มทบ.34 จัดพิธีเวียนเทียนเนื่องในวัน “อาสาฬหบูชา” ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 เวลา 10.30 น. มทบ.34 พร้อมด้วยหน่วยในค่ายขุนเจืองธรรมิกราช (ร.17) ดำเนินการจัดพิธีเวียนเทียนเนื่องในวัน “อาสาฬหบูชา” ประจำปี 2569 โดยได้นิมนต์ พระครูรัตพนารักษ์ เจ้าอาวาสวัดป่าแดงบุญนาค เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ หน่วยทหารค่ายขุนเจืองธรรมิกราช นำโดย พล.ต.วิศิษฐ์ บรรณากิจ ผบ.มทบ.34 เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย รอง ผบ.มทบ.34, รอง เสธ.มทบ.34, หก.ฝอ.มทบ.34, หน.หน่วย/ฝ่าย/แผนก , คณะข้าราชการกำลังพล มทบ.34, ร.17 ประกอบพิธีเวียนเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ณ วัดป่าแดงบุญนาค ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา เพื่อให้กำลังพลได้เเสดงออกถึงกตัญญุตาธรรม และน้อมระลึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องในวันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาประกาศพระธรรมจักร (ฟัง) เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ และเป็นวันที่บังเกิดมีพระสงฆ์ครบเป็นองค์พระรัตนตรัยครั้งแรกในโลก

#มทบ.34 เวียนเทียนเนื่องในวัน “อาสาฬหบูชา” ประจำปี 2569 #มณฑลทหารบกที่ 34 #กองทัพภาคที่ 3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 ประกอบพิธีเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

มทบ.37 ประกอบพิธีถวายราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคล กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 เวลา 09.00 น. พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผบ.มทบ.37 เป็นประธานฯ ประกอบพิธีถวายราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคล กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนม พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อถวายพระพรและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ โดยมี คณะผู้บังคับบัญชา พร้อมกำลังพล มทบ.37, สมาคมแม่บ้าน ทบ. สาขา มทบ.37, รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช, ร.17 พัน.3 ในพระองค์ฯ, นฝ.นศท.มทบ.37 และ ผศ.ช.ร. ร่วมประกอบพิธีฯ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ มทบ.37 ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จว.ช.ร.

#น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์และประชาชน #พิทักษ์ราชันปกป้องประชารักษาแผ่นดิน


นที มีเดช รายงาน

เทศบาลเมืองน่าน จัดพิธีถวายราชสักการะและพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา และ ปฏิญาณตนงดเหล้าเข้าพรรษา

น่าน – เทศบาลเมืองน่าน จัดพิธีถวายราชสักการะและพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 และพิธีปฏิญาณตนงดเหล้าเข้าพรรษาพัก “ตับ” 3 เดือนแห่งการฟื้นฟูตับและร่างกาย

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.00 น. ณ มณฑลพิธีข่วงเมืองน่าน (หน้าวัดภูมินทร์) นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน มอบหมายให้ นางอริสา บุญสม รองนายกเทศ มนตรีเมืองน่าน เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคำถวายพระพรชัย มงคล พร้อมด้วย ว่าที่ พันตรี ณัฐ เธียรสูตร รองนายกเทศมนตรีเมือง นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน สมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน คณะผู้บริหารงานเทศบาลเมืองน่าน พนักงานเทศบาล พนักงานครูเทศบาลเมืองน่าน แขกผู้มีเกียรติ ประธานกรรมการชุมชนพร้อมคณะกรรมการชุมชน พุทธศาสนิกชน นายวิสุทธิ์ ไชยวงศ์ ประธานสภาเทศบาลเมืองน่าน นายชลิน วิชาญ ประธานชมรมประธานกรรมการชุมชนและผู้ใหญ่บ้าน คณะครู โรงเรียน ในสังกัดเทศบาลเมืองน่าน ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองน่าน ประธานชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ประชาชนนักท่องเที่ยว ร่วมพิธีถวายราชสักการะและพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา พร้อมร่วมกล่าวปฏิญาณตน งดเหล้า เข้าพรรษา ประจำปี 2569 กว่า 100 คน

วันเข้าพรรษาเป็น วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วราชอาณาจักร เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ชาวไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดการดื่มสุราในวันเข้าพรรษาและในช่วง 3 เดือนระหว่างฤดูเข้าพรรษา การงดเหล้าเข้าพรรษา พักตับ 3 เดือนแห่งการฟื้นฟูตับและร่างกาย ตับได้พักผ่อนเซลล์ตับได้ซ่อมแซมตัวเอง ลดความเสี่ยงภาวะไขมันพอกตับและตับแข็ง กระเพาะอาหารและลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ ลดอาการกรดไหลย้อนสมองปลอดโปร่ง: การนอนหลับมีคุณภาพขึ้น ความจำดีขึ้น และอารมณ์เสถียรไม่แปรปรวนภูมิคุ้มกันแข็งแรง ร่างกายต้านทานโรคได้ดีขึ้น ผิวพรรณกลับมาเปล่งปลั่งสดใส ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs) เบาหวาน และความดันโลหิตสูง วันเข้าพรรษาของทุกปี ปีนี้ 2569 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569 เป็นการลด ละ หยุด ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดช่วงเวลา 3 เดือน และประหยัดเงินค่าเหล้า มีเงินเหลือเก็บ ลดอุบัติเหตุ ปลอดภัยจากการขับรถ ลดการทะเลาะวิวาท และสร้างความสุขให้ครอบครัว เป็นการส่งเสริมค่านิยมที่ดีให้แก่สังคมไทย


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

แม่ทัพภาคที่ 3 นำกำลังพล ร่วมพิธีวันอาสาฬหบูชา ถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเวียนเทียน ประจำปี 2569

แม่ทัพภาคที่ 3 นำกำลังพล ร่วมพิธีวันอาสาฬหบูชา ถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเวียนเทียน ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีวันอาสาฬห บูชา ประจำปี 2569 ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 พลตรี ไมตรี ชูปรีชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 พลตรี ณรงค์ฤทธิ์ สนองคุณ เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 คณะผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก กำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และกำลังพลจากหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมพิธีฯ

โดยแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 และกำลังพล ร่วมพิธีถวายเทียนพรรษา และผ้าอาบน้ำฝนแด่พระสงฆ์จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 3 นำกำลังพลและครอบครัว ร่วมพิธีเวียนเทียนรอบพระวิหาร พระพุทธชินราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระรัตน ตรัย พระธรรมคำสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสืบสานวัฒนธรรม ส่งเสริมให้กำลังพลยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนและอนุรักษ์พุทธศาสนา

วันอาสาฬหบูชาในปีนี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระ พุทธศาสนา โดยถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นของพระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ชาวพุทธทั่วประเทศจึงนิยมร่วมพิธีทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรม และเวียนเทียนตามวัดวาอารามต่าง ๆ

เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาดังกล่าว กองทัพภาคที่ 3 ได้จัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้กำลังพลและครอบครัว ได้มีส่วนร่วมในพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อปลูกฝังคุณ ธรรมจริยธรรม และส่งเสริมให้ยึดหลักสัมมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าให้คงอยู่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

“รองแม่ทัพภาคที่ 3” พร้อมพสกนิกรทุกภาคส่วนปลูกต้นไม้ 200,000 ต้น เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“รองแม่ทัพภาคที่ 3” พร้อมพสกนิกรทุกภาคส่วนปลูกต้นไม้ 200,000 ต้น เฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดพิษณุโลก มุ่งสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ ทุ่งสีกา ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษ ณุโลก โดยมี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

มี นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นางพรศรี ตรงศิริ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิษณุโลก พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 พันเอก วิชา อมระดิษฐ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักเรียน นักศึกษา จิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง โดยต่างร่วมแต่งกายเสื้อสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมติดโบว์สีดำเพื่อไว้อาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ เป็นการตระหนักถึงความสําคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณค่าและประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ พร้อมทั้ง สร้างความชุ่มชื้น เพิ่มออกซิเจนในอากาศ และลดสภาวะโลกร้อน ช่วยรักษาฟื้นฟูระบบนิเวศ ตามธรรมชาติ ลดปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ลดการพังทลายและการกัดเซาะหน้าดิน คืนความสมดุลให้กับความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอาหารของชุมชนและสร้างความมั่นคงทางอาหาร

ด้าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยว่า กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่รัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งเสริมให้ทุกพื้นที่ได้ร่วมกันน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติผ่านการปฏิบัติบูชา ซึ่งในการจัดกิจกรรมของจังหวัดพิษณุโลกในวันนี้ ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้ 200,000 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

“ต้นไม้ทุกต้นที่ปลูกในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เป็นทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนจากภัยธรรมชาติ ความสำเร็จของโครงการจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาต้นไม้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะการปลูกต้นไม้ไม่ใช่ภารกิจของวันเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคม และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย เพราะป่าต้นน้ำและพื้นที่สีเขียวช่วยชะลอการไหลของน้ำ ลดการพังทลายของดิน เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ และช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงมหาด ไทยที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ด้วยการเสริมสร้างความพร้อมของพื้นที่และความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของกิจกรรมการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ได้วัดจากจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากจำนวนต้นไม้ที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว จึงได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ร่วมกันวางแผนติดตาม ดูแล และบำรุงรักษาต้นไม้หลังการปลูกอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน จิตอาสา และประชาชน เพื่อให้ต้นไม้ทุกต้นเติบโตเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอน เพิ่มความสมดุลของระบบนิเวศ และเป็นมรดกด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและสดใสต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ปรับแผนค้นหา น้ำยวมลดตื้นเขิน เรือพัง 3 ลำ อบต.บ้านกาศ ยุติเรือยนต์กู้ภัย แม่โจ้-เทวฤทธิ์ ประสานเรือท้องแบนลุยค้นวันที่ 4 ยังไร้ร่องรอยหนุ่มตกน้ำยวม

ปรับแผนค้นหา น้ำยวมลดตื้นเขิน เรือพัง 3 ลำ อบต.บ้านกาศ ยุติเรือยนต์กู้ภัยแม่โจ้-เทวฤทธิ์ ประสานเรือท้องแบนลุยค้นวันที่ 4 ยังไร้ร่องรอยหนุ่มตกน้ำยวม

คืบหน้าการค้นหา ชายที่สูญหาย อายุ 34 ปี พลัดตกลงไปในลำน้ำยวม บริเวณสะพานข้ามลำน้ำยวม หลังจากลงไปเก็บท่อนไม้ที่ลอยมากับกระแสน้ำที่ไหลเชียว ซึ่งเหตุเกิดขึ้น เมื่อเวลา 16:15 น. ของวันที่ 24 กรกฏาคม 2569 เข้าสู่วันที่สี่แล้วยังไม่พบวี่แวว โดยเช้าวันนี้ 27 ก.ค.69 ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ เปิดเผยว่า มีความจำเป็นต้องยุติการค้นหาทางเรือยนต์ของชุดกู้ภัยแม่โจ้ และมูลนิธิเทวฤทธิ์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำยวมลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เรือยนต์ทั้ง 3 ลำได้รับความเสียหาย ทั้งใบพัดเรือแตกและแกนเกียร์คด ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจต่อได้

สำหรับแผนการค้นหาในช่วงเช้าวันนี้ ทางชุดกู้ภัยแม่โจ้จะปรับมาใช้การบินโดรนสำรวจทางอากาศ บริเวณสะพานท่าข้ามและบริเวณฝายชลประทาน เพื่อค้นหาจุดต้องสงสัย พร้อมกันนี้ อบต.บ้านกาศ ได้ประสานขอรับการสนับสนุนเรือท้องแบนจาก อบต.แม่คง เพื่อนำมาใช้ในการค้นหาผู้สูญหายตามแนวลำน้ำยวมแทนเรือยนต์

นอกจากนี้ยังได้จัดชุดเดินเท้าปูพรมค้นหาตลอดแนว ทั้งสองฝั่งริมน้ำ เกาะกลางน้ำ และกองเศษไม้ที่ทับถมตลอดแนว ตั้งแต่บริเวณสะพานห้วยหลวง ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ลงไปจนถึงบริเวณฝายน้ำล้นชลประทาน ระยะทางรวม 5 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ พร้อมด้วย นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันประชุมวางแผนและลงพื้นที่ติดตามปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายในลำน้ำยวมอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือบูรณาการจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมทหารพรานที่ 36, สภ.แม่สะเรียง, อบต.บ้านกาศ, ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ช่วยฯ ผู้ใหญ่บ้าน, ประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนสมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยแม่สะเรียง, สมาคมกู้ภัยแม่โจ้, สมาคมเทวฤทธิ์ ประดาน้ำ ภาค 5 และทีมกู้ภัยจากเชียงใหม่

โดย นายวิทวัส สินวรศรีทวีคูณ หัวหน้าชุดกู้ภัยแม่โจ้ พร้อม มูลนิธิเทวฤทธิ์ทรงธรรม และเจ้าหน้าที่กู้ภัย จากจังหวัดเชียงใหม่ 20 นาย ร่วมกับทาง สมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยแม่สะเรียง นำเรือ 3 ลำ ออกปฏิบัติการค้นหาทางน้ำตั้งแต่เช้า ก็ยังไร้ร่องรอยของผู้สูญหาย สำหรับแผนการค้นหา เน้นหาตามลำน้ำยวมที่ยังคงมีความเชี่ยว ระยะทาง 5 กิโลเมตร จากจุดเกิดเหตุสะพานห้วยหลวง ลงไปถึง ฝายชลประทานน้ำยวม สำหรับปัญหาคือความตื้นของน้ำบางช่วงที่ส่งผลกระทบกับเรือ หลังปริมาณน้ำยวมลดระดับลง

ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม เผยถึงแผนการปฏิบัติการว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เน้นการเดินเท้าค้นหาบริเวณขอบฝั่งแต่ยังไม่พบตัว ในวันนี้จึงได้ปรับแผนนำเรือจำนวน 3 ลำ ออกลาดตระเวนค้นหาทางน้ำตลอดทั้งวันจนกว่าจะพบ โดยทีมงานทุกฝ่ายยืนยันพร้อมปฏิบัติงานอย่างเต็มที่และไม่ท้อถอย นอกเหนือจากการค้นหาทางกายภาพ ทางครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ดำเนินพิธีทางความเชื่อควบคู่กัน ทั้งการจุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง รวมถึงพิธีทรงเจ้าตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเพื่อทำพิธีเชิญพระมาแผ่เมตตา ให้เปิดทางและพบตัวผู้สูญหายโดยเร็ว

ทั้งด้าน ฉก.ทพ.36 สนับสนุน กำลังพลและ ชุดปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ร่วมกับ ปลัดฝ่ายความมั่นคง อ.แม่สะเรียง, นพค.36 , จนท.กู้ชีพกู้ภัย, นายก อบต.บ้ายกาศ, ผู้นำชุมชน และราษฎรบ้านห้วยหลวง เร่งระดมค้นหาผู้สูญหายจากเหตุการณ์ชายวัย 34 ปี ราษฎร บ.ห้วยหลวง พลัดตกแม่น้ำยวม โดยมีการปฏิบัติแบ่งออกเป็น ภาคพื้นที่เดินสำรวจภาคพื้นดินริมสองฝั่งแม่น้ำจากจุดเกิดเหตุถึงฝายกั้นน้ำชลประทาน โดย ผู้นำชุมชน, ราษฎร บ.ห้วยหลวง และ จนท.จากหน่วยราชการ และ การใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จากชุดปฏิบัติการ ฉก.ทพ.36 เพื่อสำรวจทางอากาศ ค้นหาจากมุมสูง และครอบคลุมรัศมีวงกว้าง ซึ่งการค้นหาทางน้ำ ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยวและอาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน การปฏิบัติ 2 วันที่ผ่านมา ยังไม่พบผู้สูญหาย

ภายหลังจากนี้ที่ทาง กองอำนวยการเฉพาะกิจค้นหาผู้สูญหายอำเภอแม่สะเรียง ได้ส่งมอบภารกิจการติดตามค้นหาให้แก่ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ) ร่วมกับท้องที่ ดำเนินการต่อ โดยใช้พื้นที่ภายใน วัดห้วยหลวง เป็นศูนย์ประสานงาน อำนวยการ โดยทาง ร.ต.ต.ศุภชัย แก้วชุม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกาศ และ จนท.งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.บ้านกาศ ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าปฎิบัติการ ค้นหาร่างผู้สูญหายต่อเนื่อง

ด้าน พ่อของผู้สูญหาย นายพร้อม เอื้อฟ้าไพรวัลย์ (เสื้อดำ) เปิดเผยด้วยความสะเทือนใจว่า ยังคงมีความหวังและเฝ้ารอการกลับมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และชาวบ้านทุกคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือลูกชาย นายรังสิทธิ์ เอื้อฟ้าไพรวัลย์ อายุ 34 ปี ที่พลัดตกลงไปในลำน้ำยวม บริเวณสะพานข้ามลำน้ำยวม หลังจากลงไปเก็บท่อนไม้ที่ลอยมากับกระแสน้ำ ซึ่งเหตุเกิดขึ้น เมื่อเวลา 16:15 น. ของวันที่ 24 กรกฏาคม 2569


ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

“น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศล…ส่งต่อลมหายใจ”

“น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถวายเป็นพระราชกุศล…ส่งต่อลมหายใจ” ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ผนึกกำลังตำรวจทางหลวงและตำรวจจราจรโคราช เปิดเส้นทางลำเลียงหัวใจดวงที่ 181 ส่ง รพ.รามาธิบดี

วันที่ 28 กรกฎาคม 2569 : พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมนำพระราชปณิธานด้านการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือชีวิต ซึ่งการลำเลียงอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายนับเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกนาทีมีคุณค่าต่อการต่อชีวิตผู้ป่วย

เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เวลาประมาณ 04.00 น. ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจรจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการลำเลียงอวัยวะหัวใจดวงที่ 181 จากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ไปยังโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อให้อวัยวะถึงปลายทางอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ตลอดจนความร่วมมือของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่ให้ความร่วมมือเปิดทางแก่รถพยาบาลและขบวนลำเลียงอวัยวะ ทำให้การเดินทางจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี ระยะทาง 259 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 57 นาที ขณะที่หากเป็นการเดินทางในสภาพการจราจรปกติ โดยไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ และขาดความร่วมมือจากประชาชน จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง การลดระยะเวลาการเดินทางจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อวัยวะถึงโรงพยาบาลปลายทางภายในเวลาที่กำหนด เพิ่มโอกาสความสำเร็จของการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและการช่วยชีวิตผู้ป่วย

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ภารกิจลำเลียงอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายเป็นภารกิจที่ทุกวินาทีมีความหมาย เนื่องจากอวัยวะหัวใจสามารถคงสภาพเพื่อการปลูกถ่ายได้เพียงประมาณ 4 ชั่วโมง เท่านั้น ความสำเร็จของภารกิจจึงเกิดจากการบูรณาการการปฏิบัติของทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจรจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานด้านการแพทย์ และความร่วมมือของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่พร้อมเปิดทางให้รถพยาบาลสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ภารกิจครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายร่วมกันปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมเสียสละเปิดทางให้รถพยาบาล เพราะทุกวินาทีที่ประหยัดได้ คือโอกาสในการต่อชีวิต และสร้างความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

BEAUTILAB ตอกย้ำแบรนด์คอเรคเตอร์อันดับ 1 ดึง ‘เก่ง–น้ำปิง’ ถ่ายทอดแนวคิด Correct to Conquer พร้อมเปิดตัว Blue Corrector ตัวช่วยใหม่เพื่อผิวไบรต์อย่างมั่นใจ

BEAUTILAB ตอกย้ำแบรนด์คอเรคเตอร์อันดับ 1 ดึง ‘เก่ง–น้ำปิง’ ถ่ายทอดแนวคิด Correct to Conquer พร้อมเปิดตัว Blue Corrector ตัวช่วยใหม่เพื่อผิวไบรต์อย่างมั่นใจ 

BEAUTILAB (บิวตี้แลป) ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะแบรนด์คอเรคเตอร์สีพีชอันดับ 1 ด้วยยอดขายอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมเดินหน้าสร้างภาพจำ นึกถึงคอเรคเตอร์ ต้อง BEAUTILAB ผ่านการเปิดตัว เก่ง–หฤษฎ์ และ น้ำปิง–นภัสกร ในฐานะพรีเซนเตอร์คู่แรก และเดินหน้าจัดอีเวนต์ใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Correct to Conquer! เก่งทุกการปกปิด มั่นใจในปาดเดียว! เพื่อส่งต่อเทคนิคการแก้ปัญหางานผิวด้วย Corrector & Concealer พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวข้ามทุกความไม่มั่นใจ โดดเด่น และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

แนวคิด Correct to Conquer เกิดขึ้นจากความเชื่อของ BEAUTILAB ว่า เมคอัพไม่ได้มีหน้าที่เพียงปกปิดจุดที่ไม่มั่นใจ แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนรู้สึกมั่นใจและพร้อมแสดงตัวตนในแบบของตัวเอง คำว่า Correct จึงสื่อถึงความเชี่ยวชาญของแบรนด์ในการแก้ปัญหาสีผิวด้วย Color Corrector ขณะที่คำว่าConquer หมายถึงการก้าวข้ามทุกความไม่มั่นใจ เพื่อให้ทุกคนพร้อมโดดเด่นและพิชิตทุกสถานการณ์ในแบบของตัวเอง

คอนเซ็ปต์ดังกล่าวยังสะท้อนเส้นทางของ BEAUTILAB จากการพัฒนา Peach Corrector เพื่อตอบโจทย์ปัญหาใต้ตาคล้ำและรอยหมองคล้ำของคนเอเชีย จนได้รับความนิยมและขึ้นแท่นผลิตภัณฑ์ยอดขายอันดับ 1 หมวด Corrector บน Shopee ประเทศไทย ประจำปี 2025 สู่การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วย Blue Corrector สินค้าใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาผิวหมอง เหลือง และช่วยให้ผิวดูไบรต์มีมิติยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำเป้าหมายของแบรนด์ในการเป็นผู้นำด้านคอเรคเตอร์อย่างครบวงจร

ความสำเร็จของ BEAUTILAB ไม่ได้เริ่มจากการตามกระแสเมคอัพ แต่เริ่มจากการมองเห็นช่องว่างที่ยังไม่มีใครแก้ได้อย่างตรงจุด โดย คุณพงศ์–นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ มองว่า แม้ตลาดความงามไทยจะมีการแข่งขันสูง แต่ยังมีโอกาสสำหรับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากความเข้าใจปัญหาผิวของคนเอเชียอย่างแท้จริง จึงนำองค์ความรู้ด้านผิวพรรณและกระบวนการวิจัย มาสร้าง BEAUTILAB ภายใต้แนวคิด Beauty + Lab เพื่อเปลี่ยนทุกปัญหางานผิวให้กลายเป็นโจทย์ของการทดลอง และพัฒนาเป็นเมคอัพที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง โดยหนึ่งในช่องว่างสำคัญที่แบรนด์มองเห็นตั้งแต่แรก คือ Color Corrector ไอเทมที่ยังไม่เป็นที่นิยมในไทย ก่อนที่ BEAUTILAB จะผลักดันให้กลายเป็นไอเทมสำคัญของงานผิวในวันนี้

“หลังจากทำ Dr.PONG เราคุยกับช่างแต่งหน้ามืออาชีพเยอะมาก และได้ยินปัญหาเดิมซ้ำๆ ใต้ตาคล้ำของคนไทยปกปิดยากที่สุด ลงคอนซีลเลอร์ทับไปเลยก็เทาหม่น ใช้ Corrector แบรนด์ต่างประเทศ สีก็ถูกออกแบบมาสำหรับผิวฝรั่ง พอมาลงบนผิวคนเอเชียกลับส้มโดด ลอย ไม่เนียนไปกับผิว ช่างแต่งหน้าไทยฝีมือระดับโลก แต่ต้องมานั่งผสมสีเองหน้างานทุกครั้ง เพราะไม่มีใครทำสีที่ ‘ถูกออกแบบมาเพื่อผิวคนไทย’ จริงๆ เราเลยตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ทำไมเครื่องมือพื้นฐานที่ช่างแต่งหน้าไทยทุกคนต้องใช้ ถึงต้องเป็นของแบรนด์ที่ไม่เคยเห็นผิวคนไทยมาก่อน นั่นคือวันที่ Peach Corrector เกิดขึ้น  

DNA ของ BEAUTILAB คือการผสาน Beauty เข้ากับ Lab เรานำความเข้าใจเรื่องความงามมารวมกับการค้นคว้าและทดลอง เพื่อสร้างเมคอัพที่ไม่ได้มีดีแค่ความสวยงาม แต่ต้องแก้ปัญหาและช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้ได้จริง เป้าหมาย ของเราคือการทำให้ BEAUTILAB กลายเป็นแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการตัวช่วยเรื่องงานผิว”แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่ Hero Product อย่าง Peach Corrector ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และช่วยผลักดันให้ผู้บริโภคชาวไทยรู้จักการใช้ Color Corrector เพื่อแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ ก่อนลงคอนซีลเลอร์มากขึ้น

“สิ่งที่เราภูมิใจที่สุด ไม่ใช่ยอดขาย แต่คือการที่โรงเรียนสอนแต่งหน้าและช่างแต่งหน้ามืออาชีพทั่วประเทศ ใช้ Peach Corrector เป็นเบสิคที่ต้องมีในกระเป๋า เวลาสอนเรื่องแก้ใต้ตาคล้ำ ชื่อเราคือตัวที่ถูกหยิบขึ้นมาแทนที่ แบรนด์ต่างประเทศที่เคยผูกขาดหมวดนี้ เราเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยกลุ่มแรกที่ผลักดัน Peach Corrector ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ เราจึงต่อยอดสู่ Blue Corrector สำหรับปรับผิวหมองให้ดูสว่างและมีมิติ พร้อมพัฒนา Concealer เพื่อปกปิดและเก็บรายละเอียดงานผิวให้ครบในทุกขั้นตอน เราต้องการให้ทุกผลิตภัณฑ์เป็นตัวช่วยที่ทำให้ผู้ใช้ก้าวข้ามความไม่มั่นใจ และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด ‘Correct to Conquer’”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว เก่ง-หฤษฎ์ และ น้ำปิง-นภัสกร ในฐานะพรีเซน เตอร์คู่แรกของ BEAUTILAB ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากแฟนๆ ตั้งแต่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ (22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา) โดยตลอดแคมเปญมีการพูดถึงบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมจากแฟนคลับเป็นจำนวนมาก โดย นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์ กล่าวว่า “หลายคนอาจคิดว่าแบรนด์เลือกพรีเซนเตอร์จากกระแส แต่จุดที่ทำให้เราตัดสินใจ คือเราเห็นน้องทั้งสองคนใช้สินค้าของเราอยู่แล้วจริงๆ ตั้งแต่ก่อนจะมีดีลอะไรกันทั้งนั้น สำหรับแบรนด์ที่สร้างมาจากปัญหาจริงของผู้ใช้ ไม่มีอะไรมีความหมายมากกว่าการได้พรีเซนเตอร์ที่เป็นผู้ใช้จริงมาก่อน สิ่งที่เราเห็นในตัวเก่งกับน้ำปิง คือความจริงใจและความเป็นมืออาชีพ งานผิวของทั้งคู่คือสิ่งที่แฟนๆพูดถึงตลอด และนั่นคือหมวดที่ BEAUTILAB ยืนอยู่พอดี มันไม่ใช่แค่การจับคู่แบรนด์กับความดัง แต่เป็นการจับคู่ที่ character ตรงกันจริงๆ

ที่ดีใจที่สุดคือ น้องทั้งสองคนไม่ได้มาแค่ถ่ายงานแล้วจบ แต่มาช่วยกันผลักดันภารกิจเดียวกับเรา การพาเทคนิคและมาตรฐานการแต่งหน้าแบบไทยไปให้โลกเห็น เก่งกับน้ำปิงมีแฟนๆ ในหลายประเทศ ทุกครั้งที่แฟนต่างชาติเห็นงานผิวของน้อง แล้วถามว่าใช้อะไร นั่นคือการส่งออกความเก่งของวงการบิวตี้ไทยไปแล้วหนึ่งครั้ง เราอยากขอบคุณทั้งสองคน และขอบ คุณแฟนคลับ ที่ซัพพอร์ตกันอย่างอบอุ่นมาตลอดด้วยครับ”

สำหรับทิศทางของแบรนด์ในปีนี้ ผู้บริหารมองว่า จะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผิวของคนเอเชียอย่างแท้จริง พร้อมมุ่งมั่นผลักดันแบรนด์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดความงาม และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อต้องการตัวช่วยเรื่องงานผิว
อัปเดตข้อมูลข่าวสารและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ : https://www.facebook.com/BeautilabCosmetics


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นครนายกแถลงข่าวยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตา ชวนเที่ยว “ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร” สัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ย้อนรอยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย

นครนายก – แถลงข่าวยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตา ชวนเที่ยว “ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร” สัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ย้อนรอยประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.30 น. นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนคร นายก เป็นประธานในงานแถลงข่าวกิจกรรมยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตาประจำปี 2569 เสริมสิริมงคลเมืองนครนายก ภายใต้โครงการพัฒนาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวนค รนายก ณ เมืองโบราณดงละคร ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

จังหวัดนครนายก มีต้นทุนสำคัญด้านทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เมืองโบราณดงละคร” แหล่งโบราณสถานสำคัญที่สะท้อนอารยธรรมและประวัติ ศาสตร์อันยาวนานของพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัดนครนายก กิจกรรมยกระดับประเพณีทำบุญสืบชะตาประจำปีในครั้งนี้จึงถือเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ เชื่อมโยงมิติแห่งศรัทธา ประวัติ ศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดนคร นายกให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

จังหวัดนครนายก ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ประวัติ ศาสตร์ และวัฒนธรรมไทย ในงาน “ตลาดกาลเวฬา ทวารวดีศรีดงละคร” ระหว่างวันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2569 ณ พื้นที่ส่วนขยายศูนย์ฝึกอบรมสุดาเดือนเพ็ญ มูลนิธิชัยพัฒนา เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ภายในงานพบกับตลาดวัฒนธรรม ร้านค้าชุมชนกว่า 50 ร้าน อาหารพื้นถิ่น ผลิตภัณฑ์ชุมชน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง และกิจกรรมสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด Soft Power วัฒนธรรมไทย 5 สาย ได้ แก่ สายไหว้ สายสนุก สายศรัทธา สายกิน และสายย้อนยุค เพื่อสร้างมิติใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย

นอกจากนี้ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนร่วมไหว้พระ ชมความงดงามของถ้ำพญา นาค พร้อมเลือกซื้อและอุดหนุนสินค้าจากชุมชน ในงาน ตลาดวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งจัดขึ้นทุกวันเสาร์ตลอดเดือนสิงหาคม ณ ลานวัดมณีวงศ์ ตำบลดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ภายในงานพบกับการแสดง แสง สี เสียง และศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย วันที่14-16 สิงหาคมนี้ อย่าพลาดมาร่วมสัมผัสเสน่ห์ และวัฒนธรรมชาวดงละครกันเยอะฯ นะครับ


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก / รายงาน

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

กองทัพภาคที่ 2 จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย ผศ.ดร.มณฑิชา รักศิลป์ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน นำผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง กำลังพล และสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย

  • พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ บริเวณลานธรรม หน้าพุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี
  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ พุทธศาสนสถานค่ายสุรนารี
  • พิธีถวายเครื่องราชสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายพระพรชัยมงคล และการถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการทั้งปวงในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชา และความวัฒนาสถาพรของประเทศ พระบรมราโชวาทที่พระราชทาน แก่ข้าราชการในโอกาสต่างๆ ล้วนสร้างความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานเพื่อแผ่นดิน ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม

#ทรงพระเจริญ #กองทัพภาคที่2 #สืบสานรักษาต่อยอด #ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่2


พรพิพัฒน์ รายงาน