กลุ่มไทยออยล์ สนับสนุนงบจำนวน 3 แสนบาทให้กับ โครงการแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากลิง ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง

กลุ่มไทยออยล์ สนับสนุนงบจำนวน 3 แสนบาทให้กับโครงการแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากลิงแบบบูรณาการและยั่งยืน ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ด้วยการทำหมันลิง เพื่อลดประชากรลิงที่จะส่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

         นายเลอเลิศ อมรสังข์ ผู้จัดการประชาสัมพันธ์โรงกลั่น บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน ) เผยว่า ทางกลุ่มไทยออยล์ ได้รับการประสานขอความร่วมมือ เกี่ยวกับ โครงการแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากลิงแบบบูรณาการและยั่งยืน ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ด้วยการทำหมันลิง หลังจากได้รับทราบความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนภายในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ที่เกิดจากลิงป่าทั้งเพศผู้และเพศเมียซึ่งมีพฤติกรรมขโมยหรือทำลายข้าวของ กีดขวางการจราจร รวมถึงการทำร้ายผู้อยู่อาศัย

         อีกทั้งยังมีจำนวนประชากรลิงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้เกิดความร่วมกันขึ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยสำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครแหลมฉบัง กลุ่มไทยออยล์ และภาคเอกชนอีกหลายแห่ง ร่วมกัน จัดโครงการแก้ไขปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญจากลิงแบบบูรณาการ และยั่งยืน ในเขตเทศบาลนครแหลมฉบัง ปีงบ ประมาณ 2562 ครั้งที่ 4 ตามแนวทางในยุทธศาสตร์ที่ 3 การควบคุมประชากรลิง เพื่อเป็นการควบคุมประชากรลิงอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ

          โครงการดังกล่าวจัดทำเพื่อควบคุมประชากรลิงป่าไม่ให้เพิ่มจำนวนจนเป็นภาวะประชากรลิงล้น ด้วยการคุมกำเนิดลิงโดยวิธีการทำหมันถาวรทั้งในลิงเพศผู้และลิงเพศเมีย พร้อมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการสร้างระบบป้องกันสถานที่ ทรัพย์สิน ความปลอดภัย และโรคภัยที่มาจากลิงป่า โดยเจ้าหน้าที่งานสัตวแพทย์ ได้กำหนดการดำเนินการทำหมันลิงป่า จำนวน 300 ตัว โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) โดยทางกลุ่มไทยออยล์ได้ เล็งเห็นถึงความสำคัญ และความจำเป็นดังกล่าว จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท

ภาพ/ข่าว สมชาย แก้วนุ่ม   ทีมข่าวภูมิภาค จ.ชลบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออ

นครนายก – ลุงพาป้ากลับจากหาหมอ ขี่จจย.ตัดหน้าเก๋งชนร่างลอยละลิ่วหัวกระแทกกระจกสาหัส

ลุงกับป้าขี่จจย.ไปหาหมอระหว่างทางจะกลับเลี้ยวรถกะทันหันตัดหน้ารถเก๋งเสยกระเด็นทั้งคู่

         ที่นครนายก พ.ต.ท.มงคล โครตอาสา ร้อยเวร สภ.เมืองนครนายกได้รับแจ้งเหตุจากกู้ภัยสว่างอริยะจุดพรหมณี ว่ามีเหตุรถยนต์เก๋งชนกับรถจักรยานยนต์อาการสาหัสจึงรีบไปยังที่เกิดเหตุ บริเวณจุดยูเทิร์นถนนสุวรรณศรฝั่งขาออกตรงหน้าร้านขายกระเบื้อง ไดนาสตี้

         ในจุดที่เกิดเหตุพบรถผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ทราบชื่อ นางหลอด ขาวผ่อง อายุ 73 ปี นอนอยู่บนถนนมีบาดแผลตามลำตัวถลอกที่ศรีษะเลือดออกจำนวนมากอาการค่อนข้างสาหัสเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล ส่วนอีกรายทราบชื่อนายเฉลิม ขาวผ่อง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณแขน ขา ถลอกฟกช้ำ ห่างกันพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีแดง หมายเลขทะเบียน กตจ253 นครนายก สภาพด้านท้ายรถพังเสียหายแผ่นป้ายหลุด บังโคนแตก ถัดมาพบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าซิตี้สีขาวหมายเลขทะเบียน 7กฒ 1140 กรุงเทพมหานคร สภาพรถด้านหน้ายุบกระจกแตก และมีเส้นผมติดคากระจกหลายเส้น โดยมีนายพิชัย มูลผล อายุ 37 ปีเป็นคนขับพร้อมเพื่อนที่นั่งมาด้วยกัน 4 คน

          จากการสอบถามนายพิชัย มูลผล คนขับรถเก๋งคันดังกล่าวเล่าว่าตนและเพื่อน ได้เดินทาง มาจากจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อที่จะไปทำงานที่จังหวัด ปทุมธานี ระหว่างทางที่ตนขับรถเข้าสู่จังหวัดนครนายกพอถึงจุดที่เกิดเหตุเป็นจุดกลับรถชั่วคราวตนได้ขับรถมาทางตรงปรกติแต่จู่ๆมีลุงกับป้าที่จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมาเลี้ยวรถตัดหน้าอย่างกะทันหันตนจึงเบรคไม่ทันชนเข้าอย่างแรง

         ส่วนทางด้าน นายเอกชัย ไชยบำรุง ทำงานอยู่ที่ร้านขายกระเบื้องไดนาสตี้ ผู้เห็นเหตุการณ์ได้เล่าตนได้ทำงานอยู่กำลังขนกระเบื้องและหันหน้ามาทางถนนพอดีเห็นคาตาขณะที่ลุงกับป้าเลี้ยวข้ามถนนเพื่อที่จะกลับรถ และรถเก๋งได้เสยท้ายจนป้าลอยหมุนกลางอากาศหัวกะแทกกับจกด้านหน้ารถเก๋งอย่างแรงแล้วล่วงลงมานอนอยู่บนถนนส่วนลุงนั้นก็ล้มแต่ลุกยืนได้ พวกตนจึงรีบวิ่งมาช่วยและรีบแจ้งกู้ภัยมาช่วยนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุและหาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดใกล้เคียงอีกครั้งเพื่อหาข้อมูลเท็จจริงอีกครั้งเพื่อจะดำเนินคดีต่อไป ..

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

นิพนธ์ฯ น้อมนำแนวพระราชดำริบริหารจัดการสาธารณภัย ย้ำคนต้องปลอดภัย ในทุกพื้นที่ภัยพิบัติทัวประเทศ

มท.2 ย้ำให้ ปภ.ทุกพื้นที่ต้องช่วยให้ประชาชนปลอดภัยก่อน พร้อมให้สำรวจทุกพื้นที่เพื่อ หาที่ให้น้ำอยู่ ทำทางให้น้ำไหล

          นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในระหว่างประชุมเตรียมรับสถานการณ์มรสุมภาคใต้และให้นโยบายกับ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย เขต 11 ซึ่งประกอบไปด้วย จังหวัดสุราษฏร์ธานี จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 12 กย 62 ว่าขณะนี้เรากำลังประสบภัยธรรมชาติ น้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในขณะนี้ที่หลายจังหวัดในภาคอีสานและภาคเหนือ

         ดังนั้นเรื่องสำคัญที่สุดเมื่อยามเกิดวิกฤติคือ ประชาชนต้องปลอดภัยก่อน ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ศูนย์ป้องกันภัยทุกพื้นที่ ต้องเตรียมความพร้อมทุกด้านทั้งเรื่องคนและอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณคือน้ำพระทัยจากครัวพระราชทานทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤติต่างๆขึ้นมา รวมถึงทุกภาคส่วนไม่เคยทิ้งกัน โดยเฉพาะหน่วยราชการที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในหลายวิกฤติที่เกิดขึ้นคือ กองทัพ ที่มีความพร้อมด้านบุคลากร และภาคีเครือข่าย ทั้งอาสาสมัครต่าง ซึ่งเราถือเป็นภาคีเครือข่ายทั้งภาคประชาชน องค์กรการกุศล และทุกองค์กรรัฐ ถือว่ามีส่วนอย่างสำคัญในการเข้าช่วยเหลือภัยพิบัติต่างๆ

         “นายนิพนธ์ฯ กล่าวด้วอย่าง จากวิกฤติน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องคิดทบทวนถึงกระบวนการบริหารจัดการน้ำว่า ก่อนหน้าน้ำท่วม ทุกภาคของประเทศกำลังประสบภัยแล้ง แล้วก็มาเจอน้ำท่วม ดังนั้น ปภ ทุกศูนย์ ทุกจังหวัด ต้องเร่งสำรวจพื้นที่ว่า เราจะต้องทำที่ให้น้ำอยู่ ในจุดที่สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ได้ ในขณะเดียวกันเราต้องเร่งจัดการเรื่องคูคลองต่างๆที่เป็นเส้นทางระบายน้ำ ให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในทุกปี และมีที่เก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งได้” รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยกล่าว

สั่งปลดและถอดยศนายทหารในสังกัด กองทัพภาคที่ 4 ”ฐานความผิดประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง”

จากกรณีนายทหารสัญญาบัตรสังกัด กองทัพภาคที่ 4 ได้ถูกกล่าวหาในความผิดฐาน”พาบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา นั้น

          ล่าสุดเมื่อ 12 กันยายน 2562 พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ภายหลังทราบเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความโปร่งใส เเละพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และภายหลังได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงพร้อมสั่งพักราชการในระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัยทหารตามลักษณะฐานความผิดต่อไป

          ทั้งนี้ คณะกรรมการได้เข้าดำเนินการสอบสวนบุคคลและวัตถุพยานอื่นๆที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว พบว่านายทหารคนดังกล่าวได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริง ถือเป็นการกระทำความผิดวินัยทหารอย่างร้ายแรง ในความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กรณีถูกกล่าวหาในความผิดฐาน พาบุคคลอายุมากกว่า 15 ปีแต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร อันเป็นการกระทำผิดกฏหมายหรือศีลธรรม โดยตนเองก็รู้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายแต่ก็ยังมีเจตนาที่จะกระทำอีก และปัจจุบันได้มีคำสั่งให้ปลดออกจากราชการและถอดยศทหารเรียบร้อยแล้วสำหรับเรื่องคดีอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป

          ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 4 ได้มีนโยบายกวดขันวินัยกำลังพลมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีภายในกรมกองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และหากมีการตรวจพบการกระทำความผิดก็จะมีมาตรการลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาทหารขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงขอให้สังคมได้มีความมั่นใจว่ากองทัพจะไม่ปกป้องผู้กระทำความผิดในทุกๆกรณีและหากพบเห็นเจ้าหน้าที่ทหารกระทำความผิดหรือสร้างความเดือดร้อนขอให้แจ้งหน่วยต้นสังกัดทราบเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนและพิจารณาลงทัณฑ์ตามความเหมาะสมต่อไป

          สำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้นได้อนุญาตให้กลับมาพักอาศัยในบ้านพักของหน่วยเนื่องจากคู่กรณีได้ถูกปลดจากราชการไปแล้ว และให้มารดาผู้เสียหายทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ ของ ร.5 พัน 3 นอกจากนี้ยังได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและครูที่ปรึกษาช่วยเหลือและฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณข้อมูล : โฆษกกองทัพภาคที่ 4

สำนักข่าวความมั่นคง

ยะลา – ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส

          เมื่อ 11 ก.ย.62 กรม ทพ.41 โดย ร.อ.ธนวัฒน์ เหมือนเมือง ผบ ร้อย.ทพ.๔๑๐๒ พร้อมด้วย ชป.กร.ชุด ๑ ร่วมกับ หน่วยแพทย์ ชป.กร.หมวดทหารพรานหญิง ฉก.ทพ.๔๑, น.ส.แอนจิรา ไชยสิงห์ พมจ.จังหวัดยะลา , ผู้นำหมู่บ้านตำบลตะโละหะลอ, รพ.สต.ตะโละหะลอ,โฆสกชาวบ้าน, ผช.ผรส., บัณฑิตอาสา, ตัวแทนหน่วยญาลันนันบารู, อสม.ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน บูรณา การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยพิการและผู้ป่วยติดเตียง ในพื้นที่ ม.๓, ม.๔ ต.ตะโละหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อสอบถามความเป็นอยู่ อาการเจ็บป่วย รวมถึงให้การช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมกับมอบถุงยังชีพให้กับผู้ป่วย ทั้งนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันสนับสนุนและช่วยเหลือ เป็นอย่างดี

ขอบคุณข้อมูล : พุทธรักษา ศรีสาคร

สำนักข่าวความมั่นคง

นราธิวาส – ฉก.ทพ.นย.ทร.ร่วมซ่อมแซมปรับปรุง ” โครงการส่งเสริมความสัมพันธ์โรงเรียนกับชุมชน “

          เมื่อ ๑๑ ก.ย.๖๒ ฉก.ทพ.นย.ทร.โดย ร้อย.ทพ.นย.๑๔ ฐานปฎิบัติการน้ำตกปาโจ พร้อมชุดช่าง ..แหล่งเรียนรู้เศษฐกิจพอเพียง แบบมีส่วนรวม..เพื่อสร้างแปลงปลูกผักในการใช้เพื่อประกอบเป็นอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียน พร้อมกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๖ บ้านบากง นางรอบียะ กาเซ็ง / ผช.ปกครอง /ผรส /ชรบ.หมู่ ๓ ชรบ.หมู่ ๖ /และคณะครู นักเรียนโรงเรียนบ้านปูซูตีฆอ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ

ขอบคุณข้อมูล : ราชนาวีที่ปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

สุไหงปาดี-ทหารพรานชุดทักษิณสัมพันธ์ 403 ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

          ทหารพรานไม่เคยทอดทิ้งประชาชน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ร่วมกับ ประธานเยียวยาอำเภอสุไหงปาดี ชุดทักษิณสัมพันธ์ 403 เข้ามอบเครื่องอุปโภค/บริโภค ให้กับนางนูรีย๊ะ มะ อายุ 69 ปี ผู้ป่วยพิการ และนายเจ๊ะอารงค์ บือราเฮง อายุ 69 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ได้รับผลกระทบคดีความมั่นคง

———————–

ขอบคุณข้อมูล : เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

จ.ปัตตานี-จัดค่ายพักพิงเพื่อการบำบัด Camp 35 รุ่นที่ 4

         “Start รุ่น 4 Camp 35” จัดค่ายพักพิงเพื่อการบำบัด Camp 35 รุ่นที่ 4 ณ ศูนย์พื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดปัตตานี ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีผู้เข้าร่วมพื้นฟู จำนวน 270 คน ทางพี่ๆครูหมวกแดงได้มีโอกาสในการฝึกอบรม เพื่อคืนคนดีสู่สังคม

ขอบคุณข้อมูล : เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

พลเรือเอกปวิตร รุจิเทศ ลงพื้นที่ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการฟาร์มตัวอย่างสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ

          วันนี้ (11 ก.ย.62) พลเรือเอก ปวิตร รุจิเทศ กรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เพื่อเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินงาน และตรวจเยี่ยมและพบปะสมาชิกโครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านจาเราะปูโงะ หมู่ที่ 2 ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยมี พลตรีสมพล ปานกุล รองแม่ทัพภาค 4 นายนิมะ มะกาเจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายอิสระ ละอองสกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. พันจ่าโท อนันต์ บุญสําราญ นายอำเภอเบตง สมาชิกจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ

           ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยราษฏรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ราษฏรหลายหมู่บ้านได้ร้องขอพระราชทานความช่วยเหลือให้มีงานทำอยู่ในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ตำบลเบตง อำเภอเบตง และให้ประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน และขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดยะลา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2562 มีมติให้ขับเคลื่อนและดำเนินงานโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ ตำบลเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และ
เกิดประโยชน์สูงสุด 

          สำหรับในการประชุมครั้งนี้ ได้หารือถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โครงการฟาร์มตัวอย่างระดับอำเภอ ตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ซึ่งจังหวัดยะลาได้แต่งตั้งคณะกรรมทำงาน เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้อำเภอเบตง เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเสนอให้แต่ละพื้นที่เน้นการขับเคลื่อนกิจกรรม และสามารถนำมาต่อยอดได้ อาทิ ในมิติด้านอาหาร เช่น เมืองแห่งอาหารการกิน มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ เช่น มีปลากือเลาะห์ ไก่เบตง “ไก่พื้นเมือง” แหล่งเรียนรู้ภาคการเกษตรให้แก่ประชาชนได้ขยายผล มีการปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ ส่งเสริมให้มีการปลูกใบหม่อน ปลูกมันสำปะหลัง หรือปลูกพืชที่สามารถนำมาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ ตลอดจนโครงการที่เข้ากับสภาพ พื้นที่ที่ล้อมรอบไปด้วยไหล่เขา ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการขับเคลื่อนโครงการ โดยเน้นการบริหารจัดการโครงการที่เป็นระบบ สอดคล้องกับพื้นที่ได้ง่าย สามารถรองรับพื้นที่เมืองต้นแบบเข้าการพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มเติมในส่วนของร้านจำหน่ายผลผลิตโครงการฟาร์มฯ เพื่อเป็นการเสริมสร้างรายได้สู่ชุมชนต่อไป

#กรรมการบริหารมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ #ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการฟาร์มตัวอย่างสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ขอบคุณข้อมูลข่าว – ผู้สื่อข่าว : อดินันท์ มะลี/ ผู้เรียบเรียง : สุนทรี ทับมาโนช

แหล่งที่มา : สวท.เบตง จ.ยะลา

สำนักข่าวสมาคมตำรวจ

นราฯ-ฝึกอบรมทางยุทธวิธี เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลในพื้นที่

          เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 62 นายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก เปิดการฝึกอบรมทางยุทธวิธีร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายปกครอง, ตำรวจ, ทหาร ณ ห้องทรายทอง หอประชุม อำเภอสุไหงโก-ลก พร้อมกล่าวว่า การฝึกอบรมทางยุทธวิธี ร่วมกัน 3 ฝ่าย เป็นผลสืบเนื่องมาจากในห้วงที่ผ่านมา อำเภอสุไหงโก-ลก และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเหตุ การณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง มีเป้าหมายเพื่อสร้างความวุ่นวาย ความไม่สงบเรียบร้อย ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและหน่วยงานรัฐ ด้วยการก่อเหตุรุนแรงในหลายรูปแบบและเปลี่ยนวิธีการเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ เช่น การลอบวางระเบิดแสวงเครื่องด้วยรถจักรยานยนต์, รถยนต์หรือการลอบวางระเบิดเพลิงในสถานที่ต่างๆ, การลอบยิงประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมทางยุทธวิธี เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติ 3 ฝ่ายได้เรียนรู้หลักวิชาการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน ตลอดจนเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถและการทำงานเป็นทีม อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานเพื่อประโยชน์ในการประสานงานในโอกาสต่อไป

          สำหรับการอบรมในครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายเข้ารับการอบรมจำนวน 160 นาย ประกอบด้วย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอสุไหงโกลก ที่ 6, ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 30, ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก เเละสถานีตำรวจภูธรมูโนะ สมาชิก ทสปช. โดยมีวิทยากรครูฝึก จากหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย กองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาส, กองกฎหมายและสิทธิมนุษยชน, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า, สถานีตำรวจภูธรสุไหงโก-ลก, ชุดปฏิบัติการทำลายล้างวัตถุระเบิดหน่วยเฉพาะกิจอโณทัย, โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก, สำนักงานขนส่งจังหวัดนราธิวาส สาขาสุไหงโก-ลก , ตรวจคนเข้าเมืองนราธิวาส และที่ทำการปกครองอำเภอสุไหงโก-ลก

——————————————

ขอบคุณข้อมูล : News

สำนักข่าวความมั่นคง