ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

ผู้ช่วยผบ.ตร. มอบประกาศฯ จบหลักสูตร วชส.2 ท่ามกลางความภูมิใจ “บิ๊กอุ๊ด” เผยสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ เดินหน้าเปิดรุ่น 3

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบใบประกาศนียบัตรและปิดหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 หรือ วชส.2 ณ ห้องประชุมศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น นายกสมาคมตำรวจ และ พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ในฐานะประธานหลักสูตรวัคซีนชีวิตเพื่อสังคม เข้าร่วมในพิธี

พล.ต.อ.สมพงษ์ เปิดเผยว่า สมาคมตำรวจร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้ร่วมกันเปิดรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาอบรมหลักสูตร “วัคซีนชีวิตเพื่อสังคมสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Life Vaccine for Social) มาแล้วรวม 2 รุ่น โดยใช้ระยะเวลาศึกษาอบรม รุ่นละประมาณ 5 เดือน เน้นศึกษาเนื้อหาทั้งด้านสุขภาพ กฎหมาย เทคโนโลยี ความมั่นคง และการเสริมพลังเครือข่ายสังคม เพื่อเตือนภัยที่เกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ที่บ่อยครั้งแฝงไปด้วยภัยของอาชญากรไซเบอร์ นอกจากนี้ในการศึกษายังมีการนำคณะผู้เข้าอบรมไปดูงานในประเทศทั่วทั้งสี่ภาค และในต่างประเทศด้วย

พล.ต.อ.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า หลักสูตร วชส. มีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 150 คน อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการระดับสูง เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ตั้งแต่ระดับพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี ขึ้นไป ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ขึ้นไป ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจเจ้าของกิจการ และภาคเอกชน ที่มีอายุระหว่าง 40 – 70 ปี หรือผู้ที่คณะกรรมการพิจารณา

สำหรับผู้บริหารระดับสูง วชส. รุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพอากาศ และบริษัทไปรษณีย์ไทย เป็นต้น ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆเพื่อสาธารณะประโยชน์ (CSR ) เช่น ร่วมกันมอบอุปกรณ์การศึกษาการกีฬา ทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา คีรีวงศ์ อ.ลานสกา มอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่ขาดโอกาส พร้อมมอบเครื่องเสียง และอุปกรณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 ภาค และบริจาคเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเกาะสมุย พร้อมมอบเครื่องขยายเสียง อุปกรณ์สิ่งของใช้จำเป็นให้แก่โรงเรียนบ้านเด็กพิเศษและ สภ.บ่อผุด สภ.เกาะสมุย และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี เป็นต้น

ทั้งนร้ผู้ที่จบหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 2 ประกอบด้วย อาทิ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช คุณเพ็ชรากรณ์ วัชรพล คุณรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ คุณชไมมาศ ชาติเมธากุล คุณสุพาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม คุณชไมมาศ พล.อ.อ ทินกร อินทร์ทอง พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุญยศิริ ผบช.ตชด พล.อ.ท จักรกฤษ ธรรมวิชัย นายอภิชัย อร่ามศรี รอง ผวจ.นนทบุรี เป็นต้น สำหรับหลักสูตร วชส. รุ่นที่ 3 รับสมัครเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเปิดการศึกษาอบรมภายในเดือน ก.ค.นี้.


ตำรวจภาค 1 ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

ตำรวจภาค 1 ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

ตำรวจภูธรภาค 1 สนองนโยบายนายกรัฐมนตรี/สร.1 และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/พิทักษ์ 1 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 สั่งการ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมชุด ปฏิบัติการสืบสวนปราบปราม ทลายเหมืองบิทคอยน์ย่านคลองหลวง แอบลักลอบดัดแปลงมิเตอร์ขุดเหรียญดิจิทัล ทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย รัฐเสียหายกว่าหลายล้านบาท

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัว หน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า เมื่อวันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) เวลาประมาณ 9.30 น. พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 , พล.ต.ต. วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1 , พ.ต.อ.พงศ์จักร ปรีชาการุณพงศ์ รอง ผบก.กค.ฯ ปรก. รอง ผบก.สส.ภ.1 นำหมายค้นศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 349/2569 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลังพบความผิดปกติในการใช้กระแสไฟฟ้า

จากการตรวจสอบอาคารดังกล่าวพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น มีสภาพร้าง ไม่มีผู้อยู่อาศัย เมื่อเข้าไปตรวจสอบบริเวณชั้น 3 พบเครื่องขุดบิทคอยน์ และมีการอำพรางเสียงจากพัดลมระบายความร้อนของเครื่องขุด ด้วยการบุผนังเก็บเสียง ซ่อนสายไฟอย่างแนบเนียน มีเสียงคล้ายกับเสียงพัดลมระบายอากาศทำงานอยู่ตลอดเวลา ทางด้านเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีการลักลอบดัดแปลงวงจรไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าโดยไม่ผ่านมิเตอร์ไฟฟ้า และมีการใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องแบบผิดปกติเพื่อขุดเหมืองเงินดิจิทัล สร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่าหลายล้านบาท

โดยของกลางที่ตรวจยึดได้มีดังนี้

  • เครื่องขุดบิทคอยน์: ยี่ห้อ ANTMINER รุ่น L7 จำนวน 9 เครื่อง และยี่ห้อ AvalonMiner จำนวน 1 เครื่อง (รวม 10 เครื่อง)
  • อุปกรณ์เครือข่าย: กล่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต AIS (หมายเลข 8804969893), กล่องขยายสัญญาณ TP-link และ HBC อย่างละ 1 เครื่อง พร้อมสาย LAN รวม 13 เส้น
  • อุปกรณ์ไฟฟ้าดัดแปลง: ตู้เมนสวิตช์ไฟฟ้า 1 ตู้, รางสายไฟควบคุมเบรกเกอร์ 3 ราง, สายไฟ VCT, เบรกเกอร์ HACO, มิเตอร์ไฟฟ้า 3 เฟส และสายไฟ THW ขนาด 35 ตร.มม.
  • เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ. คลอง หลวง จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษต่อไป

โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ยังได้กล่าวอีกว่า การดัดแปลงมิเตอร์หรือแอบต่อไฟตรงเพื่อนำมาใช้ขุดเหมืองดิจิทัล ถือเป็นความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งย้อนหลังให้แก่การไฟฟ้าฯ อีกเป็นจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ การดัดแปลงระบบไฟฟ้าโดยไม่มีวิศวกรควบคุม และมีการใช้กระแสไฟฟ้าเกินขนาดอย่างต่อเนื่องในตึกร้าง มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดอุบัติเหตุ ไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและ ทรัพย์สินของท่านประชาชนในละแวกใกล้เคียง

ทางด้านพลตำรวจตรีภัคพงศ์ สายอุบล ในฐานะรองโฆษกตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่าหากผู้ใดพบการกระทำผิดหรือต้องการแจ้งเบาะแสความกระทำความผิด ในเรื่อง ดังกล่าว หรือเรื่องอื่นๆในเขตพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถแจ้งเบาะแสและเข้าจับกุม ได้ที่หมายเลขสายด่วน 191 ทุกพื้นที่สถานีตำรวจ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


พล.ต.ต.ไพโรจน์ฯ รอง ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม สภ.เมืองสระบุรี และเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

วันนี้ (8 ก.ค.69) เวลา 12.00 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.เมืองสระบุรี พบ พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรสีระเดชาชัย ผกก.สภ.เมืองสระบุรีข้าราชการตำรวจสังกัด สภ.เมืองสระบุรี จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มอบสิ่งของ, เงินผดุงเกียรติ และร่วมถ่ายภาพเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
สั่งการให้ดูแลสวัสดิการ, ถอดบทเรียน และได้กำชับการปฏิบัติตามข้อสั่งการ นายกรัฐมนตรี, ผบ.ตร., ผบช.ภ.1 รวมถึงให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยกริยาวาจาสุภาพ ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย และได้ให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจสังกัด ภ.จว.สระบุรี


พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญเครือข่ายโกดังสิงห์บุรี

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า

วันที่ 8 ก.ค. 69 เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต. สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร.ช่วยราชการ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, ปปส.ภ.1, กรมการปกครอง, ทหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญเครือข่ายโกดังสิงห์บุรี จับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย และ ผู้ต้องหาหลบหนีอีกจำนวน 1 ราย พร้อมของกลาง คือ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 8,000,000 เม็ด, โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 2 เครื่อง

ในการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 240,000,000 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่ เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป ณ ภ.จว. สิงห์บุรี

ฝอ.5 บก.อก.ภ.1


พล.ต.ต.สมพลฯ ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ร่วมกิจกรรมเปิด Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด

วันนี้ 3 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.30 น. พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.นรากร บุญครอบ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.ชูชาติ โสภา รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาทพ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รอง ผบก.ภ.จว.อ่างทอง ช่วยราชการ ภ.จว.ชัยนาทหน.สภ.ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทและข้าราชการในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทร่วมกิจกรรมเปิด Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด

สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายสำคัญ และข้อสั่งการในการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง โดยมีเป้าหมาย “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล” ซึ่งกระทรวงมหาด ไทย โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกระทรวงมหาดไทย จึงได้จัดทำยุทธการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระยะเร่งด่วน 90 วัน โดยเริ่มดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569 ประกอบด้วย 3 ปฏิบัติการย่อย ได้แก่ 1 ปฏิบัติการ 90 วัน สร้างภูมิคุ้มกัน ปลอดภัยยาเสพติด (มิติด้านการป้องกัน) การสร้างรั้วป้องกันในภาคสังคม ชุมชน โรงเรียน และครอบครัว ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งผ่านกลไกชุมชนเข้มแข็งและกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2) ปฏิบัติการ 90 วัน ผนึกกำลัง พิฆาตภัยยาเสพติด

(มิติด้านการปราบปราม) การสกัดกั้นยาเสพติดจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่ตอนในของประเทศ รวมถึงการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เด็ดขาด และ 3 ปฏิบัติการ 90 วัน รวมพลังรักศรัทธา 1 ศูนย์บำบัด ยาเสพติด (มิติด้านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด) โดยใช้อำเภอเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขปัญหา
เพื่อคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน

สำหรับการจัดกิจกรรมเปิด Operation 90 Days ผ่าแผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด
มีวัตถุประสงค์เพื่อปล่อยแถวชุดปฏิบัติการร่วมของฝ่ายปกครอง ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท กอ.รมน.จังหวัดชัยนาท สาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประสานพลังเพื่อแสดงออกถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการกวาดล้าง
ยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากพื้นที่จังหวัดชัยนาท ต่อไป

โดยมี นาย ภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธาน, นายวิทยา ชพานนท์รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท, พ.อ.อริชัย กุลวิมลประทีป รอง ผอ.รมน.จังหวัด ช.น.(ท.) นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร สาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 700 คน ร่วมในพิธีดังกล่าว ณ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ฯ หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท

ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท


พล.ต.ต.ภูมินทร์ฯ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ

วันนี้ (4 ก.ค.69) เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ. นพดล ช่างเรือน รอง ผบก.ฯ ช่วยราชการ ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย
ผกก.สภ.บางพลี, พ.ต.ท.เถลิงเกียรติ มณีอินทร์ รอง ผกก.ป.สภ.บางพลี ร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่ พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 47 รูป และบวชชีพราหมณ์ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธานในพิธีฯ ณ วัดศรีรัตนธรรมาราม ต.บางโฉลง อ.บางพลี จว.สมุทรปราการ

#ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ


พล.ต.ต.ไพโรจน์ฯ รอง ผบช.ภ.1 เป็นประธานประชุมการระดมกวาดล้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบ

วันนี้ (1 ก.ค.2569) เวลา 13.30 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ภ.1 เป็นประธานประชุมขับเคลื่อนการปฏิบัติ การระดมกวาดล้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ ห้องประชุม สง.รอง ผบช.ภ.1 โดยมี พล.ต.ต.ยรรยง สันติปรีชาวัฒน์ ผบก.ภ.จว.ลพบุรี ผ่านระบบ Video conference, พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ. จว.อ่างทอง Video conference, พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี ผ่านระบบ Video conference, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1, รอง ผบก.ภ.จว.ในสังกัด ภ.1 (รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม) ผ่านระบบ Video conference, ผกก./หน.สภ.ในสังกัด ภ.1 ผ่านระบบ Video conference, เจ้าหน้าที่ ฝอ.1,2,3,5 เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทางด้าน พล.ตต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวเพิ่มเติมว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นภัยอันตรายต่อประชาชน และสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นการทำลายอนาคตของประเทศชาติซึ่งเยาวชนจะเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องทำงานและอยู่ในประเทศไทยต่อไปจึงให้ความสำคัญ การดำและปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่องโดยถือว่าเป็นนโยบายของชาติ โดย นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยหากประชาชนและผู้ใดพบเบาะแสและป้องกันแจ้งการทำความผิดเพื่อให้เข้าไปตรวจและจับกุมสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 ทุกพื้นที่ทุกโรงพัก ตลอด 24 ชั่วโมง


ตำรวจภูธรภาค 1 บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจับผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนประมาณ 6,794,000 เม็ด มูลค่ากว่า 60,000,000 บาท

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะรองโฆษก ตำรวจภูธรภาค 1 และ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ต้องการให้ช่วยประชาสัมพันธ์ นโยบายของผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.00 น. นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี,
พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.อ.วีระชัย ผองแก้ว รองผอ.รมน.สระบุรี,
นางสาวศศิรัศมิ์ นามวงษ์ ผอ.บก.ปปส.ภ.1, พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี
พ.ต.อ.สุริยะ สุดกังวาล รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี
พ.ต.อ.ประกร นามศรี ผกก.สภ.แก่งคอย, พ.ต.อ.สุทธิชัย ศรีอ่อน ผกก.(สอบสวน)ฯ, นายจิรัญชัย อาทิตย์นพชัย, นายอำเภอแก่งคอยและหน่วยงานเกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 2,000,000เม็ด ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

โดยพฤติการณ์ในการจับกุม ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล และ นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ ตำรวจภูธรภาค 1 บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับ จนท.หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ขกท. ศปก.นสศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ ปปส. ภาค 1

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 3 คน พร้อมของกลางยาบ้าจำนวนประมาณ 6,794,000 เม็ด และนำผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.บช.ปส. นั้น จากการขยายผลการจับกุมทำให้ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวเคยรับยาเสพติดกับกลุ่มทีมลำเลียงยาเสพพติดจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทีมลำเลียงดังกล่าวจะประกอบไปด้วยหญิงชาวไทยจำนวน 2 คน ทำหน้าที่ขับรถลำเลียงยาเสพติด และนั่งโดยสารมาภายในรถฯ เพื่อตั้งพิกัดการเดินทางและช่วยตรวจสอบด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจะใช้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียนหมายเลข กท 1732 ยโสธร เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจ และจนท.ทหาร ขกท.ศปก.นสศ. จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และได้สืบสวน ติดตามพฤติกรรมกลุ่มดังกล่าวอยู่โดยตลอด

จนกระทั่งช่วงดึกของวันที่ 29 ต่อเนื่อง 30 มิถุนายน 2569 พบรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียนหมายเลข กท 1732 ยโสธร แล่นมาตามถนนสีคิ้ว-อุบลราชธานี และเลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ มุ่งหน้า จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่จึงได้สะกดรอยติดตามไป และพบว่ารถยนต์ฯ คันดังล่าวมีน้ำหนักมากเหมือนบรรทุกสิ่งของมีน้ำหนัก จึงประสานหน่วยร่วมปฏิบัติ โดยได้ให้ จนท.ตร.แก่งคอย ภ.จว.สระบุรี ตั้งจุดสกัดบริเวณถนนหลวงหมายเลข 2 (ขาเข้า กทม.) หน้าตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อปิดกั้นทางเดินรถและสามารถจับกุมนางปุญญิศาหรือปู และ น.ส.นภัสนันทร์หรือแปป ได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวน 20 แพ็ค (ประมาณ 2,000,000 เม็ด) ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในช่องเก็บของหลังรถ ภายในรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ฯ

เหตุเกิดบริเวณริมถนนมิตรภาพ หน้าตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี กม.22+500 ต.ทับกวาง อ. แก่งคอย จ.สระบุรี​ในการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 60,000,000 บาท

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

เหตุเกิดจากความรัก !! สาวหม่องไม่ทน โร่แจ้ง ตม.สมุทรสาคร บุกรวบแฟนหนุ่มค้ายาและเล่นยาจนหลอน

เหตุเกิดจากความรัก !! สาวหม่องไม่ทน โร่แจ้ง ตม.สมุทรสาคร บุกรวบแฟนหนุ่มค้ายาและเล่นยาจนหลอน

วันนี้ (1 ก.ค. 2569) เวลา 12.00 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สมุทรสาคร เร่งตรวจสอบกรณีได้รับเบาะแสจากประชาชนว่า ชายสัญชาติเมียนมารายหนึ่งมีพฤติการณ์สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน มีลักษณะข่มขู่ ใช้ความรุนแรง และทำร้ายร่างกายผู้อื่น รวมถึงบุคคลในครอบ ครัว จนสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณกุล, พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร และ พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3 โดยมี พ.ต.อ.สุเมธ เจนวงศ์พิทักษ์ ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร พร้อมด้วย พ.ต.ท.เศรษฐพงศ์ ชูเมือง รอง ผกก.ฯ และ พ.ต.ท.จิรายุ เชิดฉาย สว.ฯ ควบคุมการปฏิบัติ

สืบเนื่องจากชุดสืบสวน ได้รับเรื่องเบาะแสผ่านช่องทางออนไลน์จากความเดือดร้อนและเหตุต้องสงสัยเกี่ยวกับคนต่างด้าว ว่ามีชายสัญชาติเมียนมารายหนึ่งมีพฤติการณ์สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน มีลักษณะข่มขู่ ใช้ความรุนแรง และทำร้ายร่างกายผู้อื่น รวมถึงบุคคลในครอบครัว จนสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ นำไปสู่การตรวจค้น บริเวณห้องพัก ใน ต.ท่าทราย อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร และได้จับกุมตัวนายลิน อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมของกลางที่ตรวจยึด ยาบ้าเม็ดกลมแบน สีส้ม ประทับอักษร “WY” รวม 100 เม็ด

เจ้าหน้าที่ได้ แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิผู้ต้องหาตามกฎหมายครบถ้วน ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 กล่าวว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับองค์กรตำรวจระหว่างประเทศในการติดตามบุคคลตามหมายจับ และ เข้มงวดจับกุมคนต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง


ตม.จว.ชลบุรี จุดพัทยาลงพื้นที่ตรวจสอบคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย

วันที่ 27 มิ.ย.69 เวลา 19.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.ชลบุรี จุดพัทยา ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี, พ.ต.ท.กวิณวัชร์ อารยะสุริวงศ์ รอง ผกก.ตม.จว.ชลบุรี, ว่าที่ พ.ตท.กิตติภัทร หงษ์ชูเวช สว.ตม.จว.ชลบุรี นำโดย ร.ต.อ.วิรัช ปัฎธรรมวงศ์, ร.ต.อ.หญิง จิตติญา พิพิธกุล, ร.ต.อ.ปราโมทย์ เฟื่องฟุ้ง รอง สว. ตม.จว.ชลบุรี พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวน ตม.จว.ชลบุรี ว.4 ตรวจสอบสื่อโซเชียลรายงานคนต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย สถานที่ 1.ร้านวีไอพี บาร์เบอร์ ช้อป เลขที่ 247/66 ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี, 2.ร้าน Smart Cuz ซอยเย็นสบาย ร้าน Smart Cuz ซอยเย็นสบาย ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

ผลการตรวจสอบจับกุมคนต่างด้าว จำนวน 2 ราย

  1. MR.ZUHEYIR RIDVANOGULLARI อายุ 47 ปี สัญชาติตุรกี ในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ตามมาตรา 8 พรก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560
  2. MR.ROHIT ASLAM อายุ 25 ปี สัญชาติปากีสถาน ในความผิดฐาน เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ตาม ม.8 พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร

โดยการอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 3 วัน บันทึกจับกุมนำส่ง สภ.เมืองพัทยา ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ตม.จว.ชลบุรี