กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ นาโนเทค สวทช. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ นำร่อง “ChemSense” ยกระดับความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทย

กรมวิทยาศาสตร์บริการ จับมือ นาโนเทค สวทช. พัฒนามาตรฐานชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ นำร่อง “ChemSense” ยกระดับความเชื่อมั่นนวัตกรรมไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนามาตรฐานสำหรับนวัตกรรมไทย ร่วมกับ ศูนย์นาโนเทคโน โลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อยกระดับมาตรฐาน ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน โดยเลือก “ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense” เป็นกรณีศึกษาในการจัดทำข้อกำหนดคุณลักษณะสำหรับมาตรฐานชุดตรวจ นำร่องด้วย ชุดตรวจแมงกานีสในน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ก่อนขยายไปยังชุดตรวจอื่นๆ ในกลุ่ม ChemSense เช่น เหล็ก ฟลูออไรด์ และทองแดง รวมถึงชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ M Sense เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลงานนวัตกรรมไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

ดร.อรวรรณ ปิ่นประยูร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า (วศ.) ในฐานะองค์กรกำหนดมาตรฐาน (Standards Developing Organizations: SDOs) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนามาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนให้นวัตกรรมไทยมีมาตรฐานรองรับ เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้งาน และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานสำหรับ ชุดตรวจไอออนแมงกานีสในน้ำ ขณะนี้ได้กำหนดคุณ ลักษณะเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ประชาพิจารณ์) โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 จากนั้น (วศ.) มีแผนขยายการจัดทำมาตรฐานไปยังชุดตรวจอื่นๆ ในกลุ่ม ChemSense และชุดตรวจโลหะหนักในน้ำ M Sense เพื่อรองรับการใช้งานด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

ด้าน ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวว่า นาโนเทคได้พัฒนา ชุดตรวจวัดสารเคมีในน้ำ ChemSense ซึ่งเป็นชุดตรวจโลหะและสารเคมีปนเปื้อนในน้ำ อาทิ แมงกานีส ทองแดง เหล็ก และฟลูออไรด์ เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่มักใช้เวลานานและมีต้นทุนสูง โดยชุดตรวจดังกล่าวสามารถใช้งานได้ง่าย เพียงเก็บตัวอย่างน้ำ เติมน้ำยาทดสอบ และรอผลประมาณ 1–3 นาที ก็สามารถทราบผลได้

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาอุปกรณ์ DuoEye Reader ซึ่งเป็นอุปกรณ์ IoT สำหรับประมวลผลปริมาณโลหะปนเปื้อนในน้ำและแสดงผลแบบ Real-time โดยนวัตกรรมดังกล่าวมีสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรหลายรายการ และผ่านการรับรองความถูกต้องแม่นยำจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ กรมวิทยาศาสตร์บริการ ในการพัฒนามาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนให้ผลงานวิจัยของไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #มาตรฐาน #ความร่วมมือ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.กาญจนบุรี รวบ 3 ชาวจีน ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซ่อนตัวรีสอร์ทกลางเมือง

ตม.กาญจนบุรี รวบ 3 ชาวจีน ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซ่อนตัวรีสอร์ทกลางเมือง

วันที่ 17 มี.ค.2569 เวลา 08.00 น. พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 ในฐานะ โฆษก บก.ตม.3 เปิดเผยกรณี ผบช.สตม. สั่งการให้ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จ.กาญจนบุรี นำกำลัง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จ.กาญจนบุรี จับกุมชาวจีน 3 ราย หลบหนีเข้าเมืองฯ ซ่อนตัวตามรีสอร์ทกลางเมืองกาญจนบุรี

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จ.กาญจนบุรี ตรวจพบบุคคลต่างด้าวต้องสงสัย จึงได้สืบสวนติด ตามพบว่าได้เข้าพักบริเวณรีสอร์ท ใน ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ต่อมาได้เข้าตรวจสอบภายในรีสอร์ทดังกล่าว พบ 1.นายหลี่ ตง อายุ 29 ปี,2.นายจู หย่ง หยิน และ 3.นายจัง ฟั่ง หลง สัญชาติจีนทั้งหมด ไม่มีเอกสารแสดงตน จากการสอบถามผู้ถูกจับที่ 1 ได้ให้การว่าพวกตนเป็นบุคคลสัญชาติจีนเดินทางมาจากประเทศเวียดนาม ผ่านประเทศลาว และเดินทางเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ โดยมีรถยนต์มารอรับพวกตนที่บริเวณแนวชายแดนไทย-ลาว และมาส่งพวกตน ณ รีสอร์ทดังกล่าวเมื่อวันที่ 16 มี.ค.2569 เวลาประมาณ 07.00 น. ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ชุดจับกุมจึงได้ทำบันทึกจับกุม พร้อมส่งตัวให้ พงส.สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. มีนโยบายป้องกันและปราบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองและกระทำผิดกฎหมาย โดยให้ สตม. วางมาตรการเชิงรุก สกัดกั้น ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าว รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติในประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.แก้ว เข้าร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ

”ดร.แก้ว“ เข้าร่วมพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” นั่งประธานสภาฯ “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ

วันที่ 16 มี.ค.2569 สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 อาคารรัฐสภา โดยมี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว อดีตที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร (กิตติมศักดิ์), อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้เข้ามายังห้องร่วมพิธีในเวลา 14.30 น. ต่อมาหลังจากเสร็จพิธี ดร.แก้ว ยังได้มอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาคนที่2 และ ดร.คมคาย อุดรพิมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.มหาสารคาม) เขต 6 สังกัดพรรคภูมิใจไทย

โดยในพิธีมีนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้อ่านพระบรมราชโองการ ความว่า

ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ด้วยในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 1 วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ประชุมได้ลงมติเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

1.นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
2.นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1
3.นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานทางสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอกประยุทธ์ฯ เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ สนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่า 1.12 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ สนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่า 1.12 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ ได้ทำคุณประโยชน์โดยการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ “ชุดมอเตอร์ไถผิวหนังระบบแบตเตอรี่ และขูดผิวหนัง” มูลค่า 1,125,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในส่วนภูมิภาค ตามปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในด้าน “รักษาชีวิต” ณ ห้องประชุมราชาวดี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ.2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 199 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418,เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดร.แก้ว” ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนา ตำรวจภูธรภาค1 ครบรอบปีที่50 พร้อมมอบของที่ระลึกให้กับ พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1

”ดร.แก้ว“ ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนา ตำรวจภูธรภาค1 ครบรอบปีที่50 พร้อมมอบของที่ระลึกให้กับ พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2569 ณ ตำรวจภูธรภาค 1 ถนนวิภาวดีรังสิต : พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช. ภ.1 ประธานจัดงานฯ พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.1, ผบก.ในสังกัด ภ.1, คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 และข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.1 ร่วมกันนี้ยังมี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย,ประธานคณะกรรมการที่ปรึก ษาอัยการจังหวัดนนทบุรี,ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี เข้าร่วมพิธีพร้อมมอบของที่ระลึกแสดงความยินดีให้กับ พล.ต.ท.พัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1

โดยวันคล้ายวันสถาปนา ตำรวจภูธรภาค 1 ประจำปี 2569 ครบรอบปีที่ 50 ได้มีกำหนดพิธีการดังนี้

  • เวลา 06.39 น. พิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ ภ.1 ได้แก่ พระพุทธโสธร,ศาลพระภูมิเจ้าที่,รูปหล่อ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์
  • เวลา 08.19 น. พิธีวางพวงมาลา และสดุดีข้าราชการผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ ลานเกียรติยศตำรวจกล้า ภ.1
  • เวลา 09.30 น. พิธีรับ พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นผู้แทน ตร. เดินทางมาเป็นประธานพิธี ณ บริเวณหน้าอาคารอเนกประสงค์ ภ.1
  • เวลา 10.00 น. พิธีสงฆ์ ได้รับความเมตตาจาก ครูบาอริยชาติอริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1
  • เวลา 11.20 น. พิธีส่ง พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร./ผู้แทน ตร. ณ บริเวณหน้าอาคารอเนกประสงค์ ภ.1
  • เวลา 11.35 น. พิธีมอบทุนเรียนดี ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1

โดยมี คณะอดีตผู้บังคับบัญชาตำรวจภูธรภาค 1,คณะที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค 1,ผู้แทนหน่วยงานราชการ และ ภาคเอกชน สื่อมวลชน เข้าร่วมแสดงความยินดี และมอบกระเช้าดอกไม้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ ประจำปี 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ ประจำปี 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 19–22 มีนาคม พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์หลวงปู่ไต้ฮงโจวซือ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์) ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 17.00 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ เคลื่อนขบวนผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน ไปตามถนนเยาวราช เจริญกรุง โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะ เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม-วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00–21.00 น. สำหรับวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 18.00 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีอย่างดี เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติของไทย จะมีงานฉลองสมโภชเจ้าแม่ ซึ่งจัดเป็นงานฉลองใหญ่ทุกปี ท่านที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะได้ที่ ศาลเล่งจูเกียง ถนนอาเนาะรู อำเภอเมือง ซึ่งมีรูปจำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ ที่สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น มีชาวปัตตานีได้มากราบไหว้ และ บนบานศาลกล่าว ปรากฏว่าต่างก็สมหวังไปตามๆ กัน ผู้คนจึงร่ำลือโจษจันไปทั่วปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ในทุกๆ ปี ตั้งแต่วันชิวอิก ถึง ชิวสี่ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือ 1 เดือนหลังจากวันตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ กำหนดอัญเชิญองค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ มาประดิษฐานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย ให้ประชาชนที่เลื่อมใสที่ไม่สะดวกเดินทางไปถึงปัตตานี หรือสงขลา ได้มีโอกาสสักการบูชาทุกปี โดยในการสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากเครื่องกระดาษ ธูป-เทียน นัยว่าท่านโปรดผ้าแพรสีแดง- ชมพู และ สร้อยมุก สร้อยมุกนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ เมื่อนำสักการะและอธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว นำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ทั้ง 2 เส้น และนำคืนมา 1 เส้นนำกลับไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เตรียมของไหว้ต่างๆ ประกอบด้วย สร้อยมุก 2 เส้น-พวงมาลัย-ขนมมงคล-ชุดกระดาษพร้อมธูป-เทียน ไว้บริการภายในงาน เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาสักการบูชา

ติดต่อสอบถาม รวมถึงติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418,เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘ตั๊น’ ทุ่มสุดตัวก่อนแข่งกระโดดร่มเวิลด์คัพ หญิงไทยคนแรกบู๊ในร่ม-สร้างแรงบันดาลใจยช.

‘ตั๊น’ ทุ่มสุดตัวก่อนแข่งกระโดดร่มเวิลด์คัพ หญิงไทยคนแรกบู๊ในร่ม-สร้างแรงบันดาลใจยช.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย หัวหมาก : “ตั๊น” จิตภัสร์ กฤดากร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้ารับการตรวจร่างกายก่อนการแข่งขันกระโดดร่มอินดอร์ ศึก “เอฟเอไอ เวิลด์คัพ อินดอร์ สกายไดฟ์วิ่ง” ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2569

จิตภัสร์ฯ กล่าวว่า จะเข้าร่วมการแข่งขันประเภทอินดอร์ สกายไดฟ์วิ่ง โซโล่ ฟรีสไตล์ ซึ่งก็ได้ฝึกซ้อมมาอย่างต่อเนื่องในอุโมงค์ลม ที่ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยในช่วงนี้มีโค้ชชาวต่างชาติระดับแชมป์โลกจากทั้งฝรั่งเศสและสาธารณรัฐเช็กดูแลการฝึกซ้อม โดยได้ฝึกซ้อมกระโดดร่มกลางแจ้ง มาตั้งแต่ปี 2564 และมาฝึกในร่มเมื่อปี 2567 การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันครั้งแรกในนามทีมชาติไทย รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นตัวแทนทีมชาติที่เป็นผู้หญิงคนแรกที่แข่งขันในประเภทนี้ ดีใจที่จะได้แสดงให้เห็นว่านักกีฬาไทยก็มีขีดความสามารถที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลกได้

ตั๊น กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาฝึกซ้อมมาอย่างหนัก และมีอาการเจ็บหลายครั้ง แต่ก็ตั้งใจมากที่จะเตรียมความพร้อมในการแข่งขันเวิลด์คัพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ในการก้าวเข้ามาเล่นกีฬากระโดดร่มให้มากขึ้น การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังถึงเหรียญรางวัล เพราะเป็นครั้งแรก โดยจะแข่งขันทั้งหมด 3 รอบ คล้ายๆ กับฟิกเกอร์สเก็ต แล้วนำคะแนนมารวมกัน มีหลายชาติเข้าร่วมแข่งขัน หวังว่าจะทำผลงานออกมาได้ดี

“เรื่องการเมืองก็ยังไม่ทิ้ง เป็นช่วงพักมากกว่า ถึงแม้ว่าวันนี้จะไม่ได้อยู่บนเวทีการเมือง แต่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติในด้านอื่นๆ สร้างความภาคภูมิใจให้กับพ่อแม่พี่น้องคนไทยได้เหมือนกัน” จิตภัสร์ฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ทหารรบพิเศษ ออกแจกจ่ายน้ำสะอาดให้ประชาชนประสบภัยแล้ง

จังหวัดลพบุรี – ค่ายวชิราลงกรณ์ นำรถบรรทุกน้ำของหน่วย ออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2569 ตามนโยบาย ของกองทัพบก

กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) ค่ายวชิราลงกรณ์ จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการพลเรือน กองพันประจำอำเภอ และกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จำนวน 6 นาย พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุกน้ำ ขนาด 6,000 ลิตร ของหน่วย จำนวน 1 คัน ในนามศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 ร่วมกับ เทศบาลตำบลดีลัง ออกแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน บริเวณพื้นที่หมู่ที่ 2 หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 6 ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยใช้แหล่งน้ำดิบบริเวณอ่างเก็บน้ำเขาน้อย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตระบบประปาผิวดิน ซึ่งปัจจุบัน ปริมาณแหล่งน้ำดิบดังกล่าว ไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา เนื่องจากเกิดปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ฝนตกน้อยกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

โดยหน่วยได้ให้การสนับสนุนรถยนต์บรรทุกน้ำ จำนวน 12 เที่ยว เที่ยวละ 6,000 ลิตร รวมปริมาณน้ำ 72,000 ลิตร เพื่อทำการแจกจ่ายน้ำอุปโภค บริโภค ให้กับประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ภาชนะกักเก็บน้ำสำรองในแต่ละครัวเรือน รวมถึงถังน้ำกลางในหมู่บ้าน เริ่มแห้งขอด เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันตามนโยบายของกองทัพบก ในโครงการ “ราษฎร์ รัฐ ร่วมใจช่วยภัยแล้ง” ประจำปี 2569 และได้เข้าประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ และเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ตลอดจนการใช้น้ำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากน้ำอย่างคุ้มค่า

ทั้งนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกรมรบพิเศษที่ 1 ได้มีการสั่งให้หน่วยขึ้นตรง กรมรบพิเศษที่ 1 เตรียมพร้อมด้านกำลังพลและยานพาหนะของหน่วยให้พร้อม เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นกรณีเร่งด่วน เมื่อได้รับการร้องขอ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ไปจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลีคลาย ตามนโยบาย ของ กองทัพบก


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

แห่ชมกัลปพฤกษ์ ซากุระเมืองไทย บานสะพรั่งสวยงามสองข้างทาง

จังหวัดลพบุรี – นักท่องเที่ยวแห่ชมความงามดอกกัลปพฤกษ์ ซากุระเมืองไทย บานสะพรั่ง 2 ข้างทาง เกือบ 4 กิโลเมตร ที่ ลพบุรี หนึ่งปีมีครั้งเดียว

ที่ บริเวณ ริมถนนสายเส้นวัดถ้ำบ่อทอง หมู่ 13 ตำบลช่องสาริกา อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีต้นกัลปพฤกษ์ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งสวยงามเต็มต้น ริม 2 ฝั่ง ยาวเกือบ 4 กิโลเมตร ซึ่งกำลังยืนต้นอวดโฉมให้ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ขับผ่าน และนักท่องเที่ยวทั้งจากในจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ได้ลงไปเก็บภาพเป็นที่ระลึก เป็นมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้นักท่องเที่ยวได้มาเช็กอิน ซึ่งต้นกัลปพฤกษ์จะออกดอกทุกปีในช่วงปลายเดือนปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปลายเดือนมีนาคม แล้วดอกก็จะร่วงโรยไป ทำให้ช่วงนี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามของถนนเส้นนี้ ซึ่งตลอด 2 ข้างทาง ซึ่งดอกกัลปพฤกษ์จะเป็นสีชมพูสวยที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม และดอกจะร่วงโรยไปในช่วงสิ้นเดือนความสวยงามแบบนี้ หนึ่งปีจะมีเพียงครั้งเดียว

ซึ่งในแต่ละวัน ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น จะมีนักท่องเที่ยวมาจอดรถถ่ายภาพ และชมความงดงามของดอกกัลปพฤกษ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมากทำให้ชาวบ้าน นำสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้าทางการเกษตร และของกินมาขายให้กับนักท่องเที่ยว

สำหรับต้นกัลปพฤกษ์ ที่เติบโต อยู่ริมถนนเส้นหน้าวัดบ่อทองแห่งนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก…. นาย พัลลภ ภัทรบดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสาริกา ….. เล่าว่า เริ่มต้นจากที่ชาวชุมชน อบต.ช่องสาลิกา และภาคเอกชน เป็นความร่วมมือกันวางแผนล่วงหน้าในการปลูกต้นกัลปพฤกษ์ เป็นการวาดฝันไว้ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวใช้เวลา 8 ปี สุดท้ายแล้ว ความฝันของชาวบ้านเป็นจริงอย่างที่เห็น รู้สึกดีใจที่ ใช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีรายได้เพิ่ม ซึ่งในอานาคต จะมีการปลูกต้นกัลปพฤกษ์เพิ่มขึ้นอีก และจัดสถานที่จอดรถ เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเป็นถนน 2 เลน บางวันต้องขอความร่วมมือให้รถพ่วงโรงงานเลี่ยงไปวิ่งเส้นทางอื่นแทน โดยในแต่ละวัน อบต.ช่องสาริกา จะจัดเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว จึงอยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกกัลปพฤกษ์ กำลังบ้านเต็มที นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส 3 อย่าง คือ…. 1. ได้ดูดอกไม้สวยงาม 2. ได้กราบไหว้ พระอาจารย์ เกจิ ชื่อ ดังประจำตำบล และ 3.ได้ช็อปปิ้งสินค้าเกษตรพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่ปลูกกันเองในพื้นที่ อีกด้วย

และเนื่องจาก นักท่องเที่ยวพากัน ต่างพากันขนานนาม ให้ดอกกัลปพฤกษ์ ของถนนสายนี้ เป็นดองกซากุระเมืองไทย ที่สวนงามอยู่ในลำดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ประกอบการร้านค้าในชุมชน จึงเกิดแนวคิดการนำชุดเครื่องแต่งกาย สไตล์ญี่ปุ่น และเกาหลี มาเปิดให้บริการให้เช่าแก่นักท่องเที่ยว ได้ถ่ายรูปกับดอกซากุระเมืองไทย… ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี… เพราะไม่ต้องบินไปไกลถึง ญี่ปุ่นหรือเกาหลี ก็สามารถถ่ายรูปสวยๆ กับ ซากุระเมืองไทยได้สวยงาม ในราคาเพียงชุดละ 50 บาท เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเลือกใช้บริการ แต่งกายตามสไตล์ความชอบ เพื่อนำไปถ่ายรูปกับ ดอกกัลปพฤกษ์ ที่บานสะพรั่ง เหมือนดอกซากุระบาน จนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมและถ่ายภาพพากันขนานนาม…และพากันติดแฮชแท็ก ว่า..เป็น ซากุระเมืองไทย หรือ ซากุระลพบุรี และด้วยความสวนงามของ ดอกกัลปพฤกษ์ หรือ ดอกซากุระเมืองไทย แห่งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคน ยอมที่จะควักกระเป๋าเพื่อจ่ายเพิ่มสำหรับ จ้างช่างภาพมืออาชีพ มาเก็บภาพของตนเองเพื่อนำไปแชร์ เช็คอิน อวดโฉม กันในสื่อออนไลน์เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเกิดการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และบรรดาช่างภาพอิสระที่มาค่อยให้บริการถ่ายภาพสวยๆให้ ในราคาเซ็ตละไม่กี่บาท (100 – 500) ตามแต่ตกรงกัน ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชน อีกทั้งยังมีการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ผักผลไม้อินทรีย์ จากสวนของชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ให้นักท่องเที่ยวได้ติดไม้ติดมือ ไปเป็นของฝากกลับบ้านอีกด้วย

ทั้งนี้ ต้นกัลปพฤกษ์ เป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ประมาณ 5-15 เมตร มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง แต่ไม่หนาแน่นทึบ แตกกิ่งต่ำและทอดกิ่งยาวขึ้นสู่ด้านบน สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ที่ดินไม่ค่อยสมบูรณ์ ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวัน พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศพม่า ลาว เขมร เวียดนาม และในประเทศไทย

สำหรับดอกกัลปพฤกษ์ ออกดอกเป็นช่อกระจายตามกิ่งพร้อมกับแตกใบอ่อน ช่อดอก ยาวได้ประมาณ 5-10 เซนติเมตร มีขนสีเหลืองขึ้นปกคลุม ช่อดอกจะออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่ง เมื่อเริ่มบานดอกจะเป็นสีชมพู แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ จนถึงสีขาวเมื่อใกล้ร่วงโรย ประโยชน์ของกัลปพฤกษ์ ในสมัยก่อนจะใช้เนื้อในฝักกินกับหมาก ต้นกัลปพฤกษ์ จัดเป็นไม้มงคลที่มีรูปทรงสวยงาม ให้ดอกสวย ออกดอกดกเต็มต้น มีสีชมพูอ่อนสดใสดูงดงามเหมือนดอกเชอร์รี่ อีกทั้ง ดอกกัลปพฤกษ์ก็มีทั้งสีชมพูและสีขาว จึงรวบรวบความงดงามของทั้งดอกเชอร์รี่และดอกแอปเปิลไว้ในคราวเดียวกัน ในปัจจุบันนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกันทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่จะปลูกไว้ประดับอาคารบ้านเรือน ปลูกในสวนสาธารณะ และริมถนนทั่วไป และสามารถทนดินและอากาศแห้งได้เป็นอย่างดี สำหรับความเชื่อของคนไทยในอดีตเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ เปรียบเหมือนแก้วสารพัดนึก หากปรารถนาสิ่งใด จะไปขอเอาจากต้นไม้นี้ อีกทั้งต้นกัลปพฤกษ์ ยังถือ เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ มีโชคมีชัย อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน สร้างชื่อระดับประเทศ “อู้ว..เอดามาเมะ” คว้า 2 รางวัล บนเวที RRR Award พร้อมยอดขายสูงสุด

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน สร้างชื่อระดับประเทศ! “อู้ว..เอดามาเมะ” คว้า 2 รางวัล บนเวที RRR Award พร้อมยอดขายสูงสุด

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน ขอแสดงความยินดี กับ กลุ่มธุรกิจ “อู้ว..เอดามาเมะ” ตัวแทนนักเรียน นักศึกษา จากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน สามารถคว้า รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 3 พร้อมโล่เกียรติยศและเงินรางวัล 5,000 บาท และ รางวัล The Best Seller มียอดจำหน่ายสูงสุดในโครงการ รวม 20,000 บาท จากการแข่งขัน ทีมธุรกิจรอบชิงชนะเลิศ โครงการอาชีวะสร้างสรรค์ แปรฝันสู่ธุรกิจ (RRR Award) ประจำปีการศึกษา 2568 โดยผ่านการคัดเลือก 20 ทีมสุดท้าย จาก 244 ทีมทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 14–15 มีนาคม 2569
ณ ลานกิจกรรม Zpotlight ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี

นักเรียน / นักศึกษา

  1. นางสาวกนกวรรณ วนาคงสมปอง
  2. นางสาวสุธิดา คีรีสุขไสว
  3. นายทีปกร ไม่มีนามสกุล
  4. นางสาวศิริพร นอนุ
  5. นางสาวสร้อยกมล ขวัญพนาลี

คณะกรรมการดำเนินงานและผู้ควบคุมทีม

  1. นายธีรวุธ ยะอูป
  2. นางศรีนรินทร์ ริยาพันธ์
  3. นางภัทรานิษฐ์ พัศริศวโรจน์
  4. นางสาวรุ่งพิรุณ ต๊ะนะเรือน
  5. นายนัฐพงษ์ คำภีระ
  6. นายโอภาส มูลอ้าย
  7. นายเจษฎาวุฒิ อักษรเจริญ
  8. นายอดิศักดิ์ ปลายนา
  9. นายรุด จันทร์ทิพย์
  10. นางสาวรีย์นา ธาราพิทักษ์ชีวิน
  11. นางชนินาถ มหามัด

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึง ศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม


นที มีเดช รายงาน