สุโขทัย-คุมเข้มยันน้ำต้องไม่ท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ

          อิทธิพลของพายุ “โพดุล” ทำให้ปริมาณฝนตกสะสมในหลายจังหวัดภาคเหนือเป็นจำนวนมาก และกำลังไหลผ่านแม่น้ำยมจนวิกฤต น้ำไหลผ่าน อ.เมือง จ.แพร่มีปริมาณสูงสุด 1,102 ลบ.ม./วินาที และผ่านที่ อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีปริมาณสูงสุด 900 ลบ.ม./วินาที ซึ่งในวันที่ 3 ก.ย.นี้ จะไหลผ่าน อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีปริมาณสูงสุด 980 ลบ.ม./วินาที โอกาสเสี่ยงสูงที่น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจเมืองสุโขทัย

          วันที่ 3 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น.นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงและเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในเขตอำเภอเมืองสุโขทัยพร้อมทั้งประชุมคณะทำงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดสุโขทัย ณ ห้องประชุม ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดสุโขทัย ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย โดยขอให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคน และอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดตัก ให้พร้อมปฏิบัติงานได้ทันที และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้ทราบและเตรียมรับสถานการณ์ จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่จุดเสี่ยง เฝ้าระวังพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยตามแนวกำแพงป้องกันน้ำท่วม ที่อาจจะมีน้ำผุดลอดใต้กำแพงอีก

          ขณะที่กองกำลังผสม พลเรือน ทหาร ตำรวจ ได้ระดมนำกระสอบทรายอุดปิดจุดที่มีน้ำทะลัก และซ่อมแซมพนังที่ชำรุด เสริมกระสอบทรายให้สูงขึ้นอีก 40 ซม.ตลอดแนวในเขตเทศบาล พร้อมจัดตั้งโรงครัว และชุดเฉพาะกิจ ให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยในทันที

นายพงศ์เทพ สาคร รายงาน

สุโขทัย-กำลังพลทหาร เร่งกรอกกระสอบทรายทำแนวป้องกันน้ำยมล้นตลิ่ง

          วันที่ 3 กันยายน 62 เวลา 07.00 น. พ.อ.บุญประสิทธิ์ มีสอาด รอง ผอ.รมน.จว.ส.ท.(ท) ลงพื้นที่ตรวจดูสถานการณ์น้ำแม่น้ำยมในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย โดยร่วมกับ พล.ต.สุปัญญา วิไลรัตน์ ผบ.บชร.3 นำกำลังพลทหาร กอ.รมน.จ.สุโขทัยและ บชร.3 พิษณุโลก ช่วยประชาชนกรอกกระสอบทรายและทำแนวกั้นน้ำในแม่น้ำยมที่ล้นตลิ่งธรรมชาติ บริเวณถนนนิกรเกษมเลียบริมแม่น้ำยม เขตรอยต่อสะพานพระแม่ย่า ชุมชนพระแม่ย่า ต.ธานี อ.เมือง จ.สุโขทัย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่มีพนังกั้นน้ำ

          และในเวลา 09.00 น.ร่วมประชุมรับทราบสถานการณ์น้ำแม่น้ำยมและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบของจังหวัดสุโขทัย เพื่อบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การระบายน้ำ ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยมี นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผวจ.สท./ผอ.รมน.จว.ส.ท. เป็นประธาน การประชุมมีส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุโขทัย

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

มุกดาหาร # ทหารพรานที่ 2110 ร่วมฝ่ายความมั่นคง จับยึดกระเทียมเถื่อน ลักลอบขนข้ามโขงจากฝั่งลาว

          (แถลงข่าว)มุกดาหาร กองร้อย ทหารพราน ร่วม ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นรข.และตรวจตระเวนชายแดนสกัดจับกระเทียมแห่งเถื่อนไม่ผ่านพิธีการศุลกากรลักลอบขนข้ามโขงมาทางเรือหางยาวเข้ามาแนวชายแดนริมฝั่งโขงถูกเจ้าหน้าที่สกัดจับยึดได้ กว่า 100 กระสอบหนักกว่า 2 ตัน

          เมื่อวัน 2 กันยายน 2562 กองร้อยทหารพราน 2110 ร่วมกำลังความมั่นคงนำของกลางกระเทียมแห่งเถื่อนจำนวน 100 กระสอบ น้ำหนัก กว่า 2 ตันโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรมาตั่งแถลงข่าวออยู่ที่ กองร้อยทหารพราน 2110สืบเนื่องกลางดึกของวันที่ 1 กันยายน 2562 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมันคงได้รับแจ้งจากสายข่าวมีกลุ่มขบวนการค้ากระเทียมเถื่อนลักลอบขนทางเรือหางยาวข้ามโขงเข้ามาแนวชายแดนริมฝั่งโขงบริเวณพื้นที่ของบ้านนาโปใหญ่ ต.นาโปใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร

          เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าตรวจสอบจุดเป้าหมายดังกล่าวพบชายฉกรรจ์รับจ้างแบกสิงค้าเถื่อน จำนวน 7-8 คนกำลังแบกกระสอบกระเทียมขึ้นฝั่งเข้าไปชุกกระเทียมอยู่ภายในโกดังไม่มีเลขที่อยู่ริมฝั่งโขงเตรียมลักลอบส่งเข้าตลาดไท กทม.เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าตรวจสอบกลุ่มชายฉกรรจ์กำลังแบกเห็นเจ้าหน้าที่ก็พากันทิ้งกระสอบกระเทียมวิ่งหลบนหนีไปในความมืดเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบกระสอบกระเทียมทิ้งเกลื่อน ใต้ท่าน้ำริมฝั่งโขง

          ตรวจสอบไม่พบใครอยู่ภายในบริเวณโกดังเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดกระเทียมแห่งเถื่อนรวมจำนวน 100 กระสอบน้ำหนักรวม 2,500 กิโลกรัมโดยเจ้าหน้าที่นำของกลางมาที่กองร้อย ทหารพราน ตรวจสอบดูว่ามีการสอดไส้ยาเสพติดด้านในกระสอบกระเทียมหรือไม่ซึ่งตรวจสอบไม่พบยาเสพติดแต่อย่างใดเจ้าหน้าที่จึงนำมาตั่งแถลงข่าวก่อนนำส่งของกลางกระเทียมให้ด่านศุลกากร จ.มุกดาหารเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพชร /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน

จิสด้า จับมือ ญี่ปุ่น โชว์นวัตกรรมสุดเจ๋ง !! โชว์ แทคเตอร์ไร้คนขับจากระบบ GNSS สุดน่าทึ่ง ฮือฮา ได้รับความสนใจอย่างมาก(ชมคลิป)

https://youtu.be/KUQWpdIKLjA

          ที่ อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ หรือ SKP อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น ภาคเอกชนและบริษัทผู้ประกอบการชั้นนำด้าน GNSS จากประเทศญี่ปุ่น โชว์สาธิตการใช้นวัตกรรมจากเทคโนโลยีระบบนำทางด้วยดาวเทียม หรือที่เรียกว่าระบบ GNSS กับระบบแทคเตอร์ไร้คนขับอัจฉริยะ ระบบงานก่อสร้าง ระบบขนส่งโดยรถยนต์ไร้คนขับ การสำรวจและการทำแผนที่แบบ 3 มิติ

          ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด ปฏิบัติงานอธิการสถาบันวิทยาการอวกาศและภูมิสารสนเทศของจิสด้า กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้จิสด้าเองต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีค่าอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่อง (CORS) และต้องการให้ผู้ประกอบการรวมถึงนักลงทุนชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศเชื่อมั่นว่าอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศของจิสด้าเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่มีศักยภาพสำหรับการจัดกิจกรรมแสดงนวัตกรรมต้นแบบ ด้าน GNSS สำหรับภารกิจต่างๆ

          จิสด้า มีภารกิจในการสนับสนุนการวางฐานรากของประเทศ,การบริการข้อมูลสารสนเทศมาโดยตลอดรวมถึงการส่งเสริมให้เกิด ECO-System ด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างเป็นรูปธรรมแก่ประเทศ ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุน ต่อยอดนวัตกรรมด้าน GNSS ระหว่างหน่วยงานชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศ ให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวก ในการกำหนดพื้นที่ต้นแบบ เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเขตนวัตกรรม (EECi) ณ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อให้เป็นพื้นที่ทดสอบ (Sandbox) อย่างอิสระ เพื่อขยายผลไปสู่ระดับประเทศ ส่งเสริมผู้ประกอบการในการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมเชิงตำแหน่งความแม่นยำสูงในการพัฒนานวัตกรรมด้านต่าง ๆ ตั้งแต่บริษัทจัดตั้งใหม่ขนาดเล็ก (Startup) ขนาดกลาง (SME) ขนาดใหญ่ (Corporate) ผ่านการจัดเวทีการส่งเสริมเงินทุน องค์ความรู้ Joint Research และ Business Matching อีกทั้งเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในประเทศและความร่วมมือกับองค์กรอวกาศนานาชาติ ในการผลักดันเทคโนโลยีก้าวสู่เชิงพานิชย์ พร้อมทั้งยกระดับสู่ภาคอุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาคอีกด้วย

สมชาย แก้วนุ่ม รายงานจากอำเภอศรีราชา จ.ชลบุรี

รมว.เกษตรฯสั่งผันน้ำเข้าบางระ กำ ไม่ให้น้ำท่วมเมืองสุโขทัย เหตุเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ

          วันที่ 2 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนที่สุดไปยัง นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ให้ป้องกันน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นใน อ.เมือง จ.สุโขทัย จากภาวะน้ำลุ่มน้ำยมที่หลากมาจาก จ.แพร่

ซึ่งมาจากฝนตกหนักต่อเนื่อง จากอิทธิพลของพายุโพดุล โดยกำชับให้ป้องกันตัวเมืองสุโขทัยให้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และความเสียหายด้านเศรษฐกิจ

ขณะนี้ระดับน้ำแม่น้ำยม และลำน้ำสาขาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังไหลมาที่ อ.ศรีสัชนาลัย คาดว่า จะถึงประตูระบายน้ำหาดสะพานวันที่ 2 ก.ย.นี้ และน้ำจะสูงสุดในวันที่ 3 ก.ย. เวลาประมาณ 03:00 น. ซึ่งจำเป็นต้องผันน้ำส่วนหนึ่งเข้าไปทุ่งรับน้ำบางระกำ เพื่อให้น้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยไม่เกิน 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที ) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจ และชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย

ายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

แม่น้ำยมเมืองแพร่ เพิ่มสูงขึ้น ชป.เตรียมพร้อมรับมือตัดยอดน้ำก่อนไหลผ่านเมืองสุโขทัย

          ฝนที่ตกหนักในพื้นที่จังหวัดแพร่ จากอิทธิพลของพายุ “โพดุล” ส่งผลให้แม่น้ำยมตอนบนบริเวณจังหวัดแพร่ มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่บริเวณจังหวัดสุโขทัยในลำดับต่อไป กรมชลประทาน เตรียมใช้ประตูระบายน้ำ(ปตร.)บ้านหาดสะพานจันทร์ ควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเมืองสุโขทัย

          ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ“โพดุล” ส่งผลให้มีฝนตกหนักและตกชุกในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนบริเวณจังหวัดแพร่ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำยม เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำสูงสุดไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Y.37 อ.วังชิ้น จ.แพร่ ไม่เกิน 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม.) ในช่วงเวลาประมาณ 11.00 – 12.00 น. วันนี้(2 ก.ย. 62) ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี Y.14 อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีปริมาณน้ำสูงสุดไม่เกิน 1,000 ลบ.ม./วินาที เวลาประมาณตี 2 – ตี 3 คืนนี้(3 ก.ย. 62)

          กรมชลประทาน ได้วางแผนมาตรการต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือปริมาณน้ำในแม่น้ำยมที่กำลังไหลหลากมาจาก จ.แพร่ ลงสู่ จ.สุโขทัย ด้วยการลดระดับน้ำบริเวณหน้าประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ เพื่อให้มีพื้นที่รองรับน้ำได้มากขึ้น การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของน้ำในคลองยม-น่าน และแม่น้ำยมสายเก่า การพร่องน้ำในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง เพื่อรองรับการตัดยอดน้ำในแม่น้ำยม ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำกว่า 382,000 ไร่ รับน้ำได้ประมาณ 550 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้พร้อมแล้วที่จะรองรับน้ำจากแม่น้ำยม ช่วยตัดยอดปริมาณน้ำไหลผ่านเมืองสุโขทัย  นอกจากนี้ ยังได้เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลหนัก เครื่องสูบน้ำ ให้พร้อมปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา พร้อมกันนี้ ได้แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้กับทางจังหวัดสุโขทัยทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

          สำหรับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อตัวเมืองสุโขทัย นั้น กรมชลประทาน ได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยม เมื่อปริมาณน้ำจากตอนบนไหลลงมาถึงบริเวณหน้าประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์(ปตร.)จะทำการหน่วงน้ำไว้บริเวณหน้า ปตร.และผันน้ำส่วนหนึ่งเข้าคลองยม-น่าน ผ่านทางประตูระบายน้ำหกบาท ในอัตรา 250 – 350 ลบ.ม./วินาที ก่อนจะผันน้ำไปลงแม่น่านผ่าน ปตร.ยม-น่าน ในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาที และผันลงแม่น้ำยมสายเก่าผ่าน ปตร.ยมเก่า อีกประมาณ 150-250 ลบ.ม./วินาที พร้อมกันนี้ จะควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่าน ปตร.หาดสะพานจันทร์ ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 650 – 710 ลบ.ม./วินาที จากนั้น จะผันน้ำเข้าคลองเล็กทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำยม ในอัตราสูงสุดรวมไม่เกิน 160 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำส่วนหนึ่งจะตัดเข้าคลองตาดินและคลองบางคลองไปเก็บกักไว้ในทุ่งทะเลหลวง รวมไปถึงแก้มลิงต่างๆที่ยังสามารถรับน้ำได้ ทั้งนี้ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัย(สถานี Y.4) ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 550 ลบ.ม./วินาที โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ประชุมเตรียมป้องกันแก้ไขและรับมือสถานการณ์น้ำ พร้อมฝากประชาชนเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำ

          วันที่ 2 กันยายน 2562 เวลา 10.30 น.นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ได้เรียกประชุมคณะทำงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำจังหวัดสุโขทัย ณ ห้องประชุม ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย โดยมีนายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯ คณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมการรับมือ ป้องกันและแก้ไขปัญหา

          โดยเบื้องต้นจังหวัดสุโขทัยได้ทำการพร่องน้ำในแม่น้ำยมโดยการระบายน้ำที่ประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ อำเภอสวรรคโลก และประตูระบายน้ำยางซ้าย อำเภอเมือง ณ ตอนนี้ระดับน้ำแม่น้ำยมในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย อยู่ที่ 7 เมตร จุดวิกฤตอยู่ที่ 7.40 เมตร ขณะนี้โครงการชลประทานสุโขทัยเร่งผันน้ำในแม่น้ำยมสู่แม่น้ำยมสายเก่าไปลงแม่น้ำน่าน รวมถึงลำคลองสาขาต่างๆ และอีกทางหนึ่งผันลงสู่ทะเลหลวงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง

          อย่างไรก็ดี จังหวัดสุโขทัยได้มีหนังสือวิทยุส่งนายอำเภอทุกอำเภอ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย สถานีวิทยุ หอกระจายข่าว เสียงตามสาย เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในจังหวัดสุโขทัย ให้ติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำ สภาพแม่น้ำยม ลำคลองสาขา ข่าวพยากรณ์อากาศและเพื่อความไม่ประมาทควรเตรียมการป้องกันทรัพย์สินและของมีค่า การยกสิ่งของไว้ที่สูง รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่อาจได้รับความเสียหายจากอุทกภัยไว้ก่อน หากเกิดสถานการณ์ขึ้นในพื้นที่ให้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่ทันทีได้ทุกช่องทางและที่หมายเลขโทรศัพท์ 055-616239

นายพงศ์เทพ สาคร รายงานจากจังหวัดสุโขทัย

บช.ปส. แถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดรายสำคัญมูลค่ายาเสพติดสูงถึง 106,500,000 บาท

          เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ก.ย ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส.,พล.ต.ต.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ ผบก.ปส.1,พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบก.ปส.2,พล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคล ผบก.ปส.3,พล.ต.ต.บัญชา ศรีพัทยากร ผบก.สกส.บช.ปส.,พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.ปส.3 ร่วมกับ กอ.รมน.,ป.ป.ส.,ป.ป.ง.,กรมศุลกากร

          แถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดรายสำคัญ มีผู้ต้องหาในคดี 2 ราย ของกลางเป็นเฮโรอีน 105 กิโลกรัม โคคาอีน 1,500 กรัม มูลค่ายาเสพติด 106,500,000 บาท ตรวจยึดทรัพย์สินได้อีก 500,000 บาท

          พล.ต.ต.บัญชา กล่าวว่า คดีแรกจับกุมนายศิริขวัญมิ่งเมือง คำธา อายุ 46 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมของกลางเฮโรอีน 300 แท่ง หนัก 105 กิโลกรัม รถยนต์บรรทุกฮุนได 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง จับกุมได้ที่ห้องเช่าย่านโรงกลึงแห่งหนึ่ง ใน ต.บางหลวง อ.เมือง จ.ปทุมธานี

          ชุดจับกุมสืบสวนทราบเบาะแสว่า มีขบวนการค้ายาเสพติดเตรียมจะลำเลียงยาเสพติดมาเก็บพักไว้ที่โกดังเช่าในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยผู้ต้องหามีพฤติกรรมเดินทางเข้าออกเป็นประจำ จึงวางกำลังเข้าสกัดกั้นและจับตัวผู้ต้องหาได้ที่ห้องเช่าโรงกลึ่งดังกล่าว พร้อมของกลางเฮโรอีน 300 ก้อน เจ้าตัวรับสารภาพว่าได้รับฝากเฮโรอีนดังกล่าวมานานหลายปี ค่าจ้างตกลังละ 50,000 บาท เบื้องต้นแจ้งข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมนำของกลางและผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ก่อนขยายผลออกหมายจับบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ต่อไป

          พล.ต.ท.ชินภัทร กล่าวอย่างไรก็ตาม เฮโรอีนไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ปกติแล้วมักจะถูกส่งออกไปจำหน่ายต่อในประเทศไต้หวัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอเมริกา ส่วนต้นทางการผลิตนั้นมีอยู่แหล่งเดียว เพราะสารตั้งต้นเฮโรอีนมาจากฝิ่น แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

         คดีต่อมาจับกุมนางลูซี่ เดอเรมม่า โอมม่า(MRS.LUCY NDEREMA OUMA) อายุ 30 ปี ชาวเคนยา พร้อมของกลางโคคาอีน 121 ก้อน หนัก 1,500 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมและกรมศุลกากร พบผู้โดยสารต้องสงสัยเป็นเครือข่ายยาเสพติดเดินทางเข้ามาภายในประเทศ จึงได้ติดตามไปยังช่องตรวจไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (ช่องเขียว) อาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ และตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระของนางลูซี่ ด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่เมื่อซักถามนางลูซี่ รับว่าได้ซุกซ่อนยาเสพติดไว้ภายในช่องคลอด 1 ก้อนใหญ่ หนัก 305 กรัม และกลืนลงในช่องท้อง 120 ก้อนเล็ก เป็นโคคาอีน สอบถามทราบว่าได้รับยาเสพติดมาจากประเทศในแถบยุโรป ก่อนมาพักในแอฟริกาใต้ และทำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง โดยมีผู้ว่าจ้างเป็นชาวผิวสี และจะนำยาเข้ามาจำหน่ายตามสถานบันเทิง ซึ่งจะได้ค่าจ้างเป็นเงินสกุลดอลล่าร์ แต่ไม่เปิดเผยจำนวน จึงจับกุมนางลูซี่ พร้อมแจ้งข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต, และมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี

Cr. จักรินทร์

จันทบุรี-จัดประชุม”มาตรการส่งเสริมและพัฒนา มาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท

จังหวัดจันทบุรีจัดประชุม “มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท” จัดระเบียบที่พักโฮมเตย์ ขณะที่คลังจังหวัดมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจันทบุรีขอเข้าร่วมโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” แล้ว กว่า 30 ราย

         วันนี้ ( 2 ก.ย.62 ) ที่ห้องประชุม 1 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดการประชุม เรื่องมาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจันทบุรี/การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจันทบุรี ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี/สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานราชการ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้ประกอบการโรงแรม ที่พัก เรื่องมาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 ที่รับนโยบายมุ่งเน้นส่งเสริมการประกอบอาชีพสุจริตของชุมชน เพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัว เกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน ยกระดับมาตรฐานธุรกิจด้านที่พัก

         รวมทั้งพัฒนาธุรกิจที่พักของชุมชน โฮมสเตย์ ให้เกิดความเข้มแข็ง ลดความขัดแย้ง สร้างความเข้มแข็งในชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อย่างยั่งยืน ที่ผ่านมาในจังหวัดจันทบุรี มีผู้นำอาคารมาให้บริการแก่ประชาชนบ้าง ใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแห่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้บ้าง ซึ่งกรณีเหล่านี้มีจำนวนหลายแห่งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย หน่วยงานและภาคเอกชนผู้เกี่ยวข้อง จึงได้จัดประชุมให้ความรู้ขึ้นในวันนี้ พร้อมทั้งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเปิดคลินิกให้คำปรึกษา ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะให้เป็นไปเพื่อความสงบ เรียบร้อย และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดจันทบุรี

          โอกาสเดียวกันนี้ สำนักงานคลังจังหวัดจันทบุรีได้รณรงค์เชิญชวนผู้ประกอบการโรงแรมที่พัก และสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ร่วมโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดจันทบุรีลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 30 รายและจะเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2562 ขณะที่ในส่วนของประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ได้ทางเว็บไซต์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ระหว่างวันที่ 23 กันยายน ถึง 15 พฤศจิกายน 2562 เพื่อรับการสนับสนุนวงเงิน คนละ 1,000 บาท โดยกำหนดจำนวนไว้ที่ 10 ล้านคน และต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในจังหวัดที่ไม่ใช่ภูมิลำเนาของตนเองภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้รับ SMS แจ้งยืนยันการได้รับสิทธิ์

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ทีมข่าวภูมิภาค

มุกดาหาร # จังหวัดนำกำลังพล ลงช่วยเหลือประชาชน หลังได้รับผลกระทบจากพายุ ” โพดุล “

          เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น . ที่บ้านโคกสว่าง ตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร มอบหมายให้ นายศักดิ์สิทธิ์ สกุลลิขเรศสีมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายพิทยา กุดหอม ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 7 สกลนคร พ.อ.พรเทพ ชิ้นสุวรรณ รอง ผอ.รมน.มุกดาหาร และ พ.อ.ดร. โกมล วงศ์อนันต์ หัวหน้ากลุ่มงานแผนนโยบายและการข่าว กอ.รมน.มุกดาหาร ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน พร้อมกำลังพลจาก ร. 3 พัน 3 จำนวน 20 นาย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 7 นำรถผลิตน้ำดื่ม รถยกสูง 1 คัน เรือท้องแบน 4 ลำ รถสูงจากทหาร 1 คัน พร้อมกองกำลังพลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ที่ประสบปัญหา ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ ไม่มีไฟฟ้า และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

         ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดมุกดาหาร ขอรายงานสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ประจำวันที่ 1 กันยายน 2562 ข้อมูลเมื่อเวลา 13.00 น. สถานการณ์ทั่วไป อำเภอต่าง ๆที่ได้รับผลกระทบระดับน้ำลดลง เส้นทางคมนาคม สามารถสัญจรได้ตามปกติ โดยขณะนี้หน่วยงานระดับพื้นที่ ได้แก่ อำเภอและท้องถิ่น กำลังสำรวจความเสียหายในส่วนของพื้นที่อำเภอดอนตาล ได้แก่ ตำบลเหล่าหมี บ้านโคกสว่าง และบ้านป่าพยอม มีผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 300 ครัวเรือน เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ถนนทางหลวงชนบทเส้น บ้านนายอ-บ้านป่าพะยอม ถูกตัดขาด ไฟฟ้าดับ สัญญาณโทรศัพท์ไม่สามารถใช้งานได้ โดยทางจังหวัดมุกดาหารได้แก้ไขสถานการณ์เบื้องต้น ดังนี้

          บริเวณจุดที่คอสะพานขาด และทรุดตัว ทางหลวงชนบทมุกดาหาร ได้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 7 สกลนคร ขอรับการสนับสนุนสะพานแบริ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเดินทางมาติดตั้ง พร้อมขอรับการสนับสนุนรถผลิตน้ำดื่มจำนวน 1 คัน ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เรียบร้อยแล้ว ประสานขอรับสนับสนุนเรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ 9 รำ ขณะนี้อยู่ในพื้นที่ประสบภัยเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ได้ประสานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดมุกดาหารเข้าแก้ไขระบบไฟฟ้าในพื้นที่ และประสานบริษัทเอกชนที่ให้บริการระบบเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ กำลังดำเนินการแก้ไขเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ว ๆ นี้


ธานินทร์, ฐานิตา, สมเกียรติ, พวงเพชร /ผู้สื่อข่าวมุกดาหาร

เดวิด มุกดาหาร หัวหน้าศูนย์ข่าว สำนักข่าวความมั่นคง มุกดาหาร รายงาน