ส่งเสริมสุขภาพกำลังพล ชุดแพทย์ รพ.ค่ายกาวิละ ออกให้บริการเชิงรุกถึงที่ ในพื้นที่ห่างไกล

ส่งเสริมสุขภาพกำลังพล ชุดแพทย์โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ออกให้บริการเชิงรุกถึงที่ ในพื้นที่ห่างไกล

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ให้บริการตรวจสุขภาพเชิงรุกแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล ณ ค่ายพิชิตปรีชากร กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยคำนึงถึงทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพช่องปาก และสุขภาวะทางจิต ใจอย่างเป็นองค์รวม

ภายในกิจกรรม ได้มีการจัดตั้งจุดบริการตรวจสุขภาพแบบครบวงจร โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ ให้บริการตรวจร่างกายทั่วไป วัดความดันโลหิต เจาะเลือดเพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจสุขภาพช่องปาก รวมถึงประเมินภาวะสุขภาพจิต พร้อมมอบคำแนะนำในการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล ทั้งในด้านการป้องกันโรคที่พบบ่อยในพื้นที่ภูเขา การจัดการความเครียด และการรักษาสมดุลของร่างกายให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติงานในพื้นที่

อีกทั้งได้มอบสีและสุขภัณฑ์ให้กับหน่วย เพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารหมวดเสนารักษ์ให้มีความพร้อมยิ่งขึ้น โดยวัสดุที่มอบให้จะถูกนำไปใช้ในการปรับสภาพพื้นที่ภายในและภายนอกอาคาร รวมถึงการปรับปรุงระบบสุขาภิบาล เพื่อให้สถานที่มีความสะอาด เป็นระเบียบ และเอื้อต่อการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยเสริมบรรยากาศการทำงานและการให้บริการรักษาพยาบาลแก่กำลังพลให้มีความเหมาะสมและเป็นมาตรฐาน

กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “บริการทางการแพทย์เชิงรุก” ของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ ที่มุ่งมั่นนำบริการด้านสุขภาพเข้าถึงกำลังพลทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพ และสนับสนุนให้กำลังพลทุกนายสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ


นที มีเดช รายงาน

บานแล้ว ดอกกุหลาบพันปีบนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นสบาย

บานแล้ว ดอกกุหลาบพันปีบนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นสบาย โดยวันนี้อุณหภูมิบนยอดดอยวัดได้ 9 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวแห่ไปรับลมหนาวกันอย่างคึกคัก

เช้าวันที่ 21 พย. 68 นายจิรนิติ เชิงสะอาด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์กล่าวว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบนยอดดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ กลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าเขาเขียวขจี อีกทั้งช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้เป็นที่นิยมชมชอบของบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นมาสัมผัสไอหมอกที่ลอยปะทะกับใบหน้า พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ทอแสงสีทองตัดกับภูเขาที่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา แม้ว่าจะยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ แต่สภาพอากาศบนยอดดอยหนาวเย็น โดยอุณหภูมิบนยอดดอยวัดได้ 9 องศาเซลเซียส ขณะที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานวัดได้ 10 องศาเซลเซียส

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้จัดเจ้าหน้าที่สำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เพื่อเตรียมกลับมาเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมธรรมชาติในวันนี้ พร้อมภาพความงดงามของต้นกุหลาบพันปี บริเวณจุดชมวิวของเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ผลิดอกบานสะพรั่งจำนวนหลายต้น รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นมาเที่ยวชมความงามตลอดช่วงฤดูหนาวนี้


นที มีเดช รายงาน

เสธ.ทบ. รับมอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรของกำลังพล จากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

เสธ.ทบ. รับมอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรของกำลังพล จากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

วันนี้ (20 พ.ย. 68) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินบริจาค จำนวน 160,000 บาท จาก พลตรี จาง หลินหง (Zhang LinHong) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อเข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพบก สำหรับเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลกองทัพบก

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างใกล้ชิดในทุกๆ ด้าน อย่างหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการทหารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ, การฝึกร่วมผสม และความร่วมมือที่สำคัญในด้านต่างๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการศึกษา จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ มีความผูกพันที่ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน มีการพัฒนาที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและราบรื่นมาโดยตลอด และเป็นแบบอย่างหนึ่งที่สำคัญและหน้าที่ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

กองทุนสวัสดิการกองทัพบก จัดตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้ที่ได้มาจากการจัดสวัสดิการของกองทัพบก รวมทั้งการได้รับบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ไปจัดสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่กำลังพลและครอบครัว นอกเหนือจากสิทธิกำลังพลตามที่ราชการจัดให้ โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายเพื่อให้กำลังพลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสมควร และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของทหาร

ในโอกาสนี้ กองทัพบก ขอขอบคุณ พลตรี จาง หลินหง (Zhang LinHong) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ที่มีความตั้งใจและห่วงใยกำลังพลของกองทัพบก รวมถึงครอบครัวของกำลังพลในด้านการศึกษา ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ยังเป็นการบำรุงขวัญเพิ่มกำลังใจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้กองทัพบกจะนำเงินดังกล่าว เข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพบก สำหรับเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลกองทัพบกต่อไป



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ปะทะเดือด! ทหารทัพเจ้าตาก สกัดแก๊งขนยาชายแดนแม่สาย ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด

ปะทะเดือด! ทหารทัพเจ้าตากสกัดแก๊งขนยาชายแดนแม่สาย ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด

วันที่ 20 พ.ย.2568 เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ม.3 ฉก.ทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ได้นำกำลังพลเข้าตรวจสอบบริเวณจุดปะทะชายแดนไทย-เมียนมา ด้านหมู่บ้านห้วยน้ำริน หมู่ 7 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังจากกลางดึกคืนวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ในพื้นที่ล่อแหลม ขณะทำการเฝ้าตรวจในถึงพื้นที่หมู่บ้านห้วยน้ำริน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 8-10 คน สะพายกระสอบฟางดัดแปลงเป็นเป้เดินลัดเลาะป่าเข้ามาในฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้แสดงตัวเพื่อจะขอทำการตรวจค้น

แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธไม่ทราบชนิดและขนาดยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่อย่างหนัก เพื่อจะเปิดทางหลบหนี เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ทำการตอบโต้ทำให้เกิดการปะทะกันนานประมาณ 10 นาทีเสียงปืนดังสนั่นชายแดน จนกระทั่งกลุ่มคนร้ายได้ทำการวิ่งหลบหนีไปได้เพราะใช้ความชำนาญทางภูมิประเทศไป ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มเติมกำลังและทำการควบคุมพื้นที่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

จากการเข้าตรวจจุดปะทะช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ย.2568 เจ้าหน้าที่ได้พบกระสอบฟางดัดแปลงตกกระจายไปตามป่าเขานับรวมได้จำนวน 10 ใบ แต่ละใบบรรจุยาเสพติดประเภทยาบ้าที่ห่อประทับตรา 999 สีน้ำเงิน ใบละประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าทั้งหมดประมาณ 2,000,000 เม็ด จึงได้ยึดไว้เป็นของกลางและวางกำลังสกัดกั้นอย่างเข้มงวดต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพกุ้งร่วมเคารพธงชาติ พบปะกำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และมทบ.39

แม่ทัพกุ้ง พลโท บุญสิน พาดกลาง ร่วมเคารพธงชาติ พบปะกำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และมณฑลทหารบกที่ 39 แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ต้อนรับ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปพบปะกำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมร่วมยืนเคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติไทยกับกำลังพลกองบัญชา การกองทัพภาคที่ 3 ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำ เภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จากนั้น พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 พร้อมด้วยข้าราชการสังกัด มณฑลทหารบกที่ 39 ให้การต้อนรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีต แม่ทัพภาคที่ 2 ในโอกาสเดินทางมาพบปะกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 39

โดย พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้ขึ้นแท่นรับการเคารพ จากนั้นได้ให้โอวาทกำลังพล เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “แม่ทัพขอเป็นกำลังใจให้กับพวกท่านจงตระหนักว่าอยู่ที่ไหนเราก็คือทหาร เพราะฉะนั้นเรารักษาเกียรติภูมิของเราไว้” ต่อมาในเวลา 08.00 น. ได้ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติกับกำลังพล โดยให้เกียรติร่วมเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาด้วยความภาคภูมิใจ สมกับเป็นผู้นำกำลังรบแห่งภาคอีสาน ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้มอบของที่ระลึกเป็นผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 39 ประกอบด้วย ตุ๊กตาหมีน้อยเบาใจ – ในชุดลายพลาง และยาดมรักชาติ กลิ่นอโรม่า เพื่อแทนคำขอบคุณ

พร้อมกันนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้ร่วมบันทึกภาพกับกำลังพลอย่างเป็นกันเอง ด้วย ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก


เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา วัดวังพิกุลวราราม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 นำจิตอาสา พร้อมชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา วัดวังพิกุลวราราม บำเพ็ญสาธารณ ประโยชน์ และสาธารณกุศล ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์มอบสิ่งของให้เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดวังพิกุล จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ วัดวังพิกุลวราราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

โดย ประธานในพิธีฯ “ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทตนเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จากนั้น ถวายพานพุ่มดอกไม้ จุดธูป เทียน (เครื่องทองน้อย)

ต่อจากนั้น พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 นำจิตอาสาพระราชทาน และผู้เข้ารับการปฐมนิเทศการปฏิบัติงานของ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกันพัฒนา ปรับปรุงภูมิทัศน์ทำความสะอาดพระอา ราม โบสถ์ ศาสนสถาน อาสนะสงฆ์ พระพุทธรูป สถูปเจดีย์ ภายในบริเวณวัดวังพิกุลวนาราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

ต่อมา พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เยี่ยมชมบูธนิทรรศการ งานด้านกิจ การพลเรือนของกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 3 รวมถึงเยี่ยมชมชุดช่างจิตอาสาจากกองพันซ่อมบำรุงที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ออกหน่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องมือภายในครัวเรือนและเครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ตลอดจนเยี่ยมชมการออกหน่วยบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่อำเภอวังทองของโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วย

นอกจากนั้น พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานมอบอุปกรณ์การเรียนเสื้อนักเรียน ของเครื่องใช้สำหรับนักเรียน และสื่อการเรียนการสอนให้กับคณะครูและเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดวังพิกูล อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ในกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์

ซึ่งภายในกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ มณฑลทหารบกที่ 39 ได้จัดจิตอาสาพระราชทานและชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ขุนภักดี จัดกิจกรรมปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ พร้อมทั้งบรรเลงดนตรีจากวงดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 39 รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน การจัดชุดช่างตัดผมจิตอาสาให้บริการตัดผมแก่เด็กนักเรียน พร้อมทั้งจัดรถครัวสนามอาหารปรุงสุกใหม่ร้อนๆสำหรับมื้อเที่ยงให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย


นที่ มีเดช รายงาน

“เลขาธิการ ป.ป.ส.” ลงพื้นที่หนองคาย ประสานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหนีหมายจับคดียาเสพติด

“เลขาธิการ ป.ป.ส.” ลงพื้นที่หนองคาย ประสานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหนีหมายจับคดียาเสพติด

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคายสะพานมิตรภาพ ไทย – ลาว แห่งที่ 1 จังหวัดหนองคาย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 บช.ปส., พ.ต.อ.กริช ปัตลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู, น.ส.ลลิตา อรรถพิพล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รองผู้กำกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ผู้แทนสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, น.ส.กัญญ์ชิสา ประดิษสุวรรณ์ สำนักงานศุลกากรหนองคาย , พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ผู้แทน นบ.ยส. 24 และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย เพื่อประสานความร่วมมือด้านปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับ สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยหลบหนีหมายจับ

สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการประสานความร่วมมือ ทวิภาคีไทย-ลาว เรื่องความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และความร่วมมือคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนจังหวัดหนอง คาย ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. หน่วยงานภาคีทั้งในประเทศและนอกประเทศ จึงนำมาสู่การส่งมอบตัวผู้ต้องหาฯ จำนวน 3 คน ดังนี้

  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 1 คือ นายบุญทัน กูลเกล้า ตามหมายจับของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู
  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 2 คือ นายอิทธิพล ธนกรเกรียงไกร หมายจับศาลอาญา
  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 3 คือ นายอานนท์ เมณฑ์กูล ตามหมายจับของศาลจัง หวัดธัญบุรี

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีและ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้ได้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดียาเสพติดที่หลบหนีมาอาศัยที่ สปป.ลาว จำนวน 17 คน รวมกับครั้งนี้ 3 คน รวมทั้งสิ้น 20 คน จึงแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือในด้านการปราบปรามยาเสพติดระหว่างสองประเทศ มีความเข้มแข็ง รวมถึงนโยบายของรัฐบาลลาวที่มีความจริงจังในการปราบปรามยาเสพติดในประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวขอบคุณทางการลาวที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายา เสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดคนไทยที่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดในระดับของผู้สั่งการ ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ร่วมบูรณาการปราบปรามยาเสพติดและสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินหน้าบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด

จากนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะ เดินทางข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย- เวียงจันทน์) เพื่อรับตัวผู้ต้องหาจากกรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ ณ ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย – เวียงจันทน์) ส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป พร้อมนี้ได้สนับสนุนชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ จำนวน 12,000 ชุด


ประมง ปล่อยพันธุ์ปลาลงทุ่งบ้านหมี่ ท่าวุ้งแก้มลิง มูลนิธิชัยพัฒนากว่า 30 ล้านตัว

จังหวัดลพบุรี – สำนักงานประมงจังหวัดลพบุรี ร่วมกับอำเภอท่าวุ้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำลดกว่า 30 ล้านตัว

นายสรณต ณ ศรีโต นายอำเภอท่าวุ้ง พร้อมด้วย นายสง่า คำพันธ์ ประมงจังหวัดลพบุรี นางณพัชร สงวนงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และประชาชน ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวจำนวน 15,100,000 ตัว ลงในพื้นที่น้ำท่วมใกล้กับโครงการแก้มลิงของมูลนิธิชัยพัฒนา หรือแก้มลิงหนองน้ำพล ตำบลบางคู้ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี สำหรับในการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุ่งสุโขทัย ทุ่งบางระกำ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการในทุ่งชัยนาท-ป่าสัก (ฝั่งซ้าย) และทุ่งท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

สำหรับในช่วงนี้ในพื้นที่ของทุ่งท่าวุ้งได้มีน้ำท่วมเพราะรับน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านประตูระบายน้ำบางโฉมศรีเข้ามาตามลำน้ำบางขาม ประตูระบายน้ำปากคลองบางพุทรา จังหวัดสิงห์บุรี และส่วนหนึ่งเป็นน้ำจากคลองชัยนาท – ป่าสัก ที่รับน้ำจากประตูระบายน้ำมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ทั้งนี้เป็นการช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลไปท่วมทางตอนล่างของเขื่อนเจ้าพระยามาสู่ทุ้งท่าวุ้งที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนาที่ได้มีการเก็บเกี่ยวแล้ว

นอกจากนี้ในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้เป็นทุ่งที่ 2 ของลพบุรีต่อจากทุ่งอำเภอบ้านหมี่แผนของโครงการปล่อยสัตว์น้ำลงทุ่งจำนวน 30,200,000 ตัว โดยจะเป็นปลาตะเพียนขาวแรกฟัก จำนวน 30,000,000 ตัว และปลาขนาด 2 – 3 เซนติเมตรจำนวน 200,000 ตัว หลังจากน้ำลดลงปลาเหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นแหล่งอาหารในแม่น้ำ ตามบ่อ ตามคู ให้กับประชาชนได้จับไปเป็นอาหาร สำหรับพันธุ์ปลาตะเพียนนี้เป็นปลาที่กินพืชทำให้การดูแลให้อาหารของทุ่งท่าวุ้งนั้นมีพอเพียงที่จะเป็นอาหารให้กับพันธุ์ปลาที่นำมาปล่อย

โดย นางณพัชร สงวนงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ได้เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ปลาที่ปล่อยไปจะมีน้ำที่ท่วมอยู่ในทุ่งแห่งนี่ทำให้ปลามีขนาดโตขึ้นสามารถเริ่มที่จะจับไปเป็นอาหารได้ หลังจากที่น้ำลดลงปลาก็จะไหลไปตามน้ำสู่ทางด้านตอนล่างส่วนหนึ่ง ขณะที่พันธุ์ปลาที่เจริญเติบโตก็จะหลบไปอาศัยตามหนอง คลอง บึง บ่อต่าง ๆ เพื่อที่เป็นอหารให้กับประชาชนในพื้นที่ได้จับไปเป็นอาหารได้ ขณะที่ระดับน้ำในทุ่งท่าวุ้งก็ยังคงมีระดับเพิ่มสูงขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

จุดจบตัวตึง “โซนนาเดื่อ” ภัยสังคมประจำหมู่บ้าน อวดศักดาไม่กลัวใคร ไม่สมราคาคุย เจอตำรวจหน้าจ๋อย

นครพนม – จุดจบตัวตึง “โซนนาเดื่อ” ภัยสังคมประจำหมู่บ้าน อวดศักดาไม่กลัวใคร ไม่สมราคาคุย เจอตำรวจหน้าจ๋อย

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.อ.ถวิล คำเกษ ผกก.สภ.ศรีสงคราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าพบนางซ้อน แก้วมุงคุณ อายุ 65 ปี ชาวบ้านนาเดื่อหมู่ 1 ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งเป็นแม่ของนายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน อายุ 46 ปี ผู้ถูกกล่าวหาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธมีด และให้นางซ้อนเป็นผู้นำทางไปตามหาตัวลูกชาย ในสวนยางพารา กระท่อม และเถียงนาของชาวบ้าน

กระทั่งเวลาบ่ายโมงเศษ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ศรีสงคราม พบชายลักษณะท่าทางมีพิรุธ โดยใช้ผ้าห่มผืนบางคลุมโม่งเดินอยู่ในทุ่งนา เหมือนจะปิดบังอำพรางใบหน้า จึงเรียกให้หยุดเพื่อสอบถามชื่อ ปรากฏว่าชายดังกล่าวคือนายโซน บุคคลที่ตำรวจกำลังติดตามตัวอยู่ และพยายามเดินเลาะทุ่งนาหาที่หลบซ่อน แต่ถูกเจ้าหน้าที่เจอก่อน จึงควบคุมตัวไปโรงพักสอบสวนตามข้อกล่าวหา

นายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน ผู้ต้องหายังให้การวกไปวนมา และยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้า ปฏิเสธว่าว่าไม่เคยระรานหรืออาละวาดทุบทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำคลิปจากกล้องวงจรปิดให้ดู นายโซนถึงกับพูดไม่ออก พูดเสียงอ่อยๆว่าตอนก่อเหตุนั้นเมาจำอะไรไม่ได้

คดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นางล่ำ แก้วปีลา อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 146 หมู่ 1 ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเข้าร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.พรชัย ดลรัศมี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ศรีสงคราม ว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 68 เวลาประมาณสามทุ่มเศษ ได้มีนายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน อายุ 46 ปี ที่ทำตัวเป็นอันธพาลประจำหมู่บ้าน ถืออาวุธมีดพร้าฟันประตูทางเข้า จนได้รับความเสียหาย พร้อมท้าทายให้ไปแจ้งความ เพราะไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น โดยกระทำลักษณะนี้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน จึงแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายโซน

ขณะเดียวกันก็มีนางวิไลจิตร ศิริวงศ์ อายุ 52 ปี ชาวบ้านนาเดื่อ หมู่ที่ 9 เป็นเพื่อนบ้านกับนางล่ำ เปิดเผยว่าช่วงเดือนสิงหาคม 68 ที่ผ่านมา เคยถูกนายโชนอันธพาลประจำหมู่บ้าน ใช้สันพร้าทุบที่ท้ายทอยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ศรีสงคราม ให้ดำเนินคดี แต่เรื่องก็เงียบมาถึงปัจจุบัน จึงพากันร้องเรียนผ่านสื่อดังกล่าว

นอกจากนี้นางซ้อนผู้เป็นแม่ของนายโซน ได้เล่าด้วยเสียงปนสะอื้นว่า มีลูกทั้งหมด 5 คนนายโซนเป็นคนโต มีนิสัยอันธพาลก่อเรื่องวุ่นวายประจำ โดยเฉพาะตอนเมาจะอาละวาดทำลายข้าวของ ไม่เว้นแม้แต่แม่บังเกิดเกล้า พูดจาข่มขู่จะทำร้ายตนจึงต้องพกเคียวเหน็บหลังไว้ตลอดเวลา ยิ่งมาเสพยาบ้าร่วมด้วย เท่ากับมีความบ้าคูณสอง ใครๆก็ห้ามไม่ได้ เพราะจะถูกทำร้ายทันที การที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ คงทำให้ในหมู่บ้านเกิดความสงบสุขขึ้น และขอให้ลูกกลับเนื้อกลับตัว โดยขณะที่เจ้าหน้าที่นำตัวนายโซนออกจากห้องควบคุม เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม นายโซนเข้ามายกมือไหว้ขอโทษแม่ ที่ทำความเสื่อมเสียให้จนครอบครัวเดือดร้อน


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

นบ.ยส.24 ร่วมกับ ตชด.ภาค 2 ไล่ล่าสกัดนักบิน พร้อมยึดยาบ้า 6 แสนเม็ด สารภาพรับจ้างจากชาว สปป.ลาว

นบ.ยส.24 ร่วมกับ ตชด.ภาค 2 ไล่ล่าสกัดนักบิน พร้อมยึดยาบ้า 6 แสนเม็ด สารภาพรับจ้างจากชาว สปป.ลาว

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ กองทัพบก โดย ทภ.2/นบ.ยส.24 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการ/บูรณาการร่วมกับ พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค2 และ พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 มอบหมายให้ ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 ร่วมกับ สำนักการข่าว กอ.รมน, ขกท.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ,สำนักปราบปราม ป.ป.ส., กก.3 บก.ปส.2 อุดรธานี, หน่วยบริการตำรวจทางหลวงบรบือ, ชุดสืบสวน ภ.จว.มหาสารคาม, ชุดสืบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม ร่วมกันจับกุมตัว นายวุฒิ อายุ 30 ปี และนายพีรชัย อายุ 22 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 3 กระสอบ รวม 600,000 เม็ด โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณสี่แยกแก่งเลิงจาน ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม

ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องหามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นนักบิน รับงานนำยาบ้าไปวางตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ และขอนแก่น

ล่าสุดเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหา ใช้รถ 2 คัน ในการลำเลียงยาบ้าไปวางตามจุดต่าง ๆ โดยรถคันแรกเป็นรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีดำ เป็นรถนำทาง และใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีเทา บรรทุกยาบ้าไปวางตามจุด ซึ่งได้วางงานไปแล้ว 3 จุด จุดละ 1 กระสอบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามไล่ล่า โดยผู้ต้องหาได้ขับรถหลบหนีระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ตั้งแต่ จ.มุกดาหาร มาจนถึง จ.มหาสารคาม ซึ่งกลุ่มคนร้ายที่ขับรถเก๋งฮอนด้าสามารถหลบหนีไปได้ โดยนำรถไปจอดทิ้งไว้ที่พื้นที่อำเภอกุดรัง จ.มหาสารคาม ส่วนรถกระบะที่ขนยาบ้าเจ้าหน้าที่ได้สกัดจับที่บริเวณสี่แยกแก่งเลิงจาน เมื่อตรวจสอบพบยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ ยาบ้าประมาณ 600,000 เม็ด ซึ่งหากรวมยาบ้าที่ได้วางงานไปแล้วอีก 3 กระสอบ จะมากถึง 1.2 ล้านเม็ด ซึ่งจุดล่าสุดที่ผู้ต้องหาจะไปวางงานคือที่ อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม แต่เจ้าหน้าที่กระทำการจับกุมซะก่อน

ทั้งนี้ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากชาว สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (แมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชา ชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ มีรายงานว่าชุดจับกลุ่มดังกล่าวเป็นชุดเดียวที่สกัดจากขบวนการค้ายาบ้าบนสะพานเทพสุดา จ.กาฬสินธุ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ของกลางยาบ้ากว่า 1,200,000 เม็ด ปัจจุบันนำผู้กระทำความผิดพร้อมของกลางทั้งหมด ไปยัง บก.ตชด.ภาค 2 เพื่อสืบสวนขยายผลดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

โดย นบ.ยส.24 มีผลการปฏิบัติงานตามมาตรการสกัดดั้นและมาตรการปราบปรามในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 – 20 พ.ย.68 มีผลการจับกุม 154 ครั้ง ผู้ต้องหา 178 ราย ยาบ้า จำนวน 23,141,421 เม็ด ไอช์ จำนวน 1,216.54 กก. เฮโรอีน จำนวน 21.80 กก. รวมมูลค่าทั้งสิ้น 852,045,671 บาท


นที มีเดช รายงาน