กรมปศุสัตว์ อายัด 32 ตู้ต้องสงสัย “ขาไก่เถื่อน” กว่า 8.4 แสนกก. จ่อขยายผลเอาผิดผู้นำเข้า

กรมปศุสัตว์ อายัด 32 ตู้ต้องสงสัย “ขาไก่เถื่อน” กว่า 8.4 แสนกก. จ่อขยายผลเอาผิดผู้นำเข้า

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เข้ายื่นหลักฐานร้องเรียนต่อ กรมสอบ สวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ตรวจสอบและอายัดตู้คอนเทนเนอร์ 32 ตู้ หลังพบเบาะแสว่าเป็นการลักลอบนำเข้าตีนไก่จากประเทศกลุ่มเสี่ยงโรคระบาด โดยใช้เอกสารสำแดงเท็จและไม่มีใบอนุญาต พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีขบวนการนายทุนต่างชาติร่วมกับคนไทยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านส่งออกต่อ อีกทั้งมีข้อมูลอ้างว่ามีความพยายามจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่บางรายเพื่อปล่อยสินค้าล็อตดังกล่าว

ล่าสุดวันนี้ (17 ก.พ.) นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วย น.สพ.รัชพล อินทร์สุข รักษาการหัวหน้าด่านกักกันสัตว์ชลบุรี เปิดเผยว่า เจ้าหน้า ที่ได้ดำเนินการอายัดตู้สินค้าต้องสงสัยไว้แล้ว โดยเริ่มอายัดตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 จำนวน 5 ตู้ วันที่ 22 มกราคม 2569 จำนวน 26 ตู้ และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 อีก 1 ตู้ รวม 32 ตู้ เพื่อรอตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดแสดงตัวเป็นเจ้าของหรือดำเนินพิธีการทางศุลกากร

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสินค้ามีต้นทางจาก ประเทศมาเลเซีย น้ำหนักรวมกว่า 700,000 กิโลกรัม และจาก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน อีกกว่า 143,000 กิโล กรัม ซึ่งการนำเข้าดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมายศุลกากร และนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายควบคุมโรคระบาดสัตว์

นายภาณุ ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อกล่าวอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น สำนักงานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ โดยยืนยันว่าจะเร่งสืบ สวนขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดจะดำเนินการทางวินัยอย่างถึงที่สุด

ด้าน น.สพ.รัชพล กล่าวว่า การนำเข้าเนื้อสัตว์ทุกชนิดต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเอกสารรับรองแหล่งที่มาและผลตรวจโรคอย่างถูกต้อง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ กระทบความปลอดภัยผู้บริโภค และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยไป


ข้อมูลข่าวสารจาก กรมศุลกากร และ กรมปศุสัตร์

นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าข่าวภาค ตะวันออก รายงาน

กมธ.ทหารฯ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ทหารผ่านศึก : จากสมรภูมิสู่อาชีพใหม่แห่งทศวรรษ” และพิธีมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” แก่ทหารผ่านศึกและภาคีเครือข่าย

กมธ.ทหารฯ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ทหารผ่านศึก : จากสมรภูมิสู่อาชีพใหม่แห่งทศวรรษ” และพิธีมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” แก่ทหารผ่านศึกและภาคีเครือข่าย

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องกษัตริย์ศึก 2 ชั้น 4 โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ทหารผ่านศึก : จากสมรภูมิสู่อาชีพใหม่แห่งทศวรรษ” และพิธีมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เป็นประธานเปิดการเสวนา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร กล่าวรายงาน พร้อมด้วยพลเอก กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก คณะกรรมาธิการฯ อนุกรรมาธิการฯ ผู้แทนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทหารผ่านศึก ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า “ทหารผ่านศึก” คือ ผู้ที่นิยามคำว่า เสียสละด้วยการกระทำ เป็นผู้ที่เคยยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิ เพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความสงบสุขของชาติ ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ในฐานะผู้มีคุณูปการสูงสุดต่อแผ่นดิน เป็นแบบอย่างของการมีระเบียบวินัย ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถึงแม้ว่าภารกิจในสนามรบจะจบสิ้นแล้ว แต่เกียรติยศไม่มีวันเกษียณ และลบเลือนไปจากจิตใจของประชาชนคนไทย เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโน โลยีและเศรษฐกิจ การปรับตัวเข้าสู่บริบทใหม่ของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญท่ามกลางความเปลี่ยน แปลงของยุคสมัย คณะกรรมาธิการฯ เล็งเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งรัด คือการสร้างหลักประกันว่าจะไม่มีวีรบุรุษผู้ใดถูกทอดทิ้ง ต้องสามารถยืนหยัดได้อย่างสง่างาม ด้วยการเอาชนะสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำ แย่สำเร็จ ซึ่งการเสวนาในวันนี้จะเป็นการติดอาวุธทางปัญญาและเสริมทักษะใหม่ ๆ ให้ทันยุคสมัย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “อาชีพใหม่แห่งทศวรรษ”

นอกจากนี้ เพื่อแสดงน้ำใจไมตรีจากหัวใจของประชาชนคนไทย และเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า “พวกเราไม่เคยลืมท่าน เหล่าทหารผ่านศึก” คณะกรรมาธิการฯ และองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” อันมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ การมอบเหรียญเชิดชูเกียรติให้แก่ทหารผ่านศึก ภาคีเครือข่าย และผู้มีส่วนร่วม เพื่อเป็นการขอบคุณในการสละเวลาอันมีค่าของทุกท่านที่มาร่วมงาน รวมทั้งความร่วมมือสนับสนุนกิจการทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้ทหารผ่านศึก สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ชีวิตและบทบาทใหม่ได้ อย่างมั่นคง

โดยในช่วงเช้าเป็นการบรรยายในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่

  • ประเด็นที่ 1 สวัสดิการเชิงระบบ : ทหารผ่านศึกไม่ทิ้งกัน โดย นายธีระยุทธ ศิริคำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก และนางพิราวรรณ เอี่ยมพาหล ผู้อำนวยการฝ่ายอาชีวสงเคราะห์
  • ประเด็นที่ 2 ความภาคภูมิใจ ศักดิ์ศรี และความท้าทายในการใช้ชีวิต โดยพลตำรวจโท นพดล เผือกโสมณ ทหารผ่านศึกดีเด่น ประจำปี 2569
  • ประเด็นที่ 3 จากชีวิตทหารสู่ผู้ให้บริการสาธารณะ โดยรองศาสตราจารย์พนมพัทธ์ สมิตานนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  • ประเด็นที่ 4 งานภายใต้รัฐกำกับ + เทคโนโลยี = ความมั่นคงในอาชีพ โดยนางสาวทิพวรรณ ธงศรี ผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน และประเด็นที่ 5 TAXI ทหารผ่านศึก : จากค่าเช่าที่สูญหายสู่ทรัพย์สินที่จับต้องได้ โดยนายกฤษฎา หุตะเศรณี ผู้แทนโครงการ VETERAN DRIVE HOLDING (VDH)

จากนั้นในข่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ ได้จัดพิธีพิธีมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” แก่ทหารผ่านศึกผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดิน รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ร่วมเสวนา ซึ่งเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” นี้เป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจในคุณค่าแห่งความเสียสละเพื่อประเทศชาติ

การจัดเสวนาทางวิชาการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันเชิงประจักษ์ในการดูแลและสนับสนุนทหารผ่านศึกให้มีทักษะรองรับ “อาชีพใหม่แห่งทศวรรษ” สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อประกาศเกียรติคุณ ผ่านพิธีมอบเหรียญเชิดชูเกียรติ “HERO OF THAILAND” ให้แก่ทหารผ่านศึกผู้กล้าหาญและเสียสละ รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมสนับสนุนกิจการทหารผ่านศึกอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการเสวนานำไปพัฒนากฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการและการสร้างอาชีพของทหารผ่านศึกในอนาคต

#วุฒิสภา #สว #ทหารผ่านศึก


ภารกิจใหม่คนกรุง “เอาชีวิตรอดจากพระราม 2” !

15 ก.พ. – 15 มิ.ย. 2569 ถนนสายสำคัญของประเทศต้องปิดยาว 4 เดือนเต็ม ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนพระราม 2 ไม่ใช่ถนนธรรมดา แต่คือเส้นเลือดหลักเชื่อมกรุงเทพฯ กับสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และภาคใต้ เป็นเส้นทางโลจิสติกส์ เส้นทางไปทำงานและไปเรียนหนังสือของคนจำนวนมาก อีกทั้ง สองข้างทางเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่

เมื่อถนนเส้นนี้สะดุด ย่อมส่งผลกระทบจาก “รถติด” เป็นวงกว้าง!

1. ทำไมต้องปิดยาว?

การปิดครั้งนี้เกิดจากการก่อสร้างของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) นั่นคือโครง การทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนตะวันตก ซึ่งต้องติดตั้งชิ้นส่วนสะพานเหนือถนนพระราม 2 มีการปิดช่องทางหลัก 2 ช่องจราจร ขาเข้าและขาออก (สามารถใช้ช่องทางหลักได้ 1 ช่องจราจร) ช่วงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน เพื่อให้สามารถติดตั้งชิ้นส่วนสะพานได้อย่างปลอดภัยเป้าหมายของทางด่วนสายนี้คือ เพิ่มประสิทธิภาพการจราจรระยะยาว ลดคอขวดการเดินทางสู่ภาคใต้ เพิ่มศักยภาพโลจิสติกส์ของประเทศ และรองรับการเติบโตของเมืองฝั่งตะวันตกกรุงเทพฯ ทางด่วนสายนี้จะเชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 82 (M82) ซึ่งเป็นโครงการของกรมทางหลวง บริเวณทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน

2. กทพ. มีเจตนาดี

การติดตั้งชิ้นส่วนสะพานเหนือผิวจราจร ต้องลดความเสี่ยงต่อผู้ใช้ถนน กทพ.ระบุว่าจะดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวดกวดขัน พร้อมจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอดการก่อสร้างเพราะงานลักษณะนี้ ถ้าเกิดอุบัติเหตุ… เสี่ยงชีวิตทันที!ผมเห็นด้วยที่ กทพ.ให้ความสำคัญต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้สัญจร ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่มีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างโครงการของ กทพ. และเห็นใจผู้ที่ต้องสัญจรผ่านบริเวณนี้ รวมทั้งผู้ที่อยู่อาศัยและทำงานในพื้นที่นี้และบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่งนี่คือปัญหาระดับเมือง ไม่ใช่แค่ระดับถนน ประชาชนต้องปรับตัวเอง หลายคนต้องออกจากบ้านเร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมง เปลี่ยนเส้นทาง และเปลี่ยนเวลานัดหมายการจราจรสะดุดส่งผลต่อเศรษฐกิจทันที เช่น ตลาดลูกค้าหาย ร้านค้าซบเซา การค้าชะลอตัว เมื่อปิดยาว 4 เดือน ผลกระทบทางเศรษฐกิจยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

3. บทเรียนที่คนไทยจำได้ “ไม่ลืม”

ถนนพระราม 2 เป็นพื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ต่อเนื่องมานานหลายปี และมีอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างเกิดขึ้นหลายครั้ง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มีการปิดถนนมาเป็นระยะๆ สร้างความเดือดร้อนต่อผู้อยู่อาศัยและคนทำงานบริเวณถนนพระราม 2 อย่างมากเหตุเหล่านี้ทำให้การก่อสร้างส่วนที่ยังไม่แล้วเสร็จถูกเน้นเรื่องความปลอดภัยสูงสุด!กล่าวง่ายๆ การปิดถนนครั้งนี้เป็นการลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำ นี่เป็นเหตุผลที่ประชาชนเข้าใจได้ เพราะไม่มีใครอยากเห็นโศกนาฏกรรมจากงานก่อสร้างอีกแล้ว ประชาชนยอมรับความจำเป็นได้ แต่ยอมรับ “ความไม่มีประสิทธิภาพ” ได้ยาก

4. อาจยังไม่จบ!

การปิดถนนครั้งนี้อาจช่วยให้การก่อสร้างที่เหลืออยู่ไม่มากสำเร็จอย่างปลอดภัยในอีกไม่นาน แต่การก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นี้ เพราะยังจะมีการขยายมอเตอร์เวย์หมายเลข 82 (M82) จากบ้านแพ้วไปจนถึงแยกวังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ระยะทาง 47.4 กม. ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี ก็ไม่รู้ว่าจะทำให้รถติดอย่างสาหัสสากรรจ์อีกหรือไม่ถ้ามีการขยายการก่อสร้าง M82 รัฐต้องคิดว่าจะบริหารงานก่อสร้างอย่างไร? เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยง หรือหาทาง “เอาชีวิตรอด” จากอุบัติเหตุเหมือนในอดีตในขณะเดียวกัน เราในฐานะประชาชนที่ต้องสัญจรบนถนนพระราม 2 ต้องช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้ “มีชีวิตรอด” จากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ในอนาคต?

5. สรุป

ไม่มีใครปฏิเสธการพัฒนา ประชาชนเข้าใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเข้าใจเรื่องความปลอดภัย แต่การพัฒนาที่ดีต้องไม่ผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว รัฐจะต้องบริหารงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนด และมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด เพราะการพัฒนาไม่ใช่เพียงสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จ แต่จะต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไปด้วยคำถามทิ้งท้าย… วันนี้รถติดกี่ชั่วโมง ใครหนักสุด? คนที่อยู่แถวนี้ เดือดร้อนแค่ไหน? ร้านค้า/ธุรกิจแถวพระราม 2 เป็นยังไงบ้าง? ใครเดือดร้อนเหมือนกันบ้าง? มีใครต้องปรับเวลาเพราะเรื่องนี้ไหม? เรื่องนี้ควรมีทางออกที่ดีกว่านี้ไหม?ใครที่อยู่บริเวณนี้ หรือใครที่ใช้ถนนพระราม 2 เป็นประจำ ช่วยตอบหน่อย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

1,000 บาท ข้ามสะพานไปสมุยคุณไหวไหม?

ถ้าคุณต้องควักกระเป๋า 1,000 บาท เพื่อขับรถขึ้นสะพานข้ามทะเลไปเกาะสมุย ใช้เวลาเพียง 20 นาที จากที่เคยนั่งเฟอร์รี่ 2 ชั่วโมง… คุณจะจ่ายไหม?

1. เมกะโปรเจกต์ 7.4 หมื่นล้าน “ลดเวลาแต่เพิ่มต้นทุนผู้ใช้”การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กำลังเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สู่หาดตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย ระยะทางรวมสะพานและถนนเชื่อมต่อ 37.41 กิโลเมตร ใช้โครงสร้างสะพานขึง วงเงินลงทุน 74,044 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี คาดเริ่มก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้งานได้ปลายปี 2576 ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ 1,000 บาท/เที่ยว คำถามคือ… ราคานี้ประชาชนไหวไหม?

2. การตัดสินใจของผู้ใช้ “เวลา VS ค่าใช้จ่าย”ปัจจุบันการเดินทางโดยเฟอร์รี่มีค่าใช้จ่ายรวมรถยนต์และคนขับประมาณ 550 บาท ส่วนผู้โดยสารต้องจ่าย 170 บาท/คน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (รวมเวลารอเรือ) หากเปิดใช้สะพาน ผู้ใช้จะต้องตัดสินใจระหว่าง “จ่ายเพิ่มเพื่อประหยัดเวลา” หรือ “ประหยัดเงินแต่ใช้เวลามากกว่า” ในเชิงทฤษฎี การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับ “มูลค่าของเวลา” ของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างตามระดับรายได้ และวัตถุประสงค์การเดินทาง รวมทั้งจำนวนผู้ร่วมเดินทาง

3. ค่าผ่านทาง 1,000 บาท “สูงหรือต่ำ? เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ”การกำหนดค่าผ่านทางสะพานขนาดใหญ่ในต่างประเทศมีความแตกต่างตามต้นทุนและรายได้ประชากร

  1. สะพาน Akashi Kaikyo ในญี่ปุ่น ความยาวประมาณ 3.9 กิโลเมตร เป็นสะพานแขวนที่มีช่วงกลางยาวที่สุดในโลก มีโครงสร้างขนาดมหึมาในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหว ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ ประมาณ 470 บาท ถ้าชำระด้วย ETC (Electronic Toll Collection) เพื่อลดการจราจรติดขัดที่หน้าด่านเก็บเงิน จะลดลงเหลือประมาณ 185 บาท… เทคโนโลยีระดับโลกยังถูกกว่า 1,000 บาท
  2. สะพาน Hong Kong-Zhuhai-Macao ในจีน เชื่อม 3 เขตปกครอง ระยะทาง 55 กิโลเมตร (สะพาน+อุโมงค์) ค่าผ่านทางสำหรับรถ 4 ล้อ ประมาณ 670 บาท… โครงการระดับโลก แต่ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาท

4. จำเป็นต้องเก็บ 1,000 บาท หรือไม่?โครงการนี้ ถ้าจะหวังให้เอกชนลงทุน 100% (ยกเว้นค่าเวนคืน) เช่นเดียวกับทางด่วนบางสายในกรุงเทพฯ คงยาก เพราะโอกาสได้กำไรแทบมองไม่เห็น เนื่องจากเงินลงทุน ค่าดำเนินงานและค่าบำรุงรักษาสูง แต่ถ้าจะให้เอกชนร่วมลงทุนบางส่วนนั้น เป็นไปได้ ซึ่งอาจทำให้ค่าผ่านทางสูงกว่า 1,000 บาท เพื่อความคุ้มทุนของเอกชนด้วยเหตุนี้ รัฐจึงควรพิจารณาลงทุนเองทั้งหมด 100% เช่นเดียวกับทางด่วนหรือรถไฟฟ้าบางสายในกรุงเทพฯ ซึ่งอาจทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาท ก็ได้

5. ความเหลื่อมล้ำทางนโยบายยกตัวอย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน วงเงินลงทุน 64,109.57 ล้านบาท รัฐลงทุนเองทั้งหมด 100% อีกทั้ง ยังช่วยอุดหนุนค่าโดยสาร โดยเก็บ 20 บาทตลอดสาย ขณะที่คนใต้จะข้ามไปเกาะสมุยต้องจ่ายถึง 1,000 บาท หรือรอเฟอร์รี่เหมือนเดิมหากรัฐสามารถลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วงกว่า 6 หมื่นล้านบาทในกรุงเทพฯ และให้ผู้โดยสารจ่าย 20 บาทได้ รัฐย่อมสามารถลงทุนสะพานสมุยกว่า 7 หมื่นล้านบาท และให้ผู้ใช้บริการจ่ายในราคาที่ถูกกว่า 1,000 บาทได้เช่นกัน หากใช้ “มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ”

6. สรุป

สะพานเชื่อมเกาะสมุยคือความสะดวก รวดเร็วที่หลายคนอยากได้ แต่คำถามคือ… ราคาที่ต้องจ่ายเหมาะสมไหม?ค่าผ่านทาง 1,000 บาท แต่ใช้เวลาเพียง 20 นาที คุณจะจ่ายไหม? คอมเมนต์บอกกันหน่อย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

สะพานข้ามเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ มีพอหรือยัง?

ทุกครั้งที่รถติดหน้าทางขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คำตอบที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยที่สุดคือ “ต้องสร้างสะพานเพิ่ม”ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามีบทบาทสำคัญในการเชื่อม “เมืองสองฝั่ง” ฝั่งพระนคร-ฝั่งธนบุรี

สะพานไม่ได้แค่พาคนข้ามน้ำ แต่มันพาเศรษฐกิจ การลงทุน และมูลค่าที่ดินข้ามไปด้วยคำถามคือ วันนี้… สะพานในกรุงเทพฯ มีพอหรือยัง?

1. วันนี้กรุงเทพฯ มีสะพานรถยนต์ข้ามเจ้าพระยากี่แห่ง?ปัจจุบัน กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสะพานรถยนต์ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา 23 แห่ง (ไม่รวมสะพานรถไฟ และรถไฟฟ้า แต่รวมสะพานทางด่วน)สะพานเป็นตัวเปลี่ยนเกมจราจร เช่น สะพานพระราม 8 ช่วยระบายรถจากฝั่งธนเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน แบ่งเบาปริมาณรถบนสะพานพระปิ่นเกล้า และสะพานกรุงธน ส่วนสะพานพระราม 7 ช่วยแก้คอขวดฝั่งธนบุรี เป็นต้นแต่กว่าที่สะพานใดสะพานหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานานนับสิบปี ต้องผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การเวนคืนที่ดิน การคัดค้านจากชุมชน การออกแบบให้ไม่กระทบทัศนียภาพแม่น้ำ และสุดท้าย… ต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท

2. “เกียกกาย” สะพานใหม่กำลังมา เป้าหมายของสะพานเกียกกายคือ รองรับการพัฒนาพื้นที่รัฐสภา (อันที่จริง สะพานได้รับการวางแผนก่อนมีแนวคิดที่จะสร้างสภาฯ ใหม่ที่เกียกกาย) เปิดทางเลือกการเดินทางใหม่ และลดปริมาณรถบนสะพานพระราม 8 สะพานกรุงธน และสะพานพระราม 7 ขณะนี้ กทม.กำลังก่อสร้างสะพานเกียกกาย เชื่อมฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร (ถนนเกียกกาย-รัฐสภาใหม่) เป็นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาด 6 ช่องจราจร และก่อสร้างทางยกระดับขนาด 4-6 ช่องจราจร เริ่มจากถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ ข้ามถนนจรัญสนิทวงศ์ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านแยกเกียกกาย ถนนทหาร และแยกสะพานแดง ความยาวประมาณ 2.9 กม. วงเงินลงทุน 2,527 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดใช้งานได้ประมาณกลางปี 2571ทุกครั้งที่เปิดใช้สะพานใหม่ การจราจรจะดีขึ้นช่วงหนึ่ง แต่ไม่นาน… รถก็เต็มอีกครั้ง คำถามคือปัญหาอยู่ที่ “จำนวนสะพาน” หรืออยู่ที่ “ปริมาณรถที่เพิ่มไม่หยุด”?

3. สะพานข้ามเจ้าพระยาในอนาคต “ที่ไหนจะสร้าง? ที่ไหนยกเลิก?” สะพานไม่ใช่แค่โครงสร้างคอนกรีต แต่คือหัวใจของการเดินทางและการพัฒนากรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ ยังมีแนวคิดที่จะก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อรองรับเมืองที่ขยายตัวไปทางเหนือและตะวันตกกทม.มีแผนที่จะก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 4 แห่ง แต่ถึงวันนี้ ถูกชะลอไป 1 แห่ง ยกเลิกไป 2 แห่ง คาดว่าจะได้สร้างเพียง 1 แห่ง เท่านั้น

  1. สะพานบริเวณถนนราชวงศ์-ถนนท่าดินแดง (ชะลอโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้าน)
  2. สะพานบริเวณถนนลาดหญ้า-ถนนมหาพฤฒาราม (ยกเลิกโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้าน)
  3. สะพานบริเวณถนนจันทน์-ถนนเจริญนคร (ยกเลิกโครงการ เนื่องจากมีการคัดค้านจากประชาชนอย่างรุนแรง และพื้นที่การก่อสร้างได้ทำการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแล้ว)
  4. สะพาน “คนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” บริเวณถนนเชียงใหม่-ถนนทรงเสริม (คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571 แล้วเสร็จในปี 2573)ประวัติศาสตร์เมืองทั่วโลกบอกเราว่า เมื่อมีถนนหรือสะพานเพิ่ม “ปริมาณรถจะเพิ่มตาม” (Induced Demand) สะพานใหม่อาจช่วยระบายรถในระยะสั้น แต่ถ้าไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่แข็งแรง รถยนต์ส่วนตัวจะยังเป็นคำตอบหลักของคนเมืองสุดท้าย สะพานก็จะเต็มอีกครั้ง คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ “ควรสร้างสะพานเพิ่มไหม?” แต่คือ “กรุงเทพฯ อยากเป็นเมืองแบบไหน?”เป็นเมืองที่พึ่งพาระบบขนส่งมวลชนเป็นหลัก หรือพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก?

3. สรุป “พอหรือยัง?”

วันนี้กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่ง แต่รถติดก็ยังคงเป็นปัญหาหลักของคนกรุงถามว่า สะพานจำเป็นไหม? ตอบว่า จำเป็น

ถามว่า สะพานช่วยไหม? ตอบว่า ช่วย และถามว่า “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพอหรือยัง?” หลายคนคงตอบว่า “ยังไม่พอ”แต่คำถามที่เหมาะสมอาจไม่ใช่ “สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาพอหรือยัง?” แต่ควรเป็น “เราจะจัดการการเดินทางของคนกรุงเทพฯ อย่างไร โดยไม่ต้องสร้างสะพานเพิ่มทุกสิบปี?”

แล้วคุณล่ะ คิดว่าสะพานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพอหรือยัง? ถ้ายังไม่พอ ควรจะสร้างเพิ่มเติมที่ไหนบ้าง?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กรมศุลกากร–กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังอายัดตู้ต้องสงสัยเป็น “ขาไก่แช่แข็ง” ลักลอบนำเข้า 32 ตู้ ตั้งแต่ ปลายเดือนมกราคม 69

กรมศุลกากร–กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังอายัดตู้ต้องสงสัยเป็น “ขาไก่แช่แข็ง” ลักลอบนำเข้า 32 ตู้ ตั้งแต่ ปลายเดือนมกราคม 69

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 : ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกรณีมีตู้สินค้าประเภทขาไก่นำเข้าจากต่างประเทศจำนวน 32 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง นั้น นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและกรมปศุสัตว์พบว่า บริษัทผู้นำเข้า สำแดงชนิดสินค้าเป็น Frozen Food ซึ่งทางการสืบสวนของกรมศุลกากรร่วมกับกรมปศุสัตว์ ต้องสงสัยว่าเป็นขาไก่แช่แข็งนำเข้าโดยมิชอบ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้ทำการอายัดตู้สินค้าที่ต้องสงสัยดังกล่าวไว้ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 จำนวน 5 ตู้คอนเทนเนอร์,วันที่ 22 มกราคม 2569 จำนวน 26 ตู้คอนเทนเนอร์ และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 1 ตู้ เพื่อรอการตรวจสอบต่อไป

ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้มีส่วนได้เสียเข้ามาติดต่อเพื่อปฏิบัติพิธีการหรือแสดงความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด โดยตู้สินค้าดังกล่าวมีประเทศต้นทางจากประเทศมาเลเซีย น้ำหนักประมาณกว่า 700,000 กิโล กรัม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน น้ำหนักประมาณกว่า 143,000 กิโลกรัม ซึ่งการนำเข้าของดังกล่าวอาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐาน “สำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” และ “นำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558” ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่ใช้ควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านโรคระบาดและรักษามาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของประเทศ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การนำเข้าเนื้อสัตว์ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเอกสารรับรองแหล่งที่มาและการตรวจโรค หากฝ่าฝืนอาจมีโทษตามกฎหมาย การลักลอบนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสัตว์โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ รวมถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้ ยังบิดเบือนกลไกตลาดสร้างความไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ภายหลังการอายัดสินค้า เจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จะร่วมดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการนำเข้า พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


วช. เปิดเวทีแข่งขัน “การออกแบบแผนบินโดรนแปรอักษร” ชิงถ้วยพระราชทาน ปี 2569 สนามคัดเลือกสนามที่ 1

วช. เปิดเวทีแข่งขัน “การออกแบบแผนบินโดรนแปรอักษร” ชิงถ้วยพระราชทาน ปี 2569 สนามคัดเลือกสนามที่ 1

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดการแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจําปี 2569 (สนามคัดเลือก สนามที่ 1) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวรายงาน ณ อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2569 ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม (วช.) เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการต่อยอดความรู้ด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม การแข่งขันครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชน และผู้มีความสามารถด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ได้แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะวิศวกรรม การเขียนโปรแกรม การคำนวณ และการทำงานเป็นทีม ผ่านกระบวนการออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษรที่ต้องอาศัยความแม่นยำ ความปลอดภัย และการวางแผนอย่างเป็นระบบ กิจกรรมมุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมการปลูกฝังแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ การแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล และการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การจัดการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานครั้งนี้จึงนับเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกทีม พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยมุ่งมั่นพัฒนาตนเองทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมควบคู่กันไป

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า การแข่งขันดังกล่าวสืบเนื่องจากการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการระหว่างวันที่ 13–14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งสมาคมฯ ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นและศักยภาพของเยาวชนในการเรียนรู้เทคโนโลยีการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Python และการใช้โปรแกรม Blender เพื่อออกแบบและสร้างสรรค์ภาพแปรอักษรที่มีความซับซ้อน ก่อนต่อยอดสู่การแข่งขันจริงในวันนี้ การแข่งขันสนามคัดเลือกสนามที่ 1 ถือเป็นก้าวสำคัญในการคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพโดดเด่นเข้าสู่รอบต่อไป เพื่อชิงชัยในระดับประเทศและชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดแก่ผู้เข้าแข่งขัน โดยมีเกณฑ์การตัดสินที่ครอบคลุมทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบภาพและตัวอักษร ความแม่นยำทางวิศวกรรมในการควบคุมโดรนด้วยคำสั่งภาษา Python ให้มีความปลอดภัยและลื่นไหล ตลอดจนความสวยงามและการสอดประสานของฝูงโดรนกลางอากาศ ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมมีความพร้อมในการแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นอีกเวทีสำคัญในการพัฒนาเยาวชนไทยสู่การเป็นกำลังคนคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ การแข่งขันออกแบบแผนการบินโดรนแปรอักษร ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 ยังจะดำเนินการจัดแข่งขันในสนามคัดเลือกอีก 4 สนาม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากหลากหลายภูมิภาคได้เข้าร่วมแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ก่อนคัดเลือกทีมที่มีผลงานโดดเด่นเข้าสู่รอบต่อไป อันจะนำไปสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในระดับประเทศต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วศ.อว. โชว์ศักยภาพเวทีโลก! นำทีมนักวิจัยเสนอผลงาน PACCON 2026

กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของประเทศ นำทีมนักวิจัยเข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The Pure and Applied Chemistry International Conference 2026 (PACCON 2026) ภายใต้หัวข้อ “The Global Future of Chemistry with AI” ระหว่างวันที่ 12–14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก

การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดโดยสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 1,500 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เคมีในระดับนานาชาติ

ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์ทดสอบ (นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ) ผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์บริการ นำคณะนักวิจัยของกรมเข้าร่วมเสนอผลงานทางวิชาการอย่างเข้มข้น สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยสู่เวทีสากล ประกอบด้วย การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 4 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 18 เรื่อง และการบรรยายแบบรวดเร็ว (Rapid-fire Talk) จำนวน 1 เรื่อง ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ การเสวนาวิชาการ และการนำเสนอผลงานวิจัยด้านเคมีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของวิทยาศาสตร์เคมีในระดับโลก

ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมวิชาการในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัยของ วศ. สู่สายตานานาชาติ เป็นการสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านเคมีอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ตนเองในฐานะกรรมการบริหารสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญของสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนวงการเคมีของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2570 สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน PACCON 2027 ภายใต้ห้วข้อ “Chemical Innovation Longevity and Well-being” ในช่วงวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2570 ณ กรุงเทพมหานคร

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ยังคงมุ่ง มั่นสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างความเข้มแข็งของห้องปฏิบัติการ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #กรมวิทย์ฯบริการ #DSS #MHESI #PACCON2026


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึก IAEA ยกระดับไทยเป็น “Hub ความปลอดภัยรังสีทางการแพทย์ ” แห่งเอเชีย คุมเข้มความปลอดภัยการใช้วัสดุกัมมันตรังสี-เครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน

ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึก IAEA ยกระดับไทยเป็น “Hub ความปลอดภัยรังสีทางการแพทย์ ” แห่งเอเชีย คุมเข้มความปลอดภัยการใช้วัสดุกัมมันตรังสี-เครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมระดับภูมิภาคครั้งสำคัญร่วมกับทบวงการพลัง งานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อวางรากฐานการกำกับดูแลรังสีและนิวเคลียร์ในทางการแพทย์ให้ “ปลอดภัยสูงสุด” สร้างเกราะคุ้มกันความปลอดภัยให้แก่คนไข้ ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทุกคน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการกำกับดูแลความปลอด ภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีทางการแพทย์ในระดับภูมิภาค

ในการนี้ ปส. กระทรวง อว. ร่วมกับ IAEA จัดการฝึกอบรมหลักสูตร Regional Training Course on the Authorization and Inspection of Radiation Safety and Nuclear Security for Medical Practices ระหว่างวันที่ 16–27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส. เพื่อตอบโจทย์ภารกิจสำคัญด้านการกำกับดูแลการใช้วัสดุกัมมัน ตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นเวทีในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของไทยในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางการแพทย์ และความเข้มแข็งเชิงวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรวิทยารังสีสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสาธารณสุขในภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 24 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ผู้แทนจากประ เทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส. รวมถึงผู้แทนจากกรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์

การฝึกอบรม มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นด้านการอนุญาต การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎระเบียบในการใช้รังสีทางการแพทย์ โดยเน้นการนำมาตรฐานความปลอดภัยและแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของ IAEA ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง รวมถึงการทบทวนและประเมินผลกระบวนการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ผ่านการบรรยาย การทำแบบฝึกปฏิบัติ การนำเสนอกรณีศึกษา และการแลกเปลี่ยนประ สบการณ์ระดับประเทศ โดยเน้นแนวทางการกำกับดูแลตามกระบวนการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงานสถานประกอบการด้านรังสีรักษาของไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การอนุญาตและการตรวจสอบสถานประกอบการจริง ตลอดจนการอภิปรายและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้รังสีทางการแพทย์ในสถานการณ์จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.แก้ว เชิญชวนศิษย์เก่าโยธินบูรณะรุ่น 50 ร่วมพบปะสังสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ “ย้อนวันเก่า เหล่าเพื่อน 50”

“ดร.แก้ว” เชิญชวนศิษย์เก่าโยธินบูรณะรุ่น 50 ร่วมพบปะสังสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ “ย้อนวันเก่า เหล่าเพื่อน 50”

ในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ร้านอาหารจีน ฮั่วเซ่งฮง ราชพฤกษ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ประธานรุ่นศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ รุ่น50, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี, ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี, ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” ขอเชิญชวนพี่น้อง ผองเพื่อน ศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ รุ่น 50 ร่วมพบปะสังสรรค์ เชื่อมสัมพันธ์ ย้อนวันเก่า เหล่าเพื่อน50 รำลึกถึงครูอาจารย์ ณ ร้านอาหารจีน ฮั่วเซ่งฮง ราชพฤกษ์ #ร้านอาหารจีนฮั่วเซ่งฮงราชพฤกษ์
https://share.google/jZRgJhTRLbhegLcOw


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน