ชาวบ้านจิตอาสา ช่วยกันตัดแต่งกิ่งไม้ ดายหญ้า ปรับปรุงภูมิทัศน์ตามสองข้างถนน ในช่วงฤดูฝน

https://youtu.be/-dRHNd3d8ys

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิไล กาตีวงค์ กำนันตำบลพุเตย พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธีรยุทธ รุ่งทอง รอง.ผกก.ป.สภ.พุเตย ได้ร่วมนำ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พุเตย , เจ้าหน้าที่ อบต.พุเตย, ผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 13 หมู่ , หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และชาวบ้านจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ จำนวนกว่า 50 คน ได้พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลือง และจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ เช่น มีดดายหญ้า จอบ เสียม ไม้กวาด ฯ เข้าร่วมกิจกรรม “จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ” ด้วยการทำความสะอาด ตัดแต่งกิ่งไม้น้อยใหญ่ ดายหญ้า ที่ขึ้นปกคลุมริมถนน บริเวณสองข้างทาง สายพุเตย – ซับน้อย หมู่ที่ 1 บ้านพุเตย ตำบลพุเตย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบ ให้สวยงาม น่ามอง และ เพิ่มทัศนวิสัยน์ในการขับขี่ ทั้งในช่วงกลางวัน และ กลางคืน ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

          โดย นายวิไล กาตีวงค์ กำนันตำบลพุเตย เปิดเผยว่า เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังคงมีฝนตกชุก ส่งผลให้ป่าหญ้าริมทางขึ้นปกคลุมถนนเป็นแนวยาว ประกอบกับกิ่งไม้น้อยใหญ่ ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว จนแผ่กิ่งก้านยื่นออกมาขวางถนน ส่งผลให้เส้นทางสายดังกล่าว มีความคับแคบ และ ทัศนวิสัยน์ในการขับขี่ลดลง จึงได้รวมตัวกัน ดำเนินกิจกรรม จิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ตัดแต่งกิ่งไม้ ดายหญ้า เก็บเศษขยะตามสองข้างถนน รวมระยะทาง กว่า 5 กิโลเมตร

ราเมธ บงแก้ว/มนสิชา คล้ายแก้ว

DSI พบหลักฐานสำคัญ เชื่อมโยงคดีการหายตัวไปของนายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก–บางกลอย

          วันนี้ วันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น. : พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์,พันตำรวจโท กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ,พันตำรวจโท เชน กาญจนาปัจจ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค,พันตำรวจโท เสฏฐ์สถิตย์ สุวรรณกูด รองผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรวีย์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์,ดร.สว่างทิตย์ ศรีกิจสุวรรณ หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และพันตำรวจตรี นิรุท อินธิศร ผู้บังคับกองร้อย กองกำกับการ 3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกันแถลงความคืบหน้าผ่านสื่อมวลชน ดังนี้

          ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นกรณีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำประชาชนชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547

          พฤติการณ์กล่าวคือ นายพอละจีฯ ได้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานจับกุมในระหว่างนำน้ำผึ้งออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวอ้างว่าได้ปล่อยตัว นายพอละจีฯ พร้อมรถจักรยานยนต์และนำผึ้งของกลางไปโดยไม่ได้ดำเนินคดี แต่นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจีฯ และญาติ เชื่อว่า นายพอละจีฯ หายสาบสูญไปโดยถูกบังคับ​

          ภายหลังการรับไว้ในกรณีดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้มีการแต่งตั้งพนักงานอัยการจากสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ​ และมีการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน (Strong Collaboration) ประกอบไปด้วย สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และตัวแทนจากองค์การนอกภาครัฐ (NGO) ร่วมกันสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องมาโดยตลอด

          กระทั่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 และเมื่อวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และนักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน สามารถตรวจพบชิ้นส่วนกระดูก จำนวน 2 ชิ้น ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง เหล็กเส้น จำนวน 2 เส้น ถ่านไม้ จำนวน 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน

          จากนั้น ได้ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจพิสูจน์พบว่า “วัตถุเป็นชิ้นส่วนกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายของมนุษย์ มีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 200 -300 องศาเซลเซียส ตรวจพบสารพันธุกรรมตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของนายพอละจี่ รักจงเจริญ”

          เมื่อพิจารณาจากสถานที่เกิดเหตุ (Crime Scene) พยานหลักฐานในสำนวนอื่นประกอบ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงเชื่อว่า วัตถุดังกล่าวเป็นกระดูกของ “นายพอละจี่ รักจงเจริญ ที่เสียชีวิตแล้วโดยไม่ทราบวิธีที่ทำให้ตาย แต่นำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี” ส่วนถังน้ำมัน เหล็กเส้น ถ่านไม้ และเศษฝาถังน้ำมัน ได้ส่งศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ทำการตรวจพิสูจน์หาร่องรอยการผ่านความร้อนและการผุกร่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์

          นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 28-30 สิงหาคม 2562 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกับ นักประดาน้ำ จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตรวจหาพยานหลักฐานที่พื้นที่ใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน เขื่อนแก่งกระจาน ตรวจหาพยานหลักฐาน พบชิ้นส่วนกระดูกเพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ชิ้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

          ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เห็นว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมาน​ และการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) และคดีเป็นที่สนใจของประชาชน สื่อมวลชนในประเทศและระหว่างประเทศ

          กรมสอบสวน​คดี​พิเศษ​ จึงแถลงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนให้ทราบ ซึ่งหลังจากนี้ จะเร่งรัดสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มองค์กรที่กระทำความผิดโดยเร็ว หากผลการสอบสวนมีความคืบหน้าจะแถลงให้ทราบโดยทันที ทั้งนี้ หากท่านมีเบาะแสในเรื่องดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือโทรสายด่วน DSI Call Center 1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ) โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรักษาข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ​ จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

CR.คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

วช.เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future (ภาคเหนือ) ประกาศกรอบทุนวิจัยและนวัตกรรมพร้อมทุนพัฒนาบุคลากรการวิจัยของประเทศ

วช.เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future (ภาคเหนือ) ประกาศกรอบทุนวิจัยและนวัตกรรมพร้อมทุนพัฒนาบุคลากรการวิจัยของประเทศ เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ

          ตามที่ รัฐบาลได้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อเป็นกลไกการบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตรงกับความต้องการและเป็นไปในในทิศทางเดียวกัน และได้จัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ขึ้น โดย วช.ได้รับมอบหมายให้เป็น Funding Agency หลักของประเทศ ทำหน้าที่ในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่หน่วยงานในระบบวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งได้แก่ นักวิจัย หน่วยงานและองค์การมหาชนทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ครอบคลุมทั้งการวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ

          ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจแก่หน่วยงานในส่วนภูมิภาค วช. จึงได้จัดงาน OPEN HOUSE “เปิดบ้าน วช. 5G : Change for the future” (ภาคเหนือ) ในวันนี้​ วันอังคารที่ 3 กันยายน 2562 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวังจันทน์ คอนเวนชั่น โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยศาสตราจารย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด และบรรยายในหัวข้อ “วช. พลิกโฉมบทบาทใหม่ ภายใต้กระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

          ทั้งนี้ ได้มีการประกาศกำหนดเปิดรับทุนวิจัย และนวัตกรรมประจำปีงบประมาณ 25623 (ครั้งที่ 3) ประกอบด้วย ทุนวิจัยและนวัตกรรมในประเด็นสำคัญของประเทศ และทุนพัฒนาบุคลากรและการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ (การพัฒนาบุคลากรการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ,และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติ) ซึ่ง วช. จะสนับสนุนทุนวิจัย​ และนวัตกรรมในประเด็นสำคัญเชิงรุก โดยผลการวิจัยจะต้องมีเป้าหมายของผลผลิตและใช้ประโยชน์ได้จริง มุ่งเน้นความสอดคล้องกับกลุ่มเรื่องหลัก รวมถึงเป้าหมายในระดับผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในด้านความคุ้มค่า มีคุณภาพ เวลา และต้นทุน ตลอดจนมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

          นอกจากนี้ วช. ยังได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลและดัชนีด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นระบบข้อมูลสารสนเทศกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรมระดับชาติและนานาชาติ ใน 6 Module ดังนี้

  1. ระบบบริการข้อมูลและสารสนเทศการวิจัยและนวัตกรรม (Service System)
  2. ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรม (Data Processing & Analysis System)
  3. ระบบติดตามสถานการณ์การวิจัยและนวัตกรรม (Data Monitoring System)
  4. ระบบการคาดการณ์แนวโน้มการวิจัยและนวัตกรรม (Data Forecasting System
  5. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Decision Support System)
  6. ระบบบริหารจัดการข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรม (Data Management System)

เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลสารสนเทศและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหา พัฒนาและขับเคลื่อนประเทศ และเพิ่มอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน\ปัจจุบัน

          ปัจจุบัน วช.ได้พัฒนาให้ระบบบริหารจัดการงานวิจัยแห่งชาติ (National Research Management System : NRMS) ให้สามารถบริหารจัดการทุนวิจัยในแบบออนไลน์ 100% เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่สนับสนุนการบริหารจัดการการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบและเกิดการบูรณาการระหว่างนักวิจัย หน่วยงานให้ทุน ผู้พิจารณาทุนวิจัย (Reviewer) และทีมบริหารจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวก (Convenient) และลดระยะเวลา (Speed) ข้อมูลมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ (Accurate) และสามารถติดตาม ตรวจสอบได้ (Traceable) และเกิดความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Efficient) อีกทั้งนักวิจัยสามารถติดตามสถานะข้อเสนอโครงการวิจัยได้ทุกขั้นตอน พร้อมมีระบบแจ้งเตือนการส่งงาน สนับสนุนการบริหารจัดการงานวิจัยของหน่วยงาน

     ซึ่งปัจจุบัน วช.มีความพร้อมในวิธีการทำงานแบบใหม่ โดยได้ยกระดับการทำงานตามภารกิจใหม่โดยแนวทาง “วช. 5G” ประกอบด้วย Speed ทำงานได้รวดเร็วขึ้น Start เริ่มทำงานได้ทันที ตอบสนองฉับพลัน Scope ขยายขอบข่ายการทำงาน ในระดับชาติ และนานาชาติ Connectivity เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ Efficient ทำงานคุ้มค่า ใช้ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตสูง Smooth ลดขั้นตอนการทำงานที่ไ     ม่จำเป็น และทำงานโดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งแนวทางทำงาน 5G ดังกล่าว

          วช.จะเป็นส่วนราชการที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว คล่องตัว เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชวิจัยและนวัตกรรม”โดยภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการ บทบาทใหม่ของ วช.ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม และรูปแบบ /วิธีการ การดำเนินหน้าที่หน่วยงานหลักในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

อุดรธานี​-จิตอาสาร่วมบรรจุทรายใส่ถุงทำแนวพนังกั้นน้ำ ไม่ให้น้ำไหลเข้าสู่ชุมชนเมือง​

          วันนี้​ วันอังคาร​ที่ 3 ก.ย.62​ เวลา​ 08.30น.​ : พ.ต.อ.กิตติคุณ. นิยมวิทย์. ผกก.4​ บก.กฝ.บช.ตชด.นำกำลังพลนักเรียนนายสิบตำรวจจำนวน​ 50​ นายพร้อมด้วย​ ข้าราชการตำรวจ​ จิตอาสาร่วมบรรจุทรายใส่ถุงทรายอีก​ 2,000​ กระสอบทำแนวพนังกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่ชุมชนเมือง​ บริเวณบ้าน​ หมู่บ้าน ใน​ อ.เมือง จ.อุดรธานี​ เป็นวันที่สอง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

กองปราบฯ​ รวบผู้รับเหมาข่มขืนเด็ก หลบหนีคดีกว่า 10 ปี

         วันนี้ วันอังคาร​ที่​ 3 ก.ย.62​ ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)​ : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช​ ผบก.ป.​ พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รองผบก.ป., พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม, พ.ต.ท.เผด็จ งามละม่อม, พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์, พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง รอง ผกก.5 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ต.เกริก เสนาะสำเนียง สว.กก.5 บก.ป. พร้อมกำลังฯได้ร่วมกันจับกุม นายวินัย เหลืองอุทัย​ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 หมู่ 4 ต.หนองหว้า อ.บัวลาย จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพล ที่ จ.109/2551 ลง 28 ก.ค.51 โดยกล่าวหาว่า​ “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม,พรากเด็กไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร,กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม”

          พ.ต.อ.เนติฯ​ กล่าวว่า​ เมื่อประมาณเดือนเมษายน ปี 2551 ด.ญ.เอ​ (นามสมมุติ)​ อายุ 14 ปี ถูกนายวินัยฯ​ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเพื่อนของของนายสุทัศน์ฯ​ พ่อของ ด.ญ.เอฯ ได้พา ด.ญ.เอฯ​ ไปบริเวณเถียงนาบริเวณท้ายหมู่บ้านถลุงเหล็ก หมู่ 7 ต.ใหม่นาเพียง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น​ จากนั้นนายวินัยฯ​ ได้ใช้กำลังปลุกปล้ำข่มขืน ด.ญ.เอฯ จนสำเร็จความใคร่ แล้วข่มขู่ ด.ญ.เอฯ ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครโดยบอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปบอกแก่คนอื่นๆในหมู่บ้านให้เกิดความอับอาย​ จากนั้นได้บังคับข่มขู่ ว่าถ้านำเรื่องไปบอกใคร จะฆ่าให้ตาย โดยต่อมาได้พาไปกระทำชำเรา​ และอนาจาร รวม 6 ครั้ง

         ต่อมาผู้ปกครองสังเกตุ​ความผิดปกติของลูกสาวจึงได้สอบถามลูกสาวจนได้รู้ว่าถูกนายวินัยฯ​ ซึ่งเป็นเพื่อนพ่อข่มขืน ผู้เสียหายจึงได้มาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.แวงใหญ่ ออกหมายจับดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาก็หลบหนีออกจากพื้นที่เรื่อยมา หลบหนีคดี อาศัยไม่เป็นหลักแหล่งทำให้ยากต่อการติดตามจับกุมตัว​ ต่อมา วันที่ 2 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้รับแจ้งจากสายลับว่าวินัยฯ หลบหนีมาอาศัยบ้านญาติในเขตพื้นที่ จ.ระยอง และทำงานเป็นผู้รับเหมา​ และพักอาศัยอยู่ชุมชนสำนักกะบาก ต.ทับมา อ.เมือง จ.ระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าติดตามสืบสวนจับกุมได้ในที่สุด และนายวินัยฯ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อ้างว่าเด็กสมัครใจมาหานายวินัยฯ​ เอง และไม่ได้บังคับข่มขืนตามที่กล่าวหาแต่อย่างใด จึงนำตัวผู้ต้องหา​ส่งพนักงานสอบสวน​ สภ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ดำเนินคดีตามกฎหมาย​ต่อไป​

Cr.เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

พระครูภัทรธรรมคุณ เข้ารับรางวัล ญาณสังวร “คนดีศรีสยาม” ประจำปี 2562

ข่าวสังคม​(ศาสนา)

          โครงการเทิดพระเกียรติองค์ราชัน “รัฐ ราษฎร์ ร่วมใจภักดิ์ ทำความดี คืนคุณแผ่นดิน” และ สมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์​ และหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (สว.นท.) โดย ดร.อำนาจ หมัดสดาย ประธานสว.นท. จัดงานรางวัล ญาณสังวร “คนดีศรีสยาม” งานประกาศรางวัลเกียรติคุณ คนดีของแผ่นดินตามรอยพระยุคลบาท ครั้งที่ 8 ประจำปี​ 2562​

          โดยมี พระครูภัทรธรรมคุณ เจ้าคณะอำเภอพัฒนานิคม และเจ้าอาวาสวัดพัฒนาธรรมาราม ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เข้ารับรางวัลสาขา นักพัฒนาและทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและสังคมดีเด่น โดยได้รับเกียรติจาก นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรีในรัชกาลที่ 9 เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ หลักสี่

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

วช.-KETEP- สกสว.ผลักดันความร่วมมือไทย–เกาหลี ด้านพลังงาน

ข่าวสังคม​(วช.)​

          สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ The Korea Institute of Energy Technology Evaluation and Planning (KETEP) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ส่งเสริมและสนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาบุคลากรการวิจัยด้านพลังงาน โดย KETEP เป็นหน่วยงานให้ทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงาน ในสังกัดกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน (Ministry of Trade, Industry & Energy) สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมีบทบาทในการวางแผนนโยบายเทคโนโลยีพลังงาน บริหารจัดการและประเมินผลโครงการด้านพลังงาน และความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

          ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติกล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักของประเทศ ได้ร่วมผลักดันการวิจัยที่ตอบโจทย์นโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่มุ่งเน้นส่งเสริมและผลักดันให้อุตสาหกรรมพลังงานสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศและพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาคโดยใช้ความได้เปรียบเชิงภูมิยุทธศาสตร์สร้างเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งนี้ สกสว. จะทำหน้าที่พิจารณากรอบนโยบายและงบประมาณในการดำเนินงาน

          และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น วช. KETEP และ สกสว. จึงได้ลงนาม​ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการด้านพลังงาน ระหว่าง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ,RIM Chun Taek,President,KETEP และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 ณ ห้อง President 2 ชั้น 4 โรงแรม Intercontinental​

          โดยมี Ms.Yoo Myung-hee รัฐมนตรีการค้า (Minister for Trade) กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงาน (Ministry of Trade, Industry and Energy, MOTIE) สาธารณรัฐเกาหลี และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยาน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กาฬสินธุ์-ร่วมกันจัดทำกิจกรรมจิตอาสา 904 ซ่อมบ้านเรือนและ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ จากพายุโพดุล

         เมื่อวันที่​ 2 ก.ย.62 เวลา 11.00​ น. ที่โรงเรียนสะอาดนาดีศิลา บ้านนาดี ต.หนองกุงศรี อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ : พล.ต.ต.ณัฐ สิงห์อุดม​ ผบก.ตชด.ภาค​ 2​ พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สุภัทร ม่วงสมัย รองผบก.ตชด.ภาค​ 2, พ.ต.อ.สิปปนันท์ สรณ์คุณแก้ว ผกก.ตชด.23, พ.ต.ท.สมภพ อ่อนสิน รองผกก.ตชด.23 และกำลังพล ชุดช่าง จาก บก.ตชด.ภาค 2, กก.ตชด.21, กก. ตชด.22, กก.ตชด.23 และ กก.ตชด.24 รวม 60 นาย ร่วมกับฝ่ายปกครอง ประกอบด้วย นายสุรสิทธิ์ ขันติพันธุกุล นายอำเภอหนองกุงศรี​ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่​เทศบาลตำบลหนองกุงศรี​ กว่า 200 คน ร่วมกันจัดทำกิจกรรมจิตอาสา 904 ในการเข้าซ่อมบ้านเรือนราษฎร ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตัดต้นไม้ที่ล้มจากแรงลม จากที่ประสบภัยพิบัติ จากพายุโพดุล เมื่อวันที่ 30 ส.ค.62​ ที่ผ่านมา

          สำหรับ​ อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ประสบภัยพิบัติจากพายุโพดุล เมื่อวันที่ 30 ส.ค.62 บ้านเรือนราษฎรได้รับความเสียหายจำนวน​ 245 หลัง เสียหายหนัก จำนวน 25 หลัง นอกจากนี้จากแรงลมที่พัดหลังคา ยังมีสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมถึงต้นไม้ล้มทับบ้าน​ เส้นทางคมนาคมได้รับความเสียหายจำนวนมาก

Cr.ร.ต.ท.ประทวน ขจรวุฒินันท์
รอง สว.(ป) กก.ตชด.23 โทร.0815743194
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นครราชสีมา-ระดมกำลังช่วยชาวบ้าน​ ระเบิดท่อป้องกันน้ำท่วม

ทีมงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองนครราชสีมา สนธิกำลังทีมงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง นำรถน้ำดับเพลิง รถดูดโคลน เข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่หมู่ 7 ต.หนองปรือ

          เมื่อวันที่ 2 ก.ย.62 เวลา 09.30 น. ที่นครราชสีมา​ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองนครราชสีมา นำรถบรรทุกน้ำดับเพลิง สนธิกำลังร่วมปฏิบัติหน้าที่กับ ทีมงานเจ้าหน้าที่กองช่าง เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณก่อนถึงสี่แยกตลาดหนองปรือ พื้นที่ ม.7 โดยนำรถบรรทุกน้ำฉีดน้ำล้างท่อระบายน้ำ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนรถดูดโคลนจากหน่วยงานเทศบาลตำบลหัวทะเลมาทำการดูดโคลนออกจากท่อระบายน้ำ

          ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สามารถเปิดช่องทางน้ำในท่อระบายน้ำให้ไหลผ่านได้สะดวกเป็นปกติ ส่วนสาเหตุที่ทำให้น้ำท่วมขังบริเวณดังกล่าวเกิดจากพื้นที่บริเวณถนนสองข้างเป็นพื้นที่ต่ำ จึงทำให้เศษดินฝุ่นผงไหลลงท่อระบายน้ำจำนวนมากทำให้ท่อระบายน้ำอุดตัน และ ขัดขวางทางน้ำ

          อย่างไรก็ตามในวันที่​ 3 ก.ย.62 เวลา 09.30 น. ทางทีมงานจะเข้ามาช่วยกันทำการขุดลอกท่อระบายน้ำบริเวณพื้นที่ ม.1 ทางโค้งก่อนถึงสระน้ำหนองปรือ เพื่อให้น้ำระบายได้สะดวกยิ่งขึ้น

Cr.ตุ๋ย~หน.ศูนย์ข่าวนครราชสีมา
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

“กนกวรรณ” สั่งลูกเสือ​และหน่วยงานในกำกับ ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมโดยด่วน

         ตามที่มีอุทกภัยน้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ได้รับผลกระทบ 44 จังหวัด ทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้นั้น ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ ในฐานะกำกับดูเเลสำนักลูกเสือแห่งชาติได้สั่งการให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ แจ้งลูกเสือจังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย เช่น ช่วยโยกย้ายสิ่งของ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การจราจร เป็นต้น

          ดร.กนกวรรณฯ เปิดเผยภายหลังได้รับรายงานสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศว่า “รู้สึกห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากจากพายุโพดุลเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ได้รับฟังการแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา ทราบว่าจะมีพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอีกระลอก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนตลอดจนสถานศึกษาเป็นจำนวนมาก จึงสั่งการให้ลูกเสือพร้อมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากจากอุทกภัยน้ำท่วมในครั้งนี้ และขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มขึ้นและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางขอให้ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางทุกครั้ง

          นอกจากนี้ได้สั่งการให้ สำนักงาน กศน.และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. เร่งสำรวจและรายงานความเสียหายของพื้นที่และสถานศึกษามายังกระทรวงศึกษาธิการโดยด่วน รวมถึงให้การช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อวางแผนในการช่วยเหลือและเยียวยาปัญหาหลังน้ำลดต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​