โคราช เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย” 23 มีนาคม – 3 เมษายน นี้

โคราช เตรียมจัดยิ่งใหญ่ “งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569”
ภายใต้แนวคิด “200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย” 23 มีนาคม – 3 เมษายน นี้

จังหวัดนครราชสีมาเตรียมจัดงาน ฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี พ.ศ. 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และพื้นที่โดยรอบ เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของ ท้าวสุรนารี (คุณย่าโม) วีรสตรีคู่บ้านคู่เมืองของชาวโคราช โดยในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย” สะท้อนถึงพลังศรัทธา ความกล้าหาญ และความเสียสละของบรรพชนชาวโคราชที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน

สำหรับ พิธีเปิดงานในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. จะจัดขึ้นโดยมีการ รำบวงสรวงท้าวสุรนารี ครั้งยิ่งใหญ่ จากผู้รำจำนวน 7,410 คน พร้อมขบวนการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของ ชาวนครราชสีมา ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทอดพระเนตรการรำบวงสรวงในพิธีเปิด นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แก่พสกนิกรชาวจังหวัดนครราชสีมา พร้อมกันนี้จะมีการจุด พลุเฉลิมฉลอง 4 มุมเมือง สร้างบรรยากาศแห่งความปลาบปลื้มและความภาคภูมิใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่มาร่วมงาน

ภายในงานตลอด 12 วัน 12 คืน มีกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี และความบันเทิง อาทิ การแสดง แสง สี เสียง ชุด “ย่าฉันท่านชื่อโม ตอน สัญญาเก่า 200 ปี” ถ่าย ทอดเรื่องราววีรกรรม ความ กล้าหาญ และความเสียสละของท้าวสุรนารีและชาวเมืองนคร ราชสีมา ที่ร่วมกันปกป้องบ้านเมืองจากศัตรู ในอดีต การออกร้าน นาวากาชาด การจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าชุมชน การแสดงศิลปวัฒนธรระ พื้นบ้าน รวมถึงกิจกรรมบันเทิงสำหรับประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยจะมี คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง การแสด ลิเก รำวงย้อนยุค เพลงโคราช และการแสดงพื้นบ้าน หมุนเวียนสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงา ทุกค่ำคืน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม เดินแบบผ้าไทยการกุศล “สืบสานพระราชปณิธานด้วยใจภักดิ์ อัตลักษ ภูษาศิลป์ ผ้าไทยถิ่นเมืองโคราช” ณ เวทีกลางของงาน เพื่อร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดผ้าไทย รวมถึ สนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวนครราชสีมาให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ชาวโคราชทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงออกถึงความกตัญญูแล ความศรัทธาต่อท้าวสุรนารี พร้อมทั้งสืบสานประเพณีอันทรงคุณค่า ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้ เศรษฐกิจของจังหวัดให้เกิดความคึกคัก

จังหวัดนครราชสีมา จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของง ประเพณีอันยิ่งใหญ่ของชาวโคราช “งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569” ภาย แนวคิด “200 ปี วีรกรรมก้องหล้า ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย” ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และพื้นที่โดยรอบ


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

น้ำมันปกติ แต่ควรใช้อย่างประหยัด

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และเตรียมมาตรการรองรับ เน้นย้ำประชาชนใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และช่วยกันประหยัดพลังงาน ขณะที่น้ำมันส่งออกไปเมียนมายังคงมีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมประชุมหารือกับพลังงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประชาสัมพันธ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงาน ตามที่กระทรวงมหาดไทย แจ้งให้จังหวัดบูรณาการข้อมูลสถานการณ์ด้านพลังงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานในพื้นที่

ทั้งนี้ จากข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในจังหวัด โดยให้บูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานและแนวโน้มผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด กำกับดูแลและเฝ้าระวังสถานการณ์ การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ ให้เป็นไปตามภาวะปกติ และสื่อสารทำความเข้าใจสถานการณ์พลังงาน ให้แก่ ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ผ่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอกระจายข่าว และช่องทางประชาสัมพันธ์ของจังหวัด โดยให้เน้นประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องจากภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจ ลดความตื่นตระหนก และป้องกันการกักตุน หรือการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดจำหน่ายพลังงาน

นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า สถานการณ์ด้านพลังงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตอนนี้เข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทางจังหวัดได้ชี้ แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน และสร้างการรับรู้ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ตลอดจนได้ทำความเข้าใจกับสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ในพื้นที่ ขอให้มีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ที่จะสามารถอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน ให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้วิตกกังวล ขอให้ดำเนินชีวิตตามปกติ ซึ่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกแห่งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ และมีรถขนส่งน้ำมันเข้ามาตามปริมาณการใช้ตามเดิม แต่ขออย่าตื่นตระหนก และอย่ากักตุนน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอาจมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด ส่วนสต็อกน้ำมันก็เป็นไปตามปกติ มีเข้ามาก็จำหน่ายจนหมด ไม่มีการกักตุนเพื่อเก็งกำไรแต่อย่างใด

ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต่ออีกว่า สำหรับช่วงนี้ที่ประเทศผู้ค้าน้ำมันในตะวัน ออกกลาง อยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ทำให้สัดส่วนน้ำมันที่นำเข้ามาจากทุกภูมิภาค มีปริมาณลดลงและปรับตัวสูงขึ้น จึงขอให้ทุกคนช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน ใช้น้ำมันอย่างรู้คุณค่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัว และเป็นการช่วยประเทศชาติอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ที่ช่องทางจุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่น อ.ขุนยวม ผู้ประกอบการฝ่ายไทย ยังคงมีการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังประเทศเมียนมาผ่านช่องทางดังกล่าว อย่างต่อเนื่อง โดยทางรัฐบาลไทยอ้าง สามารถส่งออกน้ำมันไปเมียนมาและลาวได้ ยกเว้นประเทศกัมพูชา การส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าว กลับค้านการจำหน่ายน้ำมันในไทยที่มีการจำกัดการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับประชาชน สร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ใช้น้ำมันและกิจการด้านอุตสาหกรรมของไทยเอง โดยจะเห็นภาพในหลายจังหวัด ที่น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนและหมดในเวลาอันรวดเร็ว


ภานุเดช ไชยสกูล / แม่ฮ่องสอน

นรข.สน.เรือธาตุพนม สแกนเข้มริมโขงตรวจยึด จยย.2 คัน เตรียมเข็นลงเรือส่งขายข้ามฟาก ยังประเทศเพื่อนบ้าน

นครพนม – นรข. สแกนเข้มริมโขงตรวจยึด จยย.2 คัน เตรียมเข็นลงเรือส่งขๅยข้ๅมฟาก ยังประเทศเพื่อนบ้าน

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ที่สถานีเรือธาตุพนม () กองบังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม (นรข.เขตฯ) น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือธาตุพนม ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ แถลงการตรวจยึดรถจักรยานยนต์ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านคับพวง หมู่ 4 ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันเดียวกัน

โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ สน.เรือธาตุพนม ได้ออกทำการลาดตระเวนซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณพื้นที่บ้านคับพวง ต.น้ำก่ำ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง จนเวลาประมาณตีสี่ ได้ตรวจพบกลุ่มคนพยายามนำรถจักรยานยนต์ ซึ่งจอดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงลงไปยังบริเวณท่าน้ำ โดยมีเรือหาเรือติดเครื่องยนต์จอดอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าแสดงตัวว่เพื่อเข้าทำการตรวจสอบ กลุ่มคนต้องสงสัยจึงทิ้งรถจักรยานยนต์ อาศัยความชำนาญในพื้นที่และความมืดวิ่งหลบหนีไปได้

จากนั้นจึงได้เข้าตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พบรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คันยี่ห้อฮอนด้า รุ่น WAVE 110 i สีน้ำเงิน-เทา ทะเบียน 1 กด 5913 กำแพงเพชร และฮอนด้า รุ่น WAVE 110 i สีน้ำ-แดง ไม่ติดแผ่นทะเบียน จอดทิ้งในที่เกิดเหตุ จึงตรวจยึดของกลางและนำกลับมายัง สน.เรือธาตุพนม เพื่อทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

น.ท.รุ่งเรือง มาสุทธิ หน.สน.เรือธาตุพนม เปิดเผยว่าการลาดตระเวนแต่ละครั้ง ต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ทหาร ตำรวจ รวมทั้งฝ่ายปกครอง ที่ให้ข้อมูลแลกเปลี่ยนข่าวสาร แล้วก็ร่วมมือกันอย่างเต็มขีดความสามารถ ยอมรับว่าพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานความมั่นคง นอกจากค่อนข้างหนักแล้ว อาจจะมีช่องโหว่อยู่บ้าง แต่พวกเราก็อาศัยความร่วมมือจึงอุดช่องโหว่ไว้ได้ จะเห็นได้ว่าในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมในส่วนของยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย

การส่งรถจักรยานยนต์ออกนอกประเทศ เป็นขบวนการเดิมๆที่ลักลอบทำกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ตรวจยึดได้ มีการจัดตั้งคนดูต้นทางไว้หลายจุด แค่เจ้าหน้าที่ผ่านมาก็ส่งไลน์บอกกันแล้ว ส่วนรถจักรยานยนต์ 2 คันนี้ มีอยู่สองแบบคือเจ้าของรถขายเอง หรือส่งคนไปดาวน์แล้วส่งขายข้ามฟาก อาจจะส่งขายแลกเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นยาบ้า ขึ้นอยู่ที่ข้อตกลงกัน
โดยรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ ถือเป็นรถยอดนิยมที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านต้องการมากที่สุด นอกจากนี้ทางเวียดนามก็ชอบ เพราะรถฮอนด้าที่ผลิตในไทย มีสมรรถนะคงทนกว่า จึงมีออเดอร์สั่งเข้ามาเยอะเช่นกัน ส่วนรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ายืนหนึ่งมาโดยตลอด รองลงมาเป็นยี่ห้ออีซูซุ


เทพข่าวร้อน ฟร้องข่าวด่วนสำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม

เชิญเที่ยวงานอัศจรรย์สุพรรณบุรีค่ำคืนแห่งความหวังและกำลังใจส่งต่อความรักรับกำลังใหม่

สุพรรณบุรี – เชิญเที่ยวงานอัศจรรย์สุพรรณบุรีค่ำคืนแห่งความหวังและกำลังใจส่งต่อความรักรับกำลังใหม่

ที่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์สุพรรณบุรี นายนิมิตร นาคใหม่ ประธานจัดงานอัศจรรย์สุพรรณบุรี จัดงานแถลงข่าวอัศจรรย์สุพรรณบุรี ค่ำคืนแห่งความหวัง และกำลังใจ ส่งต่อความรัก รับกำลังใหม่ ภายใต้โครงการ EveryOne Thailand ข่าวดีเพื่อทุกคน โดยมีศาสนาจารย์ชุมพล คุ้มพันธ์แย้ม ประธานร่วมและฝ่ายประชาสัมพันธ์งานอัศจรรย์สุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณะกรรมการโครงการข่าวดี เพื่อทุกคนจังหวัดสุพรรณบุรี นางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี นางจงกลณี ไชยองค์การ ผู้จัดการฝ่ายบริหารศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์สุพรรณบุรี และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก

ซึ่งมี Mr.Travis Holownia ชาวแคนนาดา ได้มาพูดคุยเกี่ยวกับโครงการข่าวดีเพื่อทุกคน EveryOne Thailand และเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมในกิจกรรมอัศจรรย์สุพรรณบุรี ค่ำคืนแห่งความหวัง และกำลังใจ ส่งต่อความรัก รับกำลังใหม่ สำหรับงานอัศจรรย์สุพรรณบุรี ภายใต้โครงการ EveryOne Thailand ข่าวดีเพื่อทุกคน ค่ำคืนแห่งความหวัง และกำลังใจ ส่งต่อความรัก รับกำลังใหม่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 มีนาคม 2569 ณ สนามกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี เวลา 17.00-21.00 น. เปิดให้เข้าชมฟรี ภายในงานจะพบกับ Mr.Travis Holownai และพบกับศิลปินแพรว คณิตกุล และเต้น นรารักษ์ พร้อมร่วมลุ้นรับรางวัลฟรีทุกคืน

ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานคริสเตียนทั่วโลกกับคริสตจักรท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ร่วมกันจัดกิจกรรมการประกาศข่าวประเสริฐในหลากหลายรูปแบบตามพื้นที่ต่างๆ ให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ของประเทศ เป็นข่าวดีเพื่อทุกคน EveryOne Thailand จะมีการจัดกิจกรรมครอบคลุมทั่วประเทศ โดยจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่ 17 ที่ได้จัดกิจกรรมฯนี้ขึ้น โดยชมรมคริสเตียนจังหวัดสุพรรณบุรี ทางชมรมจะดำเนินการจัดกิจกรรมฯ ต่อเนื่องประกอบด้วยที่จังหวัดสระบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ สับสันวุ่นวายกับปัญหาชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเงิน ครอบครัวล้มเหลว ท้อแท้สิ้นหวัง เจ็บป่วยเรื้อรังรักษาไม่หาย ทุกข์ทรมานกับโรคร้ายหาสาเหตุไม่ได้ นี่คือข่าวดี และโอกาสอันดี ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้พบกับฤทธิ์อำนาจอันอัศจรรย์สามารถเปลี่ยนชีวิตท่านได้


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ชาวบ้านในพื้นที่ทับสะแก เร่งนำรถมาเติมน้ำมัน ดีเซล หลังปั้มน้ำมันเปิดให้บริการ หมดภายใน 1 ชม.

ประจวบคีรีขันธ์ _ ชาวบ้านและสวนในพื้นที่อำเภอทับสะแก เร่งนำรถมาเติมน้ำมัน ดีเซล หลังปั้มน้ำมันเปิดให้บริการ หมดภายใน 1 ชม.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ ของ หจก.ธ.ทองปิโตเลียม ริมถนนเพชรเกษม ฝั่งขาล่องใต้ ช่วงหลัก กม.ที่ 359-360 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดให้บริการเติมนำมันดีเซล หลังทางปั้มเปิดให้บริการให้ชาวบ้าน และชาวสวนรวมถึงรถบรรทุกที่วิ่งลงสู่ภาคใต้เข้ามาให้บริการเติมน้ำมันดีเซล โดยชาวสวนได้นำรถที่ใช้สวนตัว และใช้ขนพืชพลทางการเกษตรเข้ามาต่อคิวเติมน้ำมันจำนวนมาก

โดยทางปั้มได้ให้รถที่เข้ามาเติมน้ำมัน สามารถเติมน้ำมันดีเซลได้เพียงคันละ 500 บาท ต่อครั้ง ต่อวัน เพื่อลูกค้าจะได้ใช้บริการอย่างทั่วถึง และเปิดให้บริการ 06.00 น. – 18.00 น. ของทุกวัน ในส่วนน้ำมัน เบนซิน 95 หรือ E 20 และ LPG ก็ยังสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ โดยหลังเปิดให้บริการน้ำมันดีเซล ได้ไม่ถึง 1 ชม.ก็ต้องปิดให้บริการดีเซล เนื่องจากน้ำมันหมด และสามารถมาใช้บริการได้วันถัดไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

สศก. อัปเกรดทักษะสำรวจต้นทุน ผสาน “วิทยาศาสตร์-เศรษฐศาสตร์” มุ่งเป้าข้อมูลแม่นยำเพื่อความมั่นคงของเกษตรกร

สศก. อัปเกรดทักษะสำรวจต้นทุน ผสาน “วิทยาศาสตร์-เศรษฐศาสตร์” มุ่งเป้าข้อมูลแม่นยำเพื่อความมั่นคงของเกษตรกร

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงภารกิจสำคัญของ สศก. ในการขับเคลื่อนการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อยกระดับการเป็นศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่น่าเชื่อถือ

โดย (สศก.) มุ่งเน้นการสร้างและส่งมอบคุณค่าแก่เป้าหมายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มเกษตรกร ผ่านหลักการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ต้องนำข้อมูลวิเคราะห์กลับไปให้คำแนะนำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในฟาร์ม
  2. กลุ่มประชาชน (สศก.) ต้องทำหน้าที่สื่อสารและอธิบายข้อเท็จจริงถึงสาเหตุของการปรับตัวของราคาสินค้าเกษตรในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงกลไกอุปสงค์และอุปทานที่เกิดขึ้นจริงและลดความสับสนต่อภาวะความผันผวนของราคาสินค้าในท้องตลาด
  3. กลุ่มผู้บริหารและรัฐบาล ที่ต้องอาศัยข้อมูลวิเคราะห์เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าผ่านการเกาะติดปัจจัยความเสี่ยงรอบโลก ทั้งราคาพลังงาน ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลืองและข้าวโพด เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน และ
  4. กลุ่มเครือข่ายพันธมิตร ที่ต้องใช้ฐานข้อมูลมาตรฐานสากลเดียวกันในการบูรณาการงานระดับประเทศ ตลอดจนการประสานงานร่วมกันเพื่ออัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบันและมีความสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างความร่วมมือระดับพื้นที่เชิงลึกกับทั้งผู้รวบรวมสินค้า (ล้ง) สหกรณ์ โรงงานแปรรูป และผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิต เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ในการขับเคลื่อนภารกิจเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว (สศก.)ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสำรวจต้นทุนการผลิตสินค้าปศุสัตว์และประมง” ระหว่างวันที่ 12–13 มีนาคม 2569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคได้รับองค์ความรู้และทักษะในการจัดทำข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำตามหลักวิชาการ โดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญในการทวนสอบข้อมูลหน้างานให้สะท้อนข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีคุณภาพส่งต่อถึงมือเกษตรกรและผู้ใช้ประโยชน์ทุกภาคส่วน ซึ่งการอบรมครั้งนี้ มีการให้ความรู้ในหัวข้อที่สำคัญเกี่ยวกับการสำรวจต้นทุนและปริมาณการผลิตสินค้าปศุสัตว์และประมง ปี 2569 ประกอบด้วย ระเบียบวิธีการสำรวจข้อมูลสินค้ากุ้งขาวแวนนาไม ไก่ไข่และไข่ไก่ เกลือทะเล ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบและโคนม รวมถึงการสำรวจราคาปัจจัยการผลิตและปริมาณการผลิตไก่เนื้อและปลากะพง โดยอาศัยศิลปะในการซักถามและจรรยาบรรณในการวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เลขาธิการ (สศก.) ยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับหลักเศรษฐศาสตร์ โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ พันธุกรรมสายพันธุ์ และสูตรอาหารสัตว์ เพื่อให้สามารถประเมินดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพฟาร์ม เช่น ค่าอัตราแลกเนื้อ (FCR) ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) อย่างเคร่งครัด โดยปรับรูปแบบการปฏิบัติงานภาคสนามให้มีความยืดหยุ่น เช่น การนัดหมายสัมภาษณ์ ณ จุดบริการส่วนหน้าหรือสถานที่ที่ปลอดภัย เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าโรงเรือนและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรคระบาด อันเป็นการคุ้มครองทรัพย์สินและผลผลิตของเกษตรกร ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเปลี่ยนผ่านจากการปฏิบัติงานที่ใช้แรงงานคนไปสู่การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อยกระดับสารสนเทศการเกษตรสู่มาตรฐานสากล


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ นาโนเทค สวทช. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ นำร่อง “ChemSense” ยกระดับความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทย

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ นาโนเทค สวทช. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ นำร่อง “ChemSense” ยกระดับความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนามาตรฐานสำหรับนวัตกรรมไทย ร่วมกับ ศูนย์นาโนเทคโน โลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อยกระดับมาตรฐาน ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน โดยเลือก “ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense” เป็นกรณีศึกษาในการจัดทำข้อกำหนดคุณลักษณะสำหรับมาตรฐานชุดตรวจ นำร่องด้วย ชุดตรวจแมงกานีสในน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ก่อนขยายไปยังชุดตรวจอื่นๆ ในกลุ่ม ChemSense เช่น เหล็ก ฟลูออไรด์ และทองแดง รวมถึงชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ M Sense เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลงานนวัตกรรมไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

ดร.อรวรรณ ปิ่นประยูร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า (วศ.) ในฐานะองค์กรกำหนดมาตรฐาน (Standards Developing Organizations: SDOs) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนให้นวัตกรรมไทยมีมาตรฐานรองรับ เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้งาน และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานสำหรับ ชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ขณะนี้ได้กำหนดคุณ ลักษณะเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ประชาพิจารณ์) โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 จากนั้น (วศ.) มีแผนขยายการจัดทำมาตรฐานไปยังชุดตรวจอื่นๆ ในกลุ่ม ChemSense และชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ M Sense เพื่อรองรับการใช้งานด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

ด้าน ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า นาโนเทคได้พัฒนา ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense ซึ่งเป็นชุดตรวจโลหะและสารเคมีปนเปื้อนในน้ำ อาทิ แมงกานีส ทองแดง เหล็ก และฟลูออไรด์ เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่มักใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง โดยชุดตรวจดังกล่าวสามารถใช้งานได้ง่าย เพียงเก็บตัวอย่างน้ำ เติมน้ำยาทดสอบ และรอผลประมาณ 1–3 นาที ก็สามารถทราบผลได้

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาอุปกรณ์ DuoEye Reader ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IoT สำหรับประมวลผลปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำและแสดงผลแบบ Real-time โดยนวัตกรรมดังกล่าวมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรหลายรายการ และผ่านการรับรองความถูกต้องแม่นยำจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ในการพัฒนามาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนให้ผลงานวิจัยของไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #มาตรฐาน #ความร่วมมือ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.กาญจนบุรี รวบ 3 ชาวจีน ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซ่อนตัวรีสอร์ทกลางเมือง

ตม.กาญจนบุรี รวบ 3 ชาวจีน ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซ่อนตัวรีสอร์ทกลางเมือง

วันที่ 17 มี.ค.2569 เวลา 08.00 น. พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 ในฐานะ โฆษก บก.ตม.3 เปิดเผยกรณี ผบช.สตม. สั่งการให้ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จ.กาญจนบุรี นำกำลัง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จ.กาญจนบุรี จับกุมชาวจีน 3 ราย หลบหนีเข้าเมืองฯ ซ่อนตัวตามรีสอร์ทกลางเมืองกาญจนบุรี

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จ.กาญจนบุรี ตรวจพบบุคคลต่างด้าวต้องสงสัย จึงได้สืบสวนติด ตามพบว่าได้เข้าพักบริเวณรีสอร์ท ใน ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ต่อมาได้เข้าตรวจสอบภายในรีสอร์ทดังกล่าว พบ 1.นายหลี่ ตง อายุ 29 ปี,2.นายจู หย่ง หยิน และ 3.นายจัง ฟั่ง หลง สัญชาติจีนทั้งหมด ไม่มีเอกสารแสดงตน จากการสอบถามผู้ถูกจับที่ 1 ได้ให้การว่าพวกตนเป็นบุคคลสัญชาติจีนเดินทางมาจากประเทศเวียดนาม ผ่านประเทศลาว และเดินทางเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีรถยนต์มารอรับพวกตนที่บริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว และมาส่งพวกตน ณ รีสอร์ทดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ชุดจับกุมจึงได้ทำบันทึกจับกุม พร้อมส่งตัวให้ พงส.สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. มีนโยบายป้องกันและปราบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองและกระทำผิดกฎหมาย โดยให้ สตม. วางมาตรการเชิงรุก สกัดกั้น ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าว รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติในประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.แก้ว เข้าร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ

”ดร.แก้ว“ เข้าร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ

วันที่ 16 มี.ค.2569 สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 อาคารรัฐสภา โดยมี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว อดีตที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร (กิตติมศักดิ์), อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้เข้ามายังห้องร่วมพิธีในเวลา 14.30 น. ต่อมาหลังจากเสร็จพิธี ดร.แก้ว ยังได้มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาคนที่2 และ ดร.คมคาย อุดรพิมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.มหาสารคาม) เขต 6 สังกัดพรรคภูมิใจไทย

โดยในพิธีมีนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้อ่านพระบรมราชโองการ ความว่า

ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ด้วยในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 1 วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ประชุมได้ลงมติเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

1.นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
2.นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1
3.นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานทางสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอกประยุทธ์ฯ เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ สนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่า 1.12 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ สนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่า 1.12 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ ได้ทำคุณประโยชน์โดยการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ “ชุดมอเตอร์ไถผิวหนังระบบแบตเตอรี่ และขูดผิวหนัง” มูลค่า 1,125,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในส่วนภูมิภาค ตามปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในด้าน “รักษาชีวิต” ณ ห้องประชุมราชาวดี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ.2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 199 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418,เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน