องคมนตรี พบปะนักเรียนทุนพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดยะลา

          เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 เวลา 13.00 น. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พลเอก เฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี และคณะ ลงพื้นที่พบปะนักเรียน ทุนพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา โดยมีเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้, อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, คณะครู, อาจารย์ และนักเรียนทุนพระราชทาน ร่วมให้การต้อนรับ

          พลเอก เฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี กล่าวว่า หลายคนอยากมีโอกาสเป็นนักเรียนพระราชทานแต่ไม่มีโอกาส เราได้เป็นนักเรียนทุนพระราชทานตามโครงการกองทุนการศึกษา ถือว่าโชคดีมาก และต้องการให้พวกเราเดินไปข้างหน้า ตามความถนัดของตนเอง เป็นคนที่รู้จริง มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งฝากครู อาจารย์ คอยดูแล ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษา ให้กับนักเรียนทุนพระราชทาน

          โครงการ กองทุนการศึกษา เป็นโครงการตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ให้จัดตั้งโครงการ “กองทุนการศึกษา” มุ่งหวังสร้างคนดีคืนแผ่นดิน เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2555 โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร พระองค์ได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้ประธานองคมนตรีนำพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งไปใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนาการศึกษา โดยให้ทำแบบภาคเอกชน ที่เน้นความ เรียบง่าย รวดเร็ว คล่องแคล่ว แต่ต้องประหยัด พอเพียง ซื่อสัตย์สุจริต และมุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรมให้เยาวชนเป็นคนดีก่อน แล้วความเก่งจะตามมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่มีต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดไม่ได้

          ทั้งนี้นักเรียนที่ได้รับ ทุนพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษา ประกอบด้วย  เด็กหญิงบรรธิตา ไชยสิทธ์ นักเรียนชั้นมัธมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคณะราษฏรบำรุงจังหวัดยะลา  นางสาวอาดียา แวนะไล นางสาวลัยลา สะมะแอ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยทั้ง 3 คน ได้รับทุนพระราชทาน โครงการกองทุนการศึกษาตั้งแต่ศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษา

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

ด่วน !! เจ้าหน้าที่ปะทะคนร้ายปล้นทองจากอำเภอนาทวี ขณะกบดานบนเขาพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย

          วันนี้ 27 ก.ย.62 เวลา 17.30 น.ที่ผ่านมามีรายงานความคืบหน้าการติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงชุดปล้นทองคำจากพื้นที่อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ล่าสุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม จังหวัดปัตตานี ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน ที่ 43 และหน่วยเฉพาะกิจสงขลาได้จัดกำลัง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณบ้านโหนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จากนั้นได้เกิดปะทะกับผู้ก่อเหตุรุนแรง ทราบว่าเป็นกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นร้านทองที่อำเภอนาทวี

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีการรายงานสถานการณ์ให้แม่ทัพภาค4 อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามสถานการณ์เนื่องจากยังไม่จบภารกิจและยังไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนร้าย

          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมจากข้อมูลแหล่งข่าวชุดคลี่คลายคดีเผยว่าการเข้าค้นพิสูจน์ทราบฐานที่พักใช่เป็นแหล่งหลบซ่อนพักพิงของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในครั้งนี้ เบาะแสทราบว่าเป็นกลุ่มของนาย บูคอนี หลำโซ๊ะ และพวกตามข้อมูลจากการขยายผลของนาย ซาการียา ที่ถูกควบคุมตัวได้ที่ รร.สอนศาสนาแห่งหนึ่งในพื้นที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อไม่นานมานี้

          โดยหลังการปะทะเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งได้แยกกันออกติดตามกลุ่มคนร้ายและตรวจสอบจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณบ้านกระแซะ หมู่1 ตำบลบ้านโหนด อำเภอสะบ้าย้อย ซึ่งผลการปฏิบัติตรวจพบคนร้าย จำนวน 5 คน แต่งกายชุดดำ อาวุธครบมือ ขณะเจ้าหน้าที่ได้แสดงตนแต่คนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ก่อนหลบหนีไปคนละทิศละทางและสามารถยึดสิ่งของได้จำนวนหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไล่ล่าติดตาม โดยคืบหน้าจะรายงานต่อไป..

ขอบคุณข้อมูล : Smileชายแดนใต้

ภาคเอกชนจับมือภาครัฐ เดินหน้าต่อยอดโครงการ “สานต่อความพอเพียง สู่ประมงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนไทย” ปี 3/2562 สร้างองค์ความรู้ สู่อนาคตที่ยั่งยืน

ไทยลักซ์ ในเครือ พีพี ไพร์ม จับมือภาครัฐ เดินหน้าต่อยอดโครงการ “สานต่อความพอเพียง สู่ประมงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนไทย” ปี 3/2562 สร้างองค์ความรู้ สู่อนาคตที่ยั่งยืน

          วันนี้ (26 ก.ย. 62) ณ กองกำกับการตำรวจตะเวนชายแดนที่ 43 ค่ายรามคำแหง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พลเอกเชาวฤทธิ์ ประภาจิตร์ ประธานกรรมการบริหาและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) นำเจ้าหน้าที่จากบริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือบริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) จัดโครงการ “สานต่อความพอเพียง สู่ประมงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนไทย” ปี 3/2562 สร้างองค์ความรู้ สู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยมีพันตำรวจโท สุเทพ ชูแก้ว รองผู้กำกับการตำรวจตำรวจตะเวนชายแดนที่ 43 นายอุทัย องอาจ นักวิชาการประมง คณะครู นักเรียน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

          พลเอก เชาวฤทธิ์ ประภาจิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่า บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำ สัตว์เลี้ยง ทั้งภายในและต่างประเทศ ตลอดจนดำเนินธุรกิจด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ให้ผลตอบแทนที่มั่นคง และมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่า 32 ปี ในการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมานั้น บริษัทฯ มีความมุ่งมั่น และตระหนักต่อความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) โดยมีการดำเนินโครงการฯ ที่เป็นรูปธรรมมามากว่า 13 ปี ทั้งในระดับประเทศ และระดับชุมชน ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ (ESG: Environment , Social and Governance) “โครงการสานต่อความพอเพียง สู่ประมงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนไทย” คือ หนึ่งในโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทฯ ที่ไม่เพียงแต่เป็นส่งเสริมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้เด็กนักเรียนมีอาหารที่ดีจากผลผลิตปลาที่มีโปรตีนสูง ยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชน สร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำริ โดยการนำผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงมาประกอบอาหารกลางวัน หรือนำผลผลิตมาจำหน่ายเพื่อสร้างอาชีพ เสริมรายได้หมุนเวียน ต่อยอดถึงชุมชนรอบข้าง ตลอดจนสร้างองค์ความรู้อย่างยั่งยืนสืบไป

         พลเอก เชาวฤทธิ์ ประภาจิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท ไทย ลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการฯ แบบบูรณาการร่วมกันกับภาครัฐ โดยบริษัทฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักด้านอาหารสัตว์น้ำสำหรับเพาะเลี้ยง รวมถึงการแนะแนวเทคนิควิธีการเลี้ยงโดยทีมงานผู้เชี่ยว ชาญ แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั่วประเทศ กว่า 217 โรงเรียนซึ่งทางโรงเรียน ตชด. จะได้รับการสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำ และปัจจัยการผลิตจากกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปสู่การดำเนินงานที่สอดคล้อง ต่อเนื่องในทิศทางเดียวกันทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งในปี 2560 และ 2561 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการมอบอาหารสัตว์น้ำ และดำเนินกิจกรรมประมงโรงเรียน ตชด. เสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 53 โรงเรียน ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากทุกภาคส่วน

          ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทฯ มีแผนการส่งมอบอาหารสัตว์น้ำ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จำนวน 25 โรงเรียน 5 กองกำกับ ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยได้ส่งมอบไปแล้ว 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และในวันนี้จะมีการส่งมอบอาหารสัตว์น้ำ ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 ภาคใต้ อีกจำนวน 7 โรงเรียน โดยมุ่งมั่นส่งเสริมให้เยาวชนเกิด “พลังใจ” จากความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่ได้เปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้ เติมเต็มประสบการณ์ทั้งในและนอกห้องเรียน “พลังงาน” จากการได้รับประทานอาหารที่มีแหล่งโปรตีนที่ดี มีคุณค่าจากสัตว์น้ำที่ได้เพาะเลี้ยงด้วยตนเอง “พลังสมอง” จากการเจริญเติบโตสมวัย ได้รับโภชนาการที่เหมาะสม มีส่วนช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา ของเด็กในวัยเรียน และ “พลังชีวิต”” จากองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดอาชีพในอนาคต ขยายสู่ชุมชนรอบข้าง ส่งผลให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

#ภาคเอกชนจับมือภาครัฐ #สานต่อความพอเพียง สู่ประมงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนไทย #สร้างองค์ความรู้ สู่อนาคตที่ยั่งยืน #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด /ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

สำนักข่าวความมั่นคง

จ.นราธิวาส จัดงาน “เสน่ห์บาเจาะ… อาซูรอผูกพัน” เชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนทุกกลุ่ม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสงบสุข

จังหวัดนราธิวาส จัดงาน “เสน่ห์บาเจาะ… อาซูรอผูกพัน” เชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ของประชาชนทุกกลุ่ม นำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสงบสุข พร้อมเตรียมเปิดตัวจุดเช็คอินแห่งใหม่ เสน่ห์บาเจาะ ในปี 2563

          วันนี้ (26 ก.ย. 62) ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ นายอำเภอบาเจาะ เปิดงาน “เสน่ห์บาเจาะ… อาซูรอผูกพัน” ที่บริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส พร้อมกล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาการทำขนมอาซูรอ เสน่ห์ของการทำอยู่ที่การกวน ราว 6-7 ชั่วโมง เพราะเป็นขนมที่ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ที่สำคัญเพื่อให้ชาวบาเจาะได้มาพบเจอกันในแนวทางราบ ลักษณะไม่เป็นทางการ ทุกกลุ่มวัฒนธรรม ทุกศาสนา สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ เชื่อมโยงสร้างความผูกพัน ความสัมพันธ์ของชาวบาเจาะทุกกลุ่ม ทั้งพี่น้องชาวไทยมุสลิม พุทธ ชาวไทยเชื้อสายจีน ที่อยู่ภายใต้การรวมกลุ่ม ได้แก่ ชมรมดอกพุทธ ชมรมครูอาวุโส คณะกรรมการที่ปรึกษาอำเภอ

          พร้อมย้ำความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ เมื่อสมาชิกในสังคมมีความรักความสามัคคี อันบริสุทธิ์ใจให้แก่กัน ให้อภัยในความผิดพลาด และห่างไกลจากคำพูดและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความแตกแยก เพื่อเป็นฐานอันมั่นคง เป็นเกราะกำบังที่แข็งแรงที่จะต่อสู้ และปกป้องภัยอันตราย นำไปสู่สังคมที่มีความเข้มแข็ง และสงบสุข

          นายอำเภอบาเจาะ กล่าวด้วยว่า ในปี 2563 จะมุ่งเน้นการทำงานที่ดึงจุดเด่น จุดแข็ง ผ่านการนำเสนอภายใต้แนวคิดเสน่ห์บาเจาะ อาทิ ประเพณีอาซูรอ ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ซึ่งมีการจัดในหลายพื้นที่ พร้อมเตรียมเปิดตัวเกี่ยวกับเสน่ห์บาเจาะ เชิญชวนประชาชนให้มาท่องเที่ยว เช็คอินในจุดที่น่าสนใจอีก 10 จุด ที่ไม่ใช้จุดหลัก ๆ ที่ทุกคนรู้จัก อาทิ บ้านตีเหล็กในหมู่บ้านบือราแง ตำบลลุโบะสาวอ ที่สืบทอดมา 4 ชั่วอายุคน

          สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการกวนขนมอาซูรอ 8 กระทะ หรือภาษามลายูว่า 8 กาเวาะฮ์ มาจากตัวแทน 6 ตำบล และกลุ่มส่วนราชการ กลุ่ม อส. อำเภอบาเจาะ กิจกรรมการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน นอกจากนี้ในเวลา 13.30-15.00 น. จะมีการการบรรยายธรรม โดยบาบอโซ๊ะ บางปอ

#จังหวัดนราธิวาส #เสน่ห์บาเจาะ… อาซูรอผูกพัน  #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – ปพิชญานันท์ เทพรักษ์ / ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สวท.นราธิวาส

สำนักข่าวความมั่นคง

จังหวัดปัตตานี จัดโครงการวันเยาวชนแห่งชาติ จังหวัดปัตตานี ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาส”

จังหวัดปัตตานี จัดโครงการวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดปัตตานี ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาส”

          วันที่ (26 ก.ย. 62) ที่หอประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 40 จังหวัดปัตตานี นายพรหมพิริย กิจนุสนธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นประธานเปิดโครงการวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดปัตตานี ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาส” โดยมีนายอัรฟาน ดอเลาะ ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานี กล่าวรายงาน มีนายกเหล่ากาชาดจังหวัดปัตตานี ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานี เข้าร่วม 500 คน

          นายอัรฟาน ดอเลาะ ประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดปัตตานี โดยสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดปัตตานี กำหนดจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดปัตตานี ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาส” ให้เยาวชนได้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วม จิตอาสา จิตสาธารณะ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสในพื้นที่

          โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนาเด็กผู้ด้อยโอกาส และเพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน และทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักในความสำคัญของเด็กและเยาวชน โดยการสนับสนุนในการทำกิจกรรมในด้านต่าง ๆ

          นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดกิจกรรมการออกบูทโชว์ผลงานของเยาวชนบูธหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การแสดงเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไทยจังหวัดชายแดนภาคใต้ การโชว์ความสามารถทางด้านดนตรีของเยาวชน และกิจกรรมจออาสาทำดีด้วยหัวใจ อีกด้วย

#จังหวัดปัตตานี #โครงการวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดปัตตานี #จิตอาสา พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กด้อยโอกาส #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – บดินทร์ เบญจสมัย/ ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดปัตตานี

สำนักข่าวความมั่นคง

รู้จัก “หัวหน้าพูดคุยดับไฟใต้ป้ายแดง” พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ

มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯคนใหม่ 

          พล.อ.วัลลภ กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ แต่ได้รับแต่งตั้งให้ไปทำหน้าที่ หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” แทน พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 โดยเริ่มงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2562 (หลังเกษียณอายุราชการ) เป็นต้นไป

          พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาตั้งแต่ปี 2560 รวมเวลา 2 ปี โดยย้ายข้ามห้วยมาจากผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

         พล.อ.วัลลภ เกิดเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2501 เป็นชาวจังหวัดลพบุรี จบโรงเรียนเตรียม ทหารรุ่น 18 (ตท.18) และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 29 (จปร.29) ผ่านการศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 69 และหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ รุ่นที่ 54

         พล.อ.วัลลภ เคยเป็นทหารเหล่าปืนใหญ่ เคยปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ยุทธการช่องบก และช่องโอบก ทั้งยังเคยปฏิบัติงานเป็นผู้ประสานภารกิจในภารกิจรักษาสันติภาพ ราชอาณาจักรกัมพูชา ในปี 2534 ด้วย เคยเป็นอาจารย์ในโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รองเจ้ากรมและเจ้ากรมยุทธการทหาร และผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม ก่อนข้ามห้วยเป็นเลขาธิการ สมช.กระทั่งเกษียณอายุราชการ

         พล.อ.วัลลภ เคยปฏิบัติงานที่เป็นเกียรติประวัติ เช่น สมัยรักษาราชการผู้ช่วยทูตทหาร ไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างเดือน ต.ค.2544 ถึง ก.ย.2547 นั้น ปรากฏว่าเมื่อเดือน ม.ค.2546 เกิดวิกฤติการณ์ที่มีการปล่อยข่าวลือ จนทำให้ชาวกัมพูชาไม่พอใจ มีการประท้วงจลาจลทำลายทรัพย์สิน และทำร้ายคนไทย บุกเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ ทำให้ข้าราชการของสถานทูตและคนไทยต้องหลบหนีจากเหตุจลาจล พล.อ.วัลลภ ได้ช่วยเหลือข้าราชการสถานทูตบางส่วนไปอยู่เซฟเฮาส์ และวางแผนอพยพคนไทยกลับประเทศ โดยประสานกับกองทัพไทยในการเตรียมกำลังพลและอากาศยานไปรับคนไทยที่สนามบินโปเชนตง รวมกว่า 700 คน กลับสู่มาตุภูมิด้วยความปลอดภัย

         นอกจากนั้นยังมีผลงานเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงระห่วางประเทศ กรณีเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินสายการบินลาวแอร์ไลน์ เที่ยวบิน QV301 เกิดอุบัติเหตุตกกลางแม่น้ำโขง ฝั่งเมืองโพนทอง ตรงข้ามเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2556 ขณะนั้น พล.อ.วัลลภ ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมยุทธการทหาร ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชุดประสานงานของไท่ย เพื่อให้ความช่วยเหลือ สปป.ลาว ในการร่วมค้นหาและกู้ซากเครื่องบินลาว เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 44 คน โดยกองทัพอากาศสามารถนำร่างผู้เสียชีวิตชาวไทย 3 รายกลับประเทศเพื่อทำพิธีทางศาสนาได้อย่างเรียบบรอ้ย

          ช่วงที่ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหาร ซึ่งสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ อยู่ในภาวะเปราะบาง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไทย พล.อ.วัลลภ มีส่วนสำคัญในฐานะผู้อำนวยการฝึกร่วมกับฝ่ายสหรัฐอเมริกา ในการฝึกปฏิบัติการร่วมผสมทางทหารระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพสหรัฐ ครั้งที่ 34 ภายใต้ชื่อ “คอบร้าโกลด์ 2015” ซึ่งเป็นการฝึกร่วมผสมทางการทหารระดับพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และจัดขึ้นทุกปีในประเทศไทย โดยปีที่จัดคอบร้าโกลด์ ครั้งที่ 34 ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐค่อนข้างเปราะบางนี้ ปรากฏว่ามีประเทศเข้าร่วมถึง 24 ประเทศ และผลการฝึกก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย

          ขณะเดียวกัน พล.อ.วัลลภ ยังเคยทำหน้าที่ประธานร่วมการประชุมในกรอบทวิภาคีกับอีกหลายประเทศ เช่น การประชุมคณะกรรมการการฝึกร่วมผสมไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีความรู้ความชำนาญและความคุ้นเคยกับมาเลเซียไม่น้อย

สำหรับ คติประจำใจของ พล.อ.วัลล คือ “มุ่งมั่น ตั้งใจ เสียสละ”

         พล.อ.วัลลภ นับเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ คนที่ 3 ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำประเทศจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อปี 2557 โดยหัวหน้าคณะพูดคุยฯคนแรก คือ พล.อ.อักษรา เกิดผล หรือ “บิ๊กโบ้” ทำหน้าที่มาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2558 จนถึงปลายปี 2561 จึงมีการเปลี่ยนตัวเป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาธารัชต์ หรือ “บิ๊กเมา” อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 แต่ก็ทำงานได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกเปลี่ยนตัวอีกรอบ โดย พล.อ.อุดมชัย ขยับไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. และกำลังขับเคลื่อนจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา ทำงานเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป ขณะที่หัวหน้าพูดคุยฯก็ถูกเปลี่ยนอีกครั้งเป็น พล.อ.วัลลภ การเปลี่ยนตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเปลี่ยนรัฐบาลจาก คสช.เป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สมัย 2 ซึ่งเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และมีสภาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน

          เป็นที่น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่ริเริ่มกระบวนการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐแบบเปิดเผย บนโต๊ะ ไม่ใช่คุยกับแบบปิดลับ หรือคุยกันใต้โต๊ะแบบเดิม ปรากฏว่าหัวหน้าคณะพูดคุยฯฝ่ายรัฐบาลไทยเป็นทหารหรื่ออดีตทหารมาตลอด เริ่มจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “บิ๊กแมว” อดีตเลขาธิการ สมช. ทำหน้าที่เมื่อปี 2555 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยขณะนั้นใช้ชื่อว่า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ตามด้วย พล.อ.อักษรา ปี 2558 พล.อ.อุดมชัย ปี 2561 และ พล.อ.วัลลภ ปี 2562

ขอบคุณ : ประวัติและภาพ พล.อ.วัลลภ จากเอกสารประกอบการรับรางวัลเกียรติยศจักรดาว (ศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร) ประจำปี 2561 สาขาบริหารการปกครองและเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติ

ขอบคุณข้อมูล : สำนักข่าวอิศรา

คณะทูตานุทูตมุสลิมประจำประเทศไทย เยือนจังหวัดปัตตานี ติดตามนโยบายการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่ จชต.

           เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น. ที่ โรงเรียนสาธิตอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายเจษฎา  กตเวทิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา นำคณะทูตานุทูตมุสลิมประจำประเทศไทย ประกอบด้วย H.E.Mr.Abdelilah El Housni  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย พร้อมด้วย H.E.Mr.Saif Abdulla Mohammed Khalfan Alshamisi เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำประเทศไทย, H.E.Mr.Ahmad Abdulla Al-Hajeri เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย, อุปทูตรัฐสุลต่านโอมานและสาธารณรัฐซูดาน ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย นายเวรสถานเอกอัครราชทูตรัฐคูเวตและราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทยและคณะ เยือนพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อรับทราบข้อมูลนโยบายและการพัฒนาเชิงบวกด้านการศึกษา เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศมุสลิม  อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนเข้าร่วม

           H.E.Mr.Abdelilah El Housni  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทย กล่าวว่า  รู้สึกดีใจที่ได้มาเยือนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันนี้ ซึ่งทำให้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น เมื่อรู้จักกันมากขึ้น ก็จะนำมาซึ่งความเคารพต่อกันมากขึ้น รู้สึกมีความสุขที่ได้พูดคุยกับนักเรียน และได้เห็นถึงความตั้งใจที่อยากศึกษาเรียนรู้ทางด้านภาษา การมาเยือนในครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่ดีที่จะเป็นทุนสำหรับอนาคตในการต่อยอดให้เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีโอกาสด้านการศึกษามากขึ้น

          จากนั้นเวลา 14.00 น. คณะทูตานุทูตมุสลิมประจำประเทศไทย ได้เดินทางต่อไปยัง โรงเรียนจงรักษ์สัตย์วิทยา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะคณะผู้บริหาร และพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายและการพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านภาษา พร้อมกันนี้ คณะฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการและชมการแสดงจากนักเรียน

ขอบคุณข้อมูล : สำนักปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 สน.

สำนักข่าวความมั่นคง

เรือนจำจังหวัดสงขลา นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เปิดปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกรณีพิเศษตั้งแต่รุ่งสาง

เรือนจำจังหวัดสงขลา นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เปิดปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกรณีพิเศษตั้งแต่รุ่งสาง เพื่อตรวจหาสิ่งผิดกฎหมายและสิ่งของต้องห้าม  พร้อมสุ่มตรวจปัสสาวะผู้ต้องขัง 200 คน เพื่อหาสารเสพติด เบื้องต้นไม่พบสารเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย

          วันนี้ (26 ก.ย. 62) ที่เรือนจำจังหวัดสงขลา นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยนายดำรงค์ บัวฤทธิ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสงขลา นำเจ้าหน้าที่จากทัพเรือภาคที่ 2 สงขลา กองร้อยอาสารักษาดินแดนที่ 1 จังหวัดสงขลา ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 43 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 ตำรวจภูธรเมืองสงขลา สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 9 และชุดปฏิบัติการพิเศษเขต 9 จำนวน 160 นาย สนธิกำลังปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษเรือนจำจังหวัดสงขลาตั้งแต่รุ่งสาง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในสังกัด ร่วมปฏิบัติการตรวจค้นอย่างเข้มข้น และเป็นไปอย่างเรียบร้อย

          นายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในปัจจุบันยังมีการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น เป็นภัยสังคมคุกคามต่อการพัฒนาประเทศและความสงบสุขของสังคม นำไปสู่ปัญหาการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศ

          ผลจากการเร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเร่งด่วนของรัฐบาล ทำให้มีการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดทั้งผู้เสพและผู้ค้าได้เป็นจำนวนมาก รัฐบาลจังได้กำหนดเป็น “วาระแห่งชาติ” ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด อีกทั้งเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาร่วมมือกันแก้ไข ประสานงานติดต่อสื่อสารที่จะเชื่อมโยงประสานความร่วมมือกันอย่างจริงจัง

          เรือนจำจังหวัดสงขลาจึงได้ทำหนดให้มีการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษ เดือนละ 1 ครั้ง โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกและเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ร่วมกันจู่โจมตรวจค้น โดยทุกภาคส่วนร่วมกันปฏิบัติภารกิจในเชิงรุก ร่วมกันจู่โจมตรวจค้นมิให้มีโทรศัพท์มือถือ ยาเสพติด สิ่งของต้องห้าม ตลอดจนสิ่งผิดกฎหมายภายในเรือนจำ

          ด้านนายดำรงค์ บัวฤทธิ์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เรือนจำจังหวัดสงขลาได้ดำเนินการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษ ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่มอบหมายให้เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือให้หมดสิ้นไปจากเรือนจำและทัณฑสถานโดยเร็ว ตามนโยบาย 5 ก้าวย่าง การเปลี่ยนแปลงราชทัณฑ์ ก้าวย่างที่ 1 : ควบคุมปราบปรามยาเสพติด โทรศัพท์มือถือและสิ่งของต้องห้ามเข้าเรือนจำ และนโยบายอธิบดีกรมราชทัณฑ์ 3 ส. 7 ก. โดยให้ดำเนินการจู่โจมตรวจค้นกรณีพิเศษเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

          สำหรับการจู่โจมตรวจค้นในครั้งนี้ เพื่อให้เรือนจำทุกแห่งดำเนินการปราบปรามยาเสพติด โทรศัพท์มือถือและสิ่งของต้องห้ามภายในเรือนจำไม่ให้มีการลักลอบเข้ามา หรือมีไว้ภายในเรือนจำอย่างเด็ดขาด โดยให้เรือนจำทำการจู่โจมตรวจค้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรือนจำจังหวัดสงขลามีภารกิจด้านการควบคุมผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาล ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด บางคนอาจมีอิทธิพลด้านการเงินและมีเครือข่ายภายนอกเรือนจำอาจลักลอบ ใช้เรือนจำเป็นฐานในการสั่งซื้อ-ขาย ยาเสพติด โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สื่อกลางในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายนอกเรือนจำ

          ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้แยกย้ายเข้าค้นเรือนนอน ตู้เก็บสิ่งของและอาคารสถานที่ภายในเรือนจำอย่างละเอียดแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการสุ่มตรวจปัสสาวะในกลุ่มผู้ต้องขัง จำนวน 200 คน เพื่อหาสารเสพติด เบื้องต้นไม่พบสารเสพติด ปัจจุบันเรือนจำจังหวัดสงขลา มีผู้ต้องขังทั้งหมด 2,745 คน

#เรือนจำจังหวัดสงขลา #เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง #ปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกรณีพิเศษ  #ILOVETHAILAND

ขอบคุณข้อมูล : ผู้สื่อข่าว – ศิริลักษณ์ แคล้วคลาด / ผู้เรียบเรียง – วสันต์พรรษ จำเริญนุสิต

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

สำนักข่าวความมั่นคง

ละหมาดฮายัติ เพื่อสันติสุขที่โรงเรียนธรรมฯ จะนะ

          วันที่ 25 ก.ย.62 ร่วมสังเกตการณ์ กิจกรรมละหมาดฮายัด ณ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิสงขลา เริ่มละหมาด เวลา 10.00 น. มีคนมาร่วมละหมาด ประมาณการ 300 – 400 คน ก่อนละหมาด หะยีอิสมาอีล หมะหลี ผู้จัดการโรงเรียนก็ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการละหมาดในครั้งนี้ เพื่อให้พระเจ้าคุ้มครองให้เกิดความสลามัติ(ความสันติ) ห่างไกลกับสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้น เป็นคำกล่าวสั้นๆ

          จากการสังเกตุและสอบถามผู้ที่มาละหมาด ส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่อำเภอจะนะ เช่นผู้ปกครองนักเรียน ครูและนักเรียนในพื้นที่ รวมทั้งผู้บริหารโรงเรียนใกล้เคียงบางท่านและชาวบ้านในพื้นที่ แต่ไม่มาก รวมทั้งการดูแลความเรียบร้อยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและได้สอบถามผู้ที่มาร่วมนั้น ทุกคนมาตามคำเชิญของผู้จัดการ ร.ร.ธรรมวิทยาฯสงขลาเท่านั้นโดยไม่มีนัยสำคัญ เหตการณ์ทั่วไปปกติ ไม่มีเวทีเสวนา ไม่มีป้ายผ้า ไม่มีคำพูดที่แสดงถึงความไม่พอใจในการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ เสร็จกิจกรรม เวลา 10.30 น. มีการแจกข้าวกล่อง และทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ เหตุการณ์ทั่วไปปกติ

หมายเหตุ ย้อนดูการละหมาดฮายัตในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ปัตตานีเพื่อสันติสุข

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

“หลวงพ่ออ๊อด” วัดสายไหม จัดสร้างเหรียญ รุ่น”เลื่อนสมณศักดิ์พระครูโสภณภัทรเวทย์” ปัจจัยร่วมสร้างวัดสายไหม 2

“หลวงพ่ออ๊อด” วัดสายไหม จัดสร้างเหรียญ รุ่น”เลื่อนสมณศักดิ์พระครูโสภณภัทรเวทย์” ปัจจัยร่วมสร้างวัดสายไหม 2

พระครูปลัดอิทธิพล ปธานิโก หลวงอ๊อด วัดสายไหม ปทุมธานี พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าตำรับวัตถุมงคล “ตะกรุดลูกปืนหยุดมัจจุราช” ท่านเป็นพระนักพัฒนา นักการศึกษา พร้อมสนับสนุนสร้าง อาคารผู้ป่วย โรงเรียน และวัดในถิ่นทุรกันดารมากมาย เป็นพระที่มีเมตตาสูง ทำบุญช่วยสนับสนุนกิจการงานของสงฆ์ เผยแผ่พระพุทธศาสนา จัดอบรมนั่งสมาธิกรรมฐาน เจริญกุศลภาวนา เป็นพระนักพัฒนา และพระนักการศึกษาด้วย ศึกษาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง ปัจจุบันท่านกำลังจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาจุฬาฯ

ด้วยคุณงามความดีที่ท่านทำให้ไว้ในบวรพุทธศาสนาตลอดมา หลวงพ่อจึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ “พระครูโสภณภัทรเวทย์” ยังความปราบปลื้มใจให้บรรดาลูกศิษย์ทั่วทุกสารทิศ เป็นอย่างยิ่ง

หากกล่าวถึงเครื่องราง “ตะกรุดลูกปืน” ต้องนึกถึงหลวงพ่ออ๊อด วัดสายไหม เจ้าตำรับตะกรุดลูกปืนหยุดมัจจุราช ซึ่งต่างทราบกันดีว่าตะกรุดลูกปืนของหลวงพ่อ มีผู้ที่มีประสบการณ์มากมาย ช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากหนักเป็นเบาบ้างก็มี อุบัติเหตุตามท้องถนน จะเห็นตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ หรือทางทีวีอยู่บ่อยครั้ง

ส่วนชนวนมวลสารปลอกลูกปืนนั้น หลวงพ่ออ๊อด ท่านเคยถูกนำมาใช้สร้างเหรียญ หลวงพ่ออ๊อด ปธานิโก (เหรียญรุ่น 1 ) เมื่อปลายปี 2550 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นเวลาถึง 12 ปี เนื้อปลอกลูกไม่เคยถูกนำมาใช้สร้างเหรียญหลวงพ่ออีกเลย ซึ่งในวาระอันเป็นมงคล “เลื่อนสมณศักดิ์ พระครูโสภณภัทรเวทย์”ทางวัดสายไหมได้นำเนื้อปลอกลูกปืนกลับมาใช้สร้างเหรียญ “เลื่อนสมณศักดิ์”อีกครั้ง เพื่อเป็นการแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นเจ้าตำรับตะกรุดลูกปืนหยุดมัจจุราชของ”หลวงพ่ออ๊อด ปธานิโก” เจ้าอาวาสวัดสายไหม

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า “เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์พระครูโสภณภัทรเวทย์” เป็นเหรียญที่ปรารถนาของทุกท่าน โดยเชื่อกันว่า จะช่วยให้ เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้นให้ดียิ่งๆขึ้นไป เป็นที่แสวงหามาครอบครอง ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้าน ประกอบกิจการสิ่งใด ก็สำเร็จทุกๆประการ

สำหรับปัจจัยที่ได้ทั้งหมด หลวงพ่อท่านจะนำไปสมทบทุนสร้างวัดสายไหมแห่งที่ 2 อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุทธยา

ทั้งนี้สั่งจองได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 1 พ.ย.62 สั่งจองได้ที่จุดบูชาวัตถุมงคล วัดสายไหม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และจะทำพิธีพุทธาภิเษก วันที่ 9 พ.ย. 62 จากนั้นให้มารับวัตถุมงคล ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.62 เป็นต้นไป ท่านที่อยู่ไกลทางวัด สามารถจัดส่งให้ได้ สอบถามได้ที่โทร 02-531-2127

////////////