งานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียนศิลปศึกษา–วิทยาลัยช่างศิลป

งานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียนศิลปศึกษา–วิทยาลัยช่างศิลป

บรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมด้วยพลังแห่งความทรงจำของคนศิลป์ ถูกถ่ายทอดอย่างงดงามในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปี การสถาปนา “โรงเรียนศิลปศึกษา–วิทยาลัยช่างศิลป” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ อาคารหอประชุมเล็ก วิทยาลัยช่างศิลป (ลาดกระบัง) ท่ามกลางการกลับมาพบกันของศิษย์เก่า ศิลปิน และคนรักศิลปะจากหลากหลายรุ่น

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และศิษย์เก่าศิลปศึกษารุ่นที่ 6 เป็นประธานในพิธี ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศักดิ์ชาย บุญอินทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน เพื่อรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของสถาบันศิลปะสำคัญ และสร้างพื้นที่พบปะของเครือข่ายศิษย์เก่าที่เติบโตบนเส้นทางศิลปะ

ไฮไลต์สำคัญของงานคือ นิทรรศการ “ศิลป์แห่งความภักดี (ทุกหยาดสีน้อมรำลึก)” ที่รวบรวมผลงานศิลปะทรงคุณค่า จัดแสดงระหว่างวันที่ 4–14 มีนาคม 2569 พร้อมกิจกรรมเปิดงานที่สร้างสีสัน ด้วยการวาดภาพสดจากศิลปิน 3 ท่าน เคล้าเสียงบรรเลงไวโอลิน สร้างบรรยากาศศิลปะที่ทั้งร่วมสมัยและเปี่ยมอารมณ์

ภายในงานยังคึกคักด้วย Art & Craft Market ที่รวมงานแฮนด์เมดและผลงานสร้างสรรค์จากศิลปินและศิษย์เก่า ขณะที่โซน Food & Drinks เติมสีสันด้วย Food Truck หลากหลายเมนู อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจคือการเปิดเส้นทางเดินข้ามสะพานหลังหอประชุม เชื่อมต่อสู่ชุมชนศิลป์เก่าอย่าง ตลาดหัวตะเข้ พร้อมกิจกรรม Stamp Challenge สะสมสติกเกอร์จากร้านค้าศิษย์เก่า เพื่อนำไปแลกรับของที่ระลึกสุดลิมิเต็ดภายในงาน

นอกจากนี้ยังมี Classic Car Display การจัดแสดงรถคลาสสิกจากคอลเลกชันพิเศษของรุ่นพี่ศิษย์เก่า เพิ่มมิติให้พื้นที่งานกลายเป็นเหมือนลานรวมแรงบันดาลใจจากหลายยุคสมัย

ตลอดทั้งงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บทสนทนา และการทักทายของพี่น้องศิษย์เก่า ที่กลับมาร่วมรำลึกถึงวันวานในรั้วศิลป์ งานเฉลิมฉลองครบรอบ 74 ปีครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการย้อนมองอดีตของสถาบันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพลังเครือข่ายของคนช่างศิลปที่ยังคงเติบโตและเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ วิทยาลัยช่างศิลป,มูลนิธิศิลปินไทย,หอศิลป์ Sociaty,ร้านสี่แยกหัวตะเข้,Veridian Club,เพจช่างศิลป,กลุ่มศิษย์เก่าช่างศิลป,ชมรมผู้สื่อข่าวสร้างสรรค์,Art 4 Worth,มูลนิธิพุทธรักษา และ บ้านจิมะ

74ปีช่างศิลป #คืนถิ่นช่างศิลป #CollegeOfFineArts #ArtMarket #ClassicCarDisplay #ศิลปศึกษา #วิทยาลัยช่างศิลป #ตลาดหัวตะเข้ #ArtCommunity #ศิลปะกับชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองทุน ววน. บพข.-สกสว.และ ม.รามคำแหง ร่วมกับองค์กรสากล UN Tourism, The Travel Foundation ขยายผลการวิจัย Net Zero Tourism ในงาน ITB Berlin 2026

กองทุน ววน. บพข.-สกสว.และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมกับองค์กรสากล UN Tourism, The Travel Foundation ขยายผลการวิจัย Net Zero Tourism ในงาน ITB Berlin 2026

องค์กรสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินการวิจัยของนักวิชาการไทยที่ร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานสำคัญของภาครัฐในการขยับฐานงาน Carbon Neutral Tourism: CNT มุ่งสู่ Net Zero Tourism Pathway เพื่อประกาศศักยภาพด้านการวิจัยชั้นนำของไทยเพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเวทีโลกครั้งสำคัญในงาน ITB Berlin 2026 มหกรรมท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกผ่านการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

โดย ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว. (ด้านการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน) และประธานคณะทำงานกลั่นกรอง แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์กรมหาชน),รองศาสตราจารย์ ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมิน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature – based Solutions) เพื่อขับเคลื่อน Net Zero Tourism สนับสนุนโดย บพข. และโครงการ “Policy Advisory and Technical Support to enhance Thailand’s Coastal and Marine Biodiversity Conversation and Promote Synergies with Climate Change and Sustainable Tourism” สนับสนุนโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย, คุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น อุปนายกสมาคมการค้าการท่องเที่ยวเครือข่ายเชิงนิเวศเอเชีย (AEN) และ Mr. Peter Richards สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชนในฐานะนักวิจัย โครงการการยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สู่การปล่อยก๊าซเรือกระจกเป็นศูนย์ในระดับสากล ระยะที่ 2 ได้เข้าร่วมงาน ITB Berlin 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 60 ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2569 ณ Berlin ExpoCenter City กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

การเข้าร่วม ITB Berlin 2026 ของนักวิชาการไทยครั้งนี้ เป็นการดำเนินการวิจัยภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดย สกสว. และ บพข. มุ่งเน้นการสร้างโอกาสด้านวิชาการโดยทีมงาน Thailand Together Net Zero Tourism: TNZT ได้นำผลงานเชิงวิชาการของ ววน. ตามแนวทางสากล อาทิ ระเบียบวิธี อบก., GSTC UN Tourism และ The Glasgow Declaration on Climate Action in Tourism มาร่วมแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศชั้นนำที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยวที่รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนเพื่อต่อยอดผลการดำเนินงานในระดับต้นแบบของสากล อาทิ UN Tourism ให้ความสำคัญของการดำเนินงานต้นแบบของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขยายผลไปยังประเทศอื่นๆที่สนใจ รวมทั้งเชิญชวนให้จัดตั้ง Working Group Climate Action Plan โดยในส่วนของ The Tourism Foundation ซึ่งได้ร่วมมือทำงานกับทีม Thailand Together Net Zero Tourism : TNZT ในพื้นที่เกาะสมุย ให้ความสนใจร่วมจัดทำ Tourism and Climate Summit ในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ ยังมีการโชว์เคส Thailand Best Practices Lesson Learned in Develop ment ที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ คัดเลือกผลงานของกองทุน ววน. โดย สกสว.และ บพข. (แผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ) จำนวน 3 เรื่อง ในเวทีวิชาการ Seminar the best practices from Thailand , supporting tourism MSMEs and local community to deriver Carbon Neutral, Net Zero and Accessible Tourism ใน Hall 4.1 ของงาน ITB Berlin 2026 ประกอบด้วย

  1. Carbon Neutral Tourism พื้นที่ต้นแบบ คือ วิสาหกิจชุมชนเมืองเก่าภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต นำเสนอโดย ดร. ปาริชาต สุนทรารักษ์ อุปนานายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย TEATA
  2. Net Zero Tourism Pathway พื้นที่ต้นแบบ คือ ที่พักขนาดเล็ก ประเภท Eco Lodge ฮาร์โมนี่@ ห้วยลาน จังหวัดเชียงใหม่ นำเสนอโดย คุณเปรมฤทัย โตเสริมกิจ ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการฮาร์โมนี่@ห้วยลาน
  3. Accessible Tourism พื้นที่ต้นแบบ คือ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำเสนอโดย คุณนิธิ สืบพงษ์สังข์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเพื่อความทั่วถึงและเท่าเทียม (สททท.)

สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากรร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ แถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศร่วมแถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิดตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 มูลค่าความเสียหายกว่า 503 ล้านบาท ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคาร 1 กรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมศุลกากร ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ ในการตรวจสอบสินค้าที่ต้องสงสัยว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) รวมถึงสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์ในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลด้านการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาดส่งผลกระทบโดยตรงต่อฐานการผลิต การลงทุน และอัตราการจ้างงานในประเทศ กรมศุลกากรจึงยกระดับความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและบังคับใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 503 ล้านบาท ซึ่งมีกรณีที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1.สินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุมเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 61 โดยกรมศุลกากรมีผลการจับกุมรายหน่วยงาน ดังนี้

  • กองสืบสวนและปราบปราม ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 49 ราย มูลค่า 47.17 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 9.28 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท “ท่อเหล็ก และเหล็ก กล้าชนิดเชื่อมตะเข็บ” รวม 16 ราย มูลค่า 8.95 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 4.1 ล้านบาท
  • สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์อะลูมิเนียม ประตู ขอบลิ้นชักที่ทำด้วยอะลูมิเนียม รวมถึงของอื่น ๆในลักษณะเดียวกัน” รวม 63 ราย มูลค่า 14.72 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 7.38 ล้านบาท และได้จับกุมประเภท “ท่อเหล็ก แผ่นรีดทำด้วยเหล็ก รางเหล็ก และอื่น ๆในลักษณะเดียวกัน” รวม 24 ราย มูลค่า 7.28 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 3.8 ล้านบาท
  • สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าประเภท “อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม อุปกรณ์ยึดแผงโซล่าเซลล์ และของในลักษณะเดียวกัน” รวม 46 ราย มูลค่า 31.26 ล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาด 5.27 ล้านบาท

ดังกล่าวเป็นความผิดพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

2.สินค้าสวมสิทธิ์ ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด โดยกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศได้ร่วมกันตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว พบว่าในช่วงเดียวกัน มูลค่าการจับกุม เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 142 โดยกรมศุลกากรมีการจับกุมรายสำคัญ ดังนี้

  • สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ได้จับกุมสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” ได้แก่ ปลอกหมอน ปลอกหุ้มเก้าอี้ลอยน้ำแบบเป่าลม ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็กแบบห่วงลอยน้ำ ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง จำนวนรวม 50,824 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 11.2 ล้านบาท และตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก จำนวนรวม 85,320 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท นอกจากนี้ได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่อง หมายการค้าและปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีน แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made In Japan” ได้แก่ โคมไฟ Solar Light Panasonic จำนวน 425 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3.51 ล้านบาท
  • กองสืบสวนและปราบปราม ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศเวียดนาม “Made in Thailand”ณ เขตปลอดอากร ในจังหวัดชลบุรี ตรวจพบสินค้าเป็นเสื้อละเมิดเครื่อง หมายการค้า และสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ รวมจำนวน 37,650 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐ กิจรวมกว่า 215 ล้านบาท และได้จับกุมสินค้าประเภท ชุดสายพ่วง หน้ากากปลั๊ก และเต้ารับไฟฟ้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด นำเข้าจากประเทศจีน ณ ท่าเรือแหลมฉบัง แต่ผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ “Made in Thailand” จำนวน 1.1 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 57 ล้านบาท
  • ด่านศุลกากรแม่สอด สำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ตรวจสอบสินค้าขาเข้าใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากรพบแจ็คเก็ต จำนวน 19,980 ตัว และชุดกีฬา จำนวน 17,348 ชุด ในใบขนสินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดประเทศจีน แต่ป้ายผ้าที่ติดกับสินค้าระบุข้อความ “MADE IN THAILAND” มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3 ล้านบาท

กรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการแสดงประเทศกำเนิดของสินค้าไม่ถูกต้องตามความจริง โดยอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศไทย อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จะร่วมมือกันดำเนินมาตรการที่เข้มงวด และสกัดกั้นสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมปกป้องผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมให้มีการแข่งขันทาง การตลาดที่เป็นธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง และยั่งยืน สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โอกาสทองนักลงทุน ! กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกทัพแฟรนไชส์เด็ด บุกอุดรธานี สร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ให้ประชาชนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกทัพแฟรนไชส์คุณภาพกว่า 40 แบรนด์ พร้อมกิจกรรมให้ความรู้และการเจรจาธุรกิจแบบครบวงจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโต ทั่วประเทศ พบกันได้ที่งานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 @เซ็นทรัลอุดรธานี 5-8 มีนาคม 2569

กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ลานนาข่า 1-2 เซ็นทรัลอุดรธานี ยกขบวนแฟรนไชส์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม บริการ และค้าปลีก โดยคัดเลือกแฟรนไชส์ที่ผ่านมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ ได้มีโอกาสเข้าถึงการลงทุน พร้อมรับคำปรึกษาจากเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์รวมถึงการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายธุรกิจ เพื่อเป็นเวทีในการขยายธุรกิจรวมถึงเปิดรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

โดยไฮไลต์สำคัญของการจัดงาน คือ การแสดงสินค้าและจำหน่ายสินค้าของธุรกิจแฟรนไชส์ แพ็กเกจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ เช่น ธุรกิจการศึกษาลดสูงสุด 40% ธุรกิจเครื่องดื่มลดสูงสุด 100,000 บาท ธุรกิจเครื่องซักผ้าอัตโนมัติลดสูงสุด 200,000 บาท พร้อมแถมฟรีเครื่องซักผ้า นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาและสนับสนุนเงินทุน พร้อมเงื่อนไขพิเศษแก่ผู้ที่สนใจ โดยสามารถลุ้นรับโปรโมชั่นส่วนลดแฟรนไชส์สุดพิเศษภายในงาน

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าร่วมงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม 2569 ณ ลานนาข่า 1-2 เซ็นทรัลอุดรธานี เพื่อเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สายด่วน 1570, โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953, e-Mail : franchisedbd@gmail.com

#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์


ที่มา : กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคกลาง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรี เปิดงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ยกระดับ SME 17 จังหวัด สู่ตลาดสากล ณ ซีคอนบางแค

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ ซีคอนบางแค : นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง : Central Thai Identity Fair” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายชัยรัตน์ ชื่นเจริญ พาณิชย์จังหวัดสระบุรี ในฐานะหน่วยงานผู้ดำเนินการจัดงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกลุ่มจังหวัดภาคกลาง 17 จังหวัด และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น B ศูนย์การค้าซีคอนบางแค เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการฐานราก และสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นของพื้นที่ภาคกลางให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งเสริมพัฒนาขีดความสามารถ SMEs เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากกลุ่มจังหวัดภาคกลาง” ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระบุรีได้รับมอบหมายให้เป็นหัวเรือใหญ่ในการบูรณาการร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางทั้ง 17 จังหวัดประกอบด้วย สระบุรี, ลพบุรี, พระนครศรีอยุธยา, อ่างทอง, สิงห์บุรี, ชัยนาท, นคร ปฐม, ราชบุรี, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สมุทรปราการ, นนทบุรี และปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอัตลักษณ์ และสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายทางการค้าระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่กับกลุ่มคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานได้มีการคัดสรรผู้ประกอบการศักยภาพสูงจำนวน 60 ราย นำผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมมาจัดแสดงและจำหน่ายอย่างครบครัน ทั้งสินค้ากลุ่ม SME และสินค้าที่ได้รับเครื่องหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวภาคกลางได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็น ผ้าทอและเครื่องแต่งกายดีไซน์ร่วมสมัย ของใช้ของตกแต่งบ้านจากวัสดุธรรมชาติ สมุนไพรไทย อาหารสดและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ตลอดจนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเจาะลึกนวัตกรรมสินค้าเกษตรและสินค้า GI เกรดพรีเมียมที่หาชมยาก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้สนใจและนักลงทุนที่เข้าเยี่ยมชมงาน

นอกเหนือจากการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพแล้ว งานนี้ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมความบันเทิงและโปรโมชั่นพิเศษเพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภค อาทิ การจำหน่ายสินค้านาทีทองโดยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง และสิทธิ์ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกวันเมื่อซื้อสินค้าครบทุก 300 บาท พร้อมชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังตลอดการจัดงาน อาทิ ตรี ชัยณรงค์, ธัญญ่า อาร์สยาม, เจมส์ จตุรงค์, ต้นข้าว อาร์สยาม, กานต์ ทศน และ หญิง ธิติกานต์ จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนและเลือกชมสินค้าในงาน “อัตลักษณ์วิถี ของดีภาคกลาง” ได้ตั้งแต่วันที่ 4–9 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น B ศูนย์การค้าซีคอนบางแค กรุงเทพมหานคร


สุรเชษฐ์ ศิลานนท์ รายงาน

รอง ผบ.ตร. รับมอบรถจักรยานยนต์คุณภาพสูง สนับสนุนงานจราจรโครงการพระราชดำริ ผนึกกำลังภาคเอกชน เสริมศักยภาพงานจราจรเพื่อประชาชน

รอง ผบ.ตร. รับมอบรถจักรยานยนต์คุณภาพสูง สนับสนุนงานจราจรโครงการพระราชดำริ ผนึกกำลังภาคเอกชน เสริมศักยภาพงานจราจรเพื่อประชาชน

วันที่ 3 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ. ศจร.ตร.) เป็นประธานในพิธีรับมอบรถจักรยานยนต์ จำนวน 9 คัน เพื่อใช้ในภารกิจของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ โดยมี พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รองผู้บัญชาการประจำสำนัก งาน ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร, พ.ต.อ.ประทีป ศรีหรั่งไพโรจน์ ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ร่วมพิธี ณ ห้องโถง ชั้น 1 กองบังคับการตำรวจจราจร

ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ตั้ง แต่ปี พ.ศ.2536 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถจักรยานยนต์เพื่อใช้เป็น “หน่วยเคลื่อนที่เร็ว” ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ประชาชนที่รถเสีย และแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพมหานคร มีภารกิจหลักที่สำคัญคือการเป็น “หมอรถ หมอคน หมอถนน” รวมถึงมีภารกิจที่สำคัญยิ่งในการส่งต่อ “อวัยวะหัวใจ” ให้กับผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่าย ให้ทันภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมง โดยที่ผ่านมาได้ส่งหัวใจไปแล้วเกือบ 160 ดวง

ล่าสุดกองบังคับการตำรวจจราจรได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยมี คุณชุมพล พรประภา และครอบครัว เป็นผู้แทนในการมอบรถจักรยานยนต์ Honda CBR 500R ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์คุณภาพสูง ทนทาน ใช้งานได้อเนกประสงค์ จำนวน 9 คัน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ในภารกิจอำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบพระคุณในการสนับสนุนครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ที่ร่วมส่งเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของตำรวจจราจร การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนภารกิจของตำรวจเพื่อสาธารณประโยชน์โดยตรง เพื่อดูแลประชาชนในทุกสถานการณ์ อันจะนำไปสู่การบริการประชาชนที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาต่อองค์กรตำรวจอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พร้อมจัดแข่ง ไทยแลนด์ เทนนิส มาสเตอรส์ 2026

เรด ทาเลนท์ กรุ๊ป ผนึกกำลัง สมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ จัดแข่งขันเทนนิส “Jersey Launch:Thailand Tennis Masters 2026” (เจอร์ซีย์ ลันช์ : ไทยแลนด์ เทนนิส มาสเตอรส์ 2026) ดึงนักหวดระดับโลกร่วมเปิดตัว ชูสปอร์ตทัวริซึ่ม โปรโมต 4 เมืองท่องเที่ยวไทยสู่สากล

นางสาวนันท์นภัส นันตะสุข ผู้แทนกรรมการอำนวยการสมาคมกีฬาลอนเทนนิสฯ และ นายซาชิน โทมาร์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน บริษัท เรด ทาเลนต์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวการแข่งขันเทนนิสนานาชาติรายการใหญ่ “Jersey Launch : Thailand Tennis Masters 2026” (เจอร์ซีย์ ลันช์ : ไทยแลนด์ เทนนิส มาสเตอรส์ 2026) อย่างเป็นทางการ ที่ โรงแรม เอ็นเอช กรุงเทพ สุขุมวิท ร่วมด้วย 2 นักเทนนิสหนุ่มดาวรุ่งของไทย นำโดย “เจได” เครดิต ไชยรินทร์ และ “วินเนอร์” ธีรภัทร ขันติวีรวัฒน์

ไฮไลต์พิเศษมีการเปิดตัวชุดแข่งขัน Jersey (เจอร์ซีย์) โฉมใหม่ รวมทั้งดึงนักเทนนิสระดับโลกจาก ATP (เอทีพี) ร่วมเป็นตัวแทนโปรโมต 4 คลับจากเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ, พัทยา, ภูเก็ต และหัวหิน สู่สายตาแฟนกีฬาเทนนิสทั่วโลก กิจกรรมครั้งนี้ ทางสมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (LTAT) ร่วมกับ บริษัท เรด ทาเลนท์ กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท อีลาน อีเวนท์ แอนด์ ดีไซน์ จำกัด ร่วมจัดการแข่งขัน

นายซาชิน โทมาร์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน บริษัท เรด ทาเลนต์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “เป้าหมายหลักของเราคือการใช้กีฬาเทนนิสเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย (Sports Tourism) อย่างเป็นรูปธรรม เราจึงตั้งใจใช้ชื่อ ‘Thailand’ (ไทยแลนด์) เป็นชื่อรายการแข่งขันหลัก”

“โดยให้นักกีฬาแต่ละคลับเป็นตัวแทนในการโปรโมตมนต์เสน่ห์ของ 4 เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ซึ่งภาพความยิ่งใหญ่ของการแข่งขันจะถูกถ่ายทอดสดไปทั่วโลกผ่านเครือข่ายของ Thailand Tennis Masters ไทยแลนด์ เทนนิส มาสเตอรส์ เพื่อผลักดันให้กีฬาเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย”

นอกจากนี้ ไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือการเปิดตัวชุดแข่งขันโดย 4 นักเทนนิสชายระดับโลก ประกอบด้วยนักกีฬาต่างชาติ อาทิ เกรกรอรี่ โลมาคิน (Grigoriy Lomakin) จากคาซัคสถาน

สำหรับการแข่งขัน Thailand Tennis Masters 2026 ไทยแลนด์ เทนนิส มาสเตอรส์ 2026 จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-20 เมษายน 2569 ที่ ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ (Nonthaburi Tennis Centre) โดยมีนักเทนนิสระดับนานาชาติเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 16 คน แข่งขันรวม 31 แมตช์ ตลอดระยะเวลา 8 วัน

นอกจากนี้ยัง ได้รับความร่วมมือ จากเครือข่าย EuRo sport (ยูโร สปอร์ต) สถานีเครือข่ายกีฬาที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ในยุโรป รวมทั้งแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่จะถ่ายทอดการแข่งขันรายการนี้ไปทั่วโลก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กำแพงแสน จัดโครงการ “อำเภอกำแพงแสนปันสุข บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้” บูรณาการกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่

โครงการอำเภอกำแพงแสนปันสุข บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ บูรณาการกับภาคีเครือข่ายพื้นที่อำเภอกำแพงแสน นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยหน่วยงานสาธารณสุข นำโดยนายอำนาจ ภูศรี สาธารณสุขอำเภอกำแพงแสน นางปาณิสรา หนูนุ่น ผอ.รพ.สต.ทุ่งกระพังโหม ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน ตามโครงการอำเภอกำแพงแสนปันสุข บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ บูรณาการกับภาคีเครือข่ายพื้นที่อำเภอกำแพงแสน โดยในวันนี้ ลงพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลทุ่งกระพังโหม จำนวน 10 ราย โดยมีทีมผู้นำชุมชน นำโดยกำนันสุเทพ ภาคภูมิ ปลัดเทศบาลทุ่งกระพังโหม ผู้นำชุมชน และ อสม.ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผู้การฯ กาญจนบุรี นำประชุมขับเคลื่อนโครงการลดปัจจัยเสี่ยงทางถนน รับมอบสื่อรณรงค์หนุนงานพื้นที่

ผู้การฯ กาญจนบุรี นำประชุมขับเคลื่อนโครงการลดปัจจัยเสี่ยงทางถนน รับมอบสื่อรณรงค์หนุนงานพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานการประชุมโครงการรณรงค์และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางถนนของจังหวัดกาญจนบุรี ที่ห้องประชุมชั้น 2 ภ.จว.กาญจนบุรีในการประชุมครั้งนี้มี พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ วิเศษสิงห์ ผกก.ฝอ.ภ.จว.กาญจนบุรี, รอง ผกก.ฝอ.ฯ สว.ฝอ.ฯ ผู้แทนผู้กำกับการสถานีตำรวจในพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี, พนมทวน, หนองขาว, ท่าม่วง และลาดหญ้า รวมถึงตำรวจทาง หลวง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากนี้ยังมีคุณสุรสิทธิ์ ศิลปงาม จาก มูลนิธิเมาไม่ขับ เข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน พร้อมมอบเกียรติบัตรและสื่อรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในกา ประชาสัมพันธ์และเสริมประสิทธิ ภาพ การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันมาตรการลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในจังหวัดกาญจนบุรีอย่างยั่งยืน


///////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

กอ.รมน.คุมเข้มชาบัดเฮ้าท์ชาวยิวในปาย

กอ.รมน.แม่ฮ่องสอน สั่งคุมเข้มรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวยิวและชาบัดเฮ้าท์ใน อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน หลังมีการสู้รบระหว่าง อิสราเอลร่วมกับสหรัฐ กับประเทศอิหร่าน อย่างหนัก

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 พ.อ.ภูมิรัชต์ ดุษฏี ผอ.กอ.รมน.จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่าเนื่องด้วย สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อิสราเอลได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกา ได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธโจมตีอิหร่าน ในช่วงเช้า (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 28 ก.พ.69 ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ยกระดับรุนแรงขึ้น และมีแนวโน้มจะลุกลามไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง นั้น

ในภาคเหนือ มีสถานที่ที่เป็นผลประโยชน์ของอิสราเอล และสหรัฐฯ รวมถึงมีนักท่องเที่ยวอยู่จำนวนมาก จึงควรเฝ้าระวังสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น ชาบัดเฮ้าส์ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา จ.เชียงใหม่ ตลอดจนโรงแรมในเครือของสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการก่อเหตุจากประเทศคู้ขัดแย้ง จึงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ อำเภอปาย ให้ช่วยติดตามสถานการณ์ หากมีความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ให้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จ.แม่ฮ่องสอนด้วยเพื่อจะได้หาทางป้องกันการเกิดเหตุอันไม่คาดฝันในพื้นที่

ด้านเว็บไซต์สภาความมั่นคงแห่งชาติ อิสราเอล เมื่อ 28 ก.พ.69 ได้มีการเผยแพร่ประกาศแจ้งเตือนพลเมืองอิสราเอลในต่างประเทศให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ จากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านที่ยกระดับรุนแรงขึ้น โดยระบุว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะเพิ่มความพยายามโจมตีเป้าหมายอิสราเอล/ชาวยิว ในต่างประเทศ เป็นไปได้ว่ากลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ และกลุ่มผู้ก่อการร้ายในท้องถิ่น (รวมถึงผู้โจมตีรายบุคคล) จะได้รับแรงจูงใจในการทำร้ายชาวอิสราเอลในต่างประเทศ

จากเหตุผลข้างต้นและจากการประเมินสถานการณ์หลังจากเหตุการณ์ล่าสุด สภาความมั่นคงแห่งชาติ อิสราเอล จึงเรียกร้องให้พลเมืองอิสราเอลในต่างประเทศเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในทุกจุดหมายปลายทางทั่วโลก เรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามคำเตือนการเดินทางและแนะนำให้ตรวจสอบระดับคำเตือนการเดินทางของประเทศนั้นๆ ล่วงหน้า

ข้อแนะนำ โดยเน้นย้ำในประเด็นต่อไปนี้:

  1. หลีกเลี่ยงการโพสต์บนโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่พัก ที่พัก แผนการเดินทาง หรือรายละเอียดอื่นใดที่อาจให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับแผนการและตำแหน่งในอนาคตของคุณ
  2. หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอลหรือชาวยิวที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง
  3. ให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล/ศาสนายิว (บ้านชาบัด โบสถ์ยิว ร้านอาหารอิสราเอล/ยิว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ผิดปกติ (วัตถุต้องสงสัย บุคคลต่างชาติ)
  4. ในกรณีที่มีภัยคุกคามหรือการโจมตี ให้ติดต่อหน่วยงานรักษาความปลอดภัยในพื้นที่และรายงานโดยเร็วที่สุด สภาความมั่นคงแห่งชาติแนะนำให้จดหมายเลขฉุกเฉินล่วงหน้าในประเทศที่คุณอยู่
  5. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่เป็นปรปักษ์ต่อชาวอิสราเอลและชาวยิว (ย่าน เขต และตลาดในประเทศหรือภูมิภาคที่ความคิดเห็นสาธารณะเป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอล)

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำโดยละเอียดของสภาความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับแต่ละประเทศ ตามที่เผยแพร่บนเว็บไซต์

สำหรับที่อำเภอปาย โบสถ์ชาวอิสราเอล หรือชาบัดเฮ้าท์ ที่ตั้งอยู่หลังโรงพัก สภ.ปาย อ.ปาย ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หน่วยต่าง ๆ ได้มีการจัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความสงบให้แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน ระบุว่า ล่าสุดนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ในอำเภอปาย มีไม่เกิน 3 – 4 พันคน เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลจะเบนเข้มไปท่องเที่ยวบริเวณเมืองชายทะเลทางภาคใต้ของประเทศ


ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน