รองจ๋อนำ บช.น. ร่วม ปปส.กทม. บุกทลายผับลับ ซอย 1 ไม่เน้นขายเหล้าแต่เน้นขายยา

รองจ๋อนำ บช.น. ร่วม ปปส.กทม. บุกทลายผับลับ ซอย 1 ไม่เน้นขายเหล้าแต่เน้นขายยา

วันนี้ (18 ก.ค. 69) ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. /ผอ.ศอ.ปส. ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส.กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นำโดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบยาเสพติด , พล.ต.ต. วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ. ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผกก.สน.ห้วยขวาง, พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ศิวัช ยังอุ่น สว.(สอบสวน) สน.วัดพระยาไกร

ปปส.กทม. นำโดย นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม., นายอดิเรก อ่อนละมูล ผอ.บก. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ศูนย์ยาเสพติด บช น (ศอ.ปส.บช.น. ), สืบ บก.น.1, สน.ห้วยขวาง และ ป.ป.ส.กทม. เปิดปฏิบัติการทลาย “ผับลับอัพยา” คนแน่นตี 4 ถึงบ่าย 3 ทะลุมิติออกมาตาสู้แสงไม่ได้ ผับเถื่อนไร้ใบอนุญาต อำพรางภายนอกเป็นร้านเกมส์ สภาพทึบปิดตายไม่รู้เดือนรู้ตะวัน ด้านในไม่เน้นขายเหล้าแต่เน้นขายยา รับเฉพาะลูกค้าเฉพาะ หากเป็นคนแปลกหน้าจะไม่สามารถเข้าไปในผับลับแห่งนี้ได้ โดยกลุ่มลูกค้าที่เข้ามา กลุ่ม บาร์โฮส และ สาวเอ็นเตอร์เทรน ป้องกันการข่าวและการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่บุกรวบได้ทั้งร้าน 20 ราย “ผึ้งแตกรัง” แต่หนีไม่ทันเพราะไม่มีทางหนีไฟ

ตร. นำหมายค้นศาลอาญาที่ ค.99/2569 ลงวันที่ 17 ก.ค. 69 เข้าตรวจสอบ อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ริมถนนประชาอุทิศ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จับกุมตัวผู้ต้องหา 11 ราย
ตรวจยึดของกลาง และยึดทรัพย์สินดังนี้ ยาอี (MDMA): 224 เม็ด, ยาไอซ์ 51.16 กรัม, โค เคน: 3.83 กรัม, คีตามีน 326.24 กรัม, หัวพ็อตเค 19 หัว, บุหรี่ไฟฟ้า: 38 ตัว, เงินสด 91,000 บาท, แหวน 2 วง, พระพร้อมกรอบลักษณะคล้ายทอง 1 องค์ รวมตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสิ้น มูล ค่าประมาณ 300,000 บาท

พฤติการณ์กล่าวคือ จากกรณีเพลิงไหม้ร้านเหล้าชื่อดังย่านลาดพร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ต่อมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ทำการตรวจสอบสถานบริการในพื้นที่นครบาล กระทั่งได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 ว่ามีผับแห่งหนึ่งซึ่งมีนามเรียกขานเฉพาะกลุ่มว่า “ผับลับ” ซึ่งมีการเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเบาะแสว่าภายในผับลับนี้ มีการจำหน่ายยาเสพติดหลากหลายชนิดให้ลูกค้าทะลุมิติอย่างครบวงจรภายในร้าน จนกล่าวได้ว่าเข้าผับนี้แล้วจะไม่รู้เดือนรู้ตะวันเลยทีเดียว

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติดร่วมกับ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. และสืบ 1 ลงพื้นที่สืบสวนโดยทันที กระทั่งจนสืบทราบว่า “ผับลับ” แห่งนี้มีพิกัดตั้งอยู่ริมถนนประชาอุทิศ ย่านห้วยขวาง เป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 1 คูหา โดยอำพรางภายนอกให้เสมือนเป็น “ร้านเกมส์” มีการนำผ้าใบและรถมาจอดปิดบังภายหน้าร้านจนแนบเนียมมาก หากมองจากภายนอกจะไม่สามารถทราบได้เลยว่านี่คือผับ ผับลับแห่งนี้จะถูกเรียกขานกันว่า “ร้านลับซอย1” มีกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น หากเป็นคนแปลกหน้าจะไม่สามารถเข้าไปในผับลับแห่งนี้ได้ โดยกลุ่มลูกค้าที่เข้ามามั่วสุมในร้านนี้ขาประจำคือกลุ่ม บาร์โฮส และ สาวเอ็นเตอร์เทรน ที่มักจะพาลูกค้าหรือคู่ขาของตนเองมาต่อ “หลังผับปิด” โดยมีทางร้านจะมีบริการจำหน่ายยาเสพติดหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น เคตามีน, พอตเค และ ยาอี ซื้อขายกับพนักงานร้านได้ ซ้ำลูกค้าสามารถเสพยาเสพติดที่โต๊ะตนเองได้ภายในร้านโ ดยไม่ต้องหลบซ่อนและด้วยสภาพภายในร้านที่มีการปิดฟิล์มดำทึบจนไม่สามารถทราบกลางวันกลางคืนได้ ทำให้ผับลับนี้คนจะแน่นหนาตั้งแต่ห้วง 04.00 น. ไปจนถึง 15.00 น. จนลูกค้าบางรายเมื่อเดินออกจากร้านมีอาการหลงเวลา ดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือสภาพอาคารสถานที่ เป็นที่แคบและทึบ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ไม่มีทางหนีไฟใดๆ อีกทั้งผู้มาใช้บริการในผับลับนี้มีการใช้สารเสพติด มีการใช้ “ไฟแช็ก” ภายในร้าน และยังมีห้องครัวปิดตายอยู่ด้านหลังอาคาร ขัดต่อหลักมาตรฐานเกือบทุกจุด เมื่อทำการตรวจสอบก็พบว่าเป็นการลักลอบเปิดโดยไม่มีการขออนุญาตใดๆทั้งสิ้น

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยถึงปฏิบัติการครั้งนี้ว่า หลังจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น.นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. และสืบ บก น 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมหลักฐาน และได้ยืนคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอหมายค้นผับลับดังกล่าวและศาลได้อนุมัติหมายค้นเป็นที่เรียบร้อย จนนำมาสู่ปฏิบัติการเข้าตรวจสอบผับลับแห่งนี้

โดยในวันที่ 18 ก.ค. 69 เวลา 08.25 น. ได้มีการบูรณาการร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลเลขาธิการ ป.ป.ส., นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม.ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น., สืบ บก น 1, สน.ห้วยขวาง และ ป.ป.ส.กทม. เพื่อใช้มาตราการยึดทรัพย์จึงนำหมายค้นศาลอาญาที่ ค.99/2569 ลงวันที่ 17 ก.ค. 69 เข้าตรวจสอบ อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ริมถนนประชาอุทิศ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ผลการตรวจค้นพบของกลางยาเสพติดหลายรายการ อยู่บนโต๊ะ, อยู่ที่ตัวลูกค้า และอยู่ที่เคาน์เตอร์พนักงานร้าน โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 11 ราย โดยแบ่งเป็น 4 ราย เป็นเจ้าของร้าน และพนักงานขายยาเสพติด อีก 7 ราย เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสารเสพติดในร่างกาย จากการตรวจค้นโดยละเอียดพบว่า บริเวณชั้นล่าง เป็นการเปิดสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ แสงสีเสียง ครบครัน มีพนักงานร้าน คอยบริการกลุ่มลูกค้าอยู่ รวม 28 ราย จากการตรวจสารเสพติดในร่างกายของกลุ่มลูกค้า พบว่ามีสารเสพติด อาทิ เมทแอมเฟตามีน, โคเคน, ยาอี, เคตามีน อยู่ในร่างกาย และหนึ่งในพนักงานของร้าน มียาเสพติดได้แก่ ยาเค และพอตเค ไว้ในครอบครอง บริเวณชั้นลอย เปิดเป็นห้อง VIP มีไว้เพื่อมั่วสุมเสพยาเสพติด แต่ไม่มีผู้ใช้บริการอยู่ บริเวณชั้น 2 พบนายเอ (นามสมมุติ) แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานบริการ และ น.ส.บี (นามสมมุติ) แฟนของนายเอ พักอาศัยอยู่ในห้อง

หลังจากตรวจค้นโดยละเอียด พบยาเสพติดหลายประเภท อาทิ ยาไอซ์, ยาเค, ยาอี, พอตเค และบุหรี่ไฟฟ้า ซุกซ่อนอยู่ในห้องพักของนายเอ (นามสมมุติ) จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ฯ จึงแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่กระทำความผิด ดังนี้

  • นายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) ผู้แสดงตนเป็นเจ้าสถานบันเทิง แจ้งข้อกล่าวหาว่า “มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคเคน) โดยไม่ได้รับอนุญาต, มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต, มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน ยาไอซ์,ยาอี) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ช่วยซ่อนเร้น ซื้อ รับไว้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของที่ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร (บุหรี่ไฟฟ้า) โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของต้องห้าม, ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฝ่าฝืนเงื่อนไขเวลาเปิด-ปิดสถานบริการตามใบอนุญาต
  • นายพัฒนา (ขอสงวนสนามสกุล) แจ้งข้อกล่าวหาว่า “มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต”
  • กลุ่มพนักงานและกลุ่มลูกค้าที่พบสารเสพติดในร่างกาย จำนวน 9 ราย

หลังเสร็จสิ้นการจับกุม จะมีการนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 ราย พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในชั้นจับกุม นายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าของร้าน ได้ให้การว่า “ตนเปิดสถานบริการลับนี้มาแล้วประมาณ 1-2 ปี เศษ และรับว่ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเจอเป็นของตนจริง โดยซื้อมาเพื่อเสพเอง และจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ”

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ยาเสพติดไม่ใช่เพียงต้นตอของอาชญากรรม แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในทุกมิติ บช.น. จึงเดินหน้าปราบปรามแหล่งจำหน่ายและแหล่งมั่วสุมยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสถานบริการหรือสถานที่ที่ลักลอบเปิดให้มีการจำหน่ายและเสพยาเสพติด ซึ่งนอกจากจะผิดกฎ หมายแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ใช้บริการและประชาชนโดยรอบผับลับแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ภายในมีการลักลอบจำหน่ายและเสพยาเสพติด ขณะที่ตัวอาคารเป็นอาคารพาณิชย์คูหาเดียว มีทางเข้าออกหลักเพียงทางเดียว ไม่มีทางหนีไฟ และด้านหลังยังเป็นห้องครัวที่ปิดทึบ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ที่อยู่ภายในซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมาหรือขาดสติจากการเสพยา ย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตอย่างยิ่ง

จากบทเรียนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสังคมเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งตอกย้ำว่าการปล่อยให้แหล่งมั่วสุมยาเสพติดดำรงอยู่ คือการสร้างระเบิดเวลาที่พร้อมคร่าชีวิตผู้คนได้ทุกเมื่อ บช.น. จะเดินหน้าขยายผลจับกุมทั้งผู้ค้า ผู้จัดหา และผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างถึงที่สุด ขอเตือนไปยังผู้ประกอบการทุกแห่งว่า อย่าคิดว่าการละเลยปัญหายาเสพติดและมาตรการความปลอดภัยเป็นเรื่องเล็ก เพราะ ผลกำไรที่ได้มา ไม่อาจแลกกับชีวิตของประชาชนได้”


กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ลงพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 จี้คดีใหญ่ “ทุนจีนครอบครองอาวุธสงคราม-แก๊งสแกมเมอร์-ร้องเรียนตำรวจ”

กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ลงพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 จี้คดีใหญ่ “ทุนจีนครอบครองอาวุธสงคราม-แก๊งสแกมเมอร์-ร้องเรียนตำรวจ”

คณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา นำโดย นายสากล ภูลศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ที่ปรึก ษา เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เดินทางเข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วยหัวหน้าคณะพนัก งานสอบสวน หน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมรอดบางยาง ชั้น 3 สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.00 นาฬิกา

การลงพื้นที่และร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่น คงของประเทศ โดยมีประเด็นหลักในการหารือ 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 กรณีบุคคลสัญชาติจีนมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงและความคืบหน้าแห่งคดี เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์ที่มีบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมาก อันอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยได้มุ่งเน้นการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร ถิ่นที่อยู่ พฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ (Scammer) และการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ประเด็นที่ 2 กรณีข้อร้องเรียนจากชมรมมิตรภาพ (Union Friendship Family) ที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อร้องเรียนขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ในกรณีการเข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลสัญชาติจีนและเมียนมา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ประเด็นที่ 3 กรณีนักท่องเที่ยวร้องสื่อมวลชนอ้างถูกตำรวจพัทยาเรียกรับเงิน คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์และหน้าหนัง สือพิมพ์ กรณีนักท่องเที่ยวอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับโดยการเรียกรับเงินสดและออกบิลใบเสร็จ ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ เปิดเผยว่า “การหารือในวันนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใส โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลที่ได้จากการชี้แจงของตำรวจภูธรภาค 2 ไปพิจารณาศึกษาและดำเนินการตามขั้นตอนของวุฒิสภาต่อไป”

ทั้งนี้ ทางตำรวจภูธรภาค 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอข้อมูลและความคืบหน้าทางคดีต่อคณะกรรมาธิการฯ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักท่องเที่ยวกลับคืนมา


โรงเบียร์… ขออนุญาตเป็นร้านอาหารแต่ทำไมจึง “เหมือนผับ”?

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

หลังเหตุการณ์หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายผับหรือสถานบริการ จึงสามารถเปิดให้บริการในพื้นที่นอกโซนนิ่งได้? และเมื่อเปิดได้แล้ว เหตุใดจึงไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับสถานบริการ?

บางคนจึงสรุปทันทีว่า กฎหมายไทยมีช่องโหว่ แต่ผมคิดว่า ก่อนจะสรุปเช่นนั้น เราควรทำความเข้าใจว่า กฎหมายกำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างไร

1. กฎหมายแบ่ง “ร้านอาหาร” กับ “สถานบริการ” อย่างไร?

พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 กำหนดให้สถานบริการบางประเภท เช่น ผับ ไนต์คลับ หรือสถานบันเทิง ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และโดยหลักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในกรุงเทพฯ มี 3 พื้นที่ ได้แก่ พัฒน์พงษ์ RCA และรัชดาภิเษก พื้นที่เหล่านี้เรียกว่า โซน (Zone) สำหรับสถานบริการ หากอยู่นอกโซนดังกล่าวจะไม่สามารถขออนุญาตเป็น “สถานบริการ” ได้แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 เปิดช่องให้สถานประกอบการที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมการแสดงดนตรี เต้นรำ สามารถดำเนินกิจการได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ปิดไม่เกินเวลา 24.00 น. จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ”กล่าวคือ แม้รูปแบบการให้บริการจะใกล้เคียงกับผับหรือไนต์คลับ แต่ในทางกฎหมายกลับได้รับอนุญาตในฐานะ “ร้านอาหาร” จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะที่ใช้กับสถานบริการนี่คือช่องโหว่ที่สังคมควรถกเถียง!

2. ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ชื่อของใบอนุญาต

ในฐานะวิศวกร ผมมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเรียกชื่อกิจการว่า “ร้านอาหาร” หรือ “สถานบริการ” แต่อยู่ที่คำถามว่า หากอาคารสองแห่งมีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เหตุใดมาตรฐานด้านความปลอดภัยจึงแตกต่างกัน?ในทางวิศวกรรมความปลอดภัย สิ่งที่กำหนดระดับความเสี่ยงของอาคาร ไม่ใช่ป้ายหน้าร้าน แต่คือข้อเท็จจริง เช่น มีผู้ใช้บริการพร้อมกันจำนวนมากเพียงใด มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ มีการแสดงดนตรี แสง สี เสียง ที่อาจกระทบต่อการรับรู้เหตุฉุกเฉินหรือไม่ มีทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบควบคุมควัน และการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินที่เหมาะสมหรือไม่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ปัจจัยเหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

3. ถึงเวลาทบทวนแนวคิดการกำกับดูแลสถานประกอบการ

ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรทบทวนหลักคิดในการกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า ขอใบอนุญาตประเภทใด อยู่ในโซนใด และปิดเวลาใด แต่ควรพิจารณาจาก “ลักษณะการใช้งานจริงของอาคาร” และ “ระดับความเสี่ยง” เป็นสำคัญ

4. ถึงเวลาปิดช่องโหว่ของกฎหมาย

ผมไม่ได้เสนอให้ร้านอาหารทุกแห่งต้องถูกปฏิบัติเสมือนสถานบริการ แต่หากสถานประกอบการแห่งใดมีลักษณะการใช้งานที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับสถานบริการ ก็ควรถูกกำกับดูแลด้านอาคารและอัคคีภัยในระดับที่ใกล้เคียงกับสถานบริการหากสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ยังใช้มาตรฐานความปลอดภัยคนละระดับ เพียงเพราะชื่อของใบอนุญาตแตกต่างกัน ก็ถึงเวลาที่เราควรทบทวนกฎหมายอย่างจริงจัง

กฎหมายควรทำให้ทุกสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่ใกล้เคียงกัน เพราะกฎหมายที่ดี คือกฎหมายที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้มากที่สุด


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

แค่ 5 นาที… รถดับเพลิงก็มาถึงแต่เหตุใดจึงยังเกิดโศกนาฏกรรม?

โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกท่าน แต่เมื่อความโศกเศร้าค่อยๆ คลี่คลาย สิ่งที่สังคมไทยควรถามต่อ ไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิด” หากแต่คือ “เหตุใดโศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงเกิดขึ้น และเราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

หลายคนตั้งคำถามว่า รถดับเพลิงเดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก แล้วเหตุใดจึงยังเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่?

คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของรถดับเพลิง แต่อยู่ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกหลังเกิดเพลิงไหม้ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก แต่เสียชีวิตจากการสำลักควัน

ในทางวิศวกรรมอัคคีภัย เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับกันมานาน เพราะเมื่อไฟลุกลามขึ้นเพดาน ควันร้อนและก๊าซพิษจะกระจายไปทั่วอาคารอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นทางหนี ขาดออกซิเจน และอาจหมดสติภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ควันคือฆาตกรที่มองไม่เห็น นั่นคือเหตุผลที่แม้เจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว ก็อาจสายเกินไปสำหรับบางชีวิต

ดังนั้น บทเรียนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การทำให้รถดับเพลิงวิ่งเร็วขึ้น แต่คือการทำให้อาคารทุกแห่งที่มีผู้คนจำนวนมาก ต้องสามารถหนีเพลิงไหม้ออกมาได้ด้วยตนเองในช่วงนาทีแรกของเหตุการณ์

อีกประเด็นที่น่าคิดคือ สถานที่แห่งนี้เคยผ่านการตรวจ มีทางหนีไฟ มีไฟฉุกเฉิน และมีป้ายบอกทางครบถ้วน แต่ในวันเกิดเหตุ กลับพบว่ามีสิ่งของกีดขวางทางหนีไฟ นั่นแสดงว่า อาคารที่ “ผ่านการตรวจ” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”มาตรฐานความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ใช่สภาพของอาคารในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจ แต่คือสภาพของอาคารในทุกวันที่ประชาชนเข้าไปใช้บริการ

ในฐานะอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง และต้องปิดช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย เช่น ควรมีการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ ควรดำเนินการอย่างจริงจังกับการกีดขวางทางหนีไฟ

และที่สำคัญ… ควรทบทวนกฎหมายให้ใช้ “ระดับความเสี่ยงของกิจการ” เป็นเกณฑ์ มากกว่าชื่อประเภทกิจการ เพราะร้านอาหารที่มีดนตรีสด ผับ บาร์ หรือโรงเบียร์หลายแห่ง มีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงไม่แตกต่างกันมากนัก

หลายประเทศเคยเผชิญโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกัน และใช้ความสูญเสียครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบความปลอดภัยครั้งใหญ่ ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงค่อยลงมือแก้ไข

สุดท้าย ผมอยากฝากถึงผู้ประกอบการทุกคนว่า ใบอนุญาตเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด และอยากฝากถึงหน่วยงานของรัฐทุกแห่งว่า เป้าหมายของการตรวจ ไม่ใช่เพื่อให้สถานประกอบการ “ผ่าน” แต่เพื่อให้ประชาชนทุกคน “กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย”

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ไม่ได้สอนเราว่า รถดับเพลิงต้องวิ่งเร็วขึ้น แต่สอนเราว่า ระบบความปลอดภัยของอาคารต้องดีกว่านี้ เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ทุกวินาทีมีค่าและในหลายกรณี… “นาทีแรก” คือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตาย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ผมไม่กลัวซีพีเลิกสัญญา… แต่กลัวประเทศไทยต้องนับหนึ่งใหม่

หลังจากได้อ่านทั้งหนังสือของกลุ่มซีพี และสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ผมมีความเห็นส่วนตัวอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผมไม่อยากเห็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

ไม่ใช่เพราะผมเข้าข้างซีพี หรือ รฟท. แต่เพราะผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ ประเทศไทย

โครงการนี้ลงนามสัญญามาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ผ่านมาเกือบ 7 ปีแล้ว แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) ได้เลย

หากต้องยกเลิกสัญญา เปิดประมูลใหม่ และเริ่มกระบวนการทั้งหมดอีกครั้ง กว่าที่รถไฟจะวิ่งได้จริง ประเทศไทยอาจต้องเสียเวลาเพิ่มอีกหลายปี

นั่นคือสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น!

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านสัญญาโดยเฉพาะข้อ 6.1 และข้อ 6.2 ก็ทำให้เข้าใจเหตุผลของหนังสือที่ซีพีส่งถึง รฟท.มากขึ้น

ข้อ 6.1 กำหนด “เงื่อนไขบังคับก่อน” ไว้ 3 ข้อ ได้แก่

(1) รฟท. ต้องส่งมอบพื้นที่โครงการ

(2) รฟท. ต้องส่งมอบพื้นที่สนับสนุนการเดินรถ

(3) เอกชนต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)

เมื่อเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อสำเร็จ จึงจะเริ่มนับระยะเวลาโครงการ และออก NTP แต่หากเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งยังไม่สำเร็จ ข้อ 6.2 ก็กำหนดไว้อีกขั้นหนึ่งว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องพยายามเจรจาเพื่อขยายเวลาหรือหาแนวทางดำเนินการร่วมกันก่อน หากตกลงกันไม่ได้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “อาจมีหนังสือแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ เพื่อให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง”

ผมจึงมองว่า หนังสือของซีพีไม่ใช่การ “ถอนตัว” ในทันที แต่เป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่สัญญากำหนดไว้ เมื่อคู่สัญญาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้

คำถามต่อมาคือ ถ้าสัญญาสิ้นสุดลง ใครจะต้องรับผิด? เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้ในวันนี้

หากในที่สุดพิสูจน์ได้ว่า ซีพีเป็นฝ่ายผิด รฟท.ก็อาจใช้สิทธิตามสัญญาเรียกร้องค่าเสียหายจากเอกชน ในทางกลับกัน หากซีพีพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายผิด และเหตุที่เงื่อนไขบังคับก่อนไม่สำเร็จเกิดจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หรือเกิดจากความล่าช้าในกระบวนการของรัฐ ก็อาจมีการเรียกร้องค่าชดเชยจากภาครัฐเช่นกัน

สังเกตว่าหนังสือของซีพีพยายามอธิบายรายละเอียดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจาก COVID-19 สงคราม ต้นทุนทางการเงิน การเจรจาแก้ไขสัญญา และประเด็น BOI รวมทั้งประเด็นที่ซีพีได้ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารที่สนามบินอู่ตะเภาสูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากรัฐได้ขยายความจุของสนามบินสุวรรณภูมิ เหล่านี้อาจเป็นการวางฐานข้อเท็จจริงไว้ล่วงหน้า หากในอนาคตเกิดข้อพิพาทเรื่องความรับผิดหรือค่าชดเชยแน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเหตุผลที่ซีพีนำมากล่าวอ้างในหนังสือ ส่วน รฟท.ก็สามารถนำข้อเท็จจริงและข้อสัญญามาโต้แย้งได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกังวลมากกว่า… นั่นคือ หากการเจรจาไม่สำเร็จ เกิดเป็นกรณีพิพาท และข้อพิพาทต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญา หรือเข้าสู่ศาลตามสัญญาข้อ 39.12 เราทุกคนทราบดีว่า กระบวนการเช่นนี้อาจใช้เวลาหลายปี ในระหว่างนั้น โครงการก็แทบจะเดินหน้าต่อไม่ได้

สุดท้าย ผู้ที่เสียโอกาสมากที่สุด ไม่ใช่ซีพี และไม่ใช่ รฟท. แต่คือประชาชน และประเทศไทย

ผมยังเชื่อว่า ทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่การหาว่าใครแพ้หรือใครชนะ แต่คือการหาข้อยุติที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่ใช่โครงการของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หรือของเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยรอคอยมานานเกือบ 7 ปีแล้ว และผมก็ไม่อยากเห็นประเทศไทยต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้ อยากให้รัฐบาลและประชาชนช่วยกันนำไปคิดพิจารณาหาทางออก เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุดต่อไป


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

“สว.กิติศักดิ์” บุกตรวจโรงเบียร์มรณะ ชี้ช่องโหว่ต่อเติมร้าน ระบบไฟไม่พร้อม ทำสูญเสียสะเทือนใจ

กรุงเทพฯ – กมธ.ตำรวจ วุฒิสภา ลงพื้นที่ตรวจโรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เล็งตั้งคณะทำงานสังคายนา พ.ร.บ.สถานบริการเก่า 60 ปี ชี้ช่องโหว่ต่อเติมร้านอาหารเป็นผับ-ระบบไฟไม่พร้อม ทำสูญเสียสะเทือนใจ

นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ และคณะทำงาน ได้เดินทางลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและประเมินภาพโครงสร้างอาคารภายนอก นำไปประกอบการพิจารณาหาแนว ทางป้องกันภัยพิบัติในสถานบริการ

นายกิติศักดิ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมร่วมกับ สน.พหลโยธิน เมื่อวันก่อน ซึ่งทำให้ได้รับข้อมูลบางประการ จึงต้องมาดูสถานที่จริงเพื่อประเมินสาเหตุที่ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า โครงสร้างอาคารมีความสูงค่อนข้างน้อย เพดานไม่โปร่ง ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ กลุ่มควันจะปกคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากอาคารสูงที่มีเพดานโปร่งซึ่งจะช่วยยืดเวลาให้ผู้ประสบภัยอพยพได้นอกจากนี้ จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยในพื้นที่ ประเมินว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 33 ราย เกิดจากปัญหาระบบไฟฟ้าดับ โดยไม่มีระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน และไม่มีป้ายไฟบอกทางหนีไฟ เมื่อตกอยู่ในความมืดสนิทจึงเกิดความโกลาหล ต่างคนต่างวิ่งชนกันและเหยียบกันเองจนไม่สามารถหาทางออกได้ สำหรับประเด็นเรื่องวัสดุตกแต่ง มีข้อมูลระบุว่า ทางร้านใช้การฉีดโฟมไว้บนฝ้าเพดานเพื่อซับเสียง ซึ่งโฟมประเภทนี้ถือเป็นเชื้อไฟอย่างดี แม้ในตลาดจะมีวัสดุฉนวนซับเสียงที่ไม่ติดไฟ แต่ผู้ประกอบการมักไม่นิยมใช้เนื่องจากมีราคาแพง

นายกิติศักดิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ทางกฎหมาย จากกรณีที่ร้านดังกล่าวเดิมทีขอใบอนุญาตเป็นเพียงร้านอาหาร ก่อนจะมาขอต่อเติมเพิ่มส่วนการแสดงดนตรีและการใช้เสียงในภายหลัง ซึ่งโครงสร้างอาคารเดิมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการเป็นสถานบริการตั้งแต่แรก พร้อมระบุว่า พ.ร.บ.สถานบริการ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประกาศใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 หรือนานกว่า 60 ปีแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับบริบทสังคมปัจจุบัน โดยควรดึงหน่วยงานอื่นๆ เช่น ดับเพลิง และการประปา เข้ามาร่วมพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตด้วย ไม่ใช่มีเพียงโยธาและสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบระบบดับเพลิงและปริมาณน้ำให้พร้อมใช้งานหากเกิดเหตุในฐานะอดีตช่างไฟฟ้า

นายกิติศักดิ์ ยังวิเคราะห์ถึงประเด็นการขอกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนจากร้านอาหารมาเป็นสถานบริการทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงมาก การขอมิเตอร์และหม้อแปลงเพิ่มเป็นสิ่งสะท้อนชัดเจนว่าไฟไม่พอใช้ ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่ได้มิเตอร์ใหม่ หากสายไฟด้านในไม่ได้ปรับปรุงให้รองรับ กระแสความร้อนสะสมในสายนำส่งก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนนำไปสู่เพลิงไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

หลังจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอต่อฝ่ายบริหารในการปรับปรุงกฎหมายและการออกใบอนุญาตสถานประกอบการ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยอดีตอย่างกรณี ซานติก้าผับ ในปี 2552 ที่มีผู้เสียชีวิต 67 ราย หรือ เมาท์เทน บี ในปี 2565 ที่มีผู้เสียชีวิต 27 ราย เกิดขึ้นซ้ำอีกในประ เทศไทย


กอ.รมน. เดินหน้าช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2

กอ.รมน. เดินหน้าช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2 พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และภารกิจของกองทัพ

สืบเนื่องจากที่ผ่านมาสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สมท.กอ.รมน.) ร่วมกับ มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และมูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ดำเนินการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ในการดูแลรักษากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ โดยมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ บริจาคเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 450,000 บาท และมูลนิธิผึ้งหลวงอัศวินบริจาคเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 450,000 บาท รวมมูลค่า 900,000 บาท

การสนับสนุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลของหน่วยแพทย์ทหาร ให้สามารถรองรับการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบเงินเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ข้อพิ พาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2 จำนวน 35 ราย รายละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 105,000 บาท

นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชาครั้งที่ 2 จำนวน 27ครอบครัว ครอบครัวละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 270,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ พร้อมกันนี้ ยังได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับจัดซื้อเครื่อง เก็บพลัง งานสำรอง (Power Box ) จำนวน 100 เครื่อง เครื่องละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจและเพิ่มประสิทธิ ภาพการดูแลพื้นที่ตามแนวชายแดน

และในวันนี้ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. โดย พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผอ.สมท.กอ.รมน. ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ ลงพื้นที่ ณ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เข้าเยี่ยมคำนับ พลโท อดุลย์ จันทร์มา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(นศส.) พร้อมพูดคุยแนวทางการช่วยเหลือกำลังพลในการปฎิบัติงาน และได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจาก สถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ครั้งที่ 2 จำนวน 4 ราย รายละ 10,000 บาทรวมเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมสนับสนุนพัดลม Hatari Cyclone Max ขนาด 8 นิ้ว รุ่น PS8M1 จำนวน 4 เครื่อง ให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้แจกจ่ายขนมปัง จำนวน 500 ชิ้นให้แก่บุตรของกำลังพลผู้เสียชีวิตที่มาร่วมในงานฯ

การดำเนินการในครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมดูแล เยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัวผู้เสียสละ ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กอ.รมน. พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง


คณะกรรมการสมาคมนายทหารนอกประจำการ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

คณะกรรมการสมาคมนายทหารนอกประจำการ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 นาฬิกา ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศฯ สตูดิโอ 4 สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

พลเอกวินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ มอบหมายให้ พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ อุปนายกสมาคม และคณะกรรมการ เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569


ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรและปิดหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ วชส.2 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น นายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ในฐานะประธานหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม เข้าร่วมในพิธี

พล.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยว่า สมาคมตำรวจร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้ร่วมกันเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาอบรมหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคมสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Life Vaccine for Social) มาแล้วรวม 2 รุ่น โดยใช้ระยะเวลาศึกษาอบรม รุ่นละประมาณ 5 เดือน เน้นศึกษาเนื้อหาทั้งด้านสุขภาพ กฎหมาย เทคโนโลยี ความมั่นคง และการเสริมพลังเครือข่ายสังคม เพื่อเตือนภัยที่เกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ที่บ่อยครั้งแฝงไปด้วยภัยของอาชญากรไซเบอร์ นอกจากนี้ในการศึกษายังมีการนำคณะผู้เข้าอบรมไปดูงานในประเทศทั่วทั้งสี่ภาค และในต่างประเทศด้วย

พล.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า หลักสูตร วชส. มีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 150 คน อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการระดับสูง เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ตั้งแต่ระดับพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี ขึ้นไป ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ขึ้นไป ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจเจ้าของกิจการ และภาคเอกชน ที่มีอายุระหว่าง 40 – 70 ปี หรือผู้ที่คณะกรรมการพิจารณา

สำหรับผู้บริหารระดับสูง วชส. รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ และบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆเพื่อสาธารณะประโยชน์ (CSR ) เช่น ร่วมกันมอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬา ทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา คีรีวงศ์ อ.ลานสกา มอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ขาดโอกาส พร้อมมอบเครื่องเสียง และอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 ภาค และบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเกาะสมุย พร้อมมอบเครื่องขยายเสียง อุปกรณ์สิ่งของใช้จำเป็นให้แก่โรงเรียนบ้านเด็กพิเศษและ สภ.บ่อผุด สภ.เกาะสมุย และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี เป็นต้น

ทั้งนร้ผู้ที่จบหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 2 ประกอบด้วย อาทิ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณเพ็ชรากรณ์ วัชรพล คุณรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ คุณชไมมาศ ชาติเมธากุล คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม คุณชไมมาศ พล.อ.อ ทินกร อินทร์ทอง พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุญยศิริ ผบช.ตชด พล.อ.ท จักรกฤษ ธรรมวิชัย นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี เป็นต้น สำหรับหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 3 รับสมัครเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเปิดการศึกษาอบรมภายในเดือน ก.ค.นี้.


ตำรวจภาค 1 ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

ตำรวจภาค 1 ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

ตำรวจภูธรภาค 1 สนองนโยบายนายกรัฐมนตรี/สร.1 และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/พิทักษ์ 1 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 สั่งการ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมชุด ปฏิบัติการสืบสวนปราบปราม ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัว หน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า เมื่อวันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) เวลาประมาณ 9.30 น. พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต. วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ รอง ผบก.กค.ฯ ปรก. รอง ผบก.สส.ภ.1 นำหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 349/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลังพบความผิดปกติในการใช้กระแสไฟฟ้า

จากการตรวจสอบอาคารดังกล่าวพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น มีสภาพร้าง ไม่มีผู้อยู่อาศัย เมื่อเข้าไปตรวจสอบบริเวณชั้น 3 พบเครื่องขุดบิทคอยน์ และมีการอำพรางเสียงจากพัดลมระบายความร้อนของเครื่องขุด ด้วยการบุผนังเก็บเสียง ซ่อนสายไฟอย่างแนบเนียน มีเสียงคล้ายกับเสียงพัดลมระบายอากาศทำงานอยู่ตลอดเวลา ทางด้านเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการลักลอบดัดแปลงวงจรไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าโดยไม่ผ่านมิเตอร์ไฟฟ้า และมีการใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องแบบผิดปกติเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล สร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่าหลายล้านบาท

โดยของกลางที่ตรวจยึดได้มีดังนี้

  • เครื่องขุดบิทคอยน์: ยี่ห้อ ANTMINER รุ่น L7 จำนวน 9 เครื่อง และยี่ห้อ AvalonMiner จำนวน 1 เครื่อง (รวม 10 เครื่อง)
  • อุปกรณ์เครือข่าย: กล่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต AIS (หมายเลข 8804969893), กล่องขยายสัญญาณ TP-link และ HBC อย่างละ 1 เครื่อง พร้อมสาย LAN รวม 13 เส้น
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าดัดแปลง: ตู้เมนสวิตช์ไฟฟ้า 1 ตู้, รางสายไฟควบคุมเบรกเกอร์ 3 ราง, สายไฟ VCT, เบรกเกอร์ HACO, มิเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส และสายไฟ THW ขนาด 35 ตร.มม.
  • เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ. คลอง หลวง จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษต่อไป

โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยังได้กล่าวอีกว่า การดัดแปลงมิเตอร์หรือแอบต่อไฟตรงเพื่อนำมาใช้ขุดเหมืองดิจิทัล ถือเป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งย้อนหลังให้แก่การไฟฟ้าฯ อีกเป็นจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ การดัดแปลงระบบไฟฟ้าโดยไม่มีวิศวกรควบคุม และมีการใช้กระแสไฟฟ้าเกินขนาดอย่างต่อเนื่องในตึกร้าง มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและ ทรัพย์สินของท่านประชาชนในละแวกใกล้เคียง

ทางด้านพลตำรวจตรีภัคพงศ์ สายอุบล ในฐานะรองโฆษกตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่าหากผู้ใดพบการกระทำผิดหรือต้องการแจ้งเบาะแสความกระทำความผิด ในเรื่อง ดังกล่าว หรือเรื่องอื่นๆในเขตพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถแจ้งเบาะแสและเข้าจับกุม ได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 ทุกพื้นที่สถานีตำรวจ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง