ผวา 2 พนักงานหนุ่มถูกชายวิตกจริตใช้ขวานจะฟัน โชคดีรอดมาได้

เพชรบุรี – ผวา 2 พนักงานหนุ่มถูกชายวิตกจริตใช้ขวานจะฟันโชคดีรอดมาได้ นอภ.ชะอำ สั่งการด่วน ฝ่ายปกครอง ตร.รวบชายวิกลจริตเข้าบำบัดค่ายทหาร มทบ15 ระยะ1-3เดือน

จากกรณี เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 2 ส.ค. นายศิวัช เรืองฤทธ์ อายุ 16 ปี และภัทรชนน คำมา อายุ 24 ปี 2 พี่น้อง เป็นพนักงาน Anda Cafe 2026 & บ่อตกปลาเพชรบุรี ในพื้นที่ ม.2 บ้านบางเก่า ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี
เยาวชนอายุ 16 ปี และอายุ 24 ปี 2 พนักงาน Anda Cafe 2026 & บ่อตกปลาเพชรบุรี ในพื้นที่ ม.2 บ้านบางเก่า ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เล่าว่าถูกชายปริศนา 1 คน อายุประมาณ 30-35 ปี ยืนฟังเพลงอยู่ริมถนน บริเวณทางเข้าหมู่บ้านบางเก่า จะก่อเหตุใช้ขวานจะฟันตนเองขณะขี่รถจักยานยนต์ ฮอนด้าเวฟสีดำ ไปส่งอาหารให้ลูกค้าภายในหมู่บ้าน โชคดีรอดมาได้หวุดหวิด จึงวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ เนื่องจากหวั่นเกิดอันตรายแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านบางเก่าได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ ได้สั่งการให้ นายทัศนัย พวงบุปผา ปลัดอำเภอฝ่ายปก ครอง นำกำลัง อส.กองร้อยที่ 3 อำเภอชะอำ ร่วมกับ ตำรวจชะอำ และผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 บ้านบางเก่า เข้าตรวจสอบและควบคุมตัวชายวิตกจริต จำนวน 1ราย ทราบชื่อคือ นายวีรยุทธ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เป็นชาวบ้าน ม.2 บ้านบางเก่า ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ภายในบ้านพักที่อยู่ติดกับกำแพงหลังโรงเรียนบ้านบางเก่า หลังจากพยายามก่อเหตุใช้ หวานฟัน 2 พนักงาน เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำส่งตรวจบำบัดรักษาอาการให้ดีขึ้นที่ โรงพยาบาลชะอำ และป้องกันการเกิดเหตุอาชญากรรมให้ชาวบ้านในพื้นที่ นายอำเภอฝากถึงประชาชน หากพบเห็นเหตุลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งตรงได้ที่ว่าการอำเภอชะอำหรือสายด่วน นายอำเภอชะอำ

นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางปกครองตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยยของพี่น้องประชาชนและนักเรียนในโรงเรียน ได้สั่งการให้ปิดการเรียนการสอน1วัน ก่อนสั่งการให้ปลัดฝ่ายความมั่งคงอำเภอชะอำ นำกำลังกองร้อย อส.ที่3 ชะอำ บูรณาการร่วมกับ ตำรวจ ลงพื้นที่นำตัวชายวิกลจริตรายดังกล่าวไปคัดกรองก่อนประสานกับ ผอ.รพ.ชะอำ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี ให้คัดกรองและส่งตัวชายวิกลจริตที่ค่อนข้างจะรุนแรงรายนี้ไปเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูที่ ค่าย มทบ.15 จ.เพชรบุรี หรือเรือนจำจังหวัดเพชรบุรี เพื่อให้บุคลดังกล่าวนี้อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ในระยะเวลา 1-3 เดือน แล้วแต่ความรุนแรงของแพทย์ที่ประเมินออกมา ซึ่งกรณีเคสดังกล่าวไม่ใช้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่อำเภอชะอำ ทางฝ่ายปกครองไม่ได้นิ่งนอนใจถึงเรื่องดังกล่าว

ฝากถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่หากพบเห็นบุคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมีวิกลจริตแบบนี้ ที่อาจจะก่ออันตรายต่อพี่น้องประชาชนได้ สามารถแจ้งได้ที่ ที่ว่าการอำเภอชะอำ หรือ นายอำเภอชะอำโดยตรง 0861616156จะได้ดำเนินการแก้ไข จัดการได้อย่างทันท่วงที เพื่อไม่ให้บุคลเหล่านี้ไปสร้างความเดือดร้อนรำคาณแก่พีน้องประชาชนต่อไป


//// บรรณรต จ.เพชรบุรี

สุชาติ รมว.ทส. ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ติดตามช่วยเหลือ “ช้างสีดอทองม้วน – ลูกช้างพลัดหลง” เน้นย้ำ รักษาตามหลักวิชาการ มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพช้างและความปลอดภัยทุกฝ่าย

สุชาติ รมว.ทส. ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ติดตามช่วยเหลือ “ช้างสีดอทองม้วน – ลูกช้างพลัดหลง” เน้นย้ำ รักษาตามหลักวิชาการ มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพช้างและความปลอดภัยทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือช้างป่า “สีดอทองม้วน” และลูกช้างป่าพลัดหลง ณ อุทยานแห่งชาติไทรโยค พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) นายสุทธิชัย โผภูเขียว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และนายพีร พวงมาลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน

โอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบนโยบายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยกระดับศักยภาพทีมสัตวแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือและรักษาสัตว์ป่า พร้อมกล่าวขอบคุณทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แม้จะเป็นภารกิจที่ยากและมีความเสี่ยงสูง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯ จะสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ช้างทั้งสองมีโอกาสรอดชีวิตและได้รับการดูแลที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ นายสุชาติ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการรักษาช้างตามหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด โดยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ประสานการทำงานร่วมกับสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง จัดเตรียมยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำ และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เพียงพอ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งให้บูรณาการการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ควบคุมพื้นที่ปฏิบัติงานไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ตลอดจนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้ดูแล และประชาชน รวมทั้งสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง และรายงานปัญหาหรืออุปสรรคให้ผู้บริหารรับทราบโดยทันที เพื่อพิจารณาสั่งการอย่างเร่งด่วน

สำหรับกรณีลูกช้างป่าพลัดหลง รัฐมนตรีฯ ได้กำชับว่า เมื่อลูกช้างมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์แล้ว ให้เตรียมความพร้อมและวางแผนนำกลับคืนสู่โขลงตามหลักวิชาการ โดยติดตามพฤติกรรมและตำแหน่งของโขลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกช้าง ช้างในโขลง เจ้าหน้าที่ และประชาชนเป็นสำคัญ หากไม่สามารถนำลูกช้างกลับคืนสู่โขลงได้ หรือพบอุปสรรคที่อาจกระทบต่อความปลอดภัย ให้ประสานผู้เชี่ยวชาญร่วมกำหนดแนวทางที่เหมาะสม พร้อมรายงานผู้บริหารโดยทันที

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า การช่วยเหลือช้างป่าทั้งสองกรณีเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา จึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือ ทั้งการอำนวยความสะดวก การเฝ้าระวัง และไม่รบกวนพื้นที่ปฏิบัติงาน ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ

สำหรับช้างป่า “สีดอทองม้วน” เป็นช้างเพศผู้ อายุประมาณ 50 ปี น้ำหนักประมาณ 4,000 กิโลกรัม ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลังด้านซ้าย พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 บริเวณบ้านสลอบ ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ได้เข้ารักษาอย่างต่อเนื่องรวม 4 ครั้ง ในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลการติดตามอาการระหว่างวันที่ 25–31 กรกฎาคม 2569 พบว่า สีดอทองม้วนมีอาการทรงตัว แม้ยังไม่สามารถลุกยืนได้ด้วยตนเอง แต่สามารถกินอาหารและขับถ่ายได้ดีขึ้น ผลตรวจเลือดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 พบว่า ภาวะอักเสบและการทำงานของไตมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าเอนไซม์ที่บ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ (CK) ยังคงอยู่ในระดับสูง และภาวะโลหิตจางมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ทีมสัตวแพทย์จึงยังคงเฝ้าติดตามอาการและปรับแผนการรักษาอย่างใกล้ชิด

ส่วนลูกช้างป่าพลัดหลง ขณะนี้อยู่ระหว่างการอนุบาลด้วยนมผงและน้ำนมแม่ช้างแช่แข็งที่ได้รับการสนับสนุนจากปางช้างหลายแห่ง พร้อมรอผลตรวจสุขภาพและการตรวจหาโรคไวรัสที่พบบ่อยในลูกช้าง หากผลตรวจเป็นลบ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะพิจารณาส่งต่อไปยังแม่ช้างรับในปางช้างใกล้เคียง เพื่อให้ลูกช้างได้รับน้ำนม ความอบอุ่น และภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ หรือการดูแลในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57” ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา ” ด้วยความสนพระราขหฤทัย

แม่ทัพภาคที่ 3 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน “โครง การหลวง 57” ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา ” ด้วยความสนพระราขหฤทัย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 18.39 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครโดยมี พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง และประธานกรรมการจัดงาน “โครงการหลวง ๕๗” พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่มูลนิธิโครงการหลวง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราช ดำเนินไปยังบริเวณพิธีเปิดงาน “โครงการหลวง ๕๗” พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายคงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และนางสาวมัทนา แก้วกระจ่างหัวหน้าฝ่ายศูนย์ผลิตผลและสถาบันการเรียนรู้กรุงเทพฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ต่อจากนั้นพลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

โดยมูลนิธิโครงการหลวงได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดงาน “โครงการหลวง 57“ ระหว่างวันที่ 1 – 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” (The Blooming Legacy of Royal Flora) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิโครงการหลวง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 รวมถึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเผยแพร่การดำเนินงานและผลสำเร็จของมูลนิธิโครงการหลวง ส่งเสริมการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิโครงการหลวง โครงการส่วนพระองค์ และหน่วยงานที่สนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวง

จากนั้นทอดพระเนตรการแสดง ประกอบด้วย 2 องก์ ได้แก่ “งามสะพรั่ง นิรันดร์” (Everlasting Blossom) และ “บุปผาในดวงใจ”(Bloom of Heart) พร้อมทอดพระเนตรวีดิทัศน์ เฉลิมพระเกียรติในชื่อชุด“The Blooming Legacy of Royal Flora: พรรณพืชพระราชทาน สืบสาน รักษา ต่อยอด จากดอยสู่เมือง” แล้วเสด็จฯ ไปทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดงาน “โครงการหลวง 57”

ต่อจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ จำนวน 5 เรื่องได้แก่ “จากพืชทดแทน สู่ความงามแห่งไม้ดอกเมืองหนาว” ถ่ายทอดเรื่องราวจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงจากการส่งเสริมพืชทดแทนฝิ่น สู่การพัฒนาไม้ผลเมืองหนาว และองค์ความรู้ด้านเกษตรพื้นที่สูงอย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่ “ไม้ดอกเมืองหนาว” ในฐานะพืชทางเลือกที่สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่ชุมชน “ความงามแห่งการอนุรักษ์:กุหลาบควีนสิริกิติ์”ความงามแห่งพระเมตตาสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืนสะท้อนพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์พันธุ กรรมไม้ดอก “พรรณไม้จากภูผาสู่คุณค่าแห่งความหลากหลาย” การนำพืชต่างถิ่นจากพื้นที่สูงที่เปราะบาง เช่น เอเดลไวส์ และเจนเทียน มาศึกษาวิจัยและปลูกเลี้ยง ภายใต้พระราชดำริ เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายาก สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งจัดแสดงกุหลาบพันธุ์ใหม่ของมูลนิธิโครงการหลวง คือ “กุหลาบควีนสุทิดา นามพระราชทานกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ ที่งดงามด้วยความหมายแห่งพระเมตตา ซึ่ง กุหลาบ “ควีนสุทิดา” (Queen Suthida) เป็นกุหลาบสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากผลงานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์ของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สม เด็จพระนางเจ้าสุทิดา ฯพระบรมราชินี เป็นชื่อพันธุ์กุหลาบว่า “ควีนสุทิดา” (Queen Suthida) เนื่องในศุภมงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนม พรรษาครบ 4 รอบ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ต่อด้วย “พรรณพืชพระราชทาน : ต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนา” การผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกษตร ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพ สู่โอกาสใหม่ด้านเกษตรและอาหารในอนาคตและ “สืบสาน รักษา และต่อยอด งานโครงการหลวง” ถ่ายทอดพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการหลวง สู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร การสร้างอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิต อันนำไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระ ราชดำเนินไปทอดพระเนตรร้านจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ต่าง ๆ อาทิ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง โครงการกำลังใจในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภา กาชาดไทย มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ ฯ ร้านภูฟ้าโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และบริษัท ดอยคำ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ร้านค้าของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ทอดพระเนตรร้านจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งมีมากกว่า 3,000 รายการ พร้อมกับจัดแสดงผลิตผลและผลิตภัณฑ์เด่นของมูลนิธิ ฯ อาทิ มะเขือเทศเชอรี่ช็อคโกแลต เมล่อน 101 แตงเปรี้ยว ข้าวเหนียวพันธุ์จานูเนเน ข้าวจ้าวพันธุ์จาคูเนเน ผลิตภัณฑ์ชุดชา กาแฟ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ คอมบูชะ ไอศครีม อโวคาโด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากสารสกัดเอเดลไวส์ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มงานหัตถกรรม อาทิ ผ้าทอ ตะกร้าหวายปักลวดลาย และเครื่องเงิน ผลิตภัณฑ์กลุ่มไม้ดอกไม้กระถาง ปุ๋ยอินทรีย์ ปัจจัยการผลิต และชีวภัณฑ์

โอกาสนี้ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ ร่วมสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี และคณะผู้บริหารมูลนิธิโครงการหลวง ผู้แทนศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และคณะกรรมการจัดงาน แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

โดย พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ด้วย


ผบ.นบ.ยส.35 ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมมอบโอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล

ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงาน พร้อมมอบโอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพลในสังกัด เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังปัญหา อุปสรรค และให้ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติภารกิจด้านการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือ

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมี ภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) ได้กล่าวมอบโอวาท พร้อมชื่นชมความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ยึดมั่นในระเบียบวินัย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ภายหลังการตรวจเยี่ยม ได้เป็นประธานในพิธีมอบ ชุดฝึกพรางและเสื้อโปโล ให้แก่ผู้แทนกำลังพลของหน่วย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเสริมสร้างความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ อันสะท้อนถึงความห่วงใยและการให้ความสำคัญต่อสวัสดิการของกำลังพลผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน


นที มีเดช รายงาน

เริ่มแล้วงาน “เทศกาลลำไยและหอการค้าแฟร์ เกษตรแฟร์ จ.ลำพูน ครั้งที่ 18” ฉลองครบรอบ 40 ปี หอการค้า จ.ลำพูน กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว

เริ่มแล้วงาน “เทศกาลลำไยและหอการค้าแฟร์ เกษตรแฟร์ จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 18” ฉลองครบรอบ 40 ปี หอการค้าจังหวัดลำพูน กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 19:00 น. ณ บริเวณบ้านแม่สารป่าแดด ถนนลำพูน–ดอยติ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดงานร่วมกับ นางสาวเบญวรรณ มีเผือก รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนและ นางณัษฐพร ชูวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด/ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดลำพูน ในงาน “เทศกาลลำไยและหอการค้าแฟร์ เกษตรแฟร์ จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 และงานครบรอบ 40 ปี หอการค้าจังหวัดลำพูน” ซึ่งหอการค้าจังหวัดลำพูนจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–12 สิงหาคม 2569 รวม 12 วัน เพื่อส่งเสริมการตลาดลำไยและสินค้าเกษตร ยกระดับเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัด

นาย นพดา อธิกากัมพู ประธานหอการค้าจังหวัดลำพูน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายลำไยและสินค้าเกษตรของจังหวัด เพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตร กรและผู้ประกอบการ พร้อมเผยแพร่สินค้าและผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัด รวมถึงนำเสนอ นวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านการเกษตร เพื่อยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูง สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การจัดงานในปีนี้ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของหอการค้าจังหวัดลำพูน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดลำพูนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการประชาสัมพันธ์คุณภาพลำไยลำพูน ตลอดจนส่งเสริมสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และของดีจังหวัดลำพูนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมได้แสดงความยินดีกับหอการค้าจังหวัดลำพูนในโอกาสครบรอบ 40 ปี พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนการจัดงาน

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตร การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร การออกร้านจำหน่ายลำไย ผลผลิตทางการเกษตร สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ พิธีมอบรางวัลประกวดสายพันธ์ลำไย ประมูลลำ ไย กิจกรรม CSR การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดตลอดระยะเวลาการจัดงานและขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวชมงาน ระหว่างวันที่ 1–12 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณบ้านแม่สารป่าแดด ถนนลำพูน–ดอยติ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เพื่อร่วมอุดหนุนผลผลิตลำไยคุณภาพ สินค้าเกษตร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดลำพูนให้เติบโตอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

“เร่งซ่อม เร่งเปิดทาง” แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ติดตามการซ่อมแซมเส้นทางขาด เพื่อสนับสนุนภารกิจกำลังพล

“เร่งซ่อม เร่งเปิดทาง” แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ติดตามการซ่อมแซมเส้นทางขาด เพื่อสนับสนุนภารกิจกำลังพล

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจติดตามและอำนวยการแก้ไขปัญหาเส้นทางที่ได้รับความเสียหายจากน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งส่งผลให้กำลังพลไม่สามารถใช้เส้นทางสัญจรและปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ โดยได้ติดตามสถานการณ์และประเมินความเสียหายด้วยตนเอง พร้อมกำชับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูเส้นทางอย่างเต็มกำลัง ให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของโครงสร้าง ความปลอดภัยในการใช้งาน และประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ เพื่อให้สามารถเปิดใช้เส้นทางได้โดยเร็วที่สุด พร้อมลดความเสี่ยงจากน้ำป่าไหลหลากที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินงานในครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกองทัพ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่ร่วมบูรณาการกำลังและทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อคืนเส้นทางให้สามารถใช้งานได้โดยเร็ว และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มั่นคง และปลอดภัย

#กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 2 จัดกิจกรรมฝึกทบทวน จิตอาสา 904 รุ่น 1-6 มุ่งเสริมทักษะ ถักทอเครือข่ายเข้มแข็ง พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกวิกฤต

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 2 จัดกิจกรรมฝึกทบทวน จิตอาสา 904 รุ่น 1-6 มุ่งเสริมทักษะ ถักทอเครือข่ายเข้มแข็ง พร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกวิกฤต

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 2 จัดกิจกรรมการฝึกทบทวนงานด้านจิตอาสา ของจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค 2) รุ่นที่ 1 ถึง รุ่นที่ 6 เพื่อทบทวนองค์ความรู้ ยกระดับทักษะการปฏิบัติงานจริง และเสริมสร้างเครือข่ายการประสานงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

โดยมี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระ ราชทาน ภาค 2 เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกล่าวพบปะกำลังพลจิตอาสา 904 โดยได้กล่าวแสดงความชื่นชมและขอบคุณจิตอาสาทุกนายที่ได้ทำหน้าที่เป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนงานจิตอาสาพระราชทานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากศูนย์ฝึกจิตอาสา ภาค 2 ค่ายกฤษณ์สีวะรา จังหวัดสกลนคร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่ประชาชนต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และสาธารณภัยต่างๆ จิตอาสา 904 และจิตอาสาพระราชทาน ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชน ทั้งการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว การบรรเทาความเดือดร้อน และการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจของผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที นับเป็นประจักษ์พยานแห่งความเสียสละและนำความอุ่นใจมาสู่ประชาชนในยามวิกฤตอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ ประธานในพิธีได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานให้แก่จิตอาสา 904 ยึดถือร่วมกัน 3 ประการ ได้แก่:

  1. การรักษามาตรฐานและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง: นำความรู้ที่ได้รับการทบทวนไปฝึกฝน เพื่อพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะการบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่
  2. การถักทอเครือข่ายให้เหนียวแน่น: สานสัมพันธ์และประสานการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนงานจิตอาสาเพื่อส่วนรวม
  3. การน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสร้างประโยชน์อย่างแท้จริง: น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแนวพระราชดำริไปขยายผล พัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืนและความร่มเย็นเป็นสุข

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 2 ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของจิตอาสา 904 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานพระราชปณิธาน ปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และเป็นที่พึ่งของประชาชนสืบไป

#จิตอาสา #จิตอาสา904 #จิตอาสาพระราชทาน


พรพิพัฒน์ รายงาน

จังหวัดลพบุรี ปล่อยพันธุ์กุ้งล้านตัวลงเขื่อนของพ่อ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง

จังหวัดลพบุรี – พสกนิกรชาวจังหวัดลพบุรี จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กุ้งของสมเด็จแม่จำนวน 1 ล้านตัว ปล่อยลงเขื่อนของพ่อเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแค่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในการประกอบพิธีจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ กุ้งของสมเด็จแม่ โดยปล่อยลงเขื่อนของพ่อเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแค่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารเนกประสงค์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พร้อมกับได้นำเหล่าพสกนิกรร่วมถวายราชสักการะต่อหน้าพระบรมฉายา ลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ และพระฉายาลักษณ์ของพระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราธินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้กล่าวน้องรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทั้งหมดมีความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 94 พรรษา

ทั้งนี้ทางจังหวัดลพบุรี ได้ร่วมกับทาง สำนักงานประมงจังหวัดลพบุรี ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ สถานศึกษา ประชาชน จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดี และสนองพระราชเสาวนีย์การเพิ่มปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำ กุ้งแม่น้ำจำนวน 1 ล้านตัว ลงในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยการฟื้นฟูพันธุ์สัตว์น้ำ กุ้งน้ำจืดเป็นการเพิ่มแหล่งอาหาร แหล่งรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่จะได้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ยังคาดว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะสามารถเพิ่มพูนผลผลิตสัตว์น้ำให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นประชาชนมีแหล่งอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำสำหรับการบริโภคและจำหน่าย เพื่อสร้างรายได้ในการประกอบอาชีพ ช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับครัวเรือน และชุมชน สืบ สานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้ยั่งยืน

นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและเครื่องมือการประมงที่นำมาจัดแสดง ซึ่งการทำกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในครั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริที่พระราชทานไปปฏิบัติหน้าที่และดำรงตน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ททท. สำนักงานนครนายก แถลงข่าว แข่งขันวิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่ 7 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นครนายก – ททท. สำนักงานนครนายก จัดแถลงข่าวจัดการแข่งขันวิ่งขุนด่านมารา ธอน ครั้งที่ 7 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมต้นคูณ 4 ชลพฤกษ์รีสอร์ท ตำบลบ้านพร้าว อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครนายก ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดแถลงข่าวการจัดการแข่งขันวิ่งขุนด่านมาราธอน 2569 ครั้งที่ 7 (Khun Dan Marathon 2026 Season 7) ชิงรางวัลถ้วยพระราชทานสม เด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้สโลแกน “Every Step Has A Story ทุกก้าวมีความหมาย” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยมี นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในการแถลงข่าวจัดการแข่งขันฯ นายวัชรพล สารสอน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนัก งานนครนายก กล่าววัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมวิ่งขุนด่านมาราธอน ครั้งที่ 7 พร้อมรับชมวีดีทัศน์ภาพการแข่งขันในปีที่ผ่านมา และการเดินโชว์ชุดเสื้อแข่งขัน เสื้อฟินิสเซอร์จากนายแบบ-นางแบบ และอินฟลูเอนเซอร์รับเชิญ

ด้วย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครนายก ร่วมกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครนายก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จังหวัดนครนายก สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวนครนายก และบริษัท เรคเรซ สปอร์ต จำกัด โดยการสนับสนุนของจังหวัดนครนายก กำหนดจัดการแข่งขันวิ่งขุนด่านมาราธอน 2569 ครั้งที่ (Khun Dan Marathon 2026 Season 7) ชิงรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ภายใต้สโลแกน “Every Step Has A Story ทุกก้าวมีความหมาย” ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นให้เกิดการพักค้าง พร้อมกับขยายวันพักค้างในพื้นที่จังหวัดนครนายก ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าแปลกใหม่บนพื้นฐานของอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมทั้งเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายผ่านกิจกรรม Outdoor Activities โดยแบ่งการแข่งขันเป็น 3 ระยะ ได้แก่ Marathon ระยะทาง 4.195 กิโลเมตร, Half Marathon ระยะทาง 21.10 กิโลเมตร และ Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร กิจกรรมครั้งนี้ จัดต่อเนื่องประจำทุกปี

ซึ่งทางจังหวัดนครนายก ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมส่งเสริมกระตุ้นการเดินทางการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ที่ทุกคนสามารถมาร่วมบันทึกชื่อบนเส้นทางถนนสายนี้ด้วยกัน ร่วมผลักดันก่อเกิดสนามแข่งที่ได้มาตรฐานด้วยกัน เรียกได้ว่า ทุกคนมีส่วนช่วย มีส่วนสนับสนุนให้ “ขุนด่านมาราธอน” ติดอันดับรายชื่อสนามที่ดีของประเทศไทย ภายใต้ สโลแกน Every Step Has A Story ทุกก้าวมีความหมาย-ทุกคนมีส่วนร่วม-ทุกระยะคือแรงผลักดัน -สนามที่มีธรรมชาติและอากาศที่บริสุทธิ์ – สนามที่เตรียมก้าวเข้าสู่มาตรฐานสากล


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

สมาคมผู้ปกครองและครูฯ รร.จักรคำคณาทร มอบทุน “เพชรจักรคำ” ประจำปี 2569 ส่งเสริมเยาวชนเรียนดี มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างแก่สังคม

สมาคมผู้ปกครองและครูฯ โรงเรียนจักรคำคณาทร มอบทุน “เพชรจักรคำ” ประจำปี 2569 ส่งเสริมเยาวชนเรียนดี มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างแก่สังคม #ลูกจักรคำฯเป็นผู้นำสร้างสรรค์สังคม

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ ห้องประชุมดาราดิเรก โรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน นายธำรงค์ หน่อเรือง ผู้อำนวยการโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนายธนารักษ์ วงศ์ษา นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน คณะกรรมการสมาคมฯ คณะผู้บริหาร และคณะครูร่วมกันมอบทุนการศึกษา “โครงการเพชรจักรคำ” ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งสมาคมผู้ปกครองและครูฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนความมุ่งมั่นของเยาวชน จึงได้มอบงบประมาณสำหรับเป็นทุนการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 360,000 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพไปสู่ความเป็นเลิศในระดับที่สูงขึ้น โอกาสนี้ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนัก เรียนระดับชั้น ม.1 จำนวน 30 ทุน และระดับชั้น ม.4 จำนวน 30 ทุน รวมทั้งหมด 60 ทุนๆ ละ 6,000 บาท

นายธำรงค์ หน่อเรือง ผู้อำนวยการโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน ประธานในพิธีได้กล่าวแสดงความชื่นชมและร่วมแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษา ซึ่งความสำเร็จในวันนี้ถือเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่น อดทน และความอุตสาหะในการทบทวนตำราเรียน พร้อมกันนี้ ได้มอบโอวาทและกำลังใจ โดยขอให้นักเรียนทุนเพชรจักรคำทุกคนรักษามาตรฐานผลการเรียนและความดีงามนี้ไว้ ขอให้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มกำลังความสามารถ หมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และนำวิชาความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป

สำหรับ “ทุนการศึกษาเพชรจักรคำ” นับเป็นโครงการสำคัญที่ทางโรงเรียนและสมาคมผู้ปกครองและครูฯ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง ส่งเสริม และสนับสนุนนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับยอดเยี่ยม มีความประพฤติเรียบ ร้อย และเป็นแบบอย่างที่ดี โครงการนี้มีกระบวนการเฟ้นหานักเรียนทุน เป็นไปอย่างเข้มข้นและมีมาตรฐานระดับสูง โดยนักเรียนที่มีสิทธิ์รับทุนจะต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม และต้องผ่านกระบวนการสอบแข่งขันวัดความรู้ทางวิชาการ ซึ่งผู้ที่ผ่านการพิจารณาคือผู้ที่สามารถทำคะแนนสอบคัดเลือกได้ในลำดับสูงสุดของแต่ละระดับชั้น ตลอดจนผ่านการประเมินคุณสมบัติรอบด้านจากคณะกรรมการ เพื่อให้ได้มาซึ่งนักเรียนที่เป็นดั่ง “เพชร” อันทรงคุณค่าของโรงเรียนอย่างแท้จริง


นที มีเดช รายงาน