กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 10,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 10,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

จากกรณี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 02.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตเชียงราย จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ร่วมกับ กองบังคับการควบคุมสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดที่ 3 ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมายยาเสพติด บริเวณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าขันทอง หมู่ 3 ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อ เวลา 03.40 นาฬิกา ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ประมาณ 4 – 5 ราย ขณะกำลังลำเลียงกระสอบต้องสงสัยบรรทุกใส่ท้ายรถยนต์ จำนวน 1 คัน ยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่น ปาเจโร สีขาว จธ 4647 เชียงใหม่ ซึ่งจอดอยู่บริเวณถนนริมฝั่งแม่น้ำโขง หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่ ได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไป

จากการตรวจสอบบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ตรวจพบกระสอบฟางสีรุ้ง ห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 34 กระสอบ (กระสอบละประมาณ 300,000 เม็ด จำนวน 32 กระสอบ และกระสอบละประมาณ 200,000 เม็ด จำนวน 2 กระสอบ) รวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000,000 เม็ด

และเมื่อเวลา 17.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พลตรี สุชาติ พุ่มสุวรรณ ที่ปรึกษากองกำลังผาเมือง และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ณ กองบังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงเขตเชียงราย ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมี พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง และ พลเรือตรี ณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำนำโขง เป็นประธานในการแถลงข่าว ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางทั้งหมดส่ง สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 491 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 473 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 290,919,143 เม็ด, เฮโรอีน 20 กิโลกรัม, ไอซ์ 7,358.3 กิโลกรัม, ฝิ่น 378 กิโลกรัม และ คีตามีน 1,129.5 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 65 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 50 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 52,164 ล้านบาท (52,164,678,391 บาท)


นที มีเดช รายงาน

ศบภ.มทบ.38 ระดมกำลังจิตอาสาภัยพิบัติ จากกองพันทหารม้าที่ 10 และกรมทหารพรานที่ 32 เร่งช่วยเหลือประชาชน จากน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ระดมกำลังจิตอาสาภัยพิบัติ จากกองพันทหารม้าที่ 10 และกรมทหารพรานที่ 32 เร่งช่วยเหลือประชาชน อำเภอท่าวังผา และอำเภอปัว จังหวัดน่าน จากน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย และจิตอาสาภัยพิบัติ จาก กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 ลงพื้นที่ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

สืบเนื่องจากในพื้นที่จังหวัดน่านมีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเอ่อล้นตลิ่งและไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน รวมถึงเกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในบางจุด

ในการนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ได้จัดกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์เข้าพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนติดตามระดับน้ำและสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติ ลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากสถานการณ์ อุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน โดยกำลังพล กองพันทหารม้าที่ 10 กรมทหารม้าที่ 2 ได้เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอปัว และ กรมทหารพรานที่ 32 จัดกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ บ้านเฮี้ย ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 ตรวจติดตามการพัฒนาและฟื้นฟู แหล่งน้ำ “บึงสีไฟ” จ.พิจิตร

แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ตรวจติดตามการพัฒนาและฟื้นฟู แหล่งน้ำ “บึงสีไฟ” จังหวัดพิจิตร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 16.00 น. พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 พร้อมด้วย คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 และคณะ ตรวจเยี่ยมและรับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน โครงการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำบึงสีไฟ ณ บริเวณด้านข้างศูนย์อำนวยการบึงสีไฟ (อาคารชุ่มน้ำบึงสีไฟ) อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาและฟื้นฟูบึงสีไฟ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของจังหวัดพิจิตร ทั้งในมิติการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลอดจนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและจังหวัดพิจิตรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายกิติพล เวชกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยพันเอกสัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนากุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร (ฝ่ายทหาร) พันเอก ทรงสิทธิ์ รอดสการ นายทหารกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ

โดยรับฟังการบรรยายสรุปแผนการพัฒนาแหล่งน้ำบึงสีไฟ จาก สำนักงานจังหวัดพิจิตร, สำนัก งานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิจิตร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร และสำนักงานชลประทานจังหวัดพิจิตร

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3/ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 พร้อมคณะฯ ได้เยี่ยมชมพื้นที่โดยรอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบึงสีไฟ บริเวณอาคารชุ่มน้ำบึงสีไฟ สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข และ อุทยานบัว

และในเวลา 17.00 น. แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และชมรมคนปั่นจักรยานในพื้นที ได้ร่วมปั่นจักรยาน เยี่ยมชมทัศนียภาพพื้นที่โดยรอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบึงสีไฟ ตามเส้นทางปั่นจักรยาน 10.28 กิโลเมตร ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้เป็นเส้นทางปั่นจักรยานของคนรักสุขภาพ


นที มีเดช รายงาน

ยศชนัน-สุริยะ-เจเศรษฐ์ ลงพื้นที่เมืองน่าน กลางดึก สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วม ปักหลักเฝ้าระวังในพื้นที่ตลอด 24 ชม.

“ยศชนัน-สุริยะ-เจเศรษฐ์“ ลงพื้นที่เมืองน่าน กลางดึก สั่งตั้ง Single Command รับมือน้ำท่วมน่าน ปักหลักเฝ้าระวังในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 19.40 น. ระดับน้ำน่าน ณ สถานีวัดระดับน้ำ N1 อำเภอเมืองน่าน อยูที่ระดับ 8.29 เมตร โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ยศนันท์ วงค์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำบริเวณดังกล่าวด้วย

ต่อมา เวลา 20.00 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีฯ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ณ สถานีวัดน้ำ N.1 อ.เมือง จ.น่าน อย่างใกล้ชิด โดยได้สั่งการให้ตั้งศูนย์สั่งการจุดเดียว (Single Command) เพื่อบัญชาการเหตุการณ์และปักหลักเฝ้าระวังในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสาน ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เร่งระดมกำลังพลเข้ามาสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนหน้างานอย่างเต็มกำลัง

ในระหว่างลงพื้นที่ ในเวลา 20.00 น. โดยประมาณ ได้มีการแจ้ง Cell Broadcast ดังสนั่น ข้อความโดยสรุปคือ น้ำจะเข้าประมาณ 02.00 น. แจ้งเตือนชาวบ้านเตรียมตัว-ขนย้าย-อพยพ

จากการประเมินสถานการณ์ คาดว่ามวลน้ำจะทำให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 50-60 เซนติเมตร รองนายกรัฐมนตรี จึงเน้นย้ำว่า “ชีวิตสำคัญที่สุด” โดยขอให้แจ้งเตือนประชาชนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นอันดับแรก และเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง เตรียมแผนดำเนินงานล่วงหน้า เพื่อให้พร้อมเข้าสู่ระยะการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์น้ำคลี่คลาย

นอกจากนี้ ทีมงานของ GISTDA เข้ามาช่วยซัพพอร์ต ใช้ดาวเทียมเกาะติดสภาวะอากาศ-น้ำ วิเคราะห์แล้วส่ง Data ให้หน่วยหน้าทันที และนอกจาก Cell Broadcast ยังมีแอป “เช็คน้ำ” เพื่อติดตามดูพื้นที่เสี่ยงด้วยตัวเอง มีระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงในแอปให้ด้วย

จากนั้น ” รองนายกรัฐมนตรี ” กลับมาที่ศูนย์บัญชาการของจังหวัดน่าน อีกครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์หน้างานต่อเนื่อง โดยเดินทางไปปฏิบัติงาน ระหว่างศูนย์บัญชาการ-หน้างาน เพื่อวางแผนดูแลพี่น้องประชาชนและแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมอุทกภัยในครั้งนี้ลดผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด


นที มีเดช รายงาน

ศบภ.มทบ.34 ระดมกำลังพลช่วยประชาชนพื้นที่ อ.ปง จ.พะเยา

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 34 ระดมกำลังพลช่วยประชาชนขนย้ายสิ่งของไปยังพื้นที่ปลอดภัย และลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ อำเภอปง จังหวัดพะเยา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 พร้อมด้วย หัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 34 และกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติมณฑลทหารบกที่ 34 ลง พื้นที่ติดตามการช่วยเหลือประชาชน บ้านแบ่ง ตำบลงิม อำเภอปง จังหวัดพะเยาโดยมี ชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 17 เข้าช่วยเหลือ ประชาชนออกจากบ้านเรือนที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมกับขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และทำความสะอาด ฟื้นฟู หมู่บ้านดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ตำบลปง และตำบลนาปรัง อำเภอปง จังหวัดพะเยา ร่วมกับ คณะของ จังหวัดพะเยา โดยมี นายสมศักดิ์ แก้วเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพะเยา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ร่วมติดตาม และประสานงานในการช่วยเหลือประชาชน ขนย้ายสิ่งของ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น

ปัจจุบันในพื้นที่ อำเภอปง จังหวัดพะเยา ยังคงมีฝนตกเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้สั่งการให้ ที่ทำการปกครองอำเภอปง จังหวัดพะเยา เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ อย่างต่อเนื่อง


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามโครงการบูรณาการความมั่นคงเฉลิมพระเกียรติฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน

นครนายก – แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามโครงการบูรณาการความมั่นคงเฉลิมพระเกียรติฯ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 12.30 น. พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการบูรณาการความมั่นคงเฉลิมพระเกียรติฯ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน โดยกลไกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ระดับจังหวัด) จังหวัดนครนายก” ณ แปลงนาสาธิตของโรงเรียนทหารการสัตว์ ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

ในการนี้ ร้อยตำรวจตรีสัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คุณน้ำ รพีภัทร เอกพันธ์กุล และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

สำหรับโครงการดังกล่าว มีการจัดตั้งคณะทำงานตั้งแต่เดือนเมษายน–พฤษภาคม 2569 และเริ่มดำเนินการฝึกอบรมบุคลากรและกระบือในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมุ่งขับเคลื่อนแนว ทางเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์กระบือไทย ตลอดจนส่งเสริมองค์ความรู้และทักษะด้านการเกษตรแก่ประชาชน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครนายก ได้จัดฝึกอบรมประชาชนผู้สนใจด้านการบังคับกระบือ จำนวน 25 นาย โดยมีกระบือเข้ารับการฝึก จำนวน 8 ตัว ผลการฝึกอบรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

โอกาสนี้ พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภาย ในภาค 1 ได้ร่วมกิจกรรมไถนาด้วยกระบือและดำนาด้วยวิธีการดั้งเดิม ณ แปลงนาสาธิต ร่วมสืบสานวิถีเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมกันนี้ได้มอบไข่ไก่ให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 200 แพ็ก เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงกระบือ รวมถึงนิทรรศการด้านการเกษตรและปศุสัตว์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุ์กระบือไทย และการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย

สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัต กรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP) ซึ่งเป็นโมเดลที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงบริการเครื่องจักรกลได้สะดวก ทันต่อฤดูกาลผลิต ลดภาระการลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง และช่วยให้ผู้มีเครื่องจักรกลสามารถสร้างรายได้เสริมจากการให้บริการในพื้นที่

ประโยชน์สำคัญของ ASP คือ การทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตรถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและทั่วถึงมากขึ้น โดยเกษตรกรรายย่อยสามารถเลือกใช้บริการเครื่องจักรกลตามความจำเป็นของแต่ละกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่การเตรียมดิน ปลูก ดูแลรักษา พ่นสารด้วยโดรน เก็บเกี่ยว ไปจนถึงขนส่งผลผลิต ช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคน ลดระยะเวลาการทำงาน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และเพิ่มความแม่นยำในการใช้ปัจจัยการผลิต ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการ ASP ยังมีโอกาสใช้เครื่องจักรที่มีอยู่ให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน และช่วยให้บริการเครื่องจักรกลกระจายถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้มากขึ้น
ปัจจุบันภาคเกษตรไทยเผชิญข้อจำกัดด้านแรงงานอย่างชัดเจน โดยอายุเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนเกษตรเพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 59.44 ปี ในปี 2565 ขณะที่สัดส่วนแรงงานเกษตรอายุมาก กว่า 60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2546 เป็น 22% ในปี 2561 สวนทางกับแรงงานเกษตรวัย 15–40 ปี ที่ลดลงจาก 48% เหลือ 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนความจำเป็นในการนำเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหมาะสมกับบริบทของภาคเกษตรไทย

สศก. จึงสนับสนุนแนวทาง Sharing Economy หรือเศรษฐกิจแบ่งปันในภาคเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล สามารถพัฒนาเป็น ASP เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรรายอื่นที่ยังไม่มีเครื่องจักรกลเป็นของตนเอง ช่วยให้เกิดการใช้เครื่องจักรกลร่วมกันอย่างคุ้มค่า เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรรายย่อย และสร้างรายได้เสริมให้กับผู้มีเครื่องจักรกลในพื้นที่

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ได้จัดทำ ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการทางการเกษตร ผ่านเว็บ ไซต์ https://emachine.doae.go.th/ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการที่มีเครื่องจักรกล เข้าสู่ระบบการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลในพื้นที่ต่างๆสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิตมากขึ้น

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรผ่านผู้ให้บริการ ASP หากดำเนินการในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชนิดพืช และช่วงเวลาการผลิต เกษตรกรมีโอกาส เพิ่มผลผลิตหรือรายได้ ขณะที่ผู้ให้บริการ ASP มีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากการรับจ้างบริการเครื่องจักรกล

สำหรับปี 2569 สศก. จะต่อยอดการดำเนินงานดังกล่าว โดยเริ่มดำเนินการ จัดเก็บข้อมูลอัตราค่าให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรเป็นปีแรก จำนวน 296 ตัวอย่างทั่วประเทศ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่สำหรับใช้ประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต การจัดทำข้อมูลสนับสนุนเชิงนโยบาย และการวางแผนพัฒนาระบบบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้ตอบโจทย์เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“การพัฒนา ASP เป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรกลได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ โดย สศก. จะสนับสนุนข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารจัดการบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรตอบโจทย์พื้นที่ และเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” เลขาธิการ สศก. กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รฟท. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม “วงเวียนใหญ่–มหาชัย” เดินหน้าพัฒนาโครงการบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและการมีส่วนร่วม

รฟท. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม “วงเวียนใหญ่–มหาชัย” เดินหน้าพัฒนาโครงการบนพื้นฐานข้อเท็จจริงและการมีส่วนร่วม

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (ปัจฉิมนิเทศโครงการ) ภายใต้งานจ้างที่ปรึกษาเพื่อทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ณ ห้องประชุม Auditorium KX ชั้น 7 อาคารเคเอกซ์ (KX) เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

การประชุมได้รับเกียรติจาก นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกรอำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมกว่า 200 คน

นอกจากนี้ ยังมี นายพงษ์สรณัฐ ทองลี (ทนายคิว) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหา นคร เขต 26 และ นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา (นัท) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพ มหานคร เขต 24 เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการศึกษา พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการ เพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนในพื้นที่และสนับสนุนการพัฒนาโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการในภาพรวม พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถาม แสดงความคิดเห็น และเสนอข้อห่วงกังวล เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการปรับปรุงผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และคำนึงถึงประโยชน์ของทุกภาคส่วน

โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย มีระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี ออกแบบเป็นระบบรถไฟฟ้ายกระดับ โดยแนวเส้นทางส่วนใหญ่วางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิม เริ่มต้นจากบริเวณวงเวียนใหญ่ ผ่านพื้นที่สำคัญของฝั่งธนบุรี ได้แก่ ตลาดพลู,สำเหร่,ถนนรัชดาภิเษก จุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ถนนกาญจนาภิเษก ก่อนเข้าสู่จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่สถานีมหาชัย บริเวณถนนเอกชัย แนวเส้นทางประมาณร้อยละ 95 อยู่ในเขตทางเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนและการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ขณะเดียวกันการยกระดับทางรถไฟจะช่วยลดจุดตัดเสมอระดับ เพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบด้านการจราจร และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน

โครงการกำหนดให้ใช้ขบวนรถไฟฟ้าแบบ Electric Multiple Unit (EMU) พร้อมพัฒนาสถานีให้รองรับผู้โดยสารทุกกลุ่ม เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ ถนนสายหลัก และชุมชนโดยรอบ รวมถึงจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเพื่อรองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรสาคร ลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย สนับสนุนการเดินทางเพื่อการศึกษา การทำงาน การค้า การขนส่ง และการท่องเที่ยว รวมถึงช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ตลอดกระบวนการศึกษา โครงการได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมปฐมนิเทศ การประชุมกลุ่มย่อย และการประชุมรับฟังความคิดเห็นหลายรูปแบบ เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนถูกนำไปประกอบการจัดทำผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ภายใต้หลักความโปร่งใส รอบคอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

ภายในงานมีการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุม และรับเอกสารประกอบการประชุม โดย นางสาวอรนุช ศิลปินมีพันธ์ ก่อนรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการศึกษาโครงการ

จากนั้นเป็นพิธีเปิดการประชุม โดย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการ กล่าวรายงาน และ นายวิชาญ นาควงษ์ วิศวกร อำนวยการศูนย์บริหารโครงการพิเศษ 1 การ รถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดการประชุม

ภายหลังพิธีเปิด ได้มีการนำเสนอผลการศึกษาโครงการในประเด็นสำคัญ ประกอบ ด้วย

  • สรุปความเหมาะสม แนวเส้นทาง และรูป แบบการพัฒนาโครงการ โดย ดร.วัชระ สัตยาประเสริฐ
  • การศึกษาด้านการเดินรถ โดย นายเมษะพล พรรณเชษฐ์
  • รูปแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม โดย ผศ.ดร.ทศพล ปิ่นแก้ว
  • รูปแบบสถานีและสถาปัตยกรรม โดย นายนเรศ เทพพุฒิ
  • ความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดย นายศักดิ์สิทธิ์ วัฒนเวช
  • ผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบ โดย ดร.พิเศษ เสนาวงษ์

หลังจากการนำเสนอ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วม อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเสนอข้อเสนอแนะต่อโครงการ ก่อนสรุปสาระ สำคัญของการประชุม ปิดการประชุม

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริง และการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ทรู 5G ชวนเป็นเจ้าของ HUAWEI Pura 90s Series 5G+ แฟลกชิปกล้องระดับผู้นำ ได้ง่ายกว่า คุ้มกว่า! จัดเต็มดีลลดสูงสุด 19,400 บาท พร้อมสิทธิพิเศษครบครันทั้งความบันเทิงและบริการหลังการขาย

ทรู 5G ชวนเป็นเจ้าของ HUAWEI Pura 90s Series 5G+ แฟลกชิปกล้องระดับผู้นำ ได้ง่ายกว่า คุ้มกว่า! จัดเต็มดีลลดสูงสุด 19,400 บาท พร้อมสิทธิพิเศษครบครันทั้งความบันเทิงและบริการหลังการขาย

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 – ง่ายกว่า คุ้มกว่า… ทรู 5G เปิดจอง HUAWEI Pura 90s Series 5G+ สมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด เอาใจคนรักการถ่ายภาพ โดดเด่นด้วยระบบกล้อง เลนส์เสริมสีจริง 2.0 ผสานกล้องเทเลโฟโต้มาโคร ถ่ายทอดสีสันแม่นยำ สมจริงในทุกระยะ พร้อมฟีเจอร์ AI อัจฉริยะที่ช่วยยกระดับการถ่ายภาพ ทั้ง AI Composition 3.0, AI Best Expression และ AI De-Glare ให้ทุกภาพสวยคมชัดในทุกช่วงเวลา มอบข้อเสนอพิเศษให้เป็นเจ้าของได้คุ้มยิ่งขึ้น ง่ายกว่าที่เคย ด้วยส่วนลดรวมสูงสุด 19,400 บาท พร้อมสิทธิ์เก่าแลกใหม่ ความบันเทิงจาก TrueVisions NOW Ent นาน 1 ปี* และบริการหลังการขาย HUAWEI Care+ ครบจบทั้งก่อนและหลังการซื้อ

สำหรับลูกค้าซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ รับส่วนลดสูงสุด 19,400 บาท* รวมส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 17,400 บาท* เมื่อสมัครแพ็กเกจรายเดือนตามที่กำหนด ลูกค้าทรูและดีแทค รายเดือนนำอายุการใช้งานแลกรับส่วนลดสูงสุด 2,000 บาท* หรือ ลูกค้าทรูแบล็คหรือเรดการ์ด ลูกค้าดีแทคบลูเมมเบอร์และโกลด์เมมเบอร์ รับส่วนลดสูงสุด 2,000 บาท*

  • พิเศษ ลูกค้าซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ เก่าแลกใหม่รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 7,000 บาท*

สำหรับลูกค้าซื้อเครื่องเปล่า รับสิทธิ์เก่าแลกใหม่ลดเพิ่มสูงสุด 7,000 บาท* และของสมนาคุณระดับพรีเมียมสุดคุ้ม

สิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากหัวเว่ย สำหรับลูกค้าซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจและเครื่องเปล่า รับสิทธิประโยชน์และบริการหลังการขายแบบครบวงจร HUAWEI Care+ นาน 1 ปี สิทธิ์เปลี่ยนฟิล์มกันรอย 2 ปี อะแดปเตอร์ SuperCharge ภายในกล่อง และการรับประกัน APAC & MEA นาน 1 ปี มอบความคุ้มค่าในทุกด้านทั้งก่อนและหลังการขาย มูลค่าสูงสุด 7,480 บาท**

HUAWEI Pura 90s Series 5G+ โดดเด่นด้วยดีไซน์ Rhythm of Color ที่สะท้อนแรงบันดาลใจจากสีสันแห่งการพักผ่อน รองรับการเชื่อมต่อผ่าน XG Connectivity บนเครือข่ายทรู 5G เร็ว แรง ปลอดภัยทั่วไทย พร้อมแบตเตอรี่ 6,000mAh รองรับ HUAWEI SuperCharge และกระจก Kunlun Glass เพื่อความทนทานในการใช้งาน

สัมผัส HUAWEI Pura 90s Series 5G+ รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้ง HUAWEI Pura 90s Pro และ HUAWEI Pura 90s Pro Max พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มจากทรู จองก่อนใครได้แล้ววันนี้ ถึง 13 ส.ค. 2569 ที่ทรูและดีแทคช็อป เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ หรือช่องทางออนไลน์ https://store.true.th/promotion/huaweipura90sseries

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด **ของแถมมีจำนวนจำกัด

Truedtac5G #HUAWEIPura90sPro #HUAWEIPura90sProMax


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายกฯ อนุทิน เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ “รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ”

นายกฯ อนุทิน เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ “รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งตรงกับวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี โดยในปีนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองกำหนดจัดกิจกรรมวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม การศึกษาดูงาน และพิธีมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 ผู้ใหญ่บ้านที่มีผลงานดีเด่นจากทั่วประเทศ จำนวน 264 คน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยกย่องผู้นำท้องที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และยึดมั่นในอุดมการณ์ “บำ บัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติ ทั้งยังเป็นตัวแทนของกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน และมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย

“รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยตระหนักและเห็นความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด เพราะกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดูแลความเป็นอยู่ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และเป็นผู้เชื่อมโยงการทำงานระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายอนุทินฯ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ครอบคลุมด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการสนับสนุนและส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภารกิจเหล่านี้ไม่อาจบรรลุผลได้ หากขาดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ปัจจุบัน รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมุ่งขับเคลื่อนการบริหารราชการภายใต้แนวคิด “ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ จึงต้องเป็นกำลังหลักในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

“ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่น ความเสียสละ ความใกล้ชิดกับประชาชน และประสบการณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่าน จะสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัลฯ กรมการปกครองได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม และการศึกษาดูงาน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลฯ ได้พบปะ รับทราบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บังคับบัญชา รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน

การประชุมดังกล่าวมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำท้องที่ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้: DOPA 2026 Better Together” พร้อมย้ำว่า “อำเภอพึ่งได้” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาด “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ พึ่งได้” ซึ่งเป็นผู้รู้คน รู้พื้นที่ เข้าใจปัญหา และเป็นบุคคลแรกที่ประชาชนนึกถึงเมื่อเกิดความเดือดร้อน สำหรับปี 2569 มีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 264 คน แบ่งเป็นกำนันยอดเยี่ยม 131 คน และผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม 133 คน โดยผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดเข้ารับประกาศเกียรติคุณ พร้อมแหนบทองคำเพื่อยกย่องผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เสียสละ และทุ่มเทความรู้ความสามารถในการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การมอบแหนบทองคำในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูผลงานของผู้ได้รับรางวัล แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 134 ปี

ในส่วนภูมิภาคการจัดงาน “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2569 ได้ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 10 สิงหาคม 2569 โดยมีพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงร่วมกันทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ตำบล หมู่บ้าน

สามารถร่วมติดตามรายละเอียด ตลอดจนผลงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 ได้ทางเว็บไซต์ www.กำนันผู้ใหญ่บ้าน.com (กำนันผู้ใหญ่บ้านดอทคอม)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน