กองทัพบก รวมพลังนศท.จัดกิจกรรม “เติมโลหิตเพื่อชาติ 10 ล้านซีซี” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กค. 2569

กองทัพบก รวมพลังนักศึกษาวิชาทหาร จัดกิจกรรม “เติมโลหิตเพื่อชาติ 10 ล้านซีซี” ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.00 น. พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เติมโลหิตเพื่อชาติ 10 ล้านซีซี” ณ โดมวรรณสมิต ศูนย์การนักศึกษาวิชาทหาร หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรวมพลังนักศึกษาวิชาทหารบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 โดยมี พลโท นฤดล สุขมา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาให้การต้อนรับ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้จัดขึ้นพร้อมกัน ณ ศูนย์การฝึกและหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศ โดยมีนักศึกษาวิชาทหารเข้าร่วมกว่า 300,000 นาย

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้นำกำลังพล พร้อมด้วยนักศึกษาวิชาทหารในพื้นที่ส่วนกลางกว่า 2,000 นาย ประกอบพิธีถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคำถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคล ก่อนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหา กรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะผู้บังคับบัญชาได้รับชมการถ่าย ทอดสดการจัดกิจกรรมจากศูนย์การฝึกและหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหารทั้ง 35 แห่ง ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้กำลังใจผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ อันสะท้อนถึงพลังและความเสียสละของนักศึกษาวิชาทหารในการร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคมผ่านการบริจาคโลหิตในครั้งนี้

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้บริจาคแก่โลหิต พร้อมประดับเข็มที่ระลึกการบริจาคโลหิตของสภากาชาดไทย เพื่อเป็นเกียรติแก่นักศึกษาวิชาทหารจิตอาสาและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงาน ณ บริเวณโดมวรรณสมิต โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ สถาบันพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเจริญ กรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลโรคทรวงอก และโรงพยา บาลศิริราช

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) โรงเรียนหอวัง และโรงเรียนลาซาล ให้แก่ผู้แทนกองกำลังบูรพาและกองกำลังสุรนารี เพื่อนำไปมอบเป็นขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรม “เติมโลหิตเพื่อชาติ 10 ล้านซีซี” จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ควบคู่กับการสนับสนุนการสำรองโลหิตของประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในยามวิกฤต โดยหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนตั้งเป้ารวบรวมโลหิตให้ได้รวมทั้งสิ้น 10 ล้านซีซี เพื่อนำส่งสภากาชาดไทยและโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมปลูกฝังจิตสาธารณะ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่นักศึกษาวิชาทหารและเยาวชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ อันสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีวินัย และพร้อมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมและประเทศชาติต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 บริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค. 69

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค. 69

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 69 เวลา 09.00 น. พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 นำกำลังพล ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37, โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และ นศท.จิตอาสา บริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค. 69 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนร่วมสำรองโลหิตสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุฉุกเฉินในพื้นที่

ในการนี้ ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลจิตอาสา รวมทั้ง นศท.จิตอาสา ที่เข้าร่วมบริจาคโลหิตในกิจกรรม “เติมโลหิตเพื่อชาติ 10 ล้าน ซีซี” ตามนโยบายของ นรด. ซึ่งเป็นการส่งเสริมจิตสำนึกด้านการเสียสละและการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์เพื่อส่วนรวม พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดหาโลหิตสำรองให้เพียงพอต่อการรักษาพยาบาล รวมบริจาคโลหิตได้จำนวน 18,200 ซีซี ณ ศูนย์รับบริจาคโลหิต รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ อ.เมืองเชียงราย จว.ช.ร.


เกิดเหตุระเบิดในปั๊มNGV บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เสียชีวิต 1 ราย

เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น .วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ร.ต.อ.ณัฐพงษ์ เหมือนพันธ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.บ่อวิน รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดภายในปั๊มแก๊ส NGV ตั้งอยู่ท้องที่หมู่ที่ 3 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรายงานเหตุดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชา ทราบตามลำดับชั้น จากนั้นพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กู้ภัยศีลธรรมบ้านบึง-จุดบ่อวิน นำรถแอมบูแลนซ์กู้ชีพฉุกเฉิน และรถดับเพลิงขององค์การบริหาร ส่วนตำบลบ่อวิน รุดไปสถานที่เกิดเหตุพบว่าปั๊ม NGV ดังกล่าว ตั้งอยู่หน้านิคมอุตสาหกรรมโรจนะบ่อวิน ติดถนนสาย331 ถนนสายยุทธศาสตร์ที่ถูกสร้างเมื่อครั้งสงคราม เชื่อมระหว่างเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา กับอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อใช้ลำเลียงอาวุธยุทธโธปกรณ์จากสนามบินอู่ตะเภา ไปยังฐานทัพทหารอเมริกัน ที่นครราชสีมา

ในจุดเกิดเหตุ พบสภาพอาคารชั้นเดียว ปลูกสร้างลักษณะยาว ใช้เป็นโรงควบคุมระบบก๊าซNGVภายในปั๊มพังถล่มลงมา มีซากแผ่นซีเมนต์และโครงเหล็กของตัวอาคารทับกองอยู่ที่พื้น ตรงด้านหน้าอาคารพบรถยนต์กระบะสีขาว ถูกแผ่นปูนและคานเหล็กหล่นใส่ตัวกระบะและด้านหน้าพังยับ

เบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุมีช่างกำลังทำงานอยู่ และยังติดในซากปรักหักพัง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปค้นหาได้ เนื่องจากมีสายไฟฟ้าขาดห้อยระโยงระยาง เกรงว่าอาจถูกไฟฟ้าดูดได้ ต่อมา ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ไฟฟ้า เข้าตัดระบบกระแสไฟฟ้า ออกหมดแล้ว เจ้าหน้าที่กู้ภัยศีลธรรมฯ-จุดบ่อวิน จึงค้นหาผู้บาดเจ็บในกองซากอาคาร พบร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย ถูกแผ่นปูนขนาดใหญ่ทับ ตรวจพบบัตรประจำตัวประชาชน ระบุชื่อนายสันติ ดวงศรี อายุ 40 ปี ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 10 ตำบลบุแกรง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ทำงานในตำแหน่ง เป็นผู้ปฎิบัติงาน สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ กระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อม

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สอบถามจากเพื่อนร่วมงาน ได้ความว่า ผู้ตายได้เข้าไปตรวจสอบระบบก๊าซ NGVภายในห้อง พอเข้าไปได้สักครู่ใหญ่ก็เกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้อาคารควบคุมก๊าซพังถล่มลงมาทับร่างนอกจากนี้ยังมีรถยนต์ที่จอดอยู่ 2 คัน ถูกซากปูนหล่นใส่ได้รับความเสียหาย ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ นำร่างผู้เสียชีวิตส่งชันสูตรฯที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง จากนั้นถึงจะนำส่งไปยังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กรุงเทพฯ ตรวจอย่างละเอียดต่อไป

สำหรับพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ขึงสายเทป ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก รอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานภาค 2 เข้าไปดำเนินการเก็บพยานหลักฐาน เพื่อตรวจสอบที่มาของการระเบิดในครั้งนี้ ว่าเกิดจากสาเหตุใด ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถประเมินได้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องรอสอบสวนปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป


โยธิน พรมแตง รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ นางศศิร์อร อ่อนคง แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568

แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ นางศศิร์อร อ่อนคง แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2569 เวลา 19.15 น. ที่วัดบ้านหนองยาว ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดช อุดม จังหวัดอุบลราชธานี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ นางศศิร์อร อ่อนคง แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568

บุคคลต้นแบบของแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำเกษตรผสมผสานและทำนา ด้วยวิธีทางธรรมชาติ จากกรมส่งเสริมการเกษตร ประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร ประจำปี 2568 ที่ทั้งชีวิตใช้แรงกาย แรงปัญญาในการทำเพื่อผืนแผ่นดินไทย เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพี่น้องประชาชนและลูกหลานเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้ปิดทองหลังพระทำความดีเพื่อแผ่นดินในทุกๆวันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นภรรยา นายวรพันธุ์ อ่อนคง ที่ปรึกษากองอำนวยความมั่นคงภายในภาค 2 ที่ผ่านมาได้ช่วยงานปิดทองหลังพระให้กับกองทัพภาคที่ 2 อย่างมากมาย

ซึ่งในวันนี้ทางด้าน พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร (ตท.21) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เดินทางมาร่วมไว้อาลัย และแสดงความเสียใจ พร้อมทั้งได้กล่าวให้กำลังใจกับครอบครัวอ่อนคงอีกด้วย

โดยในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ พันโท อภิรักษ์ มหามณี ผู้บังคับกองพันทหาราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 นำกำลังพลของหน่วย พร้อมทั้งข้าราชการ หน่วยงานต่าง และญาติพี่น้อง ประชาชนที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัย ในพิธีอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งรับมอบเงินช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งกำลังพลและครอบครัวของหน่วยขอแสดงความเสียใจกับการจากไปในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง


พรพิพัฒน์ รายงาน

สนุกสนานงานสืบสานประเพณีแข่งเรือยาว 12 ฝีพายของดีบ้านหมี่

จังหวัดลพบุรี – ปิดฉากแล้ว อย่างสนุกสุดมันส์ สำหรับการแข่งขันเรือยาวประเพณี 12 ฝีพาย เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีงานแข่งเรือยาว ของดี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

ตามที่ องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ 21 ตำบล ได้ร่วมกันจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณี 12 ฝีพาย ประจำปี 2569 เพื่ออนุรักษ์สายน้ำ และสืบสานประเพณีงานแข่งเรือยาว ของดี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เพื่อชิงถ้วยพร้อมเงินรางวัล ซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้าน มรดกวัฒนธรรม ที่ควบคู่กับสายน้ำ ตลอดจนเพื่อเป็นการอนุรักษ์วิถีแห่ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นชาวอำเภอบ้านหมี่ ให้คงอยู่คู่ชุมชนตลอดไป อันก่อให้เกิดความรักความสามัคคี และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ณ บริเวณสะพานบ้านกล้วย คลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งปีนี้ มีหมู่ บ้าน ตำบลต่างๆ ส่งเรือเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 16 ลำ และ ได้รับความสนใจจากประชา ชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

โดยได้รับเกียรติจาก นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอบ้านหมี่ เป็นประธานปิดการแข่งขัน บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสุดมันส์ ตลอดทั้ง 2 วัน ได้รับความสนใจจากบรรดากองเชียร์ และ นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งนักกีฬานอกจากจะเป็นฝีพายมืออาชีพ แล้วยังมีเยาวชนรุ่นใหม่เข้าร่วมแข่งขันด้วย สู่ศึกกันอย่างดุเดือดไปจนจบเกณ์การแข่งขัน

หลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน ได้มีการมอบถ้วยรางวัลให้แก่ทีมเรือที่ชนะการแข่งขันในแต่ละประเภท โดย 12 พาย ในการเป็นเจ้าแห่งสายน้ำ ประเภท Open เรือยาว 12 ฝีพาย ประเภทถ้วย ก. ซึ่งเป็นการพบกันเองระหว่างเรือเจ้าถิ่น เรือหนุมาน 88 ทีม A กับ เรือหนุมาน 88 ทีม B จากเทศบาลเมืองบ้านหมี่ ปรากฏว่า เรือหนุมาน 88 ทีม A มีความเร็วมากกว่า เอาชนะไปได้อย่างสนุกสุดมัน ได้ถ้วยรางวัล จาก พระโสภณพัฒนคุณ (เจ้าคุณทิน) เจ้าคณะอำเภอหนองม่วง เจ้าอาวาสวัดพุน้อย ไปครอง พร้อมเงินรางวัล สำหรับประเภทถ้วย ข. เรือยาว 12 ฝีพาย ผลการแข่งขัน อันดับ 1 ตกเป็นของเรือพรพระปรา การ อันดับ 2 เรือแม่จำปาสัก และอันดับ 3 เจ้าแม่ทรายทอง

สำหรับการแข่งขันเรือยาว เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาตั้งแต่อดีตมาหลายยุคหลายสมัย สำหรับประเพณีการแข่งขันเรือยาว ของอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เคยเริ่มมาประมาณปี 2533 แต่ก็ได้ห่างหายไป จนกระทั้งถึง ปี พ.ศ. 2557 อำเภอบ้านหมี่ ร่วมกับพระโสภณพัฒนคุณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพุน้อย องค์กรปกครองท้องถิ่น และประชาชนในเขตออำเภอบ้านหมี่ ได้ร่วมกันพื้นพื้นฟูจัดประเพณีแข่งขันเรือยาวและเทศกาลของดีบ้านหมี่ ขึ้น และได้สืบทอดมาเป็นประเพณีสำคัญของอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี จนถึงทุกวันนี้


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตำรวจไล่ล่า พ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซิ่งรถกระบะ ชนรถเจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน สุดท้าย ไม่รอด

ตำรวจไล่ล่า พ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซิ่งรถกระบะ หนีไกลนับสิบกิโลเมตร ชนรถเจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน แต่สุดท้าย ไม่รอด เสียหลักตกลงคูข้างทางเอง

ภาพเหตุการณ์ช่วงกลางดึก วันที่ 17 ต่อเนื่องวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ตำรวจกองกำกับการ 2 บก. ปส.4 และตำรวจตระเวนชายแดน 424 เปิดปฏิบัติการบนบนถนนสายปากนคร ตำบลปากนคร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไล่ล่าจับกุม นายนัฐพล หรือ อาร์ต โกเตง อายุ 36 ปี ชาวตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายสำคัญ มีหมายจับติดตัวถึง 4 หมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีเกี่ยวกับยาเสพติด มีรางวัลนำจับสูงถึง 300,000 บาท ที่กำลังขับรถกระบะ สีดำ หลบหนีเจ้าหน้าที่

ซึ่งระหว่างที่หลบหนีนับสิบกิโลเมตร นายนัฐพล ขับรถอย่างน่าหวาดเสียว และยังพุ่งชนรถ เจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน แต่สุดท้าย ก็ขับรถหนีเสียหลักตกลงคูข้างทาง ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้

หลัง นายนัฐพล ถูกควบคุมตัวได้ เจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนขยายผล พร้อมประสานพนักงานสอบสวนท้องที่ในตำรวจภูธรจังหวัดสุราฎร์ธานี มารับตัว และอายัดตัวดำเนินคดีไปตามลำดับทุกหมายจับ​ของทุกท้องที่ต่อไป ซึ่งการจับกุม นายนัฐพล เป็นการจับผู้สมคบค้ายาเสพติด เบื้องหลังขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโก ล่อซื้อจับต่างด้าวลักลอบทำทัวร์เถื่อน-เป็นไกด์เถื่อน กลางวัดเจดีย์หลวง

ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ใช้แผนปฏิบัติการปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโก ก่อนเข้าจับกุมชายชาวเมียนมาวัย 39 ปี หลังลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวและทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมแจ้งข้อหาหลายกระทง ทั้งความผิดตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.นิธิภัทร์ บุลมาก รักษาราชการแทนสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กก.2 บก.ทท.2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภัทรพล บุญเกษม สารวัตร ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.2 และชุดสืบสวน ดำเนินการวางแผนเข้าจับกุมผู้กระทำผิด โดยปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโกเพื่อตรวจสอบพฤติการณ์

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุม นาย Soe Moe Aung อายุ 39 ปี สัญชาติเมียนมา ได้บริเวณภายในวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบว่ามีพฤติการณ์ลักลอบรับนักท่องเที่ยวและนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ประกอบด้วย ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551, ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ใช้รถไม่ตรงตามที่จดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522, เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับ และเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ตำรวจท่องเที่ยวระบุว่าจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวและไกด์เถื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยว สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือ


นที มีเดช รายงาน

โคราช เร่งเครื่อง Smart City จับมือ KDI เกาหลีใต้ วางระบบ Big Data-E-Government เตรียมเปิดศูนย์ IOC ก่อนสิ้นปี

โคราช เร่งเครื่อง Smart City จับมือ KDI เกาหลีใต้ วางระบบ Big Data-E-Government เตรียมเปิดศูนย์ IOC ก่อนสิ้นปี

วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ที่ชั้น 5 สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา พร้อมด้วย นายศุภรัศมิ์ ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, Young Joo Jeong Senior Advisor & Head KSP และ Inho Song Project Manager KSP ร่วมประชุมหารือและรับฟังการนำเสนอผลการศึกษแนวทางพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ของเทศบาลนครนครราชสีมา ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาเกาหลี หรือ Korea Development Institute (KDI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data การบูรณาการระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Government เข้ากับระบบ Smart City และแนวทางจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า เทศบาลนคร ราชสีมาได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาเกาหลี หรือ KDI ในการศึกษาและวางแนวทางพัฒนาระบบ Smart City ของเมืองนครราชสีมา โดยเริ่มดำเนินการศึกษามาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และการประชุมครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาให้เทศบาลได้รับทราบ เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปประกอบการพิจารณาวางแนวทางพัฒนาเมืองในอนาคต

นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เทศบาลจะได้นำผลการศึกษาของ KDI รวมถึงข้อเสนอแนะจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองนครราชสีมาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างสมบูรณ์ ที่ผ่านมา เทศบาลนครนครราชสีมาได้ดำเนินการพัฒนาระบบ Smart City ไปแล้วบางส่วน แต่ระบบยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องการเรียนรู้และรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีความก้าวหน้าและมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเมืองโคราช

สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ขณะนี้เทศบาลนครนครราชสีมาเตรียมเปิดศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ หรือ IOC ภายในช่วงก่อนสิ้นปี 2569 โดยคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า หลังการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างจัดเตรียมบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับการทำ งานของศูนย์อย่างเต็มรูปแบบ

นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ระบุว่า ศูนย์ IOC จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารสำหรับใช้ในการบริหารจัดการเมือง เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวนครราชสีมา

ทั้งนี้ เทศบาลนครนครราชสีมามีกล้องวงจรปิดติดตั้งครอบคลุมพื้นที่เมือง เมื่อศูนย์ IOC เปิดดำเนินการ จะมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ สามารถตรวจพบเหตุผิดปกติหรือเหตุร้ายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ก็สามารถประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าเกาหลีใต้มีประสบการณ์และความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ ทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการเมือง ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบ Smart City ที่ทันสมัย

เทศบาลนครนครราชสีมาจึงเตรียมนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยและบริบทของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลักดันเมืองโคราชสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ยกระดับการบริหารจัดการเมือง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดการฝึกทบทวน “Sky Doctor” เพิ่มขีดความสามารถการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดการฝึกทบทวน Sky Doctor เพิ่มขีดความสามารถการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อาคารศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุฯ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จับมือหน่วยสายแพทย์ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเปิดโครงการ “ฝึกทบทวนการปฏิบัติการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน (Sky Doctor)” เพื่อเตรียมความพร้อมให้กำลังพลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีทักษะการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเจ็บด้วยเฮลิคอปเตอร์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทันท่วงที

โดยมี พลตรี พีระ นาคลออ แพทย์ใหญ่กองทัพภาคที่ 2/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พร้อมคณะ ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ ณ ห้องประชุมพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี ซึ่งไฮไลต์การฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย

  • หลักการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ & การคัดแยกผู้ป่วย บรรยายโดย นาวาอากาศเอก มาโนชญ์ พลายงาม (สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ)
  • เวิร์กชอปความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับเฮลิคอปเตอร์ นำฝึกโดย เรืออากาศเอก ปรมะ สุวรรณดี (สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ)
  • การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ถอดบทเรียน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

#Skydoctor #กองทัพภาคที่2 #โรงพยาบาลค่ายสุรนารี #กรมแพทย์ทหารบก #กรมแพทย์ทหารอากาศ #สถาบันเวชศาสตร์การบินทหารอากาศ


นบ.ยส.24 ตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) 5,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.ปากชม จ.เลย

นบ.ยส.24 ตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 12 กระสอบ ประ มาณ 5,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.ปากชม จ.เลย

เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 3 (ร.8) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2109 (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย จึงได้จัดกำลังซุ่มเฝ้าตรวจตามพื้นที่เพ่งเล็ง ครั้นเมื่อเวลา 03.50 น. ชุดซุ่มเฝ้าตรวจ ตรวจพบเรือกีบแล่นจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งไทย บริเวณริมตลิ่งปากห้วยน้ำจะใหญ่ บ.ปากเนียม ม.5 ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย และมีรถยนต์ต้องสงสัยซึ่งเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อ เชฟโลเลส รุ่น โคโลราโด สีขาว หมายเลขทะเบียน ขค 7152 พิษณุโลก จอดรออยู่บริเวณสวนการเกษตร ริมถนนหมายเลข 211 (ปากชม-สังคม) จากนั้นได้มีกลุ่มบุคคลต้องสงสัย จำนวน 6 คน ได้ทำการขนวัตถุต้องสงสัยจากเรือขึ้นฝั่ง เพื่อนำขึ้นบรรทุกบนรถยนต์คันดังกล่าว

จนกระทั่งเวลา 04.00 น. จนท.จึงได้แสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่จึงได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีลงแม่น้ำโขงไป พร้อมกับผู้ขับเรือกีบได้รีบขับเรือหลบหนีกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว จนท.จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) จำนวน 12 กระสอบ ประมาณ 5,000,000 เม็ด หน่วยจึงได้ประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมทำการตรวจยึด และนำของกลางทั้งหมดมาไว้ที่ ร้อย.ฉก.ทพ.2109 เพื่อตรวจนับโดยละเอียด และจะนำส่งให้กับ สภ.ปากชม จ.เลย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน