แค่ 5 นาที… รถดับเพลิงก็มาถึงแต่เหตุใดจึงยังเกิดโศกนาฏกรรม?

โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ก่อนอื่น ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกท่าน แต่เมื่อความโศกเศร้าค่อยๆ คลี่คลาย สิ่งที่สังคมไทยควรถามต่อ ไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิด” หากแต่คือ “เหตุใดโศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงเกิดขึ้น และเราจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

หลายคนตั้งคำถามว่า รถดับเพลิงเดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในเวลาประมาณ 5 นาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก แล้วเหตุใดจึงยังเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่?

คำตอบของคำถามนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วของรถดับเพลิง แต่อยู่ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกหลังเกิดเพลิงไหม้ ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอก แต่เสียชีวิตจากการสำลักควัน

ในทางวิศวกรรมอัคคีภัย เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยอมรับกันมานาน เพราะเมื่อไฟลุกลามขึ้นเพดาน ควันร้อนและก๊าซพิษจะกระจายไปทั่วอาคารอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นทางหนี ขาดออกซิเจน และอาจหมดสติภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ควันคือฆาตกรที่มองไม่เห็น นั่นคือเหตุผลที่แม้เจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว ก็อาจสายเกินไปสำหรับบางชีวิต

ดังนั้น บทเรียนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ใช่การทำให้รถดับเพลิงวิ่งเร็วขึ้น แต่คือการทำให้อาคารทุกแห่งที่มีผู้คนจำนวนมาก ต้องสามารถหนีเพลิงไหม้ออกมาได้ด้วยตนเองในช่วงนาทีแรกของเหตุการณ์

อีกประเด็นที่น่าคิดคือ สถานที่แห่งนี้เคยผ่านการตรวจ มีทางหนีไฟ มีไฟฉุกเฉิน และมีป้ายบอกทางครบถ้วน แต่ในวันเกิดเหตุ กลับพบว่ามีสิ่งของกีดขวางทางหนีไฟ นั่นแสดงว่า อาคารที่ “ผ่านการตรวจ” ไม่ได้หมายความว่า “ปลอดภัย”มาตรฐานความปลอดภัยที่แท้จริง ไม่ใช่สภาพของอาคารในวันที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจ แต่คือสภาพของอาคารในทุกวันที่ประชาชนเข้าไปใช้บริการ

ในฐานะอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง และต้องปิดช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย เช่น ควรมีการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ ควรดำเนินการอย่างจริงจังกับการกีดขวางทางหนีไฟ

และที่สำคัญ… ควรทบทวนกฎหมายให้ใช้ “ระดับความเสี่ยงของกิจการ” เป็นเกณฑ์ มากกว่าชื่อประเภทกิจการ เพราะร้านอาหารที่มีดนตรีสด ผับ บาร์ หรือโรงเบียร์หลายแห่ง มีลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงไม่แตกต่างกันมากนัก

หลายประเทศเคยเผชิญโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกัน และใช้ความสูญเสียครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการปฏิรูประบบความปลอดภัยครั้งใหญ่ ประเทศไทยไม่ควรรอให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงค่อยลงมือแก้ไข

สุดท้าย ผมอยากฝากถึงผู้ประกอบการทุกคนว่า ใบอนุญาตเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด และอยากฝากถึงหน่วยงานของรัฐทุกแห่งว่า เป้าหมายของการตรวจ ไม่ใช่เพื่อให้สถานประกอบการ “ผ่าน” แต่เพื่อให้ประชาชนทุกคน “กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย”

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ไม่ได้สอนเราว่า รถดับเพลิงต้องวิ่งเร็วขึ้น แต่สอนเราว่า ระบบความปลอดภัยของอาคารต้องดีกว่านี้ เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ทุกวินาทีมีค่าและในหลายกรณี… “นาทีแรก” คือเส้นแบ่งระหว่างชีวิตกับความตาย


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ผมไม่กลัวซีพีเลิกสัญญา… แต่กลัวประเทศไทยต้องนับหนึ่งใหม่

หลังจากได้อ่านทั้งหนังสือของกลุ่มซีพี และสัญญาร่วมลงทุนแล้ว ผมมีความเห็นส่วนตัวอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผมไม่อยากเห็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่

ไม่ใช่เพราะผมเข้าข้างซีพี หรือ รฟท. แต่เพราะผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือ ประเทศไทย

โครงการนี้ลงนามสัญญามาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ผ่านมาเกือบ 7 ปีแล้ว แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถออกหนังสือให้เริ่มงาน (Notice to Proceed หรือ NTP) ได้เลย

หากต้องยกเลิกสัญญา เปิดประมูลใหม่ และเริ่มกระบวนการทั้งหมดอีกครั้ง กว่าที่รถไฟจะวิ่งได้จริง ประเทศไทยอาจต้องเสียเวลาเพิ่มอีกหลายปี

นั่นคือสิ่งที่ผมไม่อยากเห็น!

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านสัญญาโดยเฉพาะข้อ 6.1 และข้อ 6.2 ก็ทำให้เข้าใจเหตุผลของหนังสือที่ซีพีส่งถึง รฟท.มากขึ้น

ข้อ 6.1 กำหนด “เงื่อนไขบังคับก่อน” ไว้ 3 ข้อ ได้แก่

(1) รฟท. ต้องส่งมอบพื้นที่โครงการ

(2) รฟท. ต้องส่งมอบพื้นที่สนับสนุนการเดินรถ

(3) เอกชนต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI)

เมื่อเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อสำเร็จ จึงจะเริ่มนับระยะเวลาโครงการ และออก NTP แต่หากเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งยังไม่สำเร็จ ข้อ 6.2 ก็กำหนดไว้อีกขั้นหนึ่งว่า คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องพยายามเจรจาเพื่อขยายเวลาหรือหาแนวทางดำเนินการร่วมกันก่อน หากตกลงกันไม่ได้ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “อาจมีหนังสือแจ้งให้อีกฝ่ายทราบ เพื่อให้สัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุดลง”

ผมจึงมองว่า หนังสือของซีพีไม่ใช่การ “ถอนตัว” ในทันที แต่เป็นการใช้สิทธิตามกลไกที่สัญญากำหนดไว้ เมื่อคู่สัญญาไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้

คำถามต่อมาคือ ถ้าสัญญาสิ้นสุดลง ใครจะต้องรับผิด? เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้ในวันนี้

หากในที่สุดพิสูจน์ได้ว่า ซีพีเป็นฝ่ายผิด รฟท.ก็อาจใช้สิทธิตามสัญญาเรียกร้องค่าเสียหายจากเอกชน ในทางกลับกัน หากซีพีพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายผิด และเหตุที่เงื่อนไขบังคับก่อนไม่สำเร็จเกิดจากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม หรือเกิดจากความล่าช้าในกระบวนการของรัฐ ก็อาจมีการเรียกร้องค่าชดเชยจากภาครัฐเช่นกัน

สังเกตว่าหนังสือของซีพีพยายามอธิบายรายละเอียดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจาก COVID-19 สงคราม ต้นทุนทางการเงิน การเจรจาแก้ไขสัญญา และประเด็น BOI รวมทั้งประเด็นที่ซีพีได้ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารที่สนามบินอู่ตะเภาสูงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากรัฐได้ขยายความจุของสนามบินสุวรรณภูมิ เหล่านี้อาจเป็นการวางฐานข้อเท็จจริงไว้ล่วงหน้า หากในอนาคตเกิดข้อพิพาทเรื่องความรับผิดหรือค่าชดเชยแน่นอนว่า นี่เป็นเพียงเหตุผลที่ซีพีนำมากล่าวอ้างในหนังสือ ส่วน รฟท.ก็สามารถนำข้อเท็จจริงและข้อสัญญามาโต้แย้งได้เช่นกัน ดังนั้น วันนี้จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกังวลมากกว่า… นั่นคือ หากการเจรจาไม่สำเร็จ เกิดเป็นกรณีพิพาท และข้อพิพาทต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทตามสัญญา หรือเข้าสู่ศาลตามสัญญาข้อ 39.12 เราทุกคนทราบดีว่า กระบวนการเช่นนี้อาจใช้เวลาหลายปี ในระหว่างนั้น โครงการก็แทบจะเดินหน้าต่อไม่ได้

สุดท้าย ผู้ที่เสียโอกาสมากที่สุด ไม่ใช่ซีพี และไม่ใช่ รฟท. แต่คือประชาชน และประเทศไทย

ผมยังเชื่อว่า ทางออกที่ดีที่สุด ไม่ใช่การหาว่าใครแพ้หรือใครชนะ แต่คือการหาข้อยุติที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่ใช่โครงการของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หรือของเอกชนรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยรอคอยมานานเกือบ 7 ปีแล้ว และผมก็ไม่อยากเห็นประเทศไทยต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้ อยากให้รัฐบาลและประชาชนช่วยกันนำไปคิดพิจารณาหาทางออก เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุดต่อไป


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

“สว.กิติศักดิ์” บุกตรวจโรงเบียร์มรณะ ชี้ช่องโหว่ต่อเติมร้าน ระบบไฟไม่พร้อม ทำสูญเสียสะเทือนใจ

กรุงเทพฯ – กมธ.ตำรวจ วุฒิสภา ลงพื้นที่ตรวจโรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เล็งตั้งคณะทำงานสังคายนา พ.ร.บ.สถานบริการเก่า 60 ปี ชี้ช่องโหว่ต่อเติมร้านอาหารเป็นผับ-ระบบไฟไม่พร้อม ทำสูญเสียสะเทือนใจ

นายกิติศักดิ์ หมื่นศรี สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ และคณะทำงาน ได้เดินทางลงพื้นที่สำรวจจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและประเมินภาพโครงสร้างอาคารภายนอก นำไปประกอบการพิจารณาหาแนว ทางป้องกันภัยพิบัติในสถานบริการ

นายกิติศักดิ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมร่วมกับ สน.พหลโยธิน เมื่อวันก่อน ซึ่งทำให้ได้รับข้อมูลบางประการ จึงต้องมาดูสถานที่จริงเพื่อประเมินสาเหตุที่ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า โครงสร้างอาคารมีความสูงค่อนข้างน้อย เพดานไม่โปร่ง ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ กลุ่มควันจะปกคลุมพื้นที่อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากอาคารสูงที่มีเพดานโปร่งซึ่งจะช่วยยืดเวลาให้ผู้ประสบภัยอพยพได้นอกจากนี้ จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยในพื้นที่ ประเมินว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 33 ราย เกิดจากปัญหาระบบไฟฟ้าดับ โดยไม่มีระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน และไม่มีป้ายไฟบอกทางหนีไฟ เมื่อตกอยู่ในความมืดสนิทจึงเกิดความโกลาหล ต่างคนต่างวิ่งชนกันและเหยียบกันเองจนไม่สามารถหาทางออกได้ สำหรับประเด็นเรื่องวัสดุตกแต่ง มีข้อมูลระบุว่า ทางร้านใช้การฉีดโฟมไว้บนฝ้าเพดานเพื่อซับเสียง ซึ่งโฟมประเภทนี้ถือเป็นเชื้อไฟอย่างดี แม้ในตลาดจะมีวัสดุฉนวนซับเสียงที่ไม่ติดไฟ แต่ผู้ประกอบการมักไม่นิยมใช้เนื่องจากมีราคาแพง

นายกิติศักดิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ทางกฎหมาย จากกรณีที่ร้านดังกล่าวเดิมทีขอใบอนุญาตเป็นเพียงร้านอาหาร ก่อนจะมาขอต่อเติมเพิ่มส่วนการแสดงดนตรีและการใช้เสียงในภายหลัง ซึ่งโครงสร้างอาคารเดิมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับการเป็นสถานบริการตั้งแต่แรก พร้อมระบุว่า พ.ร.บ.สถานบริการ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประกาศใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 หรือนานกว่า 60 ปีแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับบริบทสังคมปัจจุบัน โดยควรดึงหน่วยงานอื่นๆ เช่น ดับเพลิง และการประปา เข้ามาร่วมพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตด้วย ไม่ใช่มีเพียงโยธาและสาธารณสุข เพื่อตรวจสอบระบบดับเพลิงและปริมาณน้ำให้พร้อมใช้งานหากเกิดเหตุในฐานะอดีตช่างไฟฟ้า

นายกิติศักดิ์ ยังวิเคราะห์ถึงประเด็นการขอกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนจากร้านอาหารมาเป็นสถานบริการทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงมาก การขอมิเตอร์และหม้อแปลงเพิ่มเป็นสิ่งสะท้อนชัดเจนว่าไฟไม่พอใช้ ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่ได้มิเตอร์ใหม่ หากสายไฟด้านในไม่ได้ปรับปรุงให้รองรับ กระแสความร้อนสะสมในสายนำส่งก็อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรจนนำไปสู่เพลิงไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

หลังจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอต่อฝ่ายบริหารในการปรับปรุงกฎหมายและการออกใบอนุญาตสถานประกอบการ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ซ้ำรอยอดีตอย่างกรณี ซานติก้าผับ ในปี 2552 ที่มีผู้เสียชีวิต 67 ราย หรือ เมาท์เทน บี ในปี 2565 ที่มีผู้เสียชีวิต 27 ราย เกิดขึ้นซ้ำอีกในประ เทศไทย


กอ.รมน. เดินหน้าช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2

กอ.รมน. เดินหน้าช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2 พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และภารกิจของกองทัพ

สืบเนื่องจากที่ผ่านมาสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (สมท.กอ.รมน.) ร่วมกับ มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และมูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ดำเนินการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ในการดูแลรักษากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ โดยมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ บริจาคเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 450,000 บาท และมูลนิธิผึ้งหลวงอัศวินบริจาคเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 450,000 บาท รวมมูลค่า 900,000 บาท

การสนับสนุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลของหน่วยแพทย์ทหาร ให้สามารถรองรับการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบเงินเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ข้อพิ พาทตามแนวชายแดน ไทย- กัมพูชา ครั้งที่ 2 จำนวน 35 ราย รายละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 105,000 บาท

นอกจากนี้ ยังได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชาครั้งที่ 2 จำนวน 27ครอบครัว ครอบครัวละ 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 270,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ พร้อมกันนี้ ยังได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับจัดซื้อเครื่อง เก็บพลัง งานสำรอง (Power Box ) จำนวน 100 เครื่อง เครื่องละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท ให้แก่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจและเพิ่มประสิทธิ ภาพการดูแลพื้นที่ตามแนวชายแดน

และในวันนี้ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. โดย พลโท ธนาธิป สว่างแสง ผอ.สมท.กอ.รมน. ร่วมกับคณะกรรมการมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ ลงพื้นที่ ณ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เข้าเยี่ยมคำนับ พลโท อดุลย์ จันทร์มา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ(นศส.) พร้อมพูดคุยแนวทางการช่วยเหลือกำลังพลในการปฎิบัติงาน และได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวกำลังพลผู้เสียชีวิตจาก สถานการณ์ข้อพิพาทตามแนวชายแดน ครั้งที่ 2 จำนวน 4 ราย รายละ 10,000 บาทรวมเป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมสนับสนุนพัดลม Hatari Cyclone Max ขนาด 8 นิ้ว รุ่น PS8M1 จำนวน 4 เครื่อง ให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้แจกจ่ายขนมปัง จำนวน 500 ชิ้นให้แก่บุตรของกำลังพลผู้เสียชีวิตที่มาร่วมในงานฯ

การดำเนินการในครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมดูแล เยียวยา และสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัวผู้เสียสละ ตลอดจนสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

กอ.รมน. พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง


คณะกรรมการสมาคมนายทหารนอกประจำการ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

คณะกรรมการสมาคมนายทหารนอกประจำการ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 นาฬิกา ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศฯ สตูดิโอ 4 สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

พลเอกวินัย ภัททิยกุล นายกสมาคมนายทหารนอกประจำการ มอบหมายให้ พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ อุปนายกสมาคม และคณะกรรมการ เข้าร่วมบันทึกเทปถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2569


ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรและปิดหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ วชส.2 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น นายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ในฐานะประธานหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม เข้าร่วมในพิธี

พล.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยว่า สมาคมตำรวจร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้ร่วมกันเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาอบรมหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคมสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Life Vaccine for Social) มาแล้วรวม 2 รุ่น โดยใช้ระยะเวลาศึกษาอบรม รุ่นละประมาณ 5 เดือน เน้นศึกษาเนื้อหาทั้งด้านสุขภาพ กฎหมาย เทคโนโลยี ความมั่นคง และการเสริมพลังเครือข่ายสังคม เพื่อเตือนภัยที่เกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ที่บ่อยครั้งแฝงไปด้วยภัยของอาชญากรไซเบอร์ นอกจากนี้ในการศึกษายังมีการนำคณะผู้เข้าอบรมไปดูงานในประเทศทั่วทั้งสี่ภาค และในต่างประเทศด้วย

พล.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า หลักสูตร วชส. มีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 150 คน อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการระดับสูง เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ตั้งแต่ระดับพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี ขึ้นไป ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ขึ้นไป ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจเจ้าของกิจการ และภาคเอกชน ที่มีอายุระหว่าง 40 – 70 ปี หรือผู้ที่คณะกรรมการพิจารณา

สำหรับผู้บริหารระดับสูง วชส. รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ และบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆเพื่อสาธารณะประโยชน์ (CSR ) เช่น ร่วมกันมอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬา ทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา คีรีวงศ์ อ.ลานสกา มอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ขาดโอกาส พร้อมมอบเครื่องเสียง และอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 ภาค และบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเกาะสมุย พร้อมมอบเครื่องขยายเสียง อุปกรณ์สิ่งของใช้จำเป็นให้แก่โรงเรียนบ้านเด็กพิเศษและ สภ.บ่อผุด สภ.เกาะสมุย และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี เป็นต้น

ทั้งนร้ผู้ที่จบหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 2 ประกอบด้วย อาทิ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณเพ็ชรากรณ์ วัชรพล คุณรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ คุณชไมมาศ ชาติเมธากุล คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม คุณชไมมาศ พล.อ.อ ทินกร อินทร์ทอง พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุญยศิริ ผบช.ตชด พล.อ.ท จักรกฤษ ธรรมวิชัย นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี เป็นต้น สำหรับหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 3 รับสมัครเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเปิดการศึกษาอบรมภายในเดือน ก.ค.นี้.


ตำรวจภาค 1 ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

ตำรวจภาค 1 ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

ตำรวจภูธรภาค 1 สนองนโยบายนายกรัฐมนตรี/สร.1 และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/พิทักษ์ 1 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 สั่งการ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมชุด ปฏิบัติการสืบสวนปราบปราม ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัว หน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า เมื่อวันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) เวลาประมาณ 9.30 น. พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต. วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ รอง ผบก.กค.ฯ ปรก. รอง ผบก.สส.ภ.1 นำหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 349/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลังพบความผิดปกติในการใช้กระแสไฟฟ้า

จากการตรวจสอบอาคารดังกล่าวพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น มีสภาพร้าง ไม่มีผู้อยู่อาศัย เมื่อเข้าไปตรวจสอบบริเวณชั้น 3 พบเครื่องขุดบิทคอยน์ และมีการอำพรางเสียงจากพัดลมระบายความร้อนของเครื่องขุด ด้วยการบุผนังเก็บเสียง ซ่อนสายไฟอย่างแนบเนียน มีเสียงคล้ายกับเสียงพัดลมระบายอากาศทำงานอยู่ตลอดเวลา ทางด้านเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการลักลอบดัดแปลงวงจรไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าโดยไม่ผ่านมิเตอร์ไฟฟ้า และมีการใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องแบบผิดปกติเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล สร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่าหลายล้านบาท

โดยของกลางที่ตรวจยึดได้มีดังนี้

  • เครื่องขุดบิทคอยน์: ยี่ห้อ ANTMINER รุ่น L7 จำนวน 9 เครื่อง และยี่ห้อ AvalonMiner จำนวน 1 เครื่อง (รวม 10 เครื่อง)
  • อุปกรณ์เครือข่าย: กล่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต AIS (หมายเลข 8804969893), กล่องขยายสัญญาณ TP-link และ HBC อย่างละ 1 เครื่อง พร้อมสาย LAN รวม 13 เส้น
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าดัดแปลง: ตู้เมนสวิตช์ไฟฟ้า 1 ตู้, รางสายไฟควบคุมเบรกเกอร์ 3 ราง, สายไฟ VCT, เบรกเกอร์ HACO, มิเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส และสายไฟ THW ขนาด 35 ตร.มม.
  • เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ. คลอง หลวง จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษต่อไป

โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยังได้กล่าวอีกว่า การดัดแปลงมิเตอร์หรือแอบต่อไฟตรงเพื่อนำมาใช้ขุดเหมืองดิจิทัล ถือเป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งย้อนหลังให้แก่การไฟฟ้าฯ อีกเป็นจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ การดัดแปลงระบบไฟฟ้าโดยไม่มีวิศวกรควบคุม และมีการใช้กระแสไฟฟ้าเกินขนาดอย่างต่อเนื่องในตึกร้าง มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและ ทรัพย์สินของท่านประชาชนในละแวกใกล้เคียง

ทางด้านพลตำรวจตรีภัคพงศ์ สายอุบล ในฐานะรองโฆษกตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่าหากผู้ใดพบการกระทำผิดหรือต้องการแจ้งเบาะแสความกระทำความผิด ในเรื่อง ดังกล่าว หรือเรื่องอื่นๆในเขตพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถแจ้งเบาะแสและเข้าจับกุม ได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 ทุกพื้นที่สถานีตำรวจ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


พล.ต.ต.ไพโรจน์ฯ รอง ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม สภ.เมืองสระบุรี และเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

วันนี้ (8 ก.ค.69) เวลา 12.00 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.เมืองสระบุรี พบ พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรสีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรีข้าราชการตำรวจสังกัด สภ.เมืองสระบุรี จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มอบสิ่งของ, เงินผดุงเกียรติ และร่วมถ่ายภาพเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
สั่งการให้ดูแลสวัสดิการ, ถอดบทเรียน และได้กำชับการปฏิบัติตามข้อสั่งการ นายกรัฐมนตรี, ผบ.ตร., ผบช.ภ.1 รวมถึงให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยกริยาวาจาสุภาพ ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย และได้ให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจสังกัด ภ.จว.สระบุรี


พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญเครือข่ายโกดังสิงห์บุรี

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันที่ 8 ก.ค. 69 เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร.ช่วยราชการ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, ปปส.ภ.1, กรมการปกครอง, ทหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญเครือข่ายโกดังสิงห์บุรี จับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย และ ผู้ต้องหาหลบหนีอีกจำนวน 1 ราย พร้อมของกลาง คือ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 8,000,000 เม็ด, โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 2 เครื่อง

ในการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 240,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป ณ ภ.จว. สิงห์บุรี

ฝอ.5 บก.อก.ภ.1


พล.ต.ต.สมพลฯ ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ร่วมกิจกรรมเปิด Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด

วันนี้ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.30 น. พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.นรากร บุญครอบ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.ชูชาติ โสภา รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาทพ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รอง ผบก.ภ.จว.อ่างทอง ช่วยราชการ ภ.จว.ชัยนาทหน.สภ.ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทและข้าราชการในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทร่วมกิจกรรมเปิด Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด

สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายสำคัญ และข้อสั่งการในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง โดยมีเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” ซึ่งกระทรวงมหาด ไทย โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดทำยุทธการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระยะเร่งด่วน 90 วัน โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569 ประกอบด้วย 3 ปฏิบัติการย่อย ได้แก่ 1 ปฏิบัติการ 90 วัน สร้างภูมิคุ้มกัน ปลอดภัยยาเสพติด (มิติด้านการป้องกัน) การสร้างรั้วป้องกันในภาคสังคม ชุมชน โรงเรียน และครอบครัว ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งผ่านกลไกชุมชนเข้มแข็งและกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2) ปฏิบัติการ 90 วัน ผนึกกำลัง พิฆาตภัยยาเสพติด

(มิติด้านการปราบปราม) การสกัดกั้นยาเสพติดจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่ตอนในของประเทศ รวมถึงการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เด็ดขาด และ 3 ปฏิบัติการ 90 วัน รวมพลังรักศรัทธา 1 ศูนย์บำบัด ยาเสพติด (มิติด้านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด) โดยใช้อำเภอเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหา
เพื่อคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับการจัดกิจกรรมเปิด Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด
มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยแถวชุดปฏิบัติการร่วมของฝ่ายปกครอง ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท กอ.รมน.จังหวัดชัยนาท สาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประสานพลังเพื่อแสดงออกถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการกวาดล้าง
ยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากพื้นที่จังหวัดชัยนาท ต่อไป

โดยมี นาย ภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธาน, นายวิทยา ชพานนท์รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท, พ.อ.อริชัย กุลวิมลประทีป รอง ผอ.รมน.จังหวัด ช.น.(ท.) นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร สาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 700 คน ร่วมในพิธีดังกล่าว ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ฯ หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท

ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท