ทีมเกทบอลจังหวัดระยอง ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพ

จังหวัดลพบุรี – ทีมเกทบอลระยอง ได้รับรางวัลชนะเลิศ ครองถ้วยรางวัลพระราช ทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ ในรายการแขงขันกีฬาเกท บอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้ง 4 ปี 2569

ว่าที่ร้อยตรีทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้เป็นประธาน ในการอัญเชิญถ้วยพระราชทานรางวัลชนะเลิศของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ ในการแขงขันกีฬาเภทบอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้ง 4 ประจำปี 2569 ณ โดมภายในสนามกีฬาพระราเมศวร อำเภอเมืองลพบุรี ซึ่งมี ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดลพบุรี อุปนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดลพบุรี นายกสมาคมกีฬาเกทบอล นักกีฬา เกทบอล และหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมในพิธีปิดการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้จะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เดินทางมาร่วมแข่งขันจากทั่วประเทศ กว่า 500 คน

สำหรับการจัดการแข่งขันเกทบอลในครั้งนี้นับเป็นการแข่งขันเกทบอลรายการสูงสุดของของประเทศไทย นอกจากจะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของนักกีฬาแล้วยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานกีฬาเกทบอลของประเทศ โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเป็นถ้วยพระ ราชทานรางวัลชระเลิศของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ นอกจากนี้ยังมีทีมรองชนะเลิศได้รับการคักดลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเกทบอลชิงแชมป์โลกในปี 2570 จำนวน 8 ทีม ซึ่งในการแข่งขันเกทบอลชิงแชมป์โลกครั้งที่ 13 ในปี 2570 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน

โดยในการจัดการแข่งขันในรอบชิงแชมป์ประเทศไทยที่จังหวัดลพบุรีในครั้งนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผ่านการบูรณาการกีฬาเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างรายได้ในเรื่องของการท่องเที่ยวมาสู่จังหวัดลพบุรี ขณะเดียวกันยังเป็นการต่อยอดแนว คิด “เยือนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ แต่งชุดไทยเล่นเกทบอลนอกจากจะเป็นการส่งเสริม พัฒนา กีฬาเกทบอล ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาอีกทางหนึ่งด้วย

สำหรับในปีนี้ได้ของพระราชทานถ้วยรางวัลสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันเป็นแชมป์ประเทศไทยในปีนี้ได้แก่ทีมจากจัง หวัดระยอง ส่วนทีมรองชนะเลิศที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับเหรียญรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณอีกจำนวน 7 ทีม พร้อมกับจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันเกทบอลชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 13 ในปี 2570 ต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ผู้การโคราช สานต่อภารกิจจิตอาสาไม่หยุด เดินหน้าทำความดีนำกำลังตำรวจ 51 โรงพักทั่วโคราช ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติในหลวง 74 พรรษา

ผู้การโคราช สานต่อภารกิจจิตอาสาไม่หยุด เดินหน้าทำความดีนำกำลังตำรวจ 51 โรงพักทั่วโคราช ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติในหลวง 74 พรรษา

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 ต.จอหอ อ.เมืองนคร ราชสีมา จ.นครราชสีมา พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนคร ราชสีมา ร่วมบริจาคโลหิตในโครงการจิตอาสา เราทำความดี บริจาคโลหิต ด้วยหัวใจ ใน วโกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา โดยมีข้าราชการตำรวจจากทั้ง 51 สถานีตำรวจภูธร ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประ เทศ พร้อมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

การบริจาคโลหิตครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ยังเป็นการต่อยอดเจตนารมณ์ของกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ให้การทำความดีเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยโลหิตที่ได้รับจะถูกส่งต่อเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเสียสละที่สะท้อนบทบาทของตำรวจในการเป็นที่พึ่งของประชา ชน ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัยและการช่วยเหลือสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง.

นอกจากนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ผลักดันกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมมาแล้วกว่า 10 กิจกรรม ครอบคลุมทั้ง 51 สถานีตำรวจภูธร ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ให้ตำรวจทุกพื้นที่มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมที่ผ่านมา มีทั้งการช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ประสบความเดือดร้อน การพัฒนาชุมชน การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ โครงการพาตำรวจเข้าวัด การรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนกิจกรรมจิตอาสาในโอกาสสำคัญของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสะท้อนถึงการน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องการทำความดีเพื่อส่วนรวมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

สภาทนายความ ลงพื้นที่วังน้ำเขียว เร่งตรวจข้อเท็จจริงปมที่ดินทับซ้อนอุทยานฯ เดินหน้าช่วยชาวบ้านต่อสู้คดี-คุ้มครองสิทธิ

นครราชสีมา – สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งคณะทำงานและทีมทนายความลงพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน กรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติ จนถูกดำเนินคดีและได้รับความเดือดร้อนด้านสิทธิในที่ดินทำกิน พร้อมเตรียมวางแนวทางให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ได้มอบหมายให้ผู้แทนคณะทำงานและทีมทนายความ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว โดยมี ดร.ธีระวุฒิ วชิรมโนวาทย์ กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย, ดร. เกริกฤทธิ์ โชติธาพิพัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโครงการทนายอาสาประจำสถานีตำรวจ, ทนายนทีนาถ ศรีลมุล รองประธานสภาทนายภาค 3, ทนายลภัสรดา ณัฐอาภาพล รองประธานสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และทนายคมสันต์ เที่ยงกระโทก กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา ร่วมลงพื้นที่

คณะทำงานได้หารือร่วมกับตัวแทนประชาชน พร้อมตรวจสอบเอกสารสิทธิ หลักฐานการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ย้อนหลัง แผนที่ และภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการดำเนินการช่วยเหลือทางกฎหมาย ทั้งในส่วนของการต่อสู้คดีในชั้นศาล การคุ้มครองสิทธิของประชาชน และการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางกฎหมายของประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากข้อพิพาทด้านที่ดิน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมและเกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่.


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

เชียงใหม่ จัดพิธีปล่อยพันธุ์ปลา 200,000 ตัว ลงสู่แม่น้ำปิง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

เชียงใหม่ – จัดพิธีปล่อยพันธุ์ปลา 200,000 ตัว ลงสู่แม่น้ำปิง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ

วันนี้ (22 ก.ค. 69) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ แม่น้ำปิง บริเวณศาลาบ้านเกาะ หมู่ที่ 5 ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายอำพร ศักดิ์เศรษฐ ประมงจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมถึงเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำผู้ร่วมพิธี ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แม่น้ำปิง จำนวน 200,000 ตัว ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง ปลาสร้อยขาว และปลากาดำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงใหม่ อันจะช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชนในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

คืนสิทธิที่รอคอยมา 78 ปี ! นายอำเภอสบเมย มอบบัตรประชาชน ยายชาวไทยภูเขาดั้งเดิมตกสำรวจ

คืนสิทธิที่รอคอยมา 78 ปี ! นายอำเภอสบเมย มอบบัตรประชาชน ยายชาวไทยภูเขาดั้งเดิมตกสำรวจ

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย ได้อนุมัติเพิ่มชื่อและมอบบัตรประจำตัวประชาชนไทย ให้แก่ นางทะลอย สุขอุดมภา อายุ 78 ปี ราษฎรบ้านแม่ออกใต้ หมู่ที่ 4 ตำบลแม่คะตวน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ ข้อ 97

จากคนตกสำรวจ สู่การได้รับสิทธิอย่างสมบูรณ์ สำหรับ ยายทะลอย เป็นราษฎรชาวไทยภูเขาดั้งเดิมติดแผ่นดิน เกิดที่บ้านแม่ออกใต้มาตั้งแต่กำเนิด ทว่าในอดีตเกิดการตกสำรวจทางทะเบียนราษฎร ทำให้ไม่มีชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) ส่งผลให้ที่ผ่านมาต้องขาดโอกาส และไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐานที่ควรจะได้จากทางภาครัฐมาโดยตลอดเป็นเวลาเกือบแปดทศวรรษ

การดำเนินการช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการคืนความเป็นธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับคนไทยดั้งเดิมอย่างแท้จริง

“ขอแสดงความยินดีกับคุณยายทะลอย ในโอกาสที่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนคนไทยอย่างสมบูรณ์ในวันนี้” นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย กล่าวแสดงความยินดี การได้รับบัตรประชาชนในครั้งนี้ นำความปิติยินดีมาสู่คุณยายทะลอยและครอบครัวอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการยืนยันตัวตนในฐานะคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว ยังช่วยให้เข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและสวัสดิการแห่งรัฐต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียมเสียที



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

“รองจ๋อ” นำศูนย์ยาเสพติด บช.น. บุกช่วยเด็กชาย 7 ปี พ้นมือแม่หัวจ่ายพ่นควันยานรกใส่โชว์ลูกค้า

“คาเฟ่อัพยา ย่านเตาปูน” ที่รู้จักกันในสายอัพยาเสพติด ประตูเหล็กปิดล็อคตลอด ระวังภัยด้วยกล้องวงจรปิด 5 ตัวมีหัวจ่ายและทาสยาบ้า มีพฤติกรรมชอบพ่นควันยาบ้าใส่ลูกชายวัย 7 ปี โชว์ลูกค้าที่มาซื้อยาเสพติด สะเทือนใจจนลูกค้าทนไม่ได้แอบถ่ายรูปส่ง “กันจอมพลัง” หวังช่วยเด็กออกมาให้ได้ เบาะแสต่อถึง “น.1” แต่การข่าวพบหัวจ่ายมีอาวุธปืน จึงส่ง “รองจ๋อ-สารวัตรแจ๊ะ “จัดทีมสืบสวนชุดใหญ่ไฟกระพริบ ดำเนินการเต็มระบบเพื่อช่วยเหลือเด็กชาย

วันที่ 24 ก.ค.2569 เวลาประมาณ 06.30 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. (รับผิดชอบงานยาเสพติด), พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ชูศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย รอง ผบก.น.2, พ.ต.ท.เอกศิษฐ์ วรกิตติ์ฐากร รอง ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น.และ เจ้าหน้าที่มูลนิธิกันจอมพลัง นำกำลังบุกช่วยเหลือ เด็กน้อยวัย 7 ขวบ เข้าตรวจสอบ อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ริมถนนประชาอุทิศ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จับกุมตัวผู้ต้องหา 6 ราย ดังนี้ 1.นาง สุรีรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 63 ปี ภูมิลำเนา กรุงเทพมหานคร, 2.นายสมพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ภูมิลำเนา จ.ปทุมธานี, 3.นายประวิทย์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ภูมิลำเนา กรุงเทพมหานคร, 4.น.ส.ชญาดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ภูมิลำเนา จ.นครพนม, 5.นางบุปผา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี ภูมิลำเนา กรุงเทพมหานคร และ 6.นายจักพันธุ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี ภูมิลำเนา กรุงเทพมหานคร

ตรวจยึดของกลาง และยึดทรัพย์สินดังนี้ 1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า) จำนวน 309 เม็ด, 2.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือไอซ์) จำนวน 252 กรัม, 3.วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) จำนวน 32 กรัม, 4.หัวบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 107 อัน, 5.พอตกัญชา จำนวน 5 อัน และ 6.อุปกรณ์เสพ

โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีวตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (คีตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเอาเสียรับจำนำหรือรับไว้ประการใดซึ่งของตนพึ่งรู้ว่าเป็น ของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 มาตรา 246 วรรค 1 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ข้อ 4 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2557, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย” จับกุมผู้ต้องหาได้ที่บ้าน แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ

พฤติการณ์กล่าวคือ “ณ คาเฟ่อัพยา ย่านเตาปูน” ที่รู้จักกันในสายอัพยาเสพติด จากแหล่งข่าวแจ้งว่า มีหญิงวัยกลางคน( ผู้ถูกจับที่ 1 ) ผู้เป็นทั้งเอเย่นต์และทาสยา พ่นควันพิษสีหมอกอัดเข้าใส่ใบหน้าไร้เดียงสาของลูกวัยเพียง 7 ขวบ โชว์ลูกค้าที่มาเสพยาเสพติดเกือบทุกคน โดยเด็กน้อยยังคงนั่งยิ้มพับเศษกระดาษฟอยล์เล่นอยู่ข้างกายแม่ ราวกับควันพิษเหล่านั้นคือหมอกสวรรค์ ภาพสุดทนเบื้องทำให้ทาสยาผู้หนึ่งที่กำลังมาขอซื้อยานรกเอ่ยปากเตือนขอร้องให้หยุดทำลายเด็ก หากแต่สิ่งที่ได้รับกลับมา คือการต่อว่า “อย่าเxือก ลูกของกู ออกมาจาก -ี กู” สะบั้นความเหลืออดหมดสิ้น แอบใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพสุดทนไว้ ก่อนย่างท้าวออกจากขุมนรก “ต้องช่วยเด็กออกมาให้ได้” ถูกส่งต่อให้ “มูลนิธิกันจอมพลัง” รับประสานงานติดตามช่วยเหลือเด็กน้อยจากขุมนรก ทว่าเมื่อสืบสาวราวเรื่องพบว่า ภายในรังยานรกนั้นยังมีหัวโจกหนุ่มมีพฤติกรรม “ควงอาวุธปืน” พร้อมพวกมั่วสุมจึงได้ประสานงานผ่านเบาะแสถึง “น.1”

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด นำกำลังชุด สารวัตรแจ๊ะ และเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ลงพื้นสืบสวนในทันทีเพื่อช่วยเหลือเด็กน้อยออกจากขุมนรกให้เร็วที่สุด โดยทางการสืบสวนพบว่า คาเฟ่อัพยานรกแห่งนี้เป็นบ้านแถว 2 ชั้น ตั้งอยู่ภายในซอยประชาชื่น สภาพด้านล่างอำพรางเป็นร้านสะดวกซื้อ ส่วนทางขึ้นรังนรกถูกต่อเติมเป็นบันไดเหล็กข้างตัวอาคาร มีการล็อคกุญแจไว้อย่างแน่นหนาซ้ำยังมีการติดกล้องวงจรปิด 5 ตัวรอบทิศเพื่อสอดส่องรับมือกับเจ้าหน้าที่ สภาพแวด ล้อมลักษณะเป็นซอยแคบยากต่อการสืบสวนเป็นอย่างยิ่ง จนต้องใช้กระบวนการสืบสวนแบบพิเศษ จนสืบทราบว่าภายในเป็นแหล่งสั่วสุ่มกันเสพยา และยังพบข้อมูลว่ามีชาย 1 ราย มีประวัติการครอบครองอาวุธปืน และพบว่าบ้านหลังนี้จะมีกลุ่มผู้ติดยาเสพติดขับรถเข้ามาซื้อยาเสพติดแบบไม่ขาดสาย กลายเป็นภาพรังยาที่แน่ชัด กระทั่งในวันที่ 23 ก.ค.2569 เจ้าหน้า ที่ ศอ.ปส.บช.น. ได้ยื่นหลักฐานต่อศาลอาญาและได้รับการอนุมัติให้ออกหมายค้นในเวลาต่อมา ทว่าสมรภูมิรังนรกแห่งนี้มีความซับซ้อนและตัวของเด็กน้อยอยู่ภายในห้องเดียวกันกับบุค คลเป้าหมายมีเบาะแสเรื่องอาวุธปืน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำการวางแผนและซักซ้อมการปฏิบัติกันอย่างรอบคอบ

กระทั่งวันที่ 24 ก.ค.2569 เวลา 06.30 น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ร่วมกับ มูลนิธิกันจอมพลัง (ช่วยเด็ก) นำหมายศาลอาญาที่ ค.118/ 2569 ลงวันที่ 23 ก.ค.2569 เข้าตรวจสอบ บ้านแถว 2 ชั้น ซอยประชาชื่น แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ ผลการตรวจค้นพบ ยา เสพติดที่ตรวจยึด สามารถช่วยเหลือเด็กชายวัย 7 ปีจากวงเสพยาเสพติดไดโดยปลอดภัย โดยหลังจับกุมเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.เตาปูน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ในส่วนของ เด็กชายวัย 7 ขวบ เจ้าหน้าที่พบอยู่ในสภาพอ่อนเพลียโดยเจ้าหน้าที่ พม.ร่วมกับ มูลนิธิกันจอมพลัง ได้ดำเนินการนำตัวส่ง พม. ดำเนินการต่อไป

ในชั้นจับกุม น.ส.เอ (สงวนชื่อสกุลจริง) มารดาของเด็กชาย 7 ขวบ ให้การว่า “ปกติตนจะพักอาศัยอยู่ที่บางซ่อน แต่ในวันนี้ระหว่างทางไปส่งลูกชายเข้าเรียนตนได้แวะเข้ามาหาเพื่อน เพื่อจะซื้อยาบ้ากับไอซ์เอาไปเสพเอง แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวในที่สุด โดยรับว่าซื้อแบบนี้ประมาณสัปดาห์ละครั้ง และพาลูกมาด้วยตลอดเพราะเป็นทางผ่านไปโรงเรียนลูก”

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. /รอง โฆษก ตร. กล่าวว่า ได้รับประสานจากมูลนิธิ กัน จอมพลัง ซึ่งได้รับร้องเรียนว่าบ้านดังกล่าวเปิดเป็นคาเฟ่เสพยาเสพติด โดยมีเด็กเล็ก อยู่ในท่ามกลางลูกค้าที่มาเสพยาเสพติดทุกวัน จึงได้วางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ซึ่งภาพแรกที่เห็นและสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ได้พบเด็กชายวัย 7 ขวบ อยู่ในบ้านหลังดังกล่าวท่ามกลางผู้เสพยา จึงรีบช่วยเหลือนำเด็กออกมาก่อน จากการบุกทลายแหล่งมั่วสุมครั้งนี้ พบผู้ต้องหาและของกลางจำนวนหลายรายการ

รองจ๋อ ฝากเตือนภัยสังคม เรื่องยาเสพติดทำลายชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงคนรอบข้าง บ้านที่ควรสงบสุขและอบอุ่น กลับกลายเป็นขุมนรก ของเด็กน้อย จึงขอเตือนภัยให้ประชาชนห่างไกลยาเสพติด และ หากท่านใดพบเห็นหรือสงสัยว่ามีสถานที่มั่วสุมยาเสพติด สามารถแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ากวาดล้างได้ทันที


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

นายเพิก เลิศวังพง เข้าอบรมหลักสูตรผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รุ่นที่ 15 เสริมศักยภาพกระบวนการยุติธรรมภาคประชาชน

กรุงเทพฯ – นายเพิก เลิศวังพง เข้าอบรมหลักสูตรผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รุ่นที่ 15 เสริมศักยภาพกระบวนการยุติธรรมภาคประชาชน

นายเพิก เลิศวังพง รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ประธานบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้ารับการอบรม หลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 รุ่นที่ 15 ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องเอบีน่าฮอลล์ โรงแรมเอบีน่า เฮาส์ กรุงเทพมหานคร

การอบรมจัดโดย สถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม ร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, ชมรมผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแห่งประเทศไทย และ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแขวงคลอง 12 เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โดยหลักสูตรได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการอบรมสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ได้

หลักสูตรจัดอบรมระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน และ 4,11,18 และ 25 กรกฎาคม 2569 ในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ มุ่งเสริมสร้างเครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ยที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธีและเพิ่มการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมการค้าภายใน เปิดจุดจำหน่ายมะม่วง ช่วยเกษตรกรระบายผลผลิตช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อมโยงผลผลิตแล้วกว่า 1,000 ตัน

กรมการค้าภายใน เปิดจุดจำหน่ายมะม่วง ช่วยเกษตรกรระบายผลผลิตช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อมโยงผลผลิตแล้วกว่า 1,000 ตัน เดินหน้าบริหารผลไม้ต่อเนื่องตลอดฤดูกาล

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในเดินหน้าเชื่อมโยงช่องทางการตลาดและเปิดพื้นที่จำหน่ายมะม่วงให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยระบายผลผลิตในช่วงปลายฤดูกาล โดยปัจจุบันยังมีมะม่วงพันธุ์เขียวมรกตและโชคอนันต์จากพื้นที่ภาคเหนือทยอยออกสู่ตลาด รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วง เช่น มะม่วงกวน มะม่วงหนึบ และมะม่วงแผ่น ซึ่งเกษตรกรได้แปรรูปไว้ในช่วงผลผลิตออกมากเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและนำมาจำหน่ายนอกฤดู

ล่าสุด กรมฯ ได้เปิดจุดจำหน่ายมะม่วงรวม 10 จุด ในพื้นที่สำคัญ อาทิ ตลาดนัดกรมศุลกากร กองทัพบก และห้างเจเจมอลล์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพและมีประชาชนสัญจรจำนวนมาก ช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลอดการดำเนินโครงการสามารถ เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดได้แล้วมากกว่า 1,000 ตัน ช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงปลายฤดูกาล

นายจิรวุฒิฯ กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรมาจำหน่ายดังกล่าว เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตมะม่วงออกนอกแหล่งผลิต ปี 2569 ที่มีวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้การขาย การคำนวณต้นทุน การทำตลาด และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดการผลิตและการตลาดในอนาคต สอดรับกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการตลาดมะม่วงเชิงรุกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล โดยเริ่มเตรียมการตั้งแต่ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด ผ่านการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง โรง งานแปรรูป และองค์การคลังสินค้า ให้เข้าซื้อขายล่วงหน้าผ่านตลาดข้อตกลงของกรมฯ ตั้ง แต่เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านตลาดให้แก่เกษตรกร

สำหรับในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่มะม่วงน้ำดอกไม้จากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาอ่อนตัวลง กรมฯ ได้เร่งประสานห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง ผู้ส่งออก โรง งานแปรรูป และผู้ประกอบการรายใหญ่ เข้ารับซื้อผลผลิตเพิ่มเติมทันที พร้อมทั้งประสานผู้รวบรวมในพื้นที่เข้ารับซื้อในราคานำตลาด เพื่อพยุงราคา รักษาเสถียรภาพตลาด ดูดซับอุป ทานส่วนเกิน และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีผลผลิตมะม่วงประมาณ 1.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2 โดยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 จำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศทั้งในรูปผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป ผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่พื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสิ้นสุดฤดูกาลที่ภาคเหนือตอนบน โดยช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดคือปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งประเทศ

นายจิรวุฒิฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการค้าภายในจะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้และภาคเหนือที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไป เพื่อผลักดันให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมตามคุณภาพ พร้อมขอความร่วมมือให้เกษตรกรรักษามาตรฐานคุณภาพผลผลิต และขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อร่วมกันสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรไทย และผลักดันให้ปี 2569 เป็นอีกปีแห่งความสำเร็จของผลไม้ไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

CEA เปิดฉาก “Bangkok International Content Market 2026” ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

CEA เปิดฉาก “Bangkok International Content Market 2026” ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia” 

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผู้บริหารและตัว แทนจากหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ ร่วมกันเปิดงาน “Bangkok International Content Market 2026” (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ภายในงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก สร้างโอกาสการลงทุนและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Content Hub of Asia และยกระดับ BICM ให้ก้าวสู่เวทีตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาคในอนาคต ในระหว่างวันที่ 20–22 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณโซน BICM2026 Business Matching  ฮอลล์ 1–2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.cea.or.th 
bicm.or.th
Facebook: Bangkok International Content Market – BICM


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.สำราญฯ รอง ผบ.ตร. แถลง 2 คดี กก.ดส.ทลายคลังยาบ้าสระบุรี รวม 9.5 ล้านเม็ด และ สืบนครบาล 7 ยึดของกลางยาบ้ากว่า 8 ล้านเม็ด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลง 2 คดี กก.ดส.ทลายคลังยาบ้าสระบุรี รวม 9.5 ล้านเม็ด และ สืบนครบาล 7 ยึดของกลางยาบ้ากว่า 8 ล้านเม็ด

วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.2569 เวลา 13.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนคร บาล : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แถลงข่าว กรณี กก.ดส.ทลายคลังยาบ้าสระบุรี ยึดของกลางยาบ้ากว่า 48 กระสอบ รวม 9.5 ล้านเม็ด และสืบนครบาล 7 จับกุมเครือข่ายขณะขนย้ายยาเสพติด ยึดของกลางยาบ้ากว่า 8 ล้านเม็ด

ตามนโยบายการบริหารราชการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันและปราบปราม ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นข้อหาความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่ การครอบครองยาเสพติดเพื่อการค้า จำหน่าย ผลิต นำเข้า ส่งออก สมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือแก่กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นภัยคุกคามและเป็นปัญหาที่สำคัญของชาติต้องแก้ไขอย่างจริงจังเร่งด่วน จึงมอบนโยบายให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต. วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.

คดีที่ 1 ชุดยาเสพติด กก.ดส. รวบ 2 ทรชน! คาบ้านเก็บยาบ้าล็อตมหึมา กว่า 9,560,000 เม็ด รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท” : กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส., พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.นราธิป คงเพ็ชร์ รอง ผกก.ดส. สั่งการให้ พ.ต.ท.วรพล สมประสงค์ สว.กก. ดส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา นายคมสัน หรือเกมส์ฯ อายุ 30 ปี และนายธัณนวัฒน์ หรือวัฒน์ฯ อายุ 45 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้าหรือแอมเฟตามีน จำนวนประมาณ 9,560,000 เม็ด และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง มูลค่ารวมกว่า 500,000,000 บาท

โดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้าหรือแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยจับกุม เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 เวลาประมาณ 21.00 น. จับกุมได้บริเวณเพิงพักไม่มีเลขที่ ต.หนองแขม อ.หนองแค จ.สระบุรี

สืบเนื่องจากช่วงต้นปี พ.ศ.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ได้ทำการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มผู้ต้อง หาเป็น ขนย้ายยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจากการสืบสวนขยายผลต่อมา พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาไปรับยาเสพติดจากผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ซึ่งใช้รถตู้ในการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด โดยได้เก็บซุกซ่อนยาเสพติดเพื่ออำพรางสายตาและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ในเพิงพัก จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ซึ่งได้ตระหนักว่า หากยาเสพติดจำนวนมากมายนั้น หลุดรอด จากการจับกุมไปได้ จะนำมาซึ่งความเสียหายของประเทศชาติและความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน จึงได้นำเรียนผู้บังคับบัญชาและทำการสืบสวนต่อไป

กระทั่งสืบทราบว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายดังกล่าว จะใช้รถตู้ขึ้นไปรับยาเสพติดจากผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่ทางภาคกลางของประเทศไทย เพื่อนำมาเก็บซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ชั้นในและลักลอบจำหน่ายให้แก่ประชาชนต่อไป ซึ่งจากการสะกดรอยและสังเกตการณ์ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเพิงพัก เชื่อว่าใช้ในการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่และใช้ยุทธวีธีในการเข้าตรวจค้น /จับกุม ซึ่งจากการตรวจค้น พบยาเสพติดจำนวนมหาศาลเป็นยาบ้าประมาณ 9,560,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเพิงพัก ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้ไว้ใช้เพื่อสำหรับเก็บซุกซ่อนยาเสพติดโดยเฉพาะ

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ และนำตัวผู้ถูกจับพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนผู้ร่วมการกระทำความผิดและเครือข่ายยาเสพติดของผู้ต้องหาทั้งสองราย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้สืบทราบแล้วว่าเป็นใครบ้าง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ อยู่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไป

คดีที่ 2 สืบนครบาล 7 ตรวจยึดของกลางยาบ้า 8 ล้านเม็ด : กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 โดย พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7, พ.ต.ท.อัครเดช พรมโพธิ์, พ.ต.ท. ภราดร เชิดชูล้ำตระกูล, พ.ต.ท.ธวัชชัย โป๊ะโดย รอง ผกก.สส.บก.น.7 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.7 ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด ได้ทำการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ และขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญในช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้พบข้อมูลของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำยาเสพติดมาพักรอการจำหน่ายที่ จ.ลพบุรี ก่อนจะแพร่กระจายพื้นที่กรุงเทพมหา นคร จึงได้ร่วมกันทำ การสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยเมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 เวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด ได้ร่วมกันทำการตรวจยึดยาเสพติดบริเวณแยกไฟแดงโรบินสัน ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี พร้อมของกลาง ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 40 กระสอบ รวมทั้งหมด 8,000,000 เม็ด โดยแบ่งเป็นยี่ห้อ 999 จำนวน 6,100,000 เม็ด และยี่ห้อ Y-1 จำนวน 1,900,000 เม็ด,รถยนต์กระบะโตโยต้า สีน้ำตาล (แบบแครี่บอย) หมายเลขทะเบียน บล 65xx ลพบุรี,โทรศัพท์มือถือไอโฟน 11 Pro Max จำนวน 1 เครื่องโดยตรวจยึด บริเวณแยกไฟแดงโรบินสัน ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

พฤติการณ์โดยก่อนทำการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.7 ได้ทำการขยายผลจากการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยก่อนหน้านี้ และได้รับแจ้งสายลับว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ได้เฝ้าขยายผลอยู่นั้น จะมีการขนและลำเลียงยาเสพติดเข้ามาภายในพื้นที่ จ.สระบุรี โดยรถที่ใช้ขนและลำเลียงยาเสพติดเป็นรถกระบะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แบ่งกำลังสะกดรอยติดตาม จน และเมื่อ 25 ก.ค.2569 เวลา 22.00 น. พบรถคันดังกล่าวขับบนเส้นทางลพบุรี-สระบุรี มีลักษณะบรรทุกของหนักผิดปกติจึงทำการสะกดรอยตาม เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวขอตรวจสอบที่แยกไฟแดงโรบินสัน ผู้ขับขี่ได้ขับรถหลบหนีอย่างอันตราย ผู้ต้องหา (ชาย 2 คน) ถอยชนรถเจ้าหน้าที่ จึงได้มีการยิงสกัด ทำให้ผู้ต้องหาทิ้งรถและอาศัยความชำนาญในพื้นที่ หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดนำส่งลงบันทึกประจำวันที่ สภ. เมืองลพบุรี และนำยาเสพติดไปขยายผลต่อที่ กก.สส.บก.น.7 ก่อนจะส่งมอบให้กองบัญ ชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน