รพ. ค่ายจิรประวัติ ร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เนื่องในวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2569

รพ. ค่ายจิรประวัติ ร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ร่วมสร้างพลังสำคัญในการดูแลโลก ดูแลสุขภาพ และดูแลสังคม เนื่องในวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ประ จำปี 2569

พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 มอบหมายให้ พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ประจำปี 2569 พร้อมด้วยกำลังพลโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ซึ่งวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี จัดขึ้นเพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพของประชา ชนอย่างยั่งยืน ณ โรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ภายในงานได้จัดกิจกรรมรณรงค์ที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เริ่มจาก การจัดทำคลิปวิดีโอรณรงค์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการลดปริมาณขยะ การคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่กำลังพลและประชาชน

นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรม ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายในพื้นที่โรงพยาบาล เพื่อเพิ่มความร่มรื่น ลดมลภาวะทางอากาศ และช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อสุขภาพของผู้ป่วย บุคลากร และประชาชนผู้มาใช้บริการ พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรม “ขยะรีไซเคิลแลกไข่” เปิดโอกาสให้กำลังพลและประชาชนร่วมคัดแยกขยะรีไซเคิล อาทิ ขวดพลาสติก กระดาษ กระป๋องอะลูมิ เนียม และวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เพื่อนำมาแลกไข่ไก่ เป็นการสร้างแรงจูงใจในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด และส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมไปถึงการแจกป้ายรณรงค์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นให้กำลังพล รวมถึงประชาชน ร่วมกันรักษาความสะอาด ลดการสร้างขยะ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี

กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 ในการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดูแลสุขภาพของกำลังพล ครอบครัว และประชาชน ตามเจตนารมณ์ของกองทัพบกในการร่วมสร้างสังคมที่น่าอยู่ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนสืบไป


นที มีเดช รายงาน

อบจ.เร่งแก้ไขปัญหาเส้นทาง

ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม อบจ.แม่ฮ่องสอน แก้ไขปัญหาดินสไลด์ทับเส้นทาง แยกบ้านแกงหอม-บ้านห้วยปูเลย รถผ่านได้แล้ว 1 ช่องทาง

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายอัครเดช วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ทาง อบจ.ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดินสไลด์ทับเส้นทาง แยกบ้านแกงหอม-บ้านห้วยปูเลย รถผ่านได้แล้ว 1 ช่องทางได้ดำเนินการขุดตักและไถดินที่กีดขวางเส้นทางสัญจรดังกล่าวออกแล้ว โดยรถสามารถสัญจรผ่านได้ 1 ช่องทาง จึงแจ้งมาเพื่อทราบ และขอให้ใช้เส้นทางด้วยความระมัดระวัง

ก่อนหน้านั้นศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม อบจ.แม่ฮ่องสอน ภายใต้การอำนวยการของ นายอัครเดช วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำเครื่องจักรกล และพนักงานขับ เข้าแก้ไขปัญหาดินสไลด์ทับเส้นทางถนน อบจ. แม่ฮ่องสอน ที่ดอยยาว ระหว่างสามแยกบ้านแกงหอม – บ้านห้วยปูเลย ตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ทำให้รถไม่สามารถสัญจรผ่านไป – มา ได้

ทั้งนี้ หากประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ หากประสบเหตุภัยธรรมชาติ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือจาก “ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาวาตภัย อุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม องค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน” ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0-5361-1385 ต่อ 504 , 0-5361-1181


ภานุเดช ไชยสกูล/ แม่ฮ่องสอน

ชาวบ้านลุย !! เปิดถนนกันเอง

อนาถชาวบ้านชาวกองมูเดอ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ต้องร่วมแรงร่วมใจขุดเปิดถนนเส้นทางสายบ้านกองมูเดอ – ทะเลหมอกสองแผ่นดิน กลอเซโล เพื่อให้สามารถใช้การผ่านไปมาได้ชั่วคราว ด้านนายกอบต.แม่สามแลบตัดพ้อมีความจำเป็นด้านโครง สร้างพื้นฐานของท้องถิ่นชายขอบ แต่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการเงินกู้ฯ ของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกอบต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า วันนี้ ขอขอบพระคุณชาวบ้านกลอเซโล ที่ได้ช่วยกันร่วมแรง ร่วมใจกัน ช่วยเปิดเส้นทางกอมูเดอ – กลอเซโล ทะเลหมอกสองแผ่นดิน เพื่อเปิดเส้นทางในการสัญจรได้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากฝนตกต่อเนื่องไม่สามารถใช้เครื่องจักรได้ จึงจำเป็นที่ต้องใช้แรงงานคนเท่าที่ได้ เป็นการชั่วคราว หากไม่เร่งดำเนินการช่วยเหลือตัวเอง ชาวบ้านจะไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ทั้งนี้สิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องอาศัยเส้นทางคมนาคมในการลำเลียงสิ่งของเครื่องอุปโภคและบริโภคมาเพื่อประทังชีวิต ของช่าวบ้านเอง รวมไปถึงส่วนราชการในพื้นที่ ก็ต้องการเช่นกัน

นายกอบต.แม่สามแลบ กล่าวต่อไปว่า ราษฎรในพื้นที่คนชายขอบ ยังคงต้องมีมีความจำเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นชายขอบ แต่ไม่เข้าเงื่อนไขโครงการเงินกู้ฯ ของรัฐบาล ส่งผลให้ขาดการลงทุนพัฒนาเพื่อประชาชน ย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศชาติและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ชายขอบที่ต้องผจญกับความยากลำบากมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าที่จะได้ลืมตาอ้าปากเหมือนคนเมืองใหญ่ที่เจริญแล้ว



นายทศพล บุญพัฒน์ / แม่ฮ่องสอน

ประธานสันนิบาตเทศบาลโคราช เตือน “พ่อทิพย์” อาจลามเป็นเครือข่าย จี้อุดช่องโหว่ทะเบียน-เชื่อมข้อมูลต้นทาง สกัดสวมสิทธิคนไทย

ประธานสันนิบาตเทศบาลโคราช เตือน “พ่อทิพย์” อาจลามเป็นเครือข่าย จี้อุดช่องโหว่ทะเบียน-เชื่อมข้อมูลต้นทาง สกัดสวมสิทธิคนไทย

ดร.กิตติพงษ์ พงศ์สุรเวท ประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงกรณีปัญหา “พ่อทิพย์” และขบวนการสวมสิทธิทางทะเบียน หลังมีการตรวจพบและจับกุมผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาเมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าขบวนการดังกล่าวอาจมีการขยายเครือข่ายออกไปในวงกว้าง พร้อมขอบคุณกรมการปกครองและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่เร่งขยายผลติดตามดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่ของระบบ ปัญหาในลักษณะดังกล่าวยังมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำ โดยเฉพาะขั้นตอนงานทะเบียนที่อาจอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เพียงบางระดับ

ดร.กิตติพงษ์ ระบุว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าว หรือการแจ้งเกิดโดยมีบุคคลแอบอ้างเป็นบิดา หรือที่เรียกว่า “พ่อทิพย์” ควรกำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่นได้รับรายงานและมีส่วนร่วมในการพิจารณาตรวจสอบ เพื่อเพิ่มกลไกกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ

นอกจากนี้ การยืนยันตัวบุคคล รวมถึงผลตรวจดีเอ็นเอ ควรมีข้อมูลครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยระบบคอมพิวเตอร์ด้านทะเบียนควรมีมาตรการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล หากเอกสารหรือข้อมูลสำคัญไม่ครบถ้วน ระบบต้องไม่อนุญาตให้ดำเนินการหรือบันทึกข้อมูลเข้าสู่ฐานทะเบียน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานส่วนกลางควรเร่งปรับปรุง

ประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลต่างชาติและบุคคลต่างด้าวมากขึ้น โดยกรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญ เนื่องจากบุคคลสัญชาติไทยโดยทั่วไปจะมีข้อมูลและตัวตนอยู่ในระบบ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่กรณีบุคคลต่างด้าวจำเป็นต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะเอกสารหรือหลักฐานจากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ไม่ควรตรวจสอบเพียงเอกสารที่ผู้ยื่นคำร้องนำมาแสดงเท่านั้น เพราะอาจไม่สามารถยืนยันได้ทันทีว่าเป็นเอกสารจริงหรือมีข้อมูลถูกต้องเพียงใด จึงควรพัฒนาระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูล เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบกับโรงพยาบาลหรือหน่วยงานต้นทางได้โดยตรง

สำหรับมาตรการป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกระทำนอกกรอบหรือถูกผลประโยชน์จูงใจ ขณะนี้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในจุดปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถบันทึกเสียงได้ เพื่อใช้เฝ้าระวังและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมมีหนังสือสั่งการว่า หากเป็นกรณีเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าว จะต้องรายงานผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารให้รับทราบก่อนดำเนินการและตัดสินใจรับเรื่อง เพื่อเพิ่มความรอบคอบในการตรวจสอบ

ส่วนปัญหาการเสียบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ค้างไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเปิดช่องให้บุคคลอื่นเข้าถึงระบบทะเบียนนั้น ได้กำชับเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง โดยหลังกรณีดังกล่าวกลายเป็นข่าวใหญ่ พบว่าผู้ปฏิบัติงานมีความตื่นตัวและเพิ่มความระมัดระวังในการรักษาความปลอดภัยของระบบมากขึ้น

ดร.กิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ในฐานะประธานสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมา ได้นำกรณีดังกล่าวเข้าสู่การหารือในการประชุมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดนครราชสีมาครั้งที่ผ่านมา เพื่อถอดบทเรียนและเสนอให้แต่ละเทศบาลกำหนดแนวทางป้องกันและเฝ้าระวัง พร้อมนำประเด็นดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เพื่อแจ้งเตือนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มงวด

ที่ผ่านมา ผู้บริหารท้องถิ่นจำนวนมากอาจไม่เคยรับทราบปัญหาในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากงานทะเบียนเป็นงานเฉพาะที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ทะเบียน ทำให้ผู้บริหารบางแห่งไม่มีข้อมูลหรือไม่ทราบถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่หลังมีการนำกรณีนี้เข้าสู่ที่ประชุม ทุกฝ่ายเริ่มตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมากขึ้น

ดร.กิตติพงษ์ ฝากถึงประชาชนว่า ขอให้ยังคงเชื่อมั่นในระบบราชการ เนื่องจากการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่หากพบความผิดปกติหรือพบเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ขอให้รีบแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ขณะเดียวกัน ฝากถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เนื่องจากการทุจริตหรือดำเนินการโดยมิชอบในระบบทะเบียน อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิและกระทบต่อสิทธิของประชาชนคนไทยโดยตรง ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรและไม่สอดคล้องกับการเป็นข้าราชการที่ดี
พร้อมเสนอให้กรมการปกครองเร่งปรับปรุงและพัฒนาระบบทะเบียนให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มกลไกตรวจสอบและอุดช่องโหว่ของระบบอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และไม่ให้ขบวนการสวมสิทธิทางทะเบียนเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ /ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเรือใบ ในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ

เวลา 10.36 น. สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงจุดปล่อยตัว บริเวณหน้าทางเข้าประตูกุ้ยหลิน (เมืองไทย) เขื่อนรัชชประภา ต่อจากนั้น ประทับเรือยนต์พระที่นั่ง ๓๕๘ เสด็จพระราชดำเนินไปยังเรือใบ THA 48 เพื่อทรงเรือใบดังกล่าว ร่วมในกิจกรรมการแสดงเรือใบเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ จากนั้น ทรงกดแตรลมปล่อยตัวนัก กีฬาที่เรือใบ THA 48 ซึ่งเป็นนักกีฬาเรือใบเยาวชน จากโครงการ “เยาวชนไทยแล่นใบเป็น ใช้ชีวิตเป็น” จำนวน ๖๘ ลำ ประกอบด้วย เรือใบประเภท Optimist กับประเภท ILCA 4 และ ILCA 6

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงทำหน้าที่บังคับหางเสือเรือ ควบคุมทิศ ทางเรือใบด้วยพระองค์เอง ร่วมไปกับขบวนนักกีฬาเรือใบเยาวชนดังกล่าว ทรงใส่พระราชหฤทัยและทอดพระเนตรการแล่นเรือใบของนักกีฬาเรือใบเยาวชนอย่างใกล้ชิด มีรูปแบบการแล่นเรือใบเป็นเส้นตรงมีเรือใบผู้นำอยู่ด้านหน้า แล้วเรือใบทุกลำแล่นตาม ตลอดเส้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่แนวสันเขื่อนรัชชประภา ต่อจากนั้น ขบวนเรือใบทั้ง ๖๘ ลำ จัดขบวนเรือเป็นเส้นตรง ที่ด้านหน้าแนวสันเขื่อนและแปรขบวนเรือเป็นสัญลักษณ์ “อินฟินิตี้” (Infinity) มีความหมายขอให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่และประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียงมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ โบกธงชาติ และธงอักษรพระนา มาภิไธย สท ร่วมชื่นชมพระบารมีเป็นจำนวนมาก เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับเรือนรับรองพิเศษ เขื่อนรัชชประภา อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โครงการ “เยาวชนไทยแล่นใบเป็น ใช้ชีวิตเป็น” เป็นโครงการที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงสนับสนุนการพัฒนานักกีฬาเรือใบรุ่นใหม่ สืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระปรีชาสามารถด้านกีฬาเรือใบและการต่อเรือใบด้วยพระองค์เอง และนักกีฬานักกีฬาเรือใบเยาวชนจากโครงการ ฯ ทั้ง ๖๘ ลำที่ร่วมในการแสดงเรือใบเฉลิมพระเกียรติ ฯ ครั้งนี้ เป็นเยาวชนจากโรงเรียนต่าง ๆ ในพื้นที่รอบเขื่อนรัชชประภา อายุระหว่าง ๗ – ๑๕ ปี ที่เข้าร่วมโครงการและมีโอกาสเรียนรู้ถึงกีฬาเรือใบ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตทั้งด้านระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม การตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหา พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นนักกีฬาเรือใบระดับชาติและนานาชาติในอนาคตได้อีกด้วย


ตำรวจทางหลวงสาลี เห็นหนุ่มขับรถตู้ทึบแช่ขวาเรียกตรวจเจอยาบ้า

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะที่ ร.ต.อ.ประพงษ์ อุ่นละม้าย หัวหน้าหน่วยบริการตำรวจทางหลวงสาลี พร้อม ด.ต.ชัยวัฒน์ เข็มทอง ด.ต.ธนบัตร สวนแย้ม, ส.ต.อ.ณัฐพงษ์ พวงวาสนา ขับรถวิทยุตรวจการณ์ ออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบไปตามถนนสายเลี่ยงเมือง 357 ถึง บริเวณหลัก กม.ที่ 7+800 พบรถยนต์กระบะตู้ทึบสีขาว ยี่ห้อ โตโยต้า รีโว้ หมายเลขทะเบียน บธ 3851 อุทัยธานี ขับแช่อยู่เลนขวา โดยไม่มีเหตุอันควรจึงส่งสัญญาณให้หยุดรถ เพื่อทำการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบคนขับชื่อนายธีระศักดิ์ อายุ 38 ปี บ้านอยู่ ตำบลตานิม อำเภอ บางปะ หัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบรถคันดังกล่าว สังเกตเห็น นายธีระศักดิ์ฯ ผู้ขับขี่ แสดงท่าทางมีพิรุธ มีอาการลุกลี้ลุกลนเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้สอบถามนายธีระศักดิ์ฯว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายพกติดตัวมาหรือไม่หรือเสพยาเสพติดมาก่อนหน้านี้หรือไม่

นายธีระศักดิ์ ยอมรับว่าตนเองเสพยาบ้าช่วงเวลาประมาณ ตี 4 มา 2 เม็ด และยังมียาบ้าเหลืออีกจำนวนหนึ่งอยู่ในรถเจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจค้นพบยาบ้าเม็ดอยู่ในถุงพลาสติก จำนวน 1 ถุง จำนวน 10 เม็ด อยู่บริเวณคอนโซลข้างที่นั่งด้านซ้ายของคนขับ

สอบถามนายธีระศักดิ์ฯ ยอมรับว่า ยาเสพติดดังกล่าวเป็นของตนจริง ตนซื้อมาจากชาวบ้าน (ไม่ทราบชื่อ-สกุล)อยู่แถว ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 เม็ดราคา 300 บาท เพื่อเอามาไว้เสพและตนได้เสพไปแล้ว 10 เม็ด ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้เสพช่วยกระตุ้นไม่ให้ง่วงนอน แต่โชคไม่ดี เจอตำรวจทางหลวงตาไว เลยถูกจับ

เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย, 3.เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำ บันทึกจับกุมและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุพรรณบุรี เพื่อดำเนินการต่อไป


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

สถาบันพระบรมราชชนก จัดการแข่งขันทักษะทางวิชาการคณะพยาบาลศาสตร์

สุพรรณบุรี – “สถาบันพระบรมราชชนก จัดการแข่งขันทักษะทางวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ ”โครงการยกระดับการพัฒนานักศึกษาให้มีสมรรถนะแห่งโลกอนาคต (5C3Ls) Faculty of Nursing, PBRI: Academic Challenge 2026 วันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569
ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ผศ.ดร.กมลรัตน์ เทอร์เนอร์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับการพัฒนานักศึกษาให้มีสมรรถนะแห่งโลกอนาคต (5C3Ls) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิศิษฐ์ พลธนะ รักษาราชการแทนผู้ช่วยอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณ บุรี พร้อมด้วยคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ในฐานะตัวแทนเจ้าภาพจัดการแข่งขันครั้งนี้ ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงานวัตถุประสงค์

การแข่งขันทักษะทางวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก”Faculty of Nursing, PBRI: Academic Challenge 2026 ประกอบไปด้วย

  • กิจกรรมที่ 1 การแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษ (English Language Skills) กลุ่มเป้าหมาย : นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ทีมละ 2 คน
  • กิจกรรมที่ 2 การแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการกายวิภาคศาสตร์ผ่าน soft ware Anatomy : เน้นความเร็ว ความแม่นยำและประยุกต์ใช้ความรู้ กลุ่มเป้าหมาย : นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ทีมละ 2 คน
  • กิจกรรมที่ 3 การแข่งขันทักษะทางการพยาบาล:รอบคัดเลือก Digital simulation excellent, OSCE, VR (Virtual Reality) และ AI รอบชิงชนะเลิศ Hybrid simulation excellent เน้นหลักการ Primary care กลุ่มเป้าหมาย : นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และชั้นปีที่ 4 ทีมละ 3 คน
  • กิจกรรมที่ 4 การแข่งขันตอบปัญหาทางการพยาบาลและผดุงครรภ์ “The brain” กลุ่มเป้าหมาย : นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ทีมละ 3 คน

โดยวิทยาลัยพยาบาลในสังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก จำนวน 30 แห่งทั่วประเทศ และสถาบันการศึกษาพยาบาล อื่น ๆ จากทั่วประเทศ ส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน รวมทั้งสิ้น จำนวนกว่า 700 คน

ซึ่งกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุน จาก บริษัท อัพไรท์ ซิมมูเลชั่น จำกัด ในเรื่องหุ่นจำลอง simulation และอุปกรณ์ในการแข่งขัน และเงินรางวัล


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

สุพรรณบุรี เปิดศูนย์การเรียนรู้ปลาสลิด GI ดอนกำยาน สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

ที่ศูนย์การเรียนรู้ปลาสลิดดอนกำยาน สุพรรณบุรี (อมรฟาร์ม) หมู่ที่ 2 ตำบลวัดดาว อำเภอบางปลาม้า นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้ปลาสลิด GI ดอนกำยาน สุพรรณบุรี “เรียนรู้ ลงมือทำ สร้างอาชีพ สืบสานภูมิ ปัญญาท้องถิ่น” โดยมี นายไชยันต์ เยี่ยมอมร ประธานคลัสเตอร์ปลาสลิด GI ดอนกำยาน สุพรรณบุรี และผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ปลาสลิดดอนกำยาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ มี พันจำเอก สุริยา ภู่สวัสดิ์ นายอำเภอบางปลาม้า จัง พันจำเอก สุริยา ภู่สวัสดิ์ นายอำเภอบางปลาม้า จัง ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอบางปลาม้า ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนภาคเอกชน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวัดดาว สื่อมวลชน และภาคีเครือข่าย เข้าร่วม

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ภาคการศึกษา และหน่วยงานราชการในพื้นที่ที่ได้ร่วมกันผลักดันจนเกิดศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ขึ้นมา ซึ่ง “ปลาสลิดดอนกำยาน” ถือเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ที่สำคัญและสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีมาอย่างยาวนาน การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นสถานที่เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงและแปรรูปปลาสลิดอย่างเป็นระบบเท่านั้น แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่คนในชุมชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการทำประมงเพื่อชุมชน เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตได้อย่างมั่นคง ต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ยังเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการอบรม สัมมนา การศึกษาดูงาน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างนวัตกรรม และการพัฒนาธุรกิจชุมชน อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสุพรรณบุรีให้เติบโตอย่างมั่นคง ประกอบด้วย – การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาสลิด GI ดอนกำยาน- การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาม้า กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม- การให้ความรู้ และสอนให้กับสมาชิกในการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ และจำหน่ายพันธุ์ปลาสลิด ปลาม้า กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม – การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลาสลิด ปลาม้า กุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม การเพาะเลี้ยงผ้า เพื่อเป็นอาหารปลาสลิด- การเพาะเลี้ยงไส้เดือน และการทำปุ๋ยมูลไส้เดือน

ภายในงานได้จัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อ “การก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ปลาสลิดดอนกำยาน วิถีการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชน โดยนายไชยันต์ เยี่ยมอมร ประธานคลัสเตอร์ปลาสลิด GI ดอนกำยายายาณบุรีและผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ปลาสลิดตอนกำยาน จังหวัดสุพรรณบุรี (อมรฟาร์ม) ผู้ดำเนินรายการมี ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วยนายไพศาล สุขปุณพันธ์ ประมงจังหวัดสุพรรณบุรี ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี นายวีระ ตั้งวุฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี นายสุชาติ จิรายวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสพรรณบุรี นางอุบลรัตน์ ทองเหลือ พาณิชย์จังหวัดสุพรรณบุรี

หลังเสร็จพิธีเปิดผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมคณะได้ขึ้นรถเทลเลอร์ อีแต๋น ชมบ่เลี้ยงปลาสลิดภายในฟาร์ม ก่อนจะลงมาปล่อยพันธุ์ปลาสลิดลงในบ่อเลี้ยง และเดินชมบ่อเพาะเลี้ยงปลาสลิด และชมบูธ สินค้าของเกษตรกร ที่นำมาร่วมแสดงด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

มทร.อีสาน โชว์ “แทรมลูกอีสาน” รถไฟฟ้ารางเบาฝีมือคนไทย 100% วิ่งทดสอบใช้งานจริงที่วิทยาเขตขอนแก่น “อธิการฯ โฆษิต” ชี้ จุดเปลี่ยนสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางไทย

มทร.อีสาน โชว์ “แทรมลูกอีสาน” รถไฟฟ้ารางเบาฝีมือคนไทย 100% วิ่งทดสอบใช้งานจริงที่วิทยาเขตขอนแก่น “อธิการฯ โฆษิต” ชี้ จุดเปลี่ยนสำคัญสู่การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เดินหน้าสร้างหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางไทย หลังประสบความสำเร็จในการนำรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit : LRT) หรือ “แทรมลูกอีสาน” ต้นแบบที่พัฒนาโดยทีมวิจัยและวิศวกรไทย ลงวิ่งทดสอบบนรางจริงภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอน แก่น ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมระบบรางควบคู่กับการผลิตกำลังคนคุณภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศในอนาคต โดยการทดสอบดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวางผ่านสื่อสังคมออนไลน์

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า “การนำรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบลงวิ่งบนรางจริง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเทค โนโลยีระบบรางโดยคนไทย และสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างองค์ความรู้ วิจัย พัฒนา และผลิตบุคลากรที่มีสมรรถนะสูง รองรับการลงทุนด้านระบบรางที่กำลังขยายตัวทั่วประเทศ

“สิ่งที่ประชาชนเห็นในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการทดสอบรถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบ แต่คือภาพสะท้อนศักยภาพของคนไทยที่สามารถออกแบบ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางให้ใช้งานได้จริง เราไม่ได้กำลังสร้างรถไฟฟ้าเพียงหนึ่งขบวน แต่กำลังสร้างองค์ความรู้ สร้างบุคลากร และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมระบบรางของประเทศไทยสามารถเติบโตได้ด้วยศักยภาพของคนไทย” อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าว

อธิการบดี มทร.อีสาน กล่าวว่า “การทดสอบครอบคลุมทั้งสมรรถนะการวิ่งบนทางตรงและทางโค้ง ระบบเบรก ระบบขับเคลื่อน ชุดล้อเลื่อน รวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของชิ้นส่วนสำคัญที่พัฒนาโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย อาทิ อุปกรณ์ยึดราง ยางรองราง และยางรองร่องราง เพื่อให้มั่นใจว่ารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบมีความพร้อมด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการใช้งานจริง”

นอกจากนี้ การพัฒนารถไฟฟ้ารางเบาต้นแบบยังได้นำองค์ความรู้และมาตรฐานด้านวิศวกรรมระบบรางจากนานาประเทศมาศึกษาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งด้านการออกแบบ ความปลอดภัย การควบคุมระบบ และการบำรุงรักษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต กล่าวเพิ่มเติมว่า “รางทดสอบภายในวิทยาเขตขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทดลองเดินรถ แต่เป็นห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัยได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การติดตั้ง การทดสอบ การซ่อมบำรุง ไปจนถึงการบริหารจัดการระบบราง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตกำลังคนด้านระบบรางที่ประเทศต้องการ”

“ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี มทร.อีสาน ได้พัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และเครือข่ายความร่วมมือด้านระบบรางอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จของ ‘แทรมลูกอีสาน’ จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัย แต่เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้างองค์ความรู้ด้านระบบรางด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางอย่างครบวงจร”
มทร.อีสาน – RMUTI


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา/รายงาน

เตือน ! ฝนตก ถนนลื่น เสี่ยงอุบัติเหตุ สคร.9 แนะ 7 วิธีขับขี่ปลอดภัย

ในช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อฝนตกหนัก ถนนลื่น วิสัยทัศน์ที่ไม่ดีขณะขับขี่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ง่าย สคร.9 นครราชสีมา ห่วงใยประชาชน ขอแนะนำ 7 วิธีขับขี่อย่างปลอดภัยช่วงฝนตกและน้ำท่วมขังบนท้องถนน ขอให้ผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะในช่วงฝนตกเพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ ไม่ควรขับรถเร็วเกินไปขณะฝนตกหรือถนนเปียก ตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ให้พร้อมต่อการใช้งาน เช่น ที่ปัดน้ำฝน ระบบไฟฟ้า ระบบยาง ระบบเบรก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

นายแพทย์สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน  ฝนที่ตกหนักทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ง่าย เนื่องจากทัศนวิสัยขณะขับขี่ไม่ชัดเจน ถนนลื่น น้ำท่วมขัง เป็นต้น จึงขอให้ประชาชนที่ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนในช่วงฝนตก เพิ่มความระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ โดยการตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ให้พร้อมต่อการใช้งานในฤดูฝน เช่น ที่ปัดน้ำฝน ระบบไฟฟ้า ระบบยาง ระบบเบรก และไม่ควรขับรถเร็วขณะฝนตกหรือถนนเปียก โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตก 10–15 นาทีแรกหลังฝนเริ่มตก เป็นช่วงที่ถนนลื่นที่สุด เพราะน้ำฝนชะล้างคราบน้ำมันและฝุ่นบนผิวถนน ทำให้รถลื่นไถลได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้รถเสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุได้ และที่สำคัญควรงดใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างขับรถ คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง และผู้ขับขี่/ผู้ซ้อนรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง เพื่อลดการบาดเจ็บและเสียชีวิต

นายแพทย์สายลักษณ์ พิมพ์เกาะ กล่าวต่อไปว่า สคร.9 นครราชสีมาห่วงใยประชาชน จึงขอแนะนำ 7 วิธีในการขับขี่ให้ปลอดภัยช่วงฝนตกและมีน้ำท่วมขังบนถนน ดังนี้
         

  1. เพิ่มความระมัดระวังขณะขับรถมากเป็นพิเศษ โดยลดความเร็วลงกว่าระดับปกติ เนื่องจากพื้นถนนที่เปียก รถจะใช้ระยะเบรกเพิ่มขึ้น และควรลดความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพถนนและทัศนวิสัย จะช่วยให้สามารถควบคุมรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เปิดไฟหน้ารถเสมอ ใช้ไฟต่ำจะช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ บนถนนได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นรถของเราได้ในระยะไกล
  3. เปิดใบปัดน้ำฝน ปรับระดับความเร็วของใบปัดน้ำฝนให้สัมพันธ์กับความแรงของฝนที่ตกลงมา จะช่วยให้มองเห็นเส้นทางได้ตลอดเวลา
  4. เว้นระยะห่างจากท้ายรถคันหน้าให้มากกว่าปกติอย่างน้อย 10-15 เมตร เพื่อให้มีระยะเบรกที่เพียงพอและปลอดภัย
  5. หลีกเลี่ยงการแซง แต่หากจำเป็นควรประเมินสถานการณ์ให้ดีก่อนแซง
  6. ในกรณีที่รถลื่นไถลหรือเหินน้ำ ไม่ควรเหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนทันที เพราะอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้ ควรใช้เกียร์ต่ำ และค่อยๆ เบรก เพื่อลดความเร็ว แล้วจึงค่อยเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถ
  7.  เมื่อต้องขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง ขอให้หยุดประเมินสถานการณ์ หากระดับน้ำสูงกว่าขอบประตูรถ ไม่ควรขับฝ่าไป ควรเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นแทน ปิดแอร์ทันทีเพื่อป้องกันพัดลมแอร์พัดน้ำเข้าเครื่องยนต์ หรือใบพัดหัก  

หากพบเห็นผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ยกเว้นกรณีมีอันตรายเร่งด่วน เช่น รถกำลังไหม้ เสี่ยงระเบิด หรืออยู่กลางการจราจรที่ไม่สามารถป้องกันได้ จึงค่อยเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นหลักการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง ทั้งนี้ขอให้โทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ โทร. 1669 เพื่อส่งต่อผู้ป่วยอย่างถูกวิธี “ฝนตก ถนนลื่น ขับช้าลงอีกนิด ชีวิตปลอดภัยมากขึ้น” หากมีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน