แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ นางศศิร์อร อ่อนคง แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568

แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ นางศศิร์อร อ่อนคง แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2569 เวลา 19.15 น. ที่วัดบ้านหนองยาว ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดช อุดม จังหวัดอุบลราชธานี พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กรุณาให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ นางศศิร์อร อ่อนคง แม่ดีเด่นแห่งชาติ ประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568

บุคคลต้นแบบของแม่ดีเด่นแห่งชาติประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำเกษตรผสมผสานและทำนา ด้วยวิธีทางธรรมชาติ จากกรมส่งเสริมการเกษตร ประเภทแม่ผู้เป็นเกษตรกร ประจำปี 2568 ที่ทั้งชีวิตใช้แรงกาย แรงปัญญาในการทำเพื่อผืนแผ่นดินไทย เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพี่น้องประชาชนและลูกหลานเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้ปิดทองหลังพระทำความดีเพื่อแผ่นดินในทุกๆวันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นภรรยา นายวรพันธุ์ อ่อนคง ที่ปรึกษากองอำนวยความมั่นคงภายในภาค 2 ที่ผ่านมาได้ช่วยงานปิดทองหลังพระให้กับกองทัพภาคที่ 2 อย่างมากมาย

ซึ่งในวันนี้ทางด้าน พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร (ตท.21) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เดินทางมาร่วมไว้อาลัย และแสดงความเสียใจ พร้อมทั้งได้กล่าวให้กำลังใจกับครอบครัวอ่อนคงอีกด้วย

โดยในพิธีสวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลศพ พันโท อภิรักษ์ มหามณี ผู้บังคับกองพันทหาราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 นำกำลังพลของหน่วย พร้อมทั้งข้าราชการ หน่วยงานต่าง และญาติพี่น้อง ประชาชนที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัย ในพิธีอย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งรับมอบเงินช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งกำลังพลและครอบครัวของหน่วยขอแสดงความเสียใจกับการจากไปในครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง


พรพิพัฒน์ รายงาน

สนุกสนานงานสืบสานประเพณีแข่งเรือยาว 12 ฝีพายของดีบ้านหมี่

จังหวัดลพบุรี – ปิดฉากแล้ว อย่างสนุกสุดมันส์ สำหรับการแข่งขันเรือยาวประเพณี 12 ฝีพาย เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีงานแข่งเรือยาว ของดี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

ตามที่ องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ 21 ตำบล ได้ร่วมกันจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณี 12 ฝีพาย ประจำปี 2569 เพื่ออนุรักษ์สายน้ำ และสืบสานประเพณีงานแข่งเรือยาว ของดี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เพื่อชิงถ้วยพร้อมเงินรางวัล ซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้าน มรดกวัฒนธรรม ที่ควบคู่กับสายน้ำ ตลอดจนเพื่อเป็นการอนุรักษ์วิถีแห่ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นชาวอำเภอบ้านหมี่ ให้คงอยู่คู่ชุมชนตลอดไป อันก่อให้เกิดความรักความสามัคคี และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับท้องถิ่น ณ บริเวณสะพานบ้านกล้วย คลองชลประทานชัยนาท-ป่าสัก อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งปีนี้ มีหมู่ บ้าน ตำบลต่างๆ ส่งเรือเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 16 ลำ และ ได้รับความสนใจจากประชา ชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

โดยได้รับเกียรติจาก นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอบ้านหมี่ เป็นประธานปิดการแข่งขัน บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสุดมันส์ ตลอดทั้ง 2 วัน ได้รับความสนใจจากบรรดากองเชียร์ และ นักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งนักกีฬานอกจากจะเป็นฝีพายมืออาชีพ แล้วยังมีเยาวชนรุ่นใหม่เข้าร่วมแข่งขันด้วย สู่ศึกกันอย่างดุเดือดไปจนจบเกณ์การแข่งขัน

หลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน ได้มีการมอบถ้วยรางวัลให้แก่ทีมเรือที่ชนะการแข่งขันในแต่ละประเภท โดย 12 พาย ในการเป็นเจ้าแห่งสายน้ำ ประเภท Open เรือยาว 12 ฝีพาย ประเภทถ้วย ก. ซึ่งเป็นการพบกันเองระหว่างเรือเจ้าถิ่น เรือหนุมาน 88 ทีม A กับ เรือหนุมาน 88 ทีม B จากเทศบาลเมืองบ้านหมี่ ปรากฏว่า เรือหนุมาน 88 ทีม A มีความเร็วมากกว่า เอาชนะไปได้อย่างสนุกสุดมัน ได้ถ้วยรางวัล จาก พระโสภณพัฒนคุณ (เจ้าคุณทิน) เจ้าคณะอำเภอหนองม่วง เจ้าอาวาสวัดพุน้อย ไปครอง พร้อมเงินรางวัล สำหรับประเภทถ้วย ข. เรือยาว 12 ฝีพาย ผลการแข่งขัน อันดับ 1 ตกเป็นของเรือพรพระปรา การ อันดับ 2 เรือแม่จำปาสัก และอันดับ 3 เจ้าแม่ทรายทอง

สำหรับการแข่งขันเรือยาว เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาตั้งแต่อดีตมาหลายยุคหลายสมัย สำหรับประเพณีการแข่งขันเรือยาว ของอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เคยเริ่มมาประมาณปี 2533 แต่ก็ได้ห่างหายไป จนกระทั้งถึง ปี พ.ศ. 2557 อำเภอบ้านหมี่ ร่วมกับพระโสภณพัฒนคุณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดพุน้อย องค์กรปกครองท้องถิ่น และประชาชนในเขตออำเภอบ้านหมี่ ได้ร่วมกันพื้นพื้นฟูจัดประเพณีแข่งขันเรือยาวและเทศกาลของดีบ้านหมี่ ขึ้น และได้สืบทอดมาเป็นประเพณีสำคัญของอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี จนถึงทุกวันนี้


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ตำรวจไล่ล่า พ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซิ่งรถกระบะ ชนรถเจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน สุดท้าย ไม่รอด

ตำรวจไล่ล่า พ่อค้ายาเสพติดรายสำคัญ ซิ่งรถกระบะ หนีไกลนับสิบกิโลเมตร ชนรถเจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน แต่สุดท้าย ไม่รอด เสียหลักตกลงคูข้างทางเอง

ภาพเหตุการณ์ช่วงกลางดึก วันที่ 17 ต่อเนื่องวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ตำรวจกองกำกับการ 2 บก. ปส.4 และตำรวจตระเวนชายแดน 424 เปิดปฏิบัติการบนบนถนนสายปากนคร ตำบลปากนคร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ไล่ล่าจับกุม นายนัฐพล หรือ อาร์ต โกเตง อายุ 36 ปี ชาวตำบลวัดประดู่ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายสำคัญ มีหมายจับติดตัวถึง 4 หมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีและศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช คดีเกี่ยวกับยาเสพติด มีรางวัลนำจับสูงถึง 300,000 บาท ที่กำลังขับรถกระบะ สีดำ หลบหนีเจ้าหน้าที่

ซึ่งระหว่างที่หลบหนีนับสิบกิโลเมตร นายนัฐพล ขับรถอย่างน่าหวาดเสียว และยังพุ่งชนรถ เจ้าหน้าที่เสียหาย 3 คัน แต่สุดท้าย ก็ขับรถหนีเสียหลักตกลงคูข้างทาง ทำให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้

หลัง นายนัฐพล ถูกควบคุมตัวได้ เจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนขยายผล พร้อมประสานพนักงานสอบสวนท้องที่ในตำรวจภูธรจังหวัดสุราฎร์ธานี มารับตัว และอายัดตัวดำเนินคดีไปตามลำดับทุกหมายจับ​ของทุกท้องที่ต่อไป ซึ่งการจับกุม นายนัฐพล เป็นการจับผู้สมคบค้ายาเสพติด เบื้องหลังขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโก ล่อซื้อจับต่างด้าวลักลอบทำทัวร์เถื่อน-เป็นไกด์เถื่อน กลางวัดเจดีย์หลวง

ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ใช้แผนปฏิบัติการปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโก ก่อนเข้าจับกุมชายชาวเมียนมาวัย 39 ปี หลังลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวและทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมแจ้งข้อหาหลายกระทง ทั้งความผิดตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.นิธิภัทร์ บุลมาก รักษาราชการแทนสารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กก.2 บก.ทท.2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ภัทรพล บุญเกษม สารวัตร ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.2 และชุดสืบสวน ดำเนินการวางแผนเข้าจับกุมผู้กระทำผิด โดยปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวชาวเม็กซิโกเพื่อตรวจสอบพฤติการณ์

ผลการปฏิบัติสามารถจับกุม นาย Soe Moe Aung อายุ 39 ปี สัญชาติเมียนมา ได้บริเวณภายในวัดเจดีย์หลวง ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หลังพบว่ามีพฤติการณ์ลักลอบรับนักท่องเที่ยวและนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ประกอบด้วย ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551, ทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ใช้รถไม่ตรงตามที่จดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522, เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับ และเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ตำรวจท่องเที่ยวระบุว่าจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ลักลอบประกอบธุรกิจนำเที่ยวและไกด์เถื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยว สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือ


นที มีเดช รายงาน

โคราช เร่งเครื่อง Smart City จับมือ KDI เกาหลีใต้ วางระบบ Big Data-E-Government เตรียมเปิดศูนย์ IOC ก่อนสิ้นปี

โคราช เร่งเครื่อง Smart City จับมือ KDI เกาหลีใต้ วางระบบ Big Data-E-Government เตรียมเปิดศูนย์ IOC ก่อนสิ้นปี

วันนี้ (14 ก.ค. 2569) ที่ชั้น 5 สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา พร้อมด้วย นายศุภรัศมิ์ ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, Young Joo Jeong Senior Advisor & Head KSP และ Inho Song Project Manager KSP ร่วมประชุมหารือและรับฟังการนำเสนอผลการศึกษแนวทางพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ของเทศบาลนครนครราชสีมา ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันพัฒนาเกาหลี หรือ Korea Development Institute (KDI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data การบูรณาการระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Government เข้ากับระบบ Smart City และแนวทางจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า เทศบาลนคร ราชสีมาได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาเกาหลี หรือ KDI ในการศึกษาและวางแนวทางพัฒนาระบบ Smart City ของเมืองนครราชสีมา โดยเริ่มดำเนินการศึกษามาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และการประชุมครั้งนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาให้เทศบาลได้รับทราบ เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปประกอบการพิจารณาวางแนวทางพัฒนาเมืองในอนาคต

นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เทศบาลจะได้นำผลการศึกษาของ KDI รวมถึงข้อเสนอแนะจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษา มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองนครราชสีมาไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างสมบูรณ์ ที่ผ่านมา เทศบาลนครนครราชสีมาได้ดำเนินการพัฒนาระบบ Smart City ไปแล้วบางส่วน แต่ระบบยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องการเรียนรู้และรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีความก้าวหน้าและมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของเมืองโคราช

สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ขณะนี้เทศบาลนครนครราชสีมาเตรียมเปิดศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ หรือ IOC ภายในช่วงก่อนสิ้นปี 2569 โดยคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า หลังการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างจัดเตรียมบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับการทำ งานของศูนย์อย่างเต็มรูปแบบ

นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ระบุว่า ศูนย์ IOC จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารสำหรับใช้ในการบริหารจัดการเมือง เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวนครราชสีมา

ทั้งนี้ เทศบาลนครนครราชสีมามีกล้องวงจรปิดติดตั้งครอบคลุมพื้นที่เมือง เมื่อศูนย์ IOC เปิดดำเนินการ จะมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ สามารถตรวจพบเหตุผิดปกติหรือเหตุร้ายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ก็สามารถประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที

นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าเกาหลีใต้มีประสบการณ์และความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะ ทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการเมือง ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบ Smart City ที่ทันสมัย

เทศบาลนครนครราชสีมาจึงเตรียมนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศเกาหลีใต้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยและบริบทของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อผลักดันเมืองโคราชสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ ยกระดับการบริหารจัดการเมือง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน

แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดการฝึกทบทวน “Sky Doctor” เพิ่มขีดความสามารถการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดการฝึกทบทวน Sky Doctor เพิ่มขีดความสามารถการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อาคารศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุฯ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จับมือหน่วยสายแพทย์ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเปิดโครงการ “ฝึกทบทวนการปฏิบัติการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศยาน (Sky Doctor)” เพื่อเตรียมความพร้อมให้กำลังพลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีทักษะการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเจ็บด้วยเฮลิคอปเตอร์อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทันท่วงที

โดยมี พลตรี พีระ นาคลออ แพทย์ใหญ่กองทัพภาคที่ 2/ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พร้อมคณะ ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ ณ ห้องประชุมพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี ซึ่งไฮไลต์การฝึกอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย

  • หลักการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ & การคัดแยกผู้ป่วย บรรยายโดย นาวาอากาศเอก มาโนชญ์ พลายงาม (สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ)
  • เวิร์กชอปความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับเฮลิคอปเตอร์ นำฝึกโดย เรืออากาศเอก ปรมะ สุวรรณดี (สถาบันเวชศาสตร์การบินกองทัพอากาศ)
  • การเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง ถอดบทเรียน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

#Skydoctor #กองทัพภาคที่2 #โรงพยาบาลค่ายสุรนารี #กรมแพทย์ทหารบก #กรมแพทย์ทหารอากาศ #สถาบันเวชศาสตร์การบินทหารอากาศ


นบ.ยส.24 ตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) 5,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.ปากชม จ.เลย

นบ.ยส.24 ตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 12 กระสอบ ประ มาณ 5,000,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.ปากชม จ.เลย

เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2569 กองทัพบก โดย พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24) อำนวยการให้ กกล.สุรศักดิ์มนตรี/ส่วนสกัดกั้นฯ ตอนบน/บก.ควบคุมที่ 3 (ร.8) โดย ร้อย.ฉก.ทพ.2109 (หน่วยงานหลัก) ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย จึงได้จัดกำลังซุ่มเฝ้าตรวจตามพื้นที่เพ่งเล็ง ครั้นเมื่อเวลา 03.50 น. ชุดซุ่มเฝ้าตรวจ ตรวจพบเรือกีบแล่นจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งไทย บริเวณริมตลิ่งปากห้วยน้ำจะใหญ่ บ.ปากเนียม ม.5 ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย และมีรถยนต์ต้องสงสัยซึ่งเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อ เชฟโลเลส รุ่น โคโลราโด สีขาว หมายเลขทะเบียน ขค 7152 พิษณุโลก จอดรออยู่บริเวณสวนการเกษตร ริมถนนหมายเลข 211 (ปากชม-สังคม) จากนั้นได้มีกลุ่มบุคคลต้องสงสัย จำนวน 6 คน ได้ทำการขนวัตถุต้องสงสัยจากเรือขึ้นฝั่ง เพื่อนำขึ้นบรรทุกบนรถยนต์คันดังกล่าว

จนกระทั่งเวลา 04.00 น. จนท.จึงได้แสดงตัวขอเข้าตรวจสอบ เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่จึงได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีลงแม่น้ำโขงไป พร้อมกับผู้ขับเรือกีบได้รีบขับเรือหลบหนีกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว จนท.จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ ตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) จำนวน 12 กระสอบ ประมาณ 5,000,000 เม็ด หน่วยจึงได้ประสานหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ร่วมทำการตรวจยึด และนำของกลางทั้งหมดมาไว้ที่ ร้อย.ฉก.ทพ.2109 เพื่อตรวจนับโดยละเอียด และจะนำส่งให้กับ สภ.ปากชม จ.เลย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นบ.ยส.24 เชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด หรือข้อมูลผู้ค้ายาเสพติด ผ่านเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังทหารทุกหน่วย และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ปัญหายาเสพติดลดลง และพี่น้องประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน อย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ/ข่าว : นบ.ยส.24

พรพิพัฒน์ รายงาน

รองจ๋อนำ บช.น. ร่วม ปปส.กทม. บุกทลายผับลับ ซอย 1 ไม่เน้นขายเหล้าแต่เน้นขายยา

รองจ๋อนำ บช.น. ร่วม ปปส.กทม. บุกทลายผับลับ ซอย 1 ไม่เน้นขายเหล้าแต่เน้นขายยา

วันนี้ (18 ก.ค. 69) ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. /ผอ.ศอ.ปส. ตร., พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส.กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นำโดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบยาเสพติด , พล.ต.ต. วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ. ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.อ.ศรศักดิ์ ทองมี ผกก.สน.ห้วยขวาง, พ.ต.ท.มาโนชย์ ทองแก้ว รอง ผกก.กก.สส.บก.น.5, พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ต.ศิวัช ยังอุ่น สว.(สอบสวน) สน.วัดพระยาไกร

ปปส.กทม. นำโดย นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม., นายอดิเรก อ่อนละมูล ผอ.บก. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ศูนย์ยาเสพติด บช น (ศอ.ปส.บช.น. ), สืบ บก.น.1, สน.ห้วยขวาง และ ป.ป.ส.กทม. เปิดปฏิบัติการทลาย “ผับลับอัพยา” คนแน่นตี 4 ถึงบ่าย 3 ทะลุมิติออกมาตาสู้แสงไม่ได้ ผับเถื่อนไร้ใบอนุญาต อำพรางภายนอกเป็นร้านเกมส์ สภาพทึบปิดตายไม่รู้เดือนรู้ตะวัน ด้านในไม่เน้นขายเหล้าแต่เน้นขายยา รับเฉพาะลูกค้าเฉพาะ หากเป็นคนแปลกหน้าจะไม่สามารถเข้าไปในผับลับแห่งนี้ได้ โดยกลุ่มลูกค้าที่เข้ามา กลุ่ม บาร์โฮส และ สาวเอ็นเตอร์เทรน ป้องกันการข่าวและการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่บุกรวบได้ทั้งร้าน 20 ราย “ผึ้งแตกรัง” แต่หนีไม่ทันเพราะไม่มีทางหนีไฟ

ตร. นำหมายค้นศาลอาญาที่ ค.99/2569 ลงวันที่ 17 ก.ค. 69 เข้าตรวจสอบ อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ริมถนนประชาอุทิศ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ จับกุมตัวผู้ต้องหา 11 ราย
ตรวจยึดของกลาง และยึดทรัพย์สินดังนี้ ยาอี (MDMA): 224 เม็ด, ยาไอซ์ 51.16 กรัม, โค เคน: 3.83 กรัม, คีตามีน 326.24 กรัม, หัวพ็อตเค 19 หัว, บุหรี่ไฟฟ้า: 38 ตัว, เงินสด 91,000 บาท, แหวน 2 วง, พระพร้อมกรอบลักษณะคล้ายทอง 1 องค์ รวมตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสิ้น มูล ค่าประมาณ 300,000 บาท

พฤติการณ์กล่าวคือ จากกรณีเพลิงไหม้ร้านเหล้าชื่อดังย่านลาดพร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ต่อมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ทำการตรวจสอบสถานบริการในพื้นที่นครบาล กระทั่งได้รับรายงานจาก พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 ว่ามีผับแห่งหนึ่งซึ่งมีนามเรียกขานเฉพาะกลุ่มว่า “ผับลับ” ซึ่งมีการเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเบาะแสว่าภายในผับลับนี้ มีการจำหน่ายยาเสพติดหลากหลายชนิดให้ลูกค้าทะลุมิติอย่างครบวงจรภายในร้าน จนกล่าวได้ว่าเข้าผับนี้แล้วจะไม่รู้เดือนรู้ตะวันเลยทีเดียว

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติดร่วมกับ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. และสืบ 1 ลงพื้นที่สืบสวนโดยทันที กระทั่งจนสืบทราบว่า “ผับลับ” แห่งนี้มีพิกัดตั้งอยู่ริมถนนประชาอุทิศ ย่านห้วยขวาง เป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 1 คูหา โดยอำพรางภายนอกให้เสมือนเป็น “ร้านเกมส์” มีการนำผ้าใบและรถมาจอดปิดบังภายหน้าร้านจนแนบเนียมมาก หากมองจากภายนอกจะไม่สามารถทราบได้เลยว่านี่คือผับ ผับลับแห่งนี้จะถูกเรียกขานกันว่า “ร้านลับซอย1” มีกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น หากเป็นคนแปลกหน้าจะไม่สามารถเข้าไปในผับลับแห่งนี้ได้ โดยกลุ่มลูกค้าที่เข้ามามั่วสุมในร้านนี้ขาประจำคือกลุ่ม บาร์โฮส และ สาวเอ็นเตอร์เทรน ที่มักจะพาลูกค้าหรือคู่ขาของตนเองมาต่อ “หลังผับปิด” โดยมีทางร้านจะมีบริการจำหน่ายยาเสพติดหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น เคตามีน, พอตเค และ ยาอี ซื้อขายกับพนักงานร้านได้ ซ้ำลูกค้าสามารถเสพยาเสพติดที่โต๊ะตนเองได้ภายในร้านโ ดยไม่ต้องหลบซ่อนและด้วยสภาพภายในร้านที่มีการปิดฟิล์มดำทึบจนไม่สามารถทราบกลางวันกลางคืนได้ ทำให้ผับลับนี้คนจะแน่นหนาตั้งแต่ห้วง 04.00 น. ไปจนถึง 15.00 น. จนลูกค้าบางรายเมื่อเดินออกจากร้านมีอาการหลงเวลา ดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือสภาพอาคารสถานที่ เป็นที่แคบและทึบ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ไม่มีทางหนีไฟใดๆ อีกทั้งผู้มาใช้บริการในผับลับนี้มีการใช้สารเสพติด มีการใช้ “ไฟแช็ก” ภายในร้าน และยังมีห้องครัวปิดตายอยู่ด้านหลังอาคาร ขัดต่อหลักมาตรฐานเกือบทุกจุด เมื่อทำการตรวจสอบก็พบว่าเป็นการลักลอบเปิดโดยไม่มีการขออนุญาตใดๆทั้งสิ้น

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยถึงปฏิบัติการครั้งนี้ว่า หลังจาก พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น.นำเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. และสืบ บก น 1 ได้ทำการสืบสวนรวบรวมหลักฐาน และได้ยืนคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอหมายค้นผับลับดังกล่าวและศาลได้อนุมัติหมายค้นเป็นที่เรียบร้อย จนนำมาสู่ปฏิบัติการเข้าตรวจสอบผับลับแห่งนี้

โดยในวันที่ 18 ก.ค. 69 เวลา 08.25 น. ได้มีการบูรณาการร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นำโดย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมลเลขาธิการ ป.ป.ส., นายปฤณ เมฆานันท์ ผอ.ปปส.กทม.ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น., สืบ บก น 1, สน.ห้วยขวาง และ ป.ป.ส.กทม. เพื่อใช้มาตราการยึดทรัพย์จึงนำหมายค้นศาลอาญาที่ ค.99/2569 ลงวันที่ 17 ก.ค. 69 เข้าตรวจสอบ อาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ริมถนนประชาอุทิศ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

ผลการตรวจค้นพบของกลางยาเสพติดหลายรายการ อยู่บนโต๊ะ, อยู่ที่ตัวลูกค้า และอยู่ที่เคาน์เตอร์พนักงานร้าน โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 11 ราย โดยแบ่งเป็น 4 ราย เป็นเจ้าของร้าน และพนักงานขายยาเสพติด อีก 7 ราย เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสารเสพติดในร่างกาย จากการตรวจค้นโดยละเอียดพบว่า บริเวณชั้นล่าง เป็นการเปิดสถานบันเทิงเต็มรูปแบบ แสงสีเสียง ครบครัน มีพนักงานร้าน คอยบริการกลุ่มลูกค้าอยู่ รวม 28 ราย จากการตรวจสารเสพติดในร่างกายของกลุ่มลูกค้า พบว่ามีสารเสพติด อาทิ เมทแอมเฟตามีน, โคเคน, ยาอี, เคตามีน อยู่ในร่างกาย และหนึ่งในพนักงานของร้าน มียาเสพติดได้แก่ ยาเค และพอตเค ไว้ในครอบครอง บริเวณชั้นลอย เปิดเป็นห้อง VIP มีไว้เพื่อมั่วสุมเสพยาเสพติด แต่ไม่มีผู้ใช้บริการอยู่ บริเวณชั้น 2 พบนายเอ (นามสมมุติ) แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานบริการ และ น.ส.บี (นามสมมุติ) แฟนของนายเอ พักอาศัยอยู่ในห้อง

หลังจากตรวจค้นโดยละเอียด พบยาเสพติดหลายประเภท อาทิ ยาไอซ์, ยาเค, ยาอี, พอตเค และบุหรี่ไฟฟ้า ซุกซ่อนอยู่ในห้องพักของนายเอ (นามสมมุติ) จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ฯ จึงแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่กระทำความผิด ดังนี้

  • นายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) ผู้แสดงตนเป็นเจ้าสถานบันเทิง แจ้งข้อกล่าวหาว่า “มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (โคเคน) โดยไม่ได้รับอนุญาต, มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต, มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน ยาไอซ์,ยาอี) โดยไม่ได้รับอนุญาต, ช่วยซ่อนเร้น ซื้อ รับไว้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งของที่ห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร (บุหรี่ไฟฟ้า) โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของต้องห้าม, ตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฝ่าฝืนเงื่อนไขเวลาเปิด-ปิดสถานบริการตามใบอนุญาต
  • นายพัฒนา (ขอสงวนสนามสกุล) แจ้งข้อกล่าวหาว่า “มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 (เคตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต”
  • กลุ่มพนักงานและกลุ่มลูกค้าที่พบสารเสพติดในร่างกาย จำนวน 9 ราย

หลังเสร็จสิ้นการจับกุม จะมีการนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 11 ราย พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ในชั้นจับกุม นายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าของร้าน ได้ให้การว่า “ตนเปิดสถานบริการลับนี้มาแล้วประมาณ 1-2 ปี เศษ และรับว่ายาเสพติดที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเจอเป็นของตนจริง โดยซื้อมาเพื่อเสพเอง และจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการ”

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รองโฆษก ตร. กล่าวว่า “ยาเสพติดไม่ใช่เพียงต้นตอของอาชญากรรม แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนในทุกมิติ บช.น. จึงเดินหน้าปราบปรามแหล่งจำหน่ายและแหล่งมั่วสุมยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสถานบริการหรือสถานที่ที่ลักลอบเปิดให้มีการจำหน่ายและเสพยาเสพติด ซึ่งนอกจากจะผิดกฎ หมายแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ใช้บริการและประชาชนโดยรอบผับลับแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ภายในมีการลักลอบจำหน่ายและเสพยาเสพติด ขณะที่ตัวอาคารเป็นอาคารพาณิชย์คูหาเดียว มีทางเข้าออกหลักเพียงทางเดียว ไม่มีทางหนีไฟ และด้านหลังยังเป็นห้องครัวที่ปิดทึบ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ที่อยู่ภายในซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมาหรือขาดสติจากการเสพยา ย่อมมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตอย่างยิ่ง

จากบทเรียนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในสังคมเมื่อไม่นานมานี้ ยิ่งตอกย้ำว่าการปล่อยให้แหล่งมั่วสุมยาเสพติดดำรงอยู่ คือการสร้างระเบิดเวลาที่พร้อมคร่าชีวิตผู้คนได้ทุกเมื่อ บช.น. จะเดินหน้าขยายผลจับกุมทั้งผู้ค้า ผู้จัดหา และผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างถึงที่สุด ขอเตือนไปยังผู้ประกอบการทุกแห่งว่า อย่าคิดว่าการละเลยปัญหายาเสพติดและมาตรการความปลอดภัยเป็นเรื่องเล็ก เพราะ ผลกำไรที่ได้มา ไม่อาจแลกกับชีวิตของประชาชนได้”


กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ลงพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 จี้คดีใหญ่ “ทุนจีนครอบครองอาวุธสงคราม-แก๊งสแกมเมอร์-ร้องเรียนตำรวจ”

กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ลงพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 จี้คดีใหญ่ “ทุนจีนครอบครองอาวุธสงคราม-แก๊งสแกมเมอร์-ร้องเรียนตำรวจ”

คณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา นำโดย นายสากล ภูลศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ที่ปรึก ษา เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เดินทางเข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วยหัวหน้าคณะพนัก งานสอบสวน หน่วยงานพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมรอดบางยาง ชั้น 3 สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.00 นาฬิกา

การลงพื้นที่และร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่น คงของประเทศ โดยมีประเด็นหลักในการหารือ 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 กรณีบุคคลสัญชาติจีนมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามข้อมูลรายละเอียดข้อเท็จจริงและความคืบหน้าแห่งคดี เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์ที่มีบุคคลเกี่ยวข้องจำนวนมาก อันอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยได้มุ่งเน้นการตรวจสอบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร ถิ่นที่อยู่ พฤติกรรมที่เข้าข่ายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ (Scammer) และการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ประเด็นที่ 2 กรณีข้อร้องเรียนจากชมรมมิตรภาพ (Union Friendship Family) ที่ประชุมได้มีการพิจารณาข้อร้องเรียนขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ในกรณีการเข้าตรวจค้นและจับกุมบุคคลสัญชาติจีนและเมียนมา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ประเด็นที่ 3 กรณีนักท่องเที่ยวร้องสื่อมวลชนอ้างถูกตำรวจพัทยาเรียกรับเงิน คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์และหน้าหนัง สือพิมพ์ กรณีนักท่องเที่ยวอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับโดยการเรียกรับเงินสดและออกบิลใบเสร็จ ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ เปิดเผยว่า “การหารือในวันนี้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใส โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลที่ได้จากการชี้แจงของตำรวจภูธรภาค 2 ไปพิจารณาศึกษาและดำเนินการตามขั้นตอนของวุฒิสภาต่อไป”

ทั้งนี้ ทางตำรวจภูธรภาค 2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอข้อมูลและความคืบหน้าทางคดีต่อคณะกรรมาธิการฯ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนและบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและนักท่องเที่ยวกลับคืนมา


โรงเบียร์… ขออนุญาตเป็นร้านอาหารแต่ทำไมจึง “เหมือนผับ”?

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

หลังเหตุการณ์หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายผับหรือสถานบริการ จึงสามารถเปิดให้บริการในพื้นที่นอกโซนนิ่งได้? และเมื่อเปิดได้แล้ว เหตุใดจึงไม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกับสถานบริการ?

บางคนจึงสรุปทันทีว่า กฎหมายไทยมีช่องโหว่ แต่ผมคิดว่า ก่อนจะสรุปเช่นนั้น เราควรทำความเข้าใจว่า กฎหมายกำหนดเรื่องนี้ไว้อย่างไร

1. กฎหมายแบ่ง “ร้านอาหาร” กับ “สถานบริการ” อย่างไร?

พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 กำหนดให้สถานบริการบางประเภท เช่น ผับ ไนต์คลับ หรือสถานบันเทิง ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และโดยหลักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในกรุงเทพฯ มี 3 พื้นที่ ได้แก่ พัฒน์พงษ์ RCA และรัชดาภิเษก พื้นที่เหล่านี้เรียกว่า โซน (Zone) สำหรับสถานบริการ หากอยู่นอกโซนดังกล่าวจะไม่สามารถขออนุญาตเป็น “สถานบริการ” ได้แต่คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2558 เปิดช่องให้สถานประกอบการที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมการแสดงดนตรี เต้นรำ สามารถดำเนินกิจการได้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ปิดไม่เกินเวลา 24.00 น. จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ”กล่าวคือ แม้รูปแบบการให้บริการจะใกล้เคียงกับผับหรือไนต์คลับ แต่ในทางกฎหมายกลับได้รับอนุญาตในฐานะ “ร้านอาหาร” จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะที่ใช้กับสถานบริการนี่คือช่องโหว่ที่สังคมควรถกเถียง!

2. ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ชื่อของใบอนุญาต

ในฐานะวิศวกร ผมมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเรียกชื่อกิจการว่า “ร้านอาหาร” หรือ “สถานบริการ” แต่อยู่ที่คำถามว่า หากอาคารสองแห่งมีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงใกล้เคียงกัน เหตุใดมาตรฐานด้านความปลอดภัยจึงแตกต่างกัน?ในทางวิศวกรรมความปลอดภัย สิ่งที่กำหนดระดับความเสี่ยงของอาคาร ไม่ใช่ป้ายหน้าร้าน แต่คือข้อเท็จจริง เช่น มีผู้ใช้บริการพร้อมกันจำนวนมากเพียงใด มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ มีการแสดงดนตรี แสง สี เสียง ที่อาจกระทบต่อการรับรู้เหตุฉุกเฉินหรือไม่ มีทางหนีไฟ ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบควบคุมควัน และการบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินที่เหมาะสมหรือไม่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ปัจจัยเหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

3. ถึงเวลาทบทวนแนวคิดการกำกับดูแลสถานประกอบการ

ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรทบทวนหลักคิดในการกำกับดูแลสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า ขอใบอนุญาตประเภทใด อยู่ในโซนใด และปิดเวลาใด แต่ควรพิจารณาจาก “ลักษณะการใช้งานจริงของอาคาร” และ “ระดับความเสี่ยง” เป็นสำคัญ

4. ถึงเวลาปิดช่องโหว่ของกฎหมาย

ผมไม่ได้เสนอให้ร้านอาหารทุกแห่งต้องถูกปฏิบัติเสมือนสถานบริการ แต่หากสถานประกอบการแห่งใดมีลักษณะการใช้งานที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกับสถานบริการ ก็ควรถูกกำกับดูแลด้านอาคารและอัคคีภัยในระดับที่ใกล้เคียงกับสถานบริการหากสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ยังใช้มาตรฐานความปลอดภัยคนละระดับ เพียงเพราะชื่อของใบอนุญาตแตกต่างกัน ก็ถึงเวลาที่เราควรทบทวนกฎหมายอย่างจริงจัง

กฎหมายควรทำให้ทุกสถานที่ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกัน ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่ใกล้เคียงกัน เพราะกฎหมายที่ดี คือกฎหมายที่ช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้มากที่สุด


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร