เปิดตัว “LIFE Academy สถาบันพัฒนาวิชาชีพภูมิทัศน์นานาชาติ” ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่จีน “Garden Group China” แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับสากล

เปิดตัว “LIFE Academy สถาบันพัฒนาวิชาชีพภูมิทัศน์นานาชาติ” ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่จีน “Garden Group China” แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับสากล

อาจารย์ปณัฐ สุมาลย์โรจน์ CEO /กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด (PERGOLAR CO.,Ltd.) ร่วมกับ อาจารย์ฐาปนิต โชติกเสถียร (อ.ไม้) CEO /กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์รายา การ์เด้น จำกัด (MURRAYA GARDEN CO.,LTD.) และคุณภูริวัจน์ วรากิติยาวิโรจกุล CEO / กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาบิซาบิ สปีริต จำกัด (Wabisabi Spirit Co.,Ltd.) ร่วมกันเปิดตัว “LIFE Academy สถาบันพัฒนาวิชาชีพภูมิทัศน์นานาชาติ” มิติใหม่วงการภูมิสถาปัตย์ โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์เอื้อมพร วีสมหมาย อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาศตร์ และ อาจารย์สมจิตร์ โยธะคง อาจารย์ประจำสาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนจากฝั่งประเทศจีน นำโดย มิสเตอร์เจิ้ง ถิงเฟิง 郑廷枫 (Mr.Zheng Tingfeng) ผู้ก่อตั้ง 花鸟映 (Huaniao Ying) และ Mr. Xue Tao จาก Garden Group China เจ้าหน้าที่ประสานงานออกแบบต่างประเทศของสมาคมนักจัดสวนจีน และผู้ประกอบการชั้นนำจาก Garden Gathering ท่ามกลางนักออกแบบภูมิทัศน์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจัดสวนชั้นแนวหน้าของไทยและจีนมากกว่า 30 ท่าน ณ DOD Café & Bistro ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569

นับเป็นมิติใหม่วงการภูมิสถาปัตย์ กับการเปิดตัว “LIFE Academy สถาบันพัฒนาวิชาชีพภูมิทัศนนานาชาติ” สถาบันนวัตกรรมทางการศึกษาแห่งใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพและความรู้ด้านภูมิทัศน์อย่างไร้ขีดจำกัดสำหรับทุกช่วงวัย

เนื่องในโอกาสเปิดตัว “LIFE Academy สถาบันพัฒนาวิชาชีพภูมิทัศน์นานาชาติ” อย่างไม่เป็นทางการ (Soft Opening Ceremony) ในครั้งนี้ ได้มีการจับมือครั้งสำคัญกับ Garden Group China กลุ่มสมาคมนักจัดสวนจีนและภูมิทัศน์ชั้นนำจากประเทศจีน โดยการนำของ Mr.Zheng Tingfeng (郑廷枫) ผู้ก่อตั้ง Huaniao Ying (花鸟映) และ Mr.Xue Tao (มิสเตอร์ซู เทา) จาก Garden Group China เจ้าหน้าที่ประสานงานออกแบบต่างประเทศของสมาคมนักจัดสวนจีน และผู้ประกอบการชั้นนำจาก Garden Gathering ร่วมกันจัดงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ “Thailand x China” Landscape Forum 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก “Learning • Friendship • Future” (การเรียนรู้ มิตรภาพ และอนาคต) นับเป็นการร่วมตัวบุคคลากรชั้นนำระดับประเทศ (Landscape & Gardener) ถือเป็นว่าเป็นเวทีระดับนานาชาติครั้งสำคัญที่จะช่วยยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ทางวิชาการ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบภูมิทัศน์ (Landscape Design Knowledge Sharing) เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระยะยาว และวางรากฐานในการพัฒนานวัตกรรมภูมิทัศน์ที่ยั่งยืนร่วมกัน ระหว่างนักออกแบบภูมิทัศน์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจัดสวนชั้นแนวหน้าของไทย นำโดย อาจารย์ปณัฐ สุมาลย์โรจน์, อาจารย์ฐาปนิต โชติกเสถียร, คุณภูริวัจน์ วรากิตติยาวิโรจน์กุล ผู้ก้อตั้งและผู้บริหารสถาบันฯ โดยมีกลุ่มนักออกแบบ และคณาจารย์ภูมิทัศน์ (Landscape) ชั้นนำของไทยและจีน (Introduction of Chinese & Thai Landscape Designers) มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากกว่า 30 ท่าน

อาจารย์ปณัฐ สุมาลย์โรจน์ อาจารย์ฐาปนิต โชติกเสถียร และคุณภูริวัจน์ วรากิติยาวิโรจกุล 3 ผู้ก่อตั้ง “LIFE Academy กล่าวว่า เรา 3 คนรวมตัวกันในนามของ Life Academy ซึ่ง Life Academy ไม่ใช่เป็นแค่สถาบันแค่สอนหรือจัดอบรมเฉยๆ แต่เป็นที่ที่เราแบ่งปันความรู้ แล้วก็แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยอย่างเดียวกัน แต่แบ่งเป็นองค์ความรู้ระดับเอเซียต่อไปถึงระดับ World Wide ครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันเบื้องต้นระหว่าง ไทย จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ สำหรับคุณภูริวัจน์ วรากิติยาวิโรจกุล เป็นนักสวนคนไทยที่จัดสวนสไตล์ญี่ปุ่น และพวกเรามี Connextion ที่ดีกับทางจีนและญี่ปุ่น ซึ่งในอนาคตเราเชื่อว่า การที่เรามีองค์ความรู้ที่ดีในยุคปัจจุบัน รวมไปถึงแหล่งวัตถุดิบ material ต่างๆ รวมไปถึงเทคนิคต่างๆ ที่เพื่อนๆ ค้นพบ ก็จะมาแชร์กันในสถาบันเรา เป็นสื่อกลางตรงไปถึงอาจารย์และนักจัดสวนหลายๆ ท่าน มาสอนแลกเปลี่ยนความรู้ อีกทั้งยังสามารถเชิญนักเรียนจากจีนเข้ามาเรียนรู้กับงานของพวกเราได้ด้วย สำหรับกิจกรรมของเราก็มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำ Workshop พาไปจัดสวน รวมก็งพาไปท่องเที่ยวและดูงานสวนในต่างประเทศ และที่สำคัญคือเป็นการแลกเปลี่ยนกันระหว่างการเรียนการสอนระหว่างเรากับต่างชาติ แบบนี้คือองค์ประกอบรวมๆ ของเรา และในอนาคตอันใกล้ ถ้าใครสนใจเรื่องราวของงานสวน เรื่องราวของการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือเรื่องราวของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้เกี่ยวกับสวน แลนด์สเคปต่างๆ ทางเราก็ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Life Academy

ด้าน มิสเตอร์เจิ้ง ถิงเฟิง (Mr. Zheng Tingfeng) กล่าวว่า ผมมาจากสมาคมนักจัดสวนของจีน Garden 集 (Huayan Ji) พวกเราดำเนินงานเกี่ยวกับสื่อ การอบรม นิทรรศการในสมาคมนักจัดสวน รวมถึงการพัฒนาระบบควบคุมอัจฉริยะสำหรับสวน ซอฟต์แวร์การจัดการสวน และเรายังคัดสรรผลิตภัณฑ์สวนคุณภาพเยี่ยมจากทั่วโลก เพื่อนำเสนอให้กับนักจัดสวนของเรา ในปัจจุบันความต้องการเรื่องสวนของผู้คนมีการยกระดับขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต ไม่เพียงแต่ต้องตอบโจทย์ด้านฟังก์ชันการใช้งานเท่านั้น แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ สเปซ (พื้นที่) และสุนทรียภาพก็ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมากเช่นกัน ภายใต้บริบทนี้ การพัฒนาของอุตสาหกรรมสวนในจีนตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เช่นเดียวกับในประเทศไทย สมาคมนักจัดสวนก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในรอบ 10 ปีนี้เช่นกัน ทุกคนเริ่มเปลี่ยนจากการแสวงหาสไตล์แบบดั้งเดิม มาเป็นการแสวงหาพื้นที่การใช้ชีวิตในสวน ทั้งจีนและไทยต่างจัดอยู่ในระบบวัฒนธรรมตะวันออกเหมือนกัน เราจึงมีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันมากมาย ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา การพัฒนาของอุตสาหกรรมสวนในจีนถือว่ารวดเร็วมาก โดยเราได้สร้างระบบที่ครบวงจรตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงระบบผลิตภัณฑ์ ในจุดนี้ผมรู้สึกว่าระหว่างพวกเรากับนักจัดสวนชาวไทย มีพื้นที่อีกมากมายที่สามารถแลกเปลี่ยนและร่วมกันส่งเสริมการเติบโตร่วมกันได้ การเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับนักจัดสวนชาวไทย มีวัตถุประสงค์แรกคือ หวังว่าจะได้มาเยี่ยมชมโครงการสวนคุณภาพเยี่ยมที่จัดทำขึ้นในไทย และแลกเปลี่ยนกับบริษัทจัดสวนรวมถึงนักจัดสวนระดับแนวหน้าของไทย นำประสบการณ์ดีๆ ของพวกเขามาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันตัวแทนนักจัดสวนชาวจีนที่มาในครั้งนี้ ก็ได้นำกรณีศึกษา ผลงาน และแนวคิดการออกแบบสวนระดับคุณภาพมาแบ่งปันด้วย ผมเชื่อว่าผ่านการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันในลักษณะนี้ จะช่วยส่งเสริมการเติบโตร่วมกันของทุกคนครับ

ส่วน มิสเตอร์ซู เทา (Mr. Xue Tao) กล่าวเสริมว่า ตอนนี้ผมทำหน้าที่เป็นทูตเชื่อมสัมพันธ์แลกเปลี่ยนในอุตสาหกรรมสวนระหว่างจีนและไทย ในประเทศไทยมีนักออกแบบเก่งๆ มากมาย และในครั้งนี้พวกเราก็ได้นำนักออกแบบฝีมือดีส่วนหนึ่งจากจีน เดินทางมาที่ประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนกับทุกคน สำหรับการทำงานและการดำเนินชีวิตในขั้นตอนถัดไป ผมหวังว่าพวกเราจะนำผลิตภัณฑ์คุณภาพ ประสบการณ์การทำสวน รวมถึงระบบหลักสูตรคุณภาพของวิทยาลัยสวนจากประเทศจีน มาแนะนำให้แก่ประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันร่วมกับเพื่อนๆ ทุกคนครับ

สำหรับผู้ที่สนใจในแวดวงการออกแบบภูมิสถาปัตย์ การจัดสวน และสถาปัตยกรรม สามารถติดตามรายละเอียดความเคลื่อนไหวและการบูรณาการความรู้ของสถาบันเพิ่มเติมได้ที่ สถาบัน LIFE Academy สถาบันพัฒนาวิชาชีพภูมิทัศน์นานาชาติ โทร. 02-441-9983 มือถือ 094-563-9924

* ขอขอบคุณ “DOD Café & Bistro” อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม Serving good impression tailor-made for your tales. เสิร์ฟความประทับใจให้กับทุกเรื่องราวของคุณ ที่เอื่้อเฟื้อสถานที่จัดงาน DOD Café & Bistro เปิดบริการทุกวัน (หยุดวันอังคาร) โซนคาเฟ่ เปิด 09.00 – 18.00 น. โซนร้านอาหารเปิด 10.00 – 19.00 ฯ. โทร : 065-242-5611🔸 Line : @dodcafe🔸Facebook : DOD Café & Bistro🔹️ Instagram : dod_cafe.bistro▪️ Tiktok : DOD Cafe & Bistro*


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ CARDFUN ผนึกกำลังรุกตลาด TCG ไทย เปิดตัว “Marvel Hero Rush TCG” ตั้งเป้าขยายฐานคอมมูนิตี้ และขับเคลื่อนยอดขายผ่านร้านค้าทั่วประเทศ

คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ CARDFUN ผนึกกำลังรุกตลาด TCG ไทย เปิดตัว “Marvel Hero Rush TCG” ตั้งเป้าขยายฐานคอมมูนิตี้ และขับเคลื่อนยอดขายผ่านร้านค้าทั่วประเทศ

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย (กรกฎาคม 2569) – บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายการ์ดเกม และสินค้าลิขสิทธิ์แท้ชั้นนำในประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญในความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกับ JASON Anime Development Limited ผู้พัฒนาและผลิตการ์ดเกมระดับสากล ภายใต้แบรนด์ CARDFUN โดยคิดซ์ แอนด์ คิทซ์ ได้รับสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอย่างเป็นทางการ (Official Distributor) ในประเทศไทย พร้อมประเดิมตลาดด้วยการเปิดตัวการ์ดเกมแฟรนไชส์ระดับโลก “Marvel Hero Rush TCG” เพื่อตอบรับกระแสความนิยมในตลาด Trading Card Game (TCG) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

การร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท โดย CARDFUN มีความเชี่ยว ชาญในด้านนวัตกรรมการผลิตการ์ดเกมระดับพรีเมียมและการถือครองลิขสิทธิ์ระดับโลก ขณะที่ คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายและฐานผู้เล่นการ์ดเกมที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไทย แผนการตลาดระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างการรับรู้ และการกระจายสินค้าเชิงรุก โดยปูพรมส่งมอบ “ชุดทดลองเล่น (Demo Decks)” จำนวนกว่า 2 พันชุด ให้แก่ร้านค้าการ์ดพันธมิตรออฟไลน์ทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมทดลองเล่น (Trial Events) และการ์ดสะสมพิเศษอีกกว่า 1 แสนแพ็ค เพื่อนักสะสมและนักเล่นการ์ดเกมโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่

โดยเผยถึงวิสัยทัศน์ในเชิงกลยุทธ์ว่า “การจับมือกับ CARDFUN ในครั้งนี้คือหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด TCG ในประเทศไทย เราไม่ได้มอง Marvel Hero Rush เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อน Ecosystem ของวงการการ์ดเกมในไทย ทั้งการสนับสนุนรายได้ให้แก่ร้านค้าพันธมิตรท้องถิ่นผ่าน ชุดทดลองเล่นกว่า 2 พันชุด และการ์ดไอเท็มพิเศษกว่า 1 แสนแพ็ค เรามั่นใจว่าพล็อตเรื่องที่แข็งแกร่งและระบบเกมที่ยอดเยี่ยมจะสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง”

Mr.Jason ผู้บริหารระดับสูงของ JASON Anime Development Limited กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราเชื่อมั่นในศักยภาพและการบริหารงานของ คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ ว่าจะสามารถถ่าย ทอดคุณค่าและวิสัยทัศน์ของแบรนด์ CARDFUN ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นและการสะสมการ์ดระดับเวิลด์คลาสให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย”

เกี่ยวกับ เจสัน เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (Jason Entertainment Group)
เจสัน เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป (Jason Entertainment Group) คืออาณาจักรความบันเทิงและวัฒนธรรมชั้นนำระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการระบบนิเวศ IP ครบวงจร ด้วยการครอบครองพอร์ตโฟลิโอ IP ระดับมหาชนมากกว่า 500 IP ที่ได้รับอนุญาต บริษัทได้สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาดการ์ดสะสมสำหรับผู้ใหญ่เป็นอันดับ 1 และก้าวขึ้นสู่แบรนด์การ์ดสะสมชั้นนำอันดับ 2 ของประเทศจีน พร้อมสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระยะยาวร่วมกับยักษ์ใหญ่ระดับสากล อย่าง Disney, Universal และค่ายความบันเทิง ระดับท็อปทั่วโลก

ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกลในการยกระดับป๊อปคัลเจอร์ เจสัน เอนเตอร์เทนเมนต์ กรุ๊ป ได้ขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจผ่าน 7 ภูมิภาคหลักทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 26 ประเทศ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การ์ดสะสม, การ์ดเกมต่อสู้ (TCG) ระดับโปร, ฟิกเกอร์ ไปจนถึง Art Toys และในปี 2026 นี้ บริษัทพร้อมประกาศศักดาบนเวทีโลกด้วยการจับมือกับ Marvel เปิดตัวโปรเจกต์ระดับมหากาพย์อย่าง Marvel Hero Rush ตอกย้ำความมุ่งมั่นของผู้นำองค์กรในการสร้างสรรค์นวัตกรรมความบันเทิงที่ไม่หยุดยั้งเพื่อเชื่อมโยงแฟนคลับและส่งมอบประสบ การณ์ทรงคุณค่าให้แก่ผู้เล่นทั่วทุกมุมโลก

เกี่ยวกับ บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด (Kidz & Kitz Co., Ltd.)
บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด คือผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเทรดดิ้งการ์ดเกม (Trading Card Game – TCG) และของเล่นสะสมระดับลิขสิทธิ์แท้ในประเทศไทย ด้วยสัดส่วนการครองตลาดมากกว่า 50% ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้สั่งสมความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ IP (Intellectual Property) ระดับโลกจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่ อาทิ BANDAI, BUSHIROAD, KONAMI, EPOCH และ KAYOU แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกและขับเคลื่อนระบบนิเวศ TCG ครบวงจร (All-in-One TCG Ecosystem) ในประเทศ และมีพันธมิตรร้านค้าการ์ดเกม การ์ดสะสมทั่วประเทศ

ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มุ่งมั่นเปลี่ยนวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์และงานอดิเรก ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์การบริโภคประจำวันของผู้คนทุกช่วงวัย คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ ได้สร้างความแข็งแกร่งผ่านเครือข่ายช่องทางจำหน่าย Omnichannel ทั่วประเทศ ตั้งแต่ร้านค้าปลีกแมสระดับแนวหน้า อย่าง 7-Eleven และร้านหนังสือชั้นนำ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้าถึงฐานผู้เล่น และนักสะสม พร้อมมุ่งสู่อนาคตด้วยการผสมผสานนวัตกรรม Smart Vending, AI Marketing และศูนย์กลางชุมชน (Community Hub) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป๊อปคัลเจอร์ไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

สมาคมตำรวจ จัดกิจกรรม CSR เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในพื้นที่ป่าละอู โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู

สมาคมตำรวจ จัดกิจกรรม CSR เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในพื้นที่ป่าละอู โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู โดยได้มอบอุปกรณ์การศึกษา,การกีฬา และทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียน พร้อมตรวจรักษาโรค และจัดทำทันตกรรมตรวจรักษาฟันฟรีให้แก่นักเรียนและพี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ชนบท พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ชาวบ้านยากจน 150 ครอบครัว

พลตำรวจเอก สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 หลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม รุ่นที่ 1, รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 ของสมาคมตำรวจได้ร่วมกับหน่วยงานราชการและภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ดังนี้ กองทัพอากาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สมาคมตำรวจ, หลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคมสำหรับผู้บริหารระดับสูง, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กองบิน 5, โรงพยาบาลเกษมราษฏร์, โรงพยาบาลหัวหิน, รพ.สต. ห้วยสัตว์ใหญ่, BANGKOK CHAIN DENTAL COMPANY LIMITED, BETTY SMILE DENTAL CLINIC. การไฟฟฟ้าส่วนภูมิภาค. สายการบินแอร์เอเซีย. บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

จัดกิจกรรม CSR เพื่อสาธารณะประโยชน์ ในพื้นที่ป่าละอู โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู โดยได้มอบอุปกรณ์การศึกษา, การกีฬา และทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนพร้อมตรวจรักษาโรค และจัดทำทันตกรรมตรวจรักษาฟันฟรี ให้แก่นักเรียนและพี่น้องประชาชนที่ขาดโอกาสในพื้นที่ชนบท พร้อมมอบถุงยังชีพให้แก่ชาวบ้านยากจน 150 ครอบครัว นำโดย พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น นายกสมาคมตำรวจ, พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ประธานหลักสูตรวัคชีนชีวิต, พลอากาศเอกพันธ์ภักดี พัฒนกุล อดีต ผบ.ทอ. ประธานที่ปรึกษาหลักสูตรวัคซีน, พล.ต.ต.สุรศักดิ์ เลาหพิบูรณ์กุล ผอ.หลักสูตรวัคซีน, คุณอภิษฏา คันธา นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ, ทพญ.ดร.เสาวนีย์ มิตตะธรรมากุล, ดร พรสุดา หาญพานิชย์, คุณวรวิทย์ เจนทนากุล, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด., นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, นาวาอากาศเอก รัตนศักดิ์ โพธิ์แก้ว ผู้บังคับการกองบิน 5 พร้อมด้วย ดร.กรรณิกา โพธิ์แก้ว ประธานชมรมคู่สมรสทหารอากาศ กองบิน 5, นาวาอากาศเอก สุทธิวัฒน์ บุญชู เสนาธิการกองบิน 5 รองประธานชมรมคู่สมรสทหารอากาศ กองบิน 5 และกำลังพลกองบิน 5 ร่วมจัดฯ และให้การสนับสนุน กิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือของมวลชนทุกภาคส่วนเพื่อความมั่นคง ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งกองทัพอากาศมอบหมายให้กองบิน 5 เป็นหน่วยรับผิดชอบสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม ร่วมกับ หลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1, 2 และ 3 ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในโอกาสนี้ คุณอภิษฎา คันธา นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ เป็นผู้แทนกองทัพอากาศเข้าร่วมกิจกรรม โดยมี พลตำรวจเอก สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ และประธานหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้เข้ารับการอบรม วชส.1,2 และ 3 ร่วมดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ช่วยเหลือสังคม

ภายในงานมีกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและนักเรียนในพื้นที่อย่างหลากหลาย อาทิ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่, การตรวจรักษาโรคทั่วไป, บริการทันตกรรม, ตัดผม, การแสดงของนักเรียน, การแสดงดนตรีสันทนาการ, การวาดภาพระบายสี, การจัดแสดงและให้ความรู้เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (UAV), การมอบทุนการศึกษา, เงินสนับสนุนอาหารกลางวัน, อุปกรณ์การเรียน, ถุงยังชีพ, น้ำดื่ม, ผ้าห่มกันหนาว, ของรางวัลสำหรับกิจกรรมสันทนาการ การจัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน และการจัดแสดงเครื่องบินเล็กบังคับวิทยุ (RC Aircraft) เพื่อสร้างความรู้ ความประทับใจ และแรงบันดาลใจด้านเทคโนโลยีการบินแก่เยาวชน

การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กองทัพอากาศ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจตะเวนชายแดน, สมาคมตำรวจ หลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม, หน่วยงานภาครัฐ, ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ในการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน และส่งเสริมความร่วมมือของมวลชนเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

KT OPTIC และ RODENSTOCK เปิดตัว ColorMatic® Dark ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ชูเทรนด์เลนส์ที่ผสานการมองเห็นและแฟชั่นเลนส์ปลี่ยนสี พร้อมรุกตลาดพรีเมียมครึ่งปีหลัง

KT OPTIC ร่วมกับ RODENSTOCK ผู้ผลิตเลนส์แว่นตาจากประเทศเยอรมนี เปิดตัว ColorMatic® Dark เลนส์เปลี่ยนสีอัตโนมัติรุ่นใหม่ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องสลับการใช้ชีวิตระหว่างภายในอาคาร กลางแจ้ง และการเดินทาง พร้อมขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เลนส์ระดับพรีเมียมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ทั่วโลกมีประชากรอย่างน้อย 2.2 พันล้านคนที่มีภาวะบกพร่องทางการมองเห็นหรือสูญเสียการมองเห็น โดยอย่างน้อย 1 พันล้านคนเป็นกรณีที่สามารถป้องกันได้หรือยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม สะท้อนความสำคัญของการตรวจสายตา การเลือกเลนส์ และการดูแลดวงตาอย่างถูกต้อง

นายชัชวาลย์ วณิชไพสิฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยออพติค จำกัด หรือ KT OPTIC กล่าวว่า ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความคมชัด แต่ครอบคลุมถึงความสบายตา การปกป้องดวงตา และความเหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิต “เลนส์ที่มีเทคโนโลยีสูงจะให้ประสิทธิภาพได้เต็มที่เมื่อผ่านกระบวนการตรวจวัดและประกอบอย่างเหมาะสม ตั้งแต่การประเมินค่าสายตา พฤติกรรมการใช้สายตา ระยะการทำงาน ตำแหน่งการมอง ไปจนถึงการวัดค่าประกอบกรอบและการปรับแว่นหลังส่งมอบ กระบวนการเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความคมชัดและความสบายในการสวมใส่”

นายชัชวาลย์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความไว้วางใจของผู้บริโภคเกิดจากมาตรฐานการให้บริการที่สม่ำเสมอและคำแนะนำที่เหมาะกับแต่ละบุคคล” KT OPTIC จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและกระบวนการตรวจวัด ตัด ประกอบ และปรับแต่งแว่นอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นายโกมล แรงกล้า General Manager, RODENSTOCK Thailand กล่าวว่า ColorMatic® Dark ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันที่ต้องทำงาน เดินทาง และทำกิจกรรมในสภาพแสงแตกต่างกันตลอดวัน “จากการติดตามพฤติกรรมของตลาด RODENSTOCK พบว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจเลนส์เปลี่ยนสีมากขึ้น เพราะต้องการความสะดวกในการใช้แว่นเพียงคู่เดียวสำหรับหลายกิจกรรม ควบคู่กับความสบายตา การป้องกันรังสี UV และภาพลักษณ์ที่เข้ากับการแต่งตัว ColorMatic® Dark จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของคนไทยในปัจจุบัน”

กลุ่มผลิตภัณฑ์ ColorMatic® ประกอบด้วย ColorMatic® Dark และ ColorMatic® X โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ ColorMatic® ประกอบด้วย ColorMatic® Dark เลนส์เปลี่ยนสีที่เปลี่ยนสีเข้มขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง และยังสามารถเปลี่ยนสีได้แม้ขณะอยู่ในรถ ในขณะที่ ColorMatic® X ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ปรับตัวตามสภาพแสงได้อย่างลงตัว โดยทั้งสองรุ่นช่วยจะปกป้องดวงตาจากรังสี UVA และ UVB ได้ 100% พร้อมมอบความสะดวกสบายด้วยการรวมคุณสมบัติของแว่นสายตาและแว่นกันแดดไว้ในคู่เดียว ลดความยุ่งยากในการพกพาและสลับแว่นระหว่างวัน

ภายในงาน เจี๊ยบ–ลลนา ก้องธรนินทร์ ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะผู้บริโภคที่มีกิจกรรมหลากหลายทั้งภายในและภายนอกอาคารว่า การเลือกเลนส์เปลี่ยนสีควรพิจารณามากกว่าดีไซน์ เพราะคุณภาพของเลนส์มีผลต่อทั้งการมองเห็น การปกป้องดวงตา และความสะดวกในการใช้ชีวิต “ในแต่ละวันเราต้องเจอกับสภาพแสงที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา เลนส์เปลี่ยนสีที่มีคุณภาพช่วยลดแสงจ้า ป้องกันรังสี UV พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาสายตาไปในคราวเดียวกัน ช่วยลดขั้นตอนการสลับแว่นไปมา จึงเหมาะกับคนที่ต้องทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ”

การเปิดตัว ColorMatic® Dark เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่าง KT OPTIC และ RODENSTOCK ในการเพิ่มทางเลือกของเลนส์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค โดย KT OPTIC ดูแลด้านการตรวจวัด การให้คำแนะนำ และการตัดประกอบแว่น ขณะที่ RODENSTOCK สนับสนุนด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเลนส์

อัปเดตข้อมูลข่าวสารและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ KT OPTIC : https://www.facebook.com/KTopticofficialpage  
Rodenstock Thailand : https://www.facebook.com/RodenstockTH
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
องค์การอนามัยโลก : World report on vision
RODENSTOCK : ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ColorMatic®


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ร่วมกตัญญู จับมือ YAMAHA จัดอบรมยกระดับทักษะ “การดูแลเครื่องยนต์เรือกู้ภัย” เสริมความพร้อมรับมืออุทกภัย

“ร่วมกตัญญู จับมือ YAMAHA จัดอบรมยกระดับทักษะ “การดูแลเครื่องยนต์เรือกู้ภัย” เสริมความพร้อมรับมืออุทกภัย

วันที่ 1-2 สิงหาคม 2569 ที่อาคารใหญ่ มูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมกับ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (YAMAHA OUTBOARD MOTOR) จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติต่างๆ ในหลักสูตร “RESCUE TRAINING: การดูแลและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เรือกู้ภัย” เพื่อยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่,อาสาสมัครฯ และพี่น้องขุนพลรวงข้าว ทีมกองเรือRKU.ในการปฏิบัติงานกู้ภัยทางน้ำให้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

การฝึกอบรมในครั้งนี้เน้นทั้ง ภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติจริง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก YAMAHA OUTBOARD MOTOR มาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคเฉพาะทาง ประกอบด้วย

  • การตรวจเช็กความพร้อมก่อนใช้งาน : เทคนิคการตรวจสอบเครื่องยนต์และระบบต่างๆ ให้พร้อม ในทุกสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
  • การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การดูแลเครื่องยนต์เรือติดท้าย (Outboard Motor) หลังเสร็จสิ้นภารกิจ เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดความเสี่ยงเครื่องยนต์ขัดข้องกลางคราว
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า :วิธีวิเคราะห์และแก้ไขอาการเสียเบื้องต้นเมื่อเจอปัญหาน้ำเข้าเครื่องยนต์ หรือระบบจ่ายน้ำมันขัดข้องขณะปฏิบัติการในพื้นที่จริง

มูลนิธิร่วมกตัญญู มุ่งมั่นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน “ในการปฏิบัติการกู้ภัยทางน้ำ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติน้ำท่วม เครื่องยนต์เรือเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญ หากเครื่องยนต์มีปัญหาแม้เพียงวินาทีเดียว อาจหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งของประชาชนและทีมกู้ภัย การได้รับการสนับสนุนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง” เป็นการตอกย้ำความร่วมมืออันดีระหว่างภาคเอกชนและองค์กรสาธารณกุศล ที่มุ่งมั่นพัฒนาทักษะบุคลากรและเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัย เพื่อให้ทุกภารกิจการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

มูลนิธิร่วมกตัญญู #YamahaOutboardMotor #YamahaRescueTraining #ทีมกู้ภัยทางน้ำRKU. การดูแลเครื่องยนต์เรือ #กองเรือกู้ภัยRKU.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ขจรศักดิ์” ผู้บริหาร บจก.ฐาปนินทร์ จัดบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ย้ำความผูกพันยาวนานกว่า 30 ปี

“ขจรศักดิ์” ที่ปรึกษา สนท. ผู้บริหาร บจก.ฐาปนินทร์ ผู้สร้างป้ายสมาคมยุคเริ่มแรก จัดบวงสรวงใหญ่พระสยามเทวาธิราช ย้ำความผูกพันยาวนานกว่า 30 ปี

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระ บรมราชูปถัมภ์ (สนท.) ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงถวายผลไม้แด่ องค์พระสยามเทวาธิราช เพื่อความเป็นสิริมงคล ณ ที่ทำการสมาคมฯ

พิธีดังกล่าวได้รับเกียรติจาก คุณขจรศักดิ์ จิรรัตน์จรัสธร ประธานบริหาร บริษัท ฐาปนินทร์ จำกัด และที่ปรึกษาสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะกรรมการบริหาร ที่ปรึกษา สมาชิก และสื่อมวลชนจากหลายสำนัก เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ในโอกาสนี้ ผู้บริหารจาก บริษัท ฐาปนินทร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานสแตนเลสชั้นนำของประเทศ และเป็นผู้จัดสร้างบุษบกประดิษฐานองค์พระสยามเทวาธิราชของสมาคมฯ ได้มอบภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ฉลุบนแผ่นสแตนเลสอันทรงคุณค่า ให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน เพื่อเป็นที่ระลึก

สำหรับ บริษัท ฐาปนินทร์ จำกัด มีความผูกพันกับสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอาคารสมาคมฯ โดยบริษัทฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดทำป้ายสแตนเลสและงานตกแต่งตามห้องต่างๆ ภายในอาคาร รวมทั้งป้ายชื่อสมาคมฯ และป้ายพิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทยและหอนาฬิกาสแตนเลส บริเวณภายนอกอาคาร ต่อมา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2567 บริษัทฯ ยังได้สนับสนุนการจัดสร้าง “บุษบกสแตนเลส” เพื่อประดิษฐานองค์พระสยามเทวาธิราช อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของสมาชิกสมาคมฯ และผู้ที่เคารพศรัทธาอีกด้วย

#บุษบกพระสยามเทวาธิราช #บจก.ฐาปนินทร์ #สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบ สตม.รวบหนุ่มจีนคาบ้านพักสมุทรสาคร หนีคดีฉ้อโกงเซินเจิ้น-แอบอยู่เกิน 126 วัน

สืบ สตม. รวบหนุ่มจีนคาบ้านพักสมุทรสาคร หนีคดีฉ้อโกงเซินเจิ้น-แอบอยู่เกิน 126 วัน

ตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.),พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับ การสืบสวนสอบสวน สตม. และ พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.ฯ ปรก.บก.สส.สตม. ให้เร่งสืบสวนติดตามจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายและผู้ต้องหาตามหมายจับต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก. สส.สตม. พร้อมด้วย พ.ต.ท.วิทยา ทองผึ้ง รอง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ พ.ต.ต.จุรินทร์ชาติ โสตะ สว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. ร่วมกันจับกุม MR. XIE (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี สัญ ชาติจีน ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (อยู่เกิน 126 วัน” และเป็นบุคคลตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐานฉ้อโกง ตามหมายจับของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เขตหลงก่าง เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ลงวันที่ 15 กันยายน 2566

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่ทราบว่า ผู้ต้องหาหลบพักอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ถนนพระราม 2 ต.บางน้ำจืด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงเข้าตรวจสอบและพบตัว ก่อนแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและตรวจสอบเอกสารการเดินทาง ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 แต่ไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยตามกำหนด ทำให้มีสถานะอยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) เป็นเวลา 126 วัน

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิตามกฎหมาย และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมประสานการดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับหมายจับของทางการสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อไป

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในการติดตามผู้ต้อง หาตามหมายจับต่างประเทศ และมุ่งมั่นดำเนินการกวาดล้างคนต่างด้าวที่กระทำความผิดและหนีมากบดานในไทย ตามนโยบาย “ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งหลบซ่อนของอาชญากรข้ามชาติ”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บช.ปส.ขยายผลเคสหิ้วไอซ์ซุกในซองกาแฟเข้าญี่ปุ่น รวบแก๊งค้ายาชาวเวียดนาม ตั้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ

บช.ปส.ขยายผลเคสหิ้วไอซ์ซุกในซองกาแฟเข้าญี่ปุ่น รวบแก๊งค้ายาชาวเวียดนาม ตั้งข้อหาอาชญากรรมข้ามชาติ

สืบเนื่องมาจาก ที่ปรากฏข่าวหญิงไทยรับจ้างหิ้วของเข้าประเทศญี่ปุ่น ถูกทางการญี่ปุ่นตรวจพบ เป็นยาเสพติดประเภทไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟสำเร็จรูป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ. ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร.ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ดำเนินการสืบสวนขยายผลคดีนี้ให้ถึงที่สุด เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคม

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ได้นำทีมสืบสวนสอบสวน พร้อมแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช. ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.ธีระ ทองระยับ ผบก.ปส.4 และ พล.ต.ต.วันชนะ บวรบุญ ผบก.ขส.,ทางการญี่ปุ่น และสำนักงาน ป.ป.ส.ร่วมสืบสวนขยายผลจนทราบว่ากลุ่มผู้ห้องหาเป็นชาวเวียดนามร่วมกันก่อเหตุมีลักษณะเป็นขบวนการกระทำความผิดร้ายแรงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บช.ปส. จึงได้รับเป็นคดีการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญา กรรมข้ามชาติ พร้อมขออนุมัติศาลออกหมายจับ และสามารถจับกุมตัว น.ส.โฮ (นามสมมติ) สัญชาติเวียดนาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้โอนเงินค่าจ้างหิ้ว ให้กับ น.ส.จุฑาทิพย์ (นามสมมติ) หญิงไทยที่ถูกจับกุมที่ญี่ปุ่น โดยสามารถจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา

จากการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมทราบว่า น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กรับจ้างหิ้วของไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการติดต่อว่าจ้างจากบุคคลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ING ING” ให้หิ้วพัสดุไปยังประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งกล่องพัสดุผ่านบริการขนส่งเอกชนมาให้ น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ภายในกล่องดังกล่าวมีการนำไอซ์ ซุกซ่อนไว้ในซองกาแฟสำเร็จรูป ปะปนกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปเพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ คณะทำงานได้สืบ สวนจนทราบผู้ที่ใช้บัญชีแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อ “ING ING” คือ นายแบง (นามสมมติ) สัญชาติเวียดนาม จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 อย่างไรก็ตาม พบว่านายแบง (นามสมมติ) ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2569 คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้รับแจ้งประสานจากทางการประเทศญี่ปุ่นว่า อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ส.จุฑาทิพย์ฯ และจะส่งตัวเดินทางกลับประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 1 ส.ค.2569 พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. จึงได้สั่งการด่วนให้คณะทำงานประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมรับตัว น.ส.จุฑาทิพย์ฯ และเชิญตัวมายัง บช.ปส. เพื่อบันทึกถ้อยคำและรวบรวมพยานหลักฐาน

ล่าสุดในวันที่ 1 ส.ค. 2569 ณ บช.ปส. นำโดย พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พร้อมด้วย พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ธนรัชต์ สอนกล้า,พล.ต.ต.วรพจน์ ดิษยบุตร รอง ผบช. ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 และ พล.ต.ต.วัสสา วัสสานนท์ ผบก.อก.บช.ปส. ได้ร่วมรับตัวและสอบปากคำ น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบหลักผู้ที่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ได้ทั้ง หมด เบื้องต้น น.ส.จุฑาทิพย์ฯ ได้ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นๆ ที่คณะทำงานได้รวบรวมไว้ก่อนหน้านี้

พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานสืบสวนสอบสวนได้ออกหมายจับเครือข่ายชาวเวียดนามที่ก่อเหตุแล้วจำนวน 2 หมาย สามารถจับกุมได้ 1 คน และอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 1 คน ในข้อหา “การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” และคาดว่าจะสามารถขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้ในเร็วๆ นี้

บช.ปส. ขอเตือนภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มีพฤติกรรมรับฝากหรือรับหิ้วของเดินทางระหว่างประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉา ชีพหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ที่แอบแฝงซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมายในสัมภาระ ซึ่งอาจทำให้ท่านตกเป็นผู้ต้องหาและถูกดำเนินคดีทางอาญาโดยไม่รู้ตัว หากพบเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่ บช.ปส. หรือ สายด่วน ตร.1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มหาดไทย แถลงใหญ่จัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ขนสินค้ากว่า 2,000 ร้านค้า ชู 4 โซนใหม่ ตั้งเป้าเงินสะพัด 800 ล้านบาท

นนทบุรี – กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดแถลงข่าวการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน” เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เปิดโอกาสให้ประชา ชนได้นำสิทธิ์ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาใช้เป็นส่วนลดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP คุณภาพระดับพรีเมียม ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเม็ดเงินตรงสู่ผู้ผลิตและช่างฝีมือในระดับท้องถิ่น โดยคาดการณ์ว่าการนำสิทธิ์ดังกล่าวมาใช้ร่วมกับกิจกรรมภาย ในงานจะสร้างเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ ลาน The Hill ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ จังหวัดนนทบุรี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว ร่วมกับ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ พิมประภา ตั้งประภาพร นักร้องนักแสดงชื่อดังในฐานะพรีเซนเตอร์ประจำปี 2569 โดยมีผู้บริหารและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยยกระดับ OTOP จากโครงการเพิ่มรายได้สู่การสร้าง “ผู้ประกอบการไทยรุ่นใหม่” ที่แข่งขันได้ในระดับสากล ผ่านระบบ OTOP One Stop Service ครอบคลุมการรับรองมาตรฐาน Fast Track การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และการสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมขับเคลื่อน 4 มิติหลัก ได้แก่ การผลิต การตลาด เทคโนโลยี และการเงิน เพื่อยกระดับแบรนด์ Made in Thailand ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ

ด้าน นายสยาม ศิริมงคล กล่าวเสริมว่า งานในปีนี้รวบรวมร้านค้ากว่า 2,000 ร้านค้า ทั้งผลิต ภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ OTOP 5 ประเภท OTOP ชวนชิม และเปิดตัว 4 โซนไฮไลท์ใหม่ ได้แก่ :

  1. OTOP MuTelu: นำเสนอเครื่องราง ศิลปะสายมู และภูมิปัญญาความเชื่อในดีไซน์ร่วมสมัย
  2. OTOP Craft & Design : งานหัตถกรรมผสมผสานนวัตกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน
  3. OTOP Luxury: เครื่องประดับและอัญมณีเกรดพรีเมียม เพื่อการเจรจาธุรกิจแบบ B2B
  4. OTOP Spirits Tasting : คัดสรรเครื่องดื่มพื้นบ้านเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเปิดตลาดใหม่

นอกจากนี้ยังมีการบริการชอปปิ้งออนไลน์บริการส่งตรงถึงบ้านคุณ และประชาชนยังสามารถใช้สิทธิ์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” มาเป็นส่วนลดภายในงานได้อีกด้วย งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

พิมประภา ตั้งประภาพร พรีเซนเตอร์ประจำปี 2569 ซึ่งเดินทางมาร่วมงานในชุดผ้าไทยดีไซน์ร่วมสมัย ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงาน และเป็นสื่อกลางในการนำเสนอเสน่ห์อันมีเอกลักษณ์ของผ้าไทยสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมให้ทัศนะว่า ปัจจุบันทั้งผ้าไทยและผลิตภัณฑ์ OTOP มีการยกระดับอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านการออกแบบ โทนสี รูปลักษณ์ และฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการถักทอความภาคภูมิใจและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ไปด้วยกัน ในงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 พื้นที่ที่รวบรวมเสน่ห์แห่งผ้าไทยและอัตลักษณ์ชุมชนทั่วประเทศมาให้คุณได้ ชม ชิม ช้อป กันอย่างเต็มอิ่ม พร้อมใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” ได้อย่างคุ้มค่า ระหว่างวันที่ 8–16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มาร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฝีมือชาวบ้านโดยตรง เพราะผ้าทุกผืนและสินค้าทุกชิ้นที่คุณเลือก ไม่เพียงแต่ส่งต่อความสุขให้แก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการสืบสานคุณค่าของแผ่นดิน และต่อลมหายใจให้แก่เศรษฐกิจชุมชนไทยทั่วทุกทิศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปลัด “นัทรียา” ดัน CCC สู่ Big Data ด้านการออกกำลังกายระดับประเทศ เชื่อมข้อมูล–สร้างแรงจูงใจ ตั้งเป้าคนไทย 50% ขยับร่างกายสม่ำเสมอ

ปลัด “นัทรียา” ดัน CCC สู่ Big Data ด้านการออกกำลังกายระดับประเทศ เชื่อมข้อมูล–สร้างแรงจูงใจ ตั้งเป้าคนไทย 50% ขยับร่างกายสม่ำเสมอ

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน “Move Together Day: CCC Festival” ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พร้อมประกาศเดินหน้ายกระดับ “Calories Credit Challenge: CCC” ระยะที่ 3 สู่การเป็น Big Data Platform ด้านการออกกำลังกายของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านกีฬาและสุขภาพให้แม่นยำและตอบโจทย์ประชาชนมากยิ่งขึ้น

นางสาวนัทรียาฯ กล่าวว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในยุคดิจิทัล ซึ่ง CCC ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านสุขภาพเข้าด้วยกัน

“วันนี้ CCC ไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกการออกกำลังกาย แต่เรากำลังพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มกลางของประเทศ ที่สามารถนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อประชา ชนและการบริหารนโยบายของภาครัฐ เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้คนไทยออกกำลังกายมากขึ้น และทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” นางสาวนัทรียาฯ กล่าว

สำหรับการพัฒนา CCC ระยะที่ 3 กระทรวงฯ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มุ่งยกระดับระบบให้สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลจากแอปพลิเคชันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนในมิติต่าง ๆ ทั้งพื้นที่ ช่วงวัย และกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบนโยบาย มาตรการ และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงกับความต้องการและพฤติกรรมของประชาชนในแต่ละกลุ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังได้เปิดตัว แอปพลิเคชัน CCC เวอร์ชันใหม่ ที่พัฒนาฟีเจอร์และประสบการณ์การใช้งานให้สะดวกและสนุกยิ่งขึ้น รองรับการสร้างกิจกรรมและ Challenge การออกกำลังกายในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นกิจกรรมที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งก้าวสำคัญคือการสร้าง “CCC Community” พื้นที่สำหรับเชื่อมโยงสมาชิกและเครือข่ายคนรักสุขภาพทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างกิจกรรม และชวนกันออกกำลังกาย เพื่อขยายจากการสร้างสุขภาพในระดับบุคคลไปสู่การสร้าง “สังคมแห่งการออกกำลังกาย” ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้

นางสาวนัทรียาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการ CCC สอดคล้องกับบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้ คนไทยอย่างน้อยร้อยละ 50 ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอภายในปี 2570 ซึ่งการจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโน โลยี ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ ตลอดจนความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน

การจัดงาน “Move Together Day: CCC Festival” จึงไม่เพียงเป็นการเปิดตัว CCC ระยะที่ 3 แต่ยังเป็นพื้นที่ถ่ายทอดแนวคิด “ขยับไปด้วยกัน” สู่การปฏิบัติ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและเครือข่ายด้านสุขภาพได้ทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบ การณ์ และร่วมสร้างวัฒนธรรมการออกกำลังกายให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

“เราอยากเห็นเทคโนโลยีและข้อมูลถูกนำมาใช้เพื่อทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม CCC ระยะที่ 3 จึงเป็นมากกว่าการพัฒนาแอปพลิเคชัน แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลการออกกำลังกายของประเทศ เชื่อมคน เชื่อมข้อมูล และเชื่อมความร่วมมือ เพื่อให้คนไทยทุกวัยเข้าถึงการออกกำลังกายได้ง่ายขึ้น สนุกขึ้น และทำได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายปลายทางคือ คนไทยแข็งแรง และประเทศไทยก้าวสู่สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน” นางสาวนัทรียาฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน