กองทัพบกโต้กลับกัมพูชา ย้ำไทยยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง มุ่งแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านกลไกทวิภาคี

กองทัพบกโต้กลับกัมพูชา ย้ำไทยยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง ชี้การปรับปรุงพื้นที่และการก่อสร้างอยู่ในเขตอธิปไตยไทย มุ่งแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านกลไกทวิภาคี

วันนี้ (19 มีนาคม 2569) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาออกแถลงการณ์ประท้วง โดยกล่าวอ้างว่าฝ่ายไทยมีการรุกล้ำอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมก่อสร้างในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น กองทัพบกขอยืนยันว่าการปฏิบัติของหน่วยทหารไทยที่มีการกล่าวถึงนั้น ดำเนินการอยู่ภายในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และอยู่ภายในขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย โดยเป็นไปตามเงื่อนไขการหยุดยิงในแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลังไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันก่อนที่จะมีการหยุดยิง

สำหรับกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 นั้น กองทัพบกขอเรียนชี้แจงว่า ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชามักมีการละเมิดกรอบดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาได้ตามเจตนา รมณ์ และนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่ จนถึงขั้นมีการปฏิบัติการทางทหารต่อกันในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายจึงมุ่งยึดถือข้อตกลงหยุดยิงและแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นหลักในการควบคุมสถานการณ์

ส่วนที่ฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติกิจกรรมในการปรับปรุงพื้นที่ และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าว และให้ปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศนั้น กองทัพบกขอเรียนว่า กิจกรรมของหน่วยทหารไทยเป็นการดำเนินการที่มีความจำเป็นทางทหาร เพื่อการเฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ปฏิบัติงาน ภายหลังจากที่มีเหตุ การณ์การปฏิบัติการทางทหารต่อกันในห้วงที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเองก็มีการดำเนินการในลักษณะไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมิได้มีเจตนาในการยกระดับสถานการณ์แต่อย่างใด

ในกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันความมุ่งมั่นในการแสวงหาทางออกผ่านกระบวนการสันติวิธี โดยอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงทวิภาคีนั้น กองทัพบกขอยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวเป็นหลักการเดียวกับที่ฝ่ายไทยยึดถือ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและแสวงหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้สถานการณ์และห้วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดน

ทั้งนี้ กองทัพบกขอย้ำว่าไทยยึดมั่นการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ภายใต้กรอบกฎ หมายระหว่างประเทศ มุ่งรักษาเสถียรภาพ ไม่ยกระดับสถานการณ์ และยืนยันการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีมาอย่างต่อเนื่อง



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

อบจ.อยุธยา เชิญเยี่ยมชม เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสัมผัสความงดงามของมรดกโลก

องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชา ชนทุกท่านร่วมเดินทางมาเยี่ยมชม เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และสัมผัสความงดงามของมรดกโลกแห่งนี้

เชิญเที่ยวชมโบราณสถานเก่าแก่อยุธยา วัดพระศรีสรรเพชญ์ วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชิญชวนชมโบราณสถาน ของเก่าแก่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หนึ่งในโบราณสถานสำคัญของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดพระศรีสรรเพชญ์ ตั้งอยู่ภายในเขต อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และถือเป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็น วัดหลวงที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังโบราณ ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์และราชสำนักในอดีต

จุดเด่นของวัดคือ เจดีย์ทรงลังกา 3 องค์ ที่ตั้งเรียงกันอย่างสง่างาม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอยุธยา และเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา

ในอดีต วัดแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐาน พระศรีสรรเพชญดาญาณ พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ที่หุ้มด้วยทองคำ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพระพุทธรูปสำคัญของกรุงศรีอยุธยา

ปัจจุบันวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของ มรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การยูเนสโก ที่สะท้อนความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาในอดีต


สุขุม แก้วกดั่น อยุธยา

โครงการทหารพันธ์ุดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” พัฒนาแหล่งอาหาร และสร้างแหล่งเรียนรู้ ในพื้นที่ จ.น่าน

โครงการทหารพันธ์ุดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” พัฒนาแหล่งอาหาร และสร้างแหล่งเรียนรู้ ในพื้นที่ จ.น่าน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ชุดปฏิบัติการโครงการทหารพันธ์ุดี หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 ร่วมกับคณะครูและนักเรียน ดำเนินงาน ตามโครงการทหารพันธ์ุดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” ตามพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 10 แห่ง ในพื้นที่ อ.สองแคว, อ.ทุ่งช้าง, อ.เฉลิม พระเกียรติ และ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน ในด้านเกษตรกรรม, ด้านปศุสัตว์, ด้านการประมงน้ำจืด และขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียง

ขณะที่ มณฑลทหารบกที่ 38 จัดชุดปฎิบัติการโครงการทหารพันธ์ุดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” ดำเนินโครงการทหารพันธ์ุดี “ชุมชนเบิกบาน อาหารปลอดภัย” ตามพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านผักเฮือก โรงเรียนบ้านบ่อหลวง โรงเรียนบ่อเกลือ ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จว.น่าน และ โรงเรียนบ้านขุนน้ำน่าน ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จว.น่าน เพื่อเพิ่มแหล่งอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนา การ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน ในด้านการเกษตร, ประมงและปศุสัตว์

#โครงการทหารพันธุ์ดีน่าน #ชุมชนเบิกบานอาหารปลอดภัย 3ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส #กองทัพบกช่วยเหลือประชาชน #กรมทหารพรานที่32สุภาพบุรุษชุดดำ #หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่32 #กองกำลังผาเมือง


นที มีเดช รายงาน

เครือข่ายรถบรรทุกทั่วประเทศรวมพลัง TRUCK POWER กว่า 200 คัน ปักหลักแหลมฉบัง จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตน้ำมัน-ปัญหารถติดท่าเรือ หวั่นกระทบต้นทุนขนส่งและเศรษฐกิจภาพรวม

“เครือข่ายรถบรรทุกทั่วประเทศรวมพลัง TRUCK POWER กว่า 200 คัน ปักหลักแหลมฉบัง จี้รัฐเร่งแก้วิกฤตน้ำมัน-ปัญหารถติดท่าเรือ หวั่นกระทบต้นทุนขนส่งและเศรษฐกิจภาพรวม”

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและเครือข่ายรถบรรทุกจากทั่วประเทศ ได้รวมตัวจัดกิจกรรม “TRUCK POWER” บริเวณหน้าตลาดบิ๊กฟู๊ด ติดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ถนนสุขุมวิท พื้นที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการขนส่งอย่างเร่งด่วน การรวมตัวครั้งนี้มีรถบรรทุกเข้าร่วมประมาณ 200 คัน

โดยแบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกเป็นกลุ่มรถที่จอดรวมตัวตามจุดที่กำหนดไว้ตามแผนผัง เพื่อแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่มาจากสมาคมขนส่งทั่วประ เทศ ขณะที่ส่วนที่สอง เป็นขบวนรถเคลื่อนที่จำนวนประมาณ 40–60 คัน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมขนส่งแหลมฉบังและสมาคมขนส่งภาคตะวันออก (ระยอง) โดยเริ่มต้นขบวนจากพื้นที่หนองแขวะ ใช้เส้นทางถนนทางหลวงชนบท ก่อนเลี้ยวขวาบริเวณหน้าศิลามาส วิ่งผ่านถนนหน้าบ้านพักท่าเรือแหลมฉบัง และอาคารบริหาร จากนั้นขบวนได้ใช้เส้นทางสะพานเกือกม้า บริเวณทางเข้าบ้านแหลม มุ่งสู่ถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้ายผ่านโรงเรียนบุญจิต และไปหยุดตั้งขบวนบริเวณสัญญาณไฟแดงหน้าโรงกลั่นไทยออยล์

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งระบุว่า ปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาการจราจรติดขัดสะสมในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก และกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจ

ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งพิจารณามาตรการช่วยเหลือ ทั้งในด้านการควบคุมราคาพลังงาน การบริหารจัดการจราจรในพื้นที่ท่าเรือ รวมถึงแนวทางลดภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามกระทบต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

สถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในพื้นที่อย่างใกล้ชิด



ที่มา_นิวส์ชลบุรี-ระยอง ออนไลน์

นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดกิจกรรมอบรมศีลธรรมทหาร “ธรรมนาวา วัง” เสริมสร้างหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ที่ ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดกิจกรรมอบรมศีลธรรมทหาร “ธรรมนาวา วัง” เสริมสร้างหลักธรรมในการดำเนินชีวิต ที่ ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธาน พิธีเปิดกิจกรรมอบรมศีลธรรมวัฒนธรรมทหาร ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “ธรรมนาวา วัง” ณ สโมสรนายทหารค่ายสุริยพงษ์ มณฑลทหารบกที่ 38 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยมี นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วยนายบรรจง ขุนเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 38 กำลังพลและครอบครัวในสังกัดและหน่วยขึ้นตรงของมณฑลทหารบกที่ 38 และประชา ชน เข้าร่วมกิจกรรมฯ

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ข้าราชการทหาร และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ได้มีโอกาสสดับรับฟังพระธรรมเทศนา และน้อมนำหลักธรรมคำสอนไปปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่และการดำเนินชีวิตประจำวัน การบรรยายธรรมในครั้งนี้ได้รับเมตตาจาก พระราชญาณวัชรชิโนภาส (พระอาจารย์ต้น) พร้อมด้วยคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และแนวทางปฏิบัติ โดยได้เน้นย้ำเรื่อง “ธรรมนาวา วัง” ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ช่วยขัดเกลาจิตใจ ให้มีความอดทน มีสติ และตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้นำข้อคิดคติธรรมไปประพฤติปฏิบัติ เป็นแนวทางในการสร้างความสุขในครอบครัว และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อส่วนรวม

บรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 38 และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้ากับงานบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้แก่พี่น้องประชาชนชาวน่านสืบไป


นที มีเดช รายงาน

แว่นท็อปเจริญร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย จัดกิจกรรม CSR โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ

อุทัยธานี – แว่นท็อปเจริญร่วมกับมูลนิธิสงเคราะห์เด็กสภากาชาดไทย จัดกิจกรรม CSR โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ

วันนี้วันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่หอประชุมโรงเรียนห้วยคตพิทยาคม อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ได้จัดโครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี โดยความร่วมมือระหว่างแว่นท็อปเจริญและมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ภายในกิจกรรมนายสิทธิชัย เทพภูษา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธี พร้อมนายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ ผู้อำนวยการบริหารแว่นท็อปเจริญ นางสาวปริยา อังสุวร กรรมการอำนวยการและเหรัญญิกมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาด นายศราวุธ มูลโพธิ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เหล่ากาชาดจังหวัดอุทัยธานี พร้อมหน่วยงานข้าราชการในพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านผู้สูงวัยเข้าร่วมกิจกรรม

ส่วนบรรยากาศภายในงาน นายสิทธิชัย เทพภูษา รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ร่วมกิจกรรมลงพื้นที่เพื่อตรวจวัดสายตา ตรวจสุขภาพดวงตา และประกอบแว่นใหม่ฟรีให้แก่ผู้สูงวัยในจังหวัดอุทัยธานี โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาพร้อมเครื่องมือตรวจวัดสายตาที่ครบครันได้มาตรฐานจากแว่นท็อปเจริญเพื่อสนองพระราชประสงค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี องค์ประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดโดยมีผู้สูงวัยที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปเข้ารับบริการจำนวนกว่า 400 คน


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้าน

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้าน เอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยจากเหตุความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา, นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประ เทศไทย, นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการนายทะเบียนสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย, นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจง

นายชูวิทย์ฯ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวไทย โดยพบหลายสายการบินยังให้บริการเที่ยวบินจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารและมีการปรับตารางบินแบบวันต่อวัน อีกทั้งเที่ยวบินจากดูไบยังมีการยกเลิกและปรับตารางบินหลายเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่าราคาบัตรโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% มีการยกเลิกเที่ยวบินต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 50 เที่ยวบินต่อวัน โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พบจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินทยอยกลับประเทศทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบสะสม 58,876 คน

หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางยุโรปและอเมริกาที่อาจลดลงถึงกว่า 5 แสนคน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้นักท่องเที่ยววิตกค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และวิตกเรื่องความปลอดภัยเพราะใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวเลิกเดินทางในประเทศหรือภูมิภาคอื่นแทน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงต้องกระตุ้นการเดินทางของตลาดทดแทนในเอเชียโอเชียเนียและรักษาตลาดยุโรปและอเมริกาโดยจะผลักดันการบินเชื่อมโยงระหว่างร่วมกับสายการบินที่ข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

นอกจากนี้จะส่งเสริมประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลกเพื่อให้นักเดินทางได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า รวมทั้งกลุ่มลองสเตย์กลุ่มรักษาพยาบาลและกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง

นายรัชชพรฯ กล่าวว่า หากประเทศไทยเตรียมตัวให้ดีจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาหาพื้นที่ตามเมืองชายทะเลต่างๆ เช่น เกาะสมุย,เกาะพะงัน และเกาะอื่นๆในจังหวัดภูเก็ต จึงควรเปิดให้ชาวต่างชาติที่หนีภัยสู้รบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

โดยรัฐ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายการลงทุน หรือมีสูตรการลงทุนที่นักลงทุนสามารถปรึกษาได้จริงๆ ซึ่งนอกจากอสังหาริมทรัพย์ยังมีเรื่องรถเช่าและธุรกิจต่างๆ ที่จะมีโอกาสเติบโตในพื้นที่

“จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล เหมือนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งการที่พวกเขาเข้าไปอยู่อาศัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือเมื่อมาทำธุรกิจไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับกลุ่มตลาดเหล่านี้

ทำอย่างไรให้ การมาท่องเที่ยวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมาอยู่อาศัยและลงทุนจะต้องมีความเข้าใจ ที่ตรงกันรวมทั้งปฏิบัติภายใต้กฎหมายไทย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรไทยมีความคุ้มค่ากับการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายรัชชพรฯ กล่าว

ด้านนายพิศูจน์ฯ กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกเรื่องน้ำมันไม่มีเติม จะขับรถไปเองก็กลัวจะกลับไม่ได้ โดยตอนนี้ยังไม่เห็นภาครัฐพูดถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เลย จึงต้องเร่งให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว จึงฝากททท.ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ เนื่องจากพบนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนอนรอเติมน้ำมัน แต่ไม่มีน้ำมันให้เติมและต้องเข็นรถกลับมาคืนร้านเช่า ภาพแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศเรา โดยปัญหาที่เข้าใจว่าน้ำมันหมด แต่แท้จริงแล้วน้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพียงแต่ไม่มีเติม จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ล็อกเป้าไม่พลาด สืบ สตม. รวบหนุ่มสวีเดน หนีหมายแดงตำรวจสากล

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ สตม. เร่งรัดการขับเคลื่อน ประสานงานกับตำรวจสากล และองค์กรต่างๆ เช่น Interpol Europol และ ASEANAPOL เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล กวดขันการอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายของคนต่างด้าว โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองออกสืบสวนหาข่าวบุคคลต่างด้าวกระทำความผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น

ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต. พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก. สส.สตม./กรรมการและเลขานุการ ศปชก.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม.,พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก. สส. สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม. โดย พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ได้รับการประสานจาก สอท.สวีเดน ประจำประเทศไทย ให้ช่วยติดตามจับตัวชายชาวสวีเดนทซึ่งเป็นบุคคลตามหมายแดงองค์การตำรวจสากล (Red Notice Interpol) จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.สิทธิชัย เข็มกลัด สว.กก.1 บก.สส.สตม. พร้อมชุดสืบสวน ดำเนินการสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว

วันที่ 17 มี.ค.2569 เวลา 17.00 น. ชุดสืบสวนได้นำกำลังเข้าจับกุม Mr.KNUT (สงวนนาม สกุล) สัญชาติสวีเดน ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับที่กำลังตามตัว ได้บริเวณอาคารแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท คลองเตย กทม. โดยจากการตรวจสอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร พบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2023 และได้มีการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรครั้งสุดท้ายที่ ตม.จ.ชลบุรี อนุญาตถึงวันที่ 3 มี.ค.2026 ซึ่งการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรดังกล่าวได้สิ้นสุดแล้ว และได้ทำการสืบสวนเฝ้าติดตามจนสามารถจับกุมตัว Mr.KNUT ได้ในที่สุด เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหา เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (Overstay) นำส่ง พงส. ท้องที่เกิดและเตรียมส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

ทั้งนี้ สตม. มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล อันจะช่วยเสริมศักยภาพในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตามนโยบายของ ผบ.ตร. อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ปั้นแรงงานไทย สู่โครงการ IM Japan รองรับกว่า 2,000 อัตรา

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานปั้นแรงงานไทย สู่โครงการ IM Japan รองรับกว่า 2,000 อัตรา

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมทักษะให้แก่แรงงาน ทั้งด้านภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมทั้งเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ตามโครงการฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิคสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิคไทยในญี่ปุ่น ประจำปี พ.ศ.2569 (IM Japan) โดยมี นางกิติมา ศิริประธาน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี กล่าวรายงาน ให้การต้อนรับ และนำเยี่ยมชม และมีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเยี่ยมชม ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ร่วมกับองค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น หรือ IM Japan (Public Interest Foundation, International Manpower Development Organization, Japan) เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีความต้องการแรงงานไทย จำนวนกว่า 2,000 คน  และมอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นสถานที่ฝึกอบรม ซึ่งในปัจจุบันสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี รับผิดชอบเป็นหน่วยฝึกตามโครงการฝึกปฏิบัติงานอุตสาหกรรมการผลิตด้านเทคนิคประเทศญี่ปุ่น โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมดำเนินการแล้ว จำนวน 79 คน และอยู่ระหว่างการฝึกอีก 3 รุ่น จำนวน 57 คน จะจบการฝึกอบรมในวันที่ 22 เมษายน  2569 นี้

ทั้งนี้ได้นำหลักสูตรการฝึกอบรมเตรียมความพร้อม ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคไทยไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหลักสูตรกลางของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาใช้ในการฝึกอบรม เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 เดือน แบ่งออกเป็น 2 ช่วง (Part) ประกอบด้วย ช่วงที่1 ระยะเวลา 2 เดือน เป็นการฝึกด้านภาษา ประเพณีและวัฒนธรรมในขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นจะมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกเพื่อไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนั้นจะเข้าสู่การฝึกอบรมในช่วงที่ 2 อีก 2 เดือน เน้นการฝึกภาคปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกาย ประเพณีวัฒนธรรม กฎหมายแรงงาน และภาษาที่เป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะ ที่จำเป็นต้องใช้เกี่ยวกับการทำงานในสถานประกอบกิจการ 

นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า กรมได้จัดเตรียมที่พักให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย กิจกรรมสันทนาการ ละลายพฤติกรรม สร้างความสามัคคีและสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงานก่อนไปฝึกงานประเทศญี่ปุ่น สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสฝึกปฏิบัติงานในประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 3 ปี มีเบี้ยเลี้ยงตลอดการฝึกปฏิบัติงาน เมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติงานแล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ จำนวน 6 แสนเยน หรือประมาณ 2 แสนบาท และหากฝึกปฏิบัติงานครบกำหนดแล้ว มีผลการฝึกปฏิบัติงานดียังมีโอกาสทำงานเป็นพนักงานในสถานประกอบกิจการของประเทศญี่ปุ่นต่อได้อีกด้วย 

ในวันนี้จากการสำรวจความเรียบร้อยของสถานที่ที่ใช้รองรับโครงการ ได้แก่ ห้องฝึกอบรม หอพัก และโรงอาหาร นั้นพบว่ามีความพร้อม และมีสิ่งอำนวยความสะดวก เหมาะสมในการอบรมทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างครบครัน สำหรับผู้ที่สนใจทำงานในประเทศญี่ปุ่นสามารถติดตามประกาศรับสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน เว็บไซต์ www.doe.go.th/overseas อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชุมแพโมเดล “แก้หลาก แก้แล้ง แก้จน” ในพื้นที่นาเพียง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

“ชุมแพโมเดล” บูรณาการโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำ ริ โดยมูลนิธนโยบายสาธารณะไทย ภายใต้แนวคิด “แก้หลาก แก้แล้ง แก้จน” ในพื้นที่ ตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น นางสาวอ้อยใจ คำบุญเรือง นายอำเภอชุมแพ ร่วมมือกับมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย เป็นประธานในการให้ความรู้กับชุมชน ในการทำธนาคารน้ำใต้ดิน และสนับสนุนการต่อยอดความมั่นคงด้านเศรษฐ กิจให้กับคนชุมชนโดยมีการสนับสนุน ทำแปลงทดลองปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่ เพื่อร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยใช้ชื่อ “ชุมแพโมเดล” โดยได้มีร่วมบันทึกลงนามร่วมกัน ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 21 สังกัด หน่วยบัญชาการทหารพัฒนากองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ โดยดำเนินการกักเก็บน้ำใต้ดินผ่านระบบธนาคารน้ำใต้ดินแบบเปิด เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องตลอดทั้งปี

โดยมีผู้ที่มาให้ความรู้กับประชาชน ประกอบไปด้วย ผู้ร่วมงานเสวนา นายกำธร พัฒนแก้ว ผู้อำนวยการสายงานรัฐกิจและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท กรีนสปอต จำกัด, นายสมศักดิ์ ตันติรักษาชัย กรรมการ ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ, อาจารย์ ดร.เจตษฎา อุตรพันธ์ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,นายวิรัญ วันเต็ม ปลัดเทศบาลตำบลนาเพียง,นายคณิต นพวานศรี ตัวแทนเกษตรกรผู้เข้าร่วมแปลงทดลองปลูกถั่วเหลือง และนายวิโรจน์ แนวประเสริฐ ตัวแทนเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการแปลงทดลองปลูกถั่วเหลือง เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรในพื้นที่

เมื่อพื้นที่มีความพร้อมด้านแหล่งน้ำแล้ว จึงได้ต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้แนวคิด “แก้หลาก แก้แล้ง แก้จน” และพัฒนาเป็น “ชุมแพโมเดล” โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ภายใต้แนวคิดและการออกแบบโครงการของคุณโชติ โสภณพนิช ประธานกรรมการมูลนิธินโยบายสาธารณะไทยและคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ประธานโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ การทำงานโครงการ คือการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทาน เพื่อ แก้หลาก แก้แล้ง แก้จน สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลจากระบบชลประทาน เข้าใจและสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้หลาก แก้แล้งและ แก้จน โดยใช้แนวทางตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ประทานแนวทางไว้ว่า “ต้องประหยัด ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ และที่สำคัญคือชุมชนต้องมีส่วนร่วม” มีการอบรมให้ความรู้แก่คนในชุมชนเรื่องบริหารจัดการน้ำในรูปแบบธนาคารน้ำใต้ดิน ระบบเปิด และระบบปิด

ซึ่งในห้วงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงานร่วมบันทึกลงนามร่วมกันเพื่อบูรณาการความร่วมมือกับ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ในการสนับสนุนด้านการสำรวจวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำเป็นธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด ในพื้นที่สังกัดของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตำบลนาเพียง อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งได้ทำงานร่วมกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 21 สังกัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ โดยดำเนินการกักเก็บน้ำใต้ดินผ่านระบบธนาคารน้ำใต้ดินแบบเปิด เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องตลอดทั้งปี


พรพิพัฒน์ รายงาน