไลน์ (Cyber-Normalization)
​ปัจจุบันเยาวชนเข้าถึงสื่อได้โดยง่าย รวมถึงสื่อที่มีเนื้อหารุนแรง เกมที่เน้นการทำลายล้าง หรือข้อมูลในโลกโซเชียลที่ส่งเสริมพฤติกรรมก้าวร้าว หากเด็กขาดวิจารณญาณหรือขาดการคัดกรองจากผู้ใหญ่ โลกดิจิทัลอาจทำให้ความรุนแรงกลายเป็นสิ่งที่ดู “ปกติ” หรือ “เลียนแบบได้ง่าย” (Desensitization) จนนำไปสู่การกระทำจริงโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ

​3. #ปัญหาสุขภาพจิตและการเข้าถึงบริการ
​ปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นเป็นเรื่องที่สังคมไทยยังให้ความสำคัญน้อย การสะสมของความ เครียด ความผิดปกติทางอารมณ์ หรือการมีภาวะทางจิตเวชที่แฝงอยู่ หากไม่ได้รับการคัดกรองหรือรักษาอย่างทันท่วงที อาจพัฒนาไปสู่พฤติกรรมที่รุนแรงและคาดไม่ถึง

​4. #สภาพแวดล้อมและสังคมแวดล้อม (Social Environment)
​อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน (Peer Pressure) และสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมพฤติกรรมของเด็ก หากเด็กเติบโตมาในสภาพสังคมที่ยอมรับความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการตัดสินปัญหาหรือแก้แค้น เด็กจะเรียนรู้ว่าความรุนแรงคือทางออกที่ยอมรับได้

​5. #ความล้มเหลวของระบบเฝ้าระวังและป้องกัน
​คดีลักษณะนี้สะท้อนถึงช่องว่างของระบบการศึกษาและระบบเฝ้าระวังเยาวชน ครูและบุคลา กรทางการศึกษาอาจไม่สามารถสังเกตเห็นสัญญาณเตือน (Red Flags) ก่อนที่จะเกิดเหตุ หรือเมื่อเกิดเหตุแล้ว กระบวนการทางกฎหมายและสังคมสงเคราะห์อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการดูแลทั้งผู้เสียหายและปรับพฤติกรรมผู้กระทำผิด

​สรุปในเชิงสังคม:

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ตัวบุคคล” แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าสังคมไทยจำเป็นต้องหันกลับมาทบทวน “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับเยาวชนอย่างจริงจัง ทั้งในระดับครอบครัว สถานศึกษา และนโยบายรัฐ การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ การรับฟัง และการเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในสังคม เพื่อไม่ให้เด็กและเยาวชนต้องเติบโตมาบนเส้นทางที่จบลงด้วยความสูญเสีย

​จากประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น คุณคิดว่าหน่วยงานใดหรือส่วนใดของสังคมที่ควรมีบทบาทสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกครับ?


ดร.โนชญ์ ชาญด้วยกิจ / เรียบเรียงและวิเคราะห์ข่าว

ภาพ/ข่าว
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

แม่ทัพภาคที่2 เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละ เพื่ออธิปไตยของชาติไทย

แม่ทัพภาคที่2 เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวกำลังพลผู้เสียสละ เพื่ออธิปไตยของชาติไทย

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางเข้าเยี่ยมเยียนให้กำลังใจและมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับ จ่าสิบเอก ธานี พาหา กำลังพลของหน่วย กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดทำให้ข้อเท้าซ้ายขาดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย – กัมพูชา ณ บ้านโคกสะอาด ตำบลโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร

ในการนี้แม่ทัพภาคที่ 2 มีความห่วงใยต่อสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพลและครอบครัว พร้อมเน้นย้ำว่ากองทัพบกจะติดตามดูแลกำลังพลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง หากมีสิ่งใดที่ต้อง การความช่วยเหลือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือสวัสดิการต่างๆ กองทัพบกพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยมี พลตรี บุญเสริม บุญบำรุง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6, พันเอก สุรกิจ กาฬเนตร ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 16, พันโท สามารถ แก้วสีไว ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 16 และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับฯ

#กองพันทหารราบที่2กรมทหารราบที่16 #กองพลทหารราบที่6 #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก


พรพิพัฒน์ รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะ โฆษก ทบ. และสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะ โฆษก ทบ. และสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

วันนี้ (19 มิ.ย.69) พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะ พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา บนเทือกเขาพนมดงรัก อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจผลการปฏิบัติการทางทหารจากการสู้รบรอบที่ 2 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยได้เข้าสำรวจจุดจัดเก็บเสบียงและร่องรอยการพักแรมของทหารกัมพูชา รวมถึงบันไดไม้ 1,181 ขั้น ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นหลักและสถานที่ท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้เผาทำลายตัดเส้นทางไปแล้ว 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร พร้อมวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้นเพื่อความมั่นคง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะผู้บังคับบัญชาได้ร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัยแก่ ร.ต. เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าผู้เสียชีวิตในสมรภูมิปราสาทคนา ขณะปฏิบัติหน้าที่เจาะเส้นทางฝ่าการระดมยิงของฝ่ายตรงข้าม จนทำให้ทหารไทยสามารถเข้าตียึดควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้สำเร็จ

นอกจากนี้ยังได้เข้าชม ‘ธงประกาศชัยชนะ’ ที่ทหารไทยปักไว้เคียงคู่กับศิวลึงค์และโญนีอันเป็นเทวสถานในพื้นที่ ซึ่งทางกองทัพยังคงสภาพเดิมเอาไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่

ด้านการอนุรักษ์ กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้เข้าเก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญ อาทิ รูปพญาครุฑ และหลักศิลาสถานรวม 28 ชิ้น เพื่อนำไปศึกษาและเตรียมวาง แผนบูรณะปฏิสังขรณ์ เนื่องจากในอดีตยังขาดหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับรูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิม โดยปัจจุบันพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้อยู่ในความดูแลและควบคุมอย่างเข้มงวดของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26

ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจด้วยความเสียสละ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนและปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง

#กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

ผู้ว่าฯ อุทัย ตัดทุเรียนลูกแรก เปิดสวนฤดูกาลเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

อุทัยธานี – ผู้ว่าอุทัยฯ ตัดทุเรียนลูกแรก เปิดสวนฤดูกาลเก็บเกี่ยว สร้างรายได้ให้เกษตรกร

ที่หมู่ 15 ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีตัดทุเรียนลูกแรก เปิดสวนฤดูกาลเก็บเกี่ยว นางสมพิศ ขวัญสูงเนิน เกษตรจังหวัดอุทัยธานี, นายณัฐพศุตม์ โชติจิรศิริกุล นายอำเภอบ้านไร่, ททท. สำนักงานอุทัยธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่และนอกพื้นที่, กำนันผู้ใหญ่บ้าน และภาคเอกชน ชาวเกษตรกร พร้อมกับผู้บริโภคเข้าร่วมเปิดงานทุเรียนในครั้งนี้

โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานีได้ดำเนินการจัดงานประชาสัมพันธ์เปิดฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนอุทัยธานีประจำปี 2569 ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาทุเรียน เพื่อเพิ่มมูลค่าและเชื่อมโยงตลาดจังหวัดอุทัยธานี โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่ม จากผลผลิตและการขยายช่องทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุเรียนอุทัยธานี สามารถแข่งขันได้ระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โดยรวมพื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 2,907 ไร่ เกษตรกรจำนวน 448 ครัวเรือน ในพื้นที่ 4 อำเภอ อำเภอบ้านไร่, อำเภอห้วยคต, อำเภอลานสัก และอำเภอหนองฉาง โดยมีพื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน 1,577 ไร่ และพื้นที่ยังไม่ให้ผลผลิตจำนวน 1,330 ไร่ ดูเกษตรกรมีการรวมกลุ่มการผลิตในระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่จำนวน 3 กลุ่ม ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ จำนวน 2 กลุ่ม และอำเภอห้วยคต จำนวน 1 กลุ่ม โดนในปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 1 11,967 ตัน ราคาจำหน่ายเฉลี่ย 150 บาท ต่อกิโลกรัม คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดอุทัยธานีมากกว่า 167.95 ล้านบาท

โดยการจำหน่ายผลผลิตเกษตรกรส่วนใหญ่จะจำหน่ายด้วยตนเองบริเวณหน้าสวน หรือจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ผ่านเพจของสวนและยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการภาคเอกชนและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดอุทัยธานี จัดทริปท่องเที่ยวสวนทุเรียนและทานบุฟเฟ่ต์ทุเรียนซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากอีกทั้งเกษตรกรยังให้ความสำคัญในด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิตตามระบบรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อให้ได้ทุเรียนคุณภาพดีมีมาตรฐานสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคโดยปัจจุบันมีเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานตามระบบจำนวน GAP 139 แปลง


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน