พล.ต.ต.สมพลฯ ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ร่วมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ประจำปีงบประมาณ 2569

วันนี้ 12 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท
พ.ต.อ.สุเมธ โภชนา ผกก.สภ.สรรพยา เข้าร่วมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดชัยนาท ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นาย ภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธาน รองผู้ว่าราชการ,หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดชัยนาท และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมโครงการ ณ วัดสมอ หมู่ที่3 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จว.ชัยนาท

ภ.จว.ชัยนาท


“ช่วยเหลือยายวัย 74 ปี เกือบสูญเงิน 5 ล้าน ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์” พื้นที่ สภ.พระประแดง จว.สมุทรปราการ

“เกือบไปเกือบหมดตัว หวุดหวิดเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคาร ช่วยเหลือคุณป้า วัย 74 ปี ได้อย่างหวุดหวิด เกือบโดนแก๊งคอลเซ็น เตอร์หลอกโอนเงิน รวม 5 ล้านบาท เป็นอุทาหรณ์ เตือนภัย ให้ ประชาชนและผู้สูงอายุ ระมัดระวังตัว”

พล.ต. ภูมินทร์ สิงหสุตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการและ ผกก.สภ.พระประแดง จว.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานผลการตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรี อยุธยา สาขาบิ๊กซีสุขสวัสดิ์ ลูกค้าเป็นผู้สูงอายุมาติดต่อขอถอนเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท

วันนี้ 13 มี.ค.2569 สืบสวน สภ.พระประแดง ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีสุขสวัสดิ์ ลูกค้าเป็นผู้สูงอายุมาติดต่อขอถอนเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท จากการตรวจสอบทราบว่าลูกค้าสูงอายุคนดังกล่าว คือนางสุภีรภรณ์ ลักษณ์นิรันดร์ อายุ 74 ปี มาขอปรับเปลี่ยนบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเภทฝากประจำมาเป็นบัญชีประเภทออมทรัพย์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 และจะถอนเงินสดออกจากบัญชีแต่เจ้าหน้าที่ธนาคารเห็นผิดปกติจึงแจ้งว่าเงินสดไม่พอให้ถอน ต่อมาในวันนี้ (13 ม.ค.2569) นางสุภีรภรณ์ ลักษณ์นิรันดร์ ได้เดินทางมาที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา พระประแดง ต.ตลาด อ.พระประแดง จ.สมุทร ปราการ อีกเพื่อขอถอนเงินสด จำนวน 3 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ธนาคารจึงได้ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนเข้าไปตรวจสอบ พบนางสุภีรภรณ์ ลักษณ์นิรันดร์ อายุ 74 ปี กำลังอยู่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา พระประ แดง โดยมีเบอร์โทรหมายเลข 0949133265 โทรเข้ามาหานางสุภีรภรณ์ฯ เพื่อนัดหมายจะมารับเงินสดไปช่วยนับเงิน เจ้าหน้าตำรวจจึงได้เข้าไปเตือนสติ นางสุภีรภรณ์ฯ และสอบถามเหตุผลในการถอนเงินดังกล่าว และได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 มีเบอร์หมายเลข 0949133265 โทรเข้ามาหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขลางค์นคร จังหวัดลําปาง ให้ข้อมูลว่าบัญชีของนางสุภีรภรณ์ฯ มีการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เข้ามาในบัญชีของนางสุภีรภรณ์ ฯ ทุกๆ เดือน ต้องมาที่ สภ.เขลางค์นคร จังหวัดลําปาง เพื่อตรวจสอบเงินในบัญชี หากมาสะดวกให้ถอนเงินสดออกมาให้โดยจะมีผู้กองชาติไปรับเงินดังดังกล่าวและ ห้ามบอกเรื่องนี้ให้แก่ผู้อื่นโดยเด็ดขาด ตนเองเกิดความกลัวจึงไม่ได้แจ้งให้กับญาติพี่น้องให้ทราบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.พระประแดง ได้ประสานกับนายประพัทธ์ ชุ่มสวัสดิ์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 321 ซอย ประชาอุทิศ 79 แขวง ทุ่งครุ เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลานของนางสุภีรภรณ์ฯให้ทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และได้มาพบกับนางสุภีรภรณ์ฯให้ยุติการถอนเงินสดออกจากบัญชี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคาร ที่ช่วยให้คุณยายไม่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไป.


กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปิน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปิน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ ตึกแดงวินเทจ ชั้น 6 จตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดงาน “เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย และร่วมกันทำบุญตามประเพณีสำคัญของพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประ สงค์เพื่อสนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปินที่เจ็บป่วยและเสียชีวิต ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสมัชชาศิลปิน

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และกล่าวเปิดงาน โดยมี นายประยงค์ ชื่นเย็น ศิลปินแห่งชาติ ประธานกรรมการมูลนิธิสมัชชาศิลปิน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ทั้งนี้มีผู้สนับสนุนการจัดงานจำนวน 13 ราย ร่วมเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กัณฑ์ และร่วมมอบเงินบริจาคเพื่อสมทบกองทุนช่วยเหลือศิลปิน

ภายในงานมีการเทศน์มหาชาติ หรือมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวการบำเพ็ญทาน บารมีครั้งสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ประกอบด้วย 13 กัณฑ์ รวม 1,000 พระคาถา โดยการเทศน์ในครั้งนี้ได้รับความเมตตาจาก พระมหาจารุวัฒน์ จรณธมโม และพระมหาโสภณ สุธีโร จากวัดเวฬุวนาราม กรุงเทพมหานคร เป็นผู้แสดงพระธรรมเทศนา

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงประกอบเทศน์มหาชาติจากทีมนักแสดงทรงเครื่อง โดยทีมงานของอาจารย์เด่นชัย เอนกลาภ นายกสมาคมลิเกแห่งประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ให้ผู้ร่วมงานได้รับชมอย่างงดงามและเข้าถึงเนื้อหาทางธรรม

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ผู้สนับสนุน และผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก ที่ร่วมกันสืบสานประเพณีเทศน์มหาชาติ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงคุณค่าของการให้ทาน ความเสียสละ และการดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา พร้อมทั้งร่วมกันสร้างกุศลเพื่อช่วยเหลือศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวัฒนธรรมของชาติ

ทั้งนี้ งานเทศน์มหาชาติถือเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวพุทธนิยมจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เชื่อกันว่าการได้ร่วมฟังเทศน์ครบทั้ง 13 กัณฑ์ จะก่อให้เกิดอานิสงส์แห่งบุญกุศล ความสุข และความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ร่วมงาน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แม่น้ำปิง กัดเซาะตลิ่งกลางดึก บ้านริมตลิ่งเมืองตากทรุดพัง 2 หลัง เคราะห์ดีไร้ผู้บาดเจ็บ

แม่น้ำปิงกัดเซาะตลิ่งกลางดึก บ้านริมตลิ่งเมืองตากทรุดพัง 2 หลัง เคราะห์ดีไร้ผู้บาดเจ็บ

วันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายสัญญา เพชรเศษ นายอำเภอเมืองตาก มอบหมายให้นายศิวัธน์ วงศ์ยุทธนนท์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร้อย อส.อำเภอเมืองตากที่ 2 และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลวังหิน ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุบ้านเรือนประชาชนทรุดถล่มจากกรณีแม่น้ำปิงกัดเซาะตลิ่ง บริเวณริมแม่น้ำปิง หมู่ที่ 5 ตำบลวังหิน อำเภอเมืองตาก

จากการตรวจสอบพบว่า จุดเกิดเหตุเป็นบ้านพักอาศัยติดกันจำนวน 2 หลัง คือ บ้านเลขที่ 15/1 และบ้านเลขที่ 15/3 ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิง ได้รับความเสียหายถล่มพังทั้งสองหลัง ทรัพย์สินภายในบ้านเสียหายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด โดยเหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 00.00 น. ของคืนวันที่ 14 มีนาคม 2569

เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุเกิดจากแม่น้ำปิงมีตะกอนสะสมจนเกิดเป็นเกาะกลางแม่น้ำ ส่งผลให้ทิศทางการไหลของน้ำเปลี่ยนไปและกัดเซาะตลิ่งบริเวณบ้านเรือนประชาชนริมแม่น้ำมาเป็นระยะเวลานาน จนเกิดการทรุดตัวและพังถล่มดังกล่าว

ทั้งนี้ อำเภอเมืองตากจะได้ประสานองค์การบริหารส่วนตำบลวังหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

น่าน เตรียมจัดงานปี๋ใหม่เมืองน่าน จัดถนนเล่นน้ำสงกรานต์ “หลงจิงลู่” “ถนนบ่อน้ำมังกร” ปี 2569 เป็นปีแรก

น่าน – เตรียมจัดงานปี๋ใหม่เมืองน่าน ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร ร่วมกับคณะกรรมการศาลเจ้าปึงเถากงน่าน และชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ จัดถนนเล่นน้ำสงกรานต์ “หลงจิงลู่” “ถนนบ่อน้ำมังกร” ปี 2569 เป็นปีแรก

วันนี้ 15 มีนาคมคม 2569 17.00 น. นายจักรพันธ์ เทพสุคนธ์ ประธานคณะกรรมการชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี๋ใหม่เมือง นครน่าน ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร นายธนกร รัชตานนท์ ประธานศาลเจ้าปึงเถ่ากง คณะกรรมการศาลเจ้าปึงเถากงน่าน และชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ จัดงานปี๋ใหม่เมือง “หลงจิงลู่” “ถนนบ่อน้ำมังกร” ปี 2569 เป็นปีแรก ระหว่างวันที่12-14 เมษายน 2569

ในงานมีกิจกรรมสรงน้ำพระวัดหัวเวียงใต้ การแสดงของชมรมรำวงส่งเสริมสุขภาพ บ้านหัวเวียงใต้ (ชมรมรำวงย้อนยุคเดิม) แสดง มีประกวดซุ้มสงกรานต์ /ดนตรี/จำหน่ายอาหารที่ศาลเจ้าปึงเถากง ชุมชนไปจำหน่ายได้และหน้าร้านของตนเองจำหน่ายอาหารได้ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ตั้งแต่เวลา10.00 น.-19.00 น. บริเวณงานเริ่มตั้งแต่บริเวณหน้าวัดหัวเวียงใต้ – ศาลปึงเถ่ากงน่าน เลยธนาคารกรุงไทย สาขาน่าน ไปจนถึงสามแยกสิงห์คำรณ ถนนสุมนเทวราช ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน และพร้อมที่จะจัดในปีต่อ ๆ ไป เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของนครน่าน และสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการร้านค้า สถานที่พัก ปั๊มน้ำมัน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

แม่ทัพภาคที่ 3 ประกอบพิธีพุทธาเทวาภิเษก เหรียญ หลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่นอานม้า

แม่ทัพภาคที่ 3 ประกอบพิธีพุทธาเทวาภิเษก เหรียญ หลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่นอานม้า

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระครูมงคลเกษม เจ้าอาวาสวัดผาปังหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พิธีพุทธาเทวาภิเษก เหรียญ หลวงพ่อเกษม เขมโก รุ่นอานม้า ซึ่งในพิธีประกอบด้วย การบวงสรวง (แบบล้านนา) ถวายสักการะประธานสงฆ์ และประกอบพิธีพุทธเทวาภิเษก (อิงแบบธรรมเนียมล้านนา)

โดยนิมนต์พระมหาเถราจารย์ และพระภาวนาจารย์ 4 รูป ประกอบด้วย

  1. พระครูมงคลเกษม เจ้าอาวาสวัดผาปังหลวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง
  2. หลวงพ่อวิชัย วฑฒโน วัดแม่สะลาบ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
  3. ครูบากฤษดา สุเมโธ วัดสันพระเจ้าแดง อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน
  4. ครูบาปัญญาวชิโร วัดแพะใต้ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

โดยมี พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 และคุณศมาภร ทรัพย์สิน ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองพลทหารราบที่ 7 อดีตผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 7 คณะนายทหาร หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการกองพลทหารราบที่ 7 กำลังพลพร้อมครอบครัวของกองพลทหารราบที่ 7 และหน่วยขึ้นตรงกองพลทหารราบที่ 7 ส่วนราชการในพื้นที่ จังหวัดลำปาง และคณะจิตศรัทธาประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ จำนวน 250 คน ณ ศาลาเจ้าแม่สุชาดา ริมแม่น้ำวัง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง


นที มีเดช รา่ยงาน

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 3,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 3,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยทหารพรานที่ 3106 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกัน และสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ บ้านป่าเมี่ยง หมู่ที่ 9 ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 00.50 นาฬิกา ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย จำนวน 1 คัน จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่รถยนต์คัดดังกล่าวได้ขับหลบหนี หน่วยจึงได้ทำการติดตามรถยนต์คันกล่าว จนถึงบริเวณ บ้านรุ่งเจริญ หมู่ที่ 11 ตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย พบรถยนต์ต้องสงสัยจอดทิ้งไว้ และผู้ต้องสงสัยได้ทำการหลบหนีไปได้

จากการตรวจสอบพบ รถยนต์ ยี่ห้อ ฟอร์ด สีบรอนซ์ – เงิน ทะเบียน ขธ 1512 เชียงราย ภาย ในรถพบ กระสอบฟางสีฟ้า ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ จำนวน 14 กระสอบ ด้านหลังกระบะรถยนต์ และ ภายในรถยนต์บริเวณหลังคนขับ จำนวน 6 กระสอบ รวมทั้งสิ้น 20 กระสอบ ภาย ในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) กระสอบละประมาณ 150,000 เม็ด รวมทั้งสิ้นประมาณ 3,000,000 เม็ด

และเมื่อเวลา 10.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก ธวัฒน์ อินกอง รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เพื่อแถลงข่าวการตรวจยึดยาเสพติดจำนวนดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้นำของกลางทั้งหมดส่งให้กับ สถานีตำรวจภูธรแม่จัน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 270 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 273 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 155,742,019 เม็ด, เฮโรอีน 1.3 กิโลกรัม, ไอซ์ 2,947.2 กิโลกรัม, ฝิ่น 169.4 กิโลกรัม และ คีตามีน 431.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 37 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 25 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 26,749 ล้านบาท (26,749,849,352 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

จนมุม ตำรวจลำพูนเช็กบิลมือปาหินใส่เก๋งพ่อแม่ลูก ก่อนหลบหนีกลับภูมิลำเนา เจอข้อหาหนัก “พยายามฆ่า”

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.บุณยวัต เกิดกล่ำ ผบก.ภ.จว.ลำพูน ,พ.ต.อ.เอกณสันต์ ศรีสองเมือง รอง ผบก.ภ.จว.ลำพูน (ปป.1) ,พ.ต.อ.สำเร็จ สามสีทอง ผกก. สภ.เมืองลำพูน, พ.ต.อ.ณัฐพล จันมะโน ผกก.สืบสวน ภ.จว.ลำพูน, พ.ต.อ.นิรันดร อินผูก ผกก.สภ.แม่ทา, พ.ต.อ.วีรชาติ ระตะเจริญ ผกก.สภ.ป่าซาง

วันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. จากการติดตามสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำพูน ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภจว.ลำพูน,เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าซาง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ทา ได้สกัดจับนายอภัย (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ได้ที่ด่านตรวจยาเสพติดแม่ทา อ.แม่ทา จ.ลำพูน ขณะกำลังขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีมุ่งหน้าไปทางจัง หวัดลำปาง ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุใช้ก้อนหินขนาดใหญ่บรรจุในกระเป๋าผ้าขว้างใส่กระจกหน้ารถเก๋ง เป็นเหตุให้กระจกแตกและเศษกระจกบาดผู้เสียหายจนได้รับบาดเจ็บ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 16.30 น. ขณะที่ผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งมาพร้อมครอบครัว บนถนนสายลำพูน-ป่าซาง บริเวณหน้าร้านหมู่กระทะไชโย บ้านพันตาเกิน มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองลำพูน ได้ถูกคนร้ายขับขี่รถจักรยานยนต์สวนทางมา แล้วใช้ก้อนหินขนาดใหญ่บรรจุในกระเป๋าผ้าขว้างใส่กระจกหน้ารถอย่างแรง เป็นเหตุให้กระจกรถยนต์ด้านผู้ขับขี่แตกและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหน้า ก่อนคนร้ายจะเร่งเครื่องหลบหนีไป

จากการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสามารถระบุตัวตนและยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุคือ รถจักรยานยนต์ Honda CBR250R สีแดง-เทา ทะเบียน อุดรธานี โดยมี นายอภัย (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ชาวจังหวัดยโสธร เป็นผู้ครอบครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าตรวจสอบห้องพักในพื้นที่ อ.ป่าซาง พบหลักฐานสำคัญ ได้แก่ ชุดที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ (เสื้อแขนยาวและกางเกงสีน้ำเงิน), หมวกกันน็อคสีดำ, รองเท้าผ้าใบและกระเป๋าสะพายสีเขียวอยู่ภายในห้องพัก แต่ไม่พบตัวนายอภัย จึงเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ใกล้เคียงขอความร่วมมือสกัดจับ

จนในเวลาต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 15 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดตรวจ สภ.แม่ทา จ.ลำพูน สามารถสกัดจับกุมตัวนายอภัยไว้ได้ ขณะกำลังขับขี่รถจักรยาน ยนต์คันดังกล่าวหลบหนีมุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำปาง จึงได้ทำการควบคุมตัว จากการสอบ ถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีนี้จริง โดยให้เหตุผลว่าสาเหตุที่ผู้ต้องหาใช้ก้อนหินขว้างใส่รถผู้เสียหายเนื่องจากมีการขับรถปาดหน้ารถของตน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำพูน โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ทำให้เสียทรัพย์, ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและพยายามฆ่า”

ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูนพร้อมทำงานเชิงรุกรับใช้พี่น้องประชาชน ดูแลความสงบ ความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้หากพบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญา กรรมหรือยาเสพติด โปรดแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง โทรสายตรง 053-569-790

#ตำรวจภูธรจังหวัดลำพูน


นที มีเดช รายงาน

รัฐบาลยืนยันน้ำมันไทยไม่ขาดแคลน !! ชี้บางปั๊มขาดช่วงจากความต้องการสูงกว่าปกติ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

รัฐบาลยืนยันน้ำมันไทยไม่ขาดแคลน !!! ชี้บางปั๊มขาดช่วงจากความต้องการสูงกว่าปกติ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก

วันนี้ (15 มี.ค. 69) เวลา 13.20 น. ณ ห้องประชุมชี้แจงคณะกรรมาธิการ (สส.) ห้อง CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. บริษัท บางจาก บริษัท พีที บริษัท เชลล์ บริษัท ซัสโก้ และบริษัท คาลเท็กซ์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อติดตามผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคดังกล่าว โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ที่ประชุมได้รับรายงานจากกระทรวงพลังงาน โดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า ประเทศ ไทยยังสามารถบริหารจัดการน้ำมันดิบได้เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศไม่น้อยกว่า 96 วัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้บริหารจากบริษัทพลังงานและผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศเข้าร่วมการประชุม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์จริงของการจัดหาน้ำมันและการกระจายสู่สถานีบริการ โดยทุกฝ่ายยืนยันตรงกันว่าน้ำมันหน้าปั๊มยังมีปริมาณเพียงพอ และประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสถานการณ์การขาดแคลน

ด้านนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 กรมธุรกิจพลังงานร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ได้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันสำรองทั่วประเทศในคลังน้ำมันจำนวน 53 คลัง รวม 589 ถัง พบว่ามีน้ำมันสำรองเพื่อการค้าอยู่ประมาณ 1,400 ล้านลิตร และน้ำมันสำรองตามกฎหมายประมาณ 3,400 ล้านลิตร รวมกันคิดเป็นปริมาณสำรองราว 39 วัน นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งอีกประมาณ 27 วัน และปริมาณน้ำมันที่มีสัญญาจัดหายืนยันแล้วอีกประมาณ 30 วัน ส่งผลให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวมขั้นต่ำประมาณ 96 วัน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขนส่งและการกระจายน้ำมัน เพื่อให้สามารถจัดสรรน้ำมันไปยังสถานีบริการทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วและเพียงพอต่อความต้องการ

ด้าน ดร.คงกระพัน อินทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ได้เตรียมความพร้อมด้านการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครือข่ายการจัดหาน้ำมันจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ทั้งจากสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก และภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อรองรับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยยังมีแหล่งจัดหาน้ำมันที่เพียงพอ และสามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง

ในส่วนของ ปตท. ซึ่งดูแลกำลังการจัดหาน้ำมันประมาณร้อยละ 60 ของการใช้ทั้งประเทศ ยังคงสามารถดำเนินการจัดหาและบริหารจัดการน้ำมันได้ตามปกติ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเติมสต๊อกและรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้แทนบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายสำคัญของประเทศ อาทิ บริษัท ปตท. บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย บริษัท พีที บริษัท บางจาก บริษัท ซัสโก้ และบริษัท คาลเท็กซ์ ต่างยืนยันตรงกันว่าสามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในบางพื้นที่อาจเกิดภาวะน้ำมันหมดชั่วคราวในบางช่วงเวลา เนื่องจากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติในระยะนี้ แต่ได้เร่งเพิ่มการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อให้สถานีบริการสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเพียงพอ

ด้านนายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ พบว่าผู้ประกอบการบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมัน อย่างไรก็ตาม ได้มีการชี้แจงให้ผู้ประกอบการทราบว่าน้ำมันยังมีเพียงพอ โดยในบางกรณีที่รถบรรทุกขนส่งเข้าคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการ เนื่องจากราคาถูกกว่าการเติมผ่านผู้ค้าส่ง (Jobber) ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง ซึ่งภาครัฐจะพิจารณามาตรการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลในการกระจายน้ำมัน

ในช่วงท้าย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวย้ำว่า สถานการณ์น้ำมันของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีภาวะขาดแคลน โดยตั้งแต่ต้นทางของน้ำมันดิบจนถึงการกระจายสู่สถานีบริการ กระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. ได้ยืนยันว่ามีการเตรียมปริมาณน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้งานภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความกังวลของประชาชนในช่วงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของภูมิภาค อาจทำให้เกิดการเร่งซื้อหรือกักตุน ส่งผลให้บางสถานีบริการมีน้ำมันจำหน่ายน้อยกว่าปกติในบางช่วงเวลา

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ประสานความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน และบริหารจัดการการกระจายน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันเพียงพอ และประชาชนสามารถใช้พลังงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องกังวล


นที มีเดช รายงาน

หนุ่มใหญ่หื่น!! ขับขี่จักรยานยนต์ประกบหญิงสาวก่อนสไลด์หนอนโชว์

สงขลา/สะเดา – หนุ่มใหญ่หื่นขับขี่จักรยานยนต์ประกบหญิงสาวขณะขับจักรยาน ยนต์จะไปธุระก่อนสไลด์หนอนโชว์ ผู้เสียหายถ่ายคลิปไว้ได้ อีกรายเจอจังๆขณะเดินออกกำลังกาย พบสไลด์หนอนกับเสาไฟฟ้า พอถูกถามว่าทำอะไรกลับขับรถหนีก่อนวกกลับมาดักเตรียมสไลด์อีกรอบ คลิปถูกแชร์ในสื่อโซเชียลพบผู้เสียหายนับสิบราย วอนเจ้าหน้าที่นำตัวดำเนินคดีหวั่นเหตุลุกลามเป็นภัยสังคม

15 มี.ค.69 พ.ต.ต. ธนเดช เทพพิมพา สว.สอบสวน สภ.สะเดา ได้รับแจ้งจากนางสาวนูรฮายาตี (สงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ชาว ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ว่าเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 17.40 น. ตนเองได้ขับขี่รถจกรยานยนต์เพื่อจะไปทำธุระที่ตัวอำเภอ ขณะมาถึงบริเวณ ถ.กาญจนวนิช หน้าโรงงานแห่งหนึ่ง เขตพื้นที่หมู่ที่ 5 ต.สำนักขาม
ได้มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาว สวมแมสสีดำ กางเกงขายาวสีเทา ขี่รถจักรยาน ยนต์ไล่ประกบตาม พออยู่ในระยะใกล้ๆได้รูดซิปกางเกงแล้วเอาอวัยวะเพศออกมาสำเร็จความใคร่ให้เห็น ตนเองรู้สึกตกใจมากและพยายามเอาโทรศัพท์มาถ่ายคลิปไว้ ชายดังกล่าวเมื่อเห็นว่ามีการถ่ายคลิปก็ขับขี่รถจักรยานด้วยความเร็วหลบหนีไป

“เขาขับรถตามมาจากด่านพืช ก็สงสัยว่าเราชะลอรถแล้วแต่เขาไม่แซง พอเราขับเร็วเขาก็ขับเร็ว พอเราขับช้าเขาก็ขับช้า พอหันไปดูตกใจเลยเขาเอาของลับมาโชว์ รู้สึกตกใจมากไม่คิดว่าจะมาเจอใกล้ตัวขนาดนี้เคยเห็นแต่ในคลิปในโซเชียล รู้สึกว่าเป็นภัยใกล้ตัวมากเลยความปลอดภัยในชีวิตประจำวันนี่เป็นศูนย์เลย อย่าไปไหนคนเดียว อย่าไปในที่ไม่มีคน อยากให้เจ้าหน้าที่จับตัวมาดำเนินคดี” นางสาวนูรฮายาตีฯบอก ซึ่งภายหลังคลิปดังกล่าวได้ถูกโพสต์ลงในสื่อโซเชียล และมีผู้มาแสดงความคิดเห็นซึ่งพบว่ามีผู้เสียหายลักษณะคล้ายๆ กันนับสิบราย

ด้านนางสาว รสธรฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี ผู้เสียหายอีกรายบอกว่าในวันเดียวกันขณะที่ตนเองเดินออกกำลังกายที่ถนนคอกแพะ ต.สำนักขาม ได้ไปพบเจอชายคนดังกล่าวกำลังยืนจอดรถจักรยานยนต์ ยืนสำเร็จความใคร่อยู่ที่เสาไฟฟ้าริมข้างทาง ตนจึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือได้ถ่ายคลิปเอาไว้ เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นตนเอง ก็ได้รีบขี่รถจักรยานยนต์หนีไป ก่อนที่ชายคนดังกล่าวได้ขับรถวนกลับมาอีกครั้งเพื่อที่จะให้เราเห็น และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้ตนเองกลัวและตกใจเพราะคิดว่าชายคนดังกล่าวเมายาบ้าหรือเปล่า และอยากฝากให้ตำรวจช่วยจัดการกวดขันเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

หลังจากที่รับแจ้ง พ.ต.ต. ธนเดช เทพพิมพา สว.สอบสวน สภ.สะเดา ได้ประสานกับชุดสืบสวนฯสภ.สะเดา ลงพื้นที่และสามารถติดตามตัวชายคนดังกล่าว ทราบชื่อ นายสมยศฯ (สงวนนามสกุล )มาได้ขณะออกไปขับวิน (จักรยานยนต์รับจ้าง) ในพื้นที่หมู่ที่ 7 สำนักขาม ซึ่งหลังจากนั้นได้เชิญตัวมาสอบปากคำที่ สภ.สะเดา เพื่อหาเหตุหรือแรงจูงใจในการลงมือสำเร็จความใคร่โชว์หญิงสาว พร้อมทั้งตรวจปัสสาวะเบื้องต้นไม่พบสารเสพติด ก่อนส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวน สภ.สะเดา เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา