เกษตรกรบ้านกระทุ่นเขาจ้าวปราณบุรี โอดครวญ !! ช้างป่าบุกทำลายทรัพย์สินพืชไร่เสียหาย ลงทุนแล้วแทบไม่เหลือผลผลิตให้ขาย

เกษตรกรบ้านกระทุ่นเขาจ้าวปราณบุรี โอดครวญ !! ช้างป่าบุกทำลายทรัพย์สินพืชไร่เสียหาย ลงทุนแล้วแทบไม่เหลือผลผลิตให้ขาย

วันที่ 21 เมษายน 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีชาวบ้านเกษตรกรบ้านกระทุ่น หมู่ 5 ตำบลเขาจ้าว อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งภาพถ่ายร้องทุกข์กับสื่อมวลชนมาว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกช้างป่าจำนวนหลายเชือกบุกเข้ามาทำลายทรัพย์สินและพืชไร่ทางการเกษตรที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ทำให้ขาดทุนแทบหมดตัว และต้องอพยพหนีตายมาขออาศัยบ้านลูกสาวนอนพักในเมืองแทน ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเรื้อรังมานานและได้ร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้างว่าจะช่วยชดเชยเยียวยาค่าเสียหายเป็นจำนวน 8,000 บาท ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อย่างใด ซึ่งอยากให้หน่วยงานเข้ามาดูแลช่วยผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ไปดีกว่า เนื่องจากเงินที่ช่วยเหลือเยียวยาไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่ลงทุนไปแล้วนับกว่าแสนบาท

นางเจริญ อายุ 76 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32 ม.5 บ้านกระทุ่น ต.เขาจ้าว อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรี ขันธ์ เปิดเผยว่า ตนมีอาชีพทำไร่ปลูกกล้วย มะละกอ และปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันและที่ผ่านมามีปัญหาช้างป่าเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง จนได้รับความเสียหายจำนวนมาก พอจะได้เก็บผลผลิตขาย ก็โดนช้างทำลายเสียหายต่อเนื่อง ลงทุนปลูกปาล์มไว้ 300 กว่าต้นก็ไม่เหลือ ปลูกกล้วยพอจะตัดขายได้ก็โดนชักไส้ เหวี่ยงทิ้ง แถมยังทำลายสิ่งของอุปกรณ์ทำการเกษตร เช่น ถังน้ำสำหรับฉีดยาใส่ปุ๋ยก็โดนช้างใช้งานแทงจนทะลุแล้วถูกเหวี่ยงทิ้งเข้าไปในป่า จากนั้นเดินวนไปเวียนมาอยู่บริเวณรอบบ้านพัก จนไม่กล้านอนพักอาศัยอยู่ในบ้านเพื่อเฝ้าไร่ ต้องไปอาศัยนอนอยู่กับลูกสาวที่ในตัวเมืองอำเภอปราณบุรีแทน โดยช่วงกลางวันจะเข้าไปดูแลไร่สวน พอตกช่วงเย็นก็ต้องรีบกลับออกจากไร่ไปอยู่บ้านลูกสาวในเมืองแทน เนื่องจากพอเริ่มมืดช้างก็จะออกมาทำลายไร่สวนจนเสียหายทุกคืน โดยฝูงช้างดังกล่าวมี 4-5 เชือก และเมื่อหลังจากช้างกลับออกจากพื้นที่สวนไปแล้วก็จะทิ้งคราบร่องรอยความเสียหายไว้ให้ดูด้วยความปวดใจจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน กล้วย มะละกอ แถมยังทิ้งรอยเท้า และมูล(ขี้ช้าง)ไว้ให้ดูต่างหน้า

ที่ผ่านมาเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และก็ได้มีการลงพื้นที่มาตรวจสอบความเสียหายพร้อมกับช่วยผลักดันช้างป่าออกไป แต่ก็ไม่ได้ผล พอเจ้าหน้าที่กลับออกไปช้างก็กลับเข้ามาในพื้นที่เหมือนเดิม โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะช่วยเยียวยาค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 8,000 บาท ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับ โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้จ้างคนมาเฝ้าไร่แทน ซึ่งถ้าหากจ้างคนมาเฝ้าจะคุ้มค่ากับราคาผลผลิตที่ขายได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการทำการเกษตรก็สูงอยู่แล้ว แต่เวลาขายผลผลิตกลับได้ราคาถูก และคนที่จะจ้างมาเฝ้าไร่ก็หายาก เพราะทุกคนส่วนใหญ่ก็กลัวถูกช้างทำร้ายเช่นกัน


นครินทร์ รายงาน

คึกคัก !! นักปั่นทั่วสารทิศร่วมแข่งขันจักรยานแรลลี่ส่งเสริมสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจ

จังหวัดลพบุรี – นักปั่นจักรยานทั่วสารทิศกว่า 1,000 คัน ร่วมการแข่งขันจักรยานแรลลี่ Bike Rally-Tour of Lopburi 2025 ณ ป่าจำปีสิรินธร ส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยกีฬา ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี จัดการแข่งขันจักรยานแรลลี่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว Bike Rally-Tour of Lopburi 2025 ณ ป่าจำปี สิรินธร ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวีดลพบุรี โดยมีว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานปล่อยตัวนักกีฬาจักรยานแรลลี ร่วมกับนายมหิทธร สุรบุญจรัส ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี และนายประดิษฐ หนูคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา ประกอบด้วยจักรยานแรลลีรุ่นโอเพ่น ชาย – หญิง รุ่นหญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป และชายทุกรุ่นอายุ ระยะทาง 80 กิโลเมตร และรุ่นแรลลี 40 กิโลเมตร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแข่งขันระดับอายุตั้งแต่ 35 – 80 ปี เข้าแข่งขันจำนวนมากกว่า 1,000 คน

สำหรับเส้นทางการปั่นจักรยานแข่งขัน ระยะทาง 80 กิโลเมตร ปล่อยตัวและเข้าเส้นชัยจุดเดียวกัน ณ บริเวณป่าจำปีสิรินธร ใช้เส้นทางจากป่าจำปีสิรินธร เข้าสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข 4041 ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา มุ่งหน้าทางหลวงหมายเลข 2256 ผ่านเขาสมโภชน์ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาสมโภชน์ ผ่านทางหลวงหมายเลข 2247 ผ่านทางหลวงหมายเลข 2243 ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลหัวลำ โรงเรียน บ้านหนองจาน วัดซับลำใยสามัคคีธรรม และกลับเข้าสู่ป่าจำปีสิรินธร ในส่วนการปั่นจักรยานท่องเที่ยว ระยะทาง 40 กิโลเมตร ปล่อยตัวและเข้าเส้นชัยจุดเดียวกันบริเวณป่าจำปีสิรินธร ใช้เส้นทางจากป่าจำปีสิรินธร เข้าสู่ทางหลวงชนบทหมายเลข 4041 ผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปา มุ่งหน้าทางหลวงชนบทหมายเลข 4067 ผ่านโรงเรียนบ้านเขาสมโภชน์ วัดเขาสมโภชน์ เขาสมโภชน์ มุ่งหน้าผ่านทางหลวงหมายเลข 2357 ผ่านโรงเรียนบ้านซับเค้าแมว วัดซับเค้าแมว และผ่านทางหลวงหมายเลข 2256 ผ่านโรงเรียนทรัพย์ราษฎร์บำรุง ผ่านเมืองโบราณซับจำปา และตรงกลับเข้าสู่ป่าจำปีสิรินธร สู่พิธีรับมอบถ้วยรางวัลพร้อมเงินสดผู้ชนะเลิศแต่ละรุ่นจากประธานในพิธีและคณะจัดการแข่งขัน

สำหรับกิจกรรมแข่งขันจักรยานแรลลี่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ ป่าจำปีสีรินธร อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ในครั้งนี้เป็นกิจกรรมแข่งขันจักรยานแรลลี่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โครงการสร้างความเชื่อมั่นด้านภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดลพบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรีกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดลพบุรี ส่งเสริมกิจกรรมสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยกิจกรรมกีฬา เป็นการยกระดับให้จังหวัดลพบุรีมีขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) อย่างมีคุณภาพ

“ป่าจำปีสิรินธร” อยู่ในพื้นที่หมู่ 1 และ 7 ตำบลซับจำปา อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ทั้งสิ้น 96 ไร่ 3 งาน อยู่บริเวณทิศใต้ของเมืองโบราณซับจำปา เป็นป่าพรุน้ำจืด มีน้ำท่วมขังและน้ำซับตลอด ทั้งปี เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาพันธุ์ไม้ในป่าอันโดดเด่น คือ “จำปีสิรินธร” ค้นพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 โดยต้นจำปีสิรินธร จะออกดอกในช่วงเดือน มิ.ย.ก.ค. และจะออกดอกเดี๋ยวอยู่ที่ซอกใบใกล้ปลายยอด โดยดอกจะตูมเป็นรูปกระสวยกาบหุ้มดอกมี 1 แผ่น สีเขียวอ่อน และมีขนอ่อนๆ คลุมอยู่ กาบของดอกจะฉีกออก และหลุดไปเมื่อกลีบดอกเริ่มแย้มบานส่วนก้านดอกมีความยาว 1.8 เซนติเมตร จัดเป็นพันธุ์ไม้ที่มีความเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ที่สุดในหมู่ไม้ดอกที่มีอยู่ ในยุคปัจจุบัน มีวิวัฒนาการปรับตัวต่ำที่สุด จึงเป็นพรรณไม้ที่มีโอกาสสูญพันธุ์ในสภาพธรรมชาติได้มากที่สุดอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงเปิด “งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1446”

วันนี้ (๑๘ เมษายน ๒๕๖๘) เวลา ๑๖.๓๒ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปทรงเปิด “งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๖” พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ณ ที่นั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี, นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทย, นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ในฐานะประธานอำนวยการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฯ, พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ประธานจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน ฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิศรุต เลาะวิถี ประธานฝ่ายหนังสืออนุสรณ์ และนางสาวปรินดา ปาลาเร่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตร และหนังสืออนุสรณ์งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสร็จแล้ว นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย ต่อจากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายประเสริฐ ยามัน ผู้ชนะเลิศการทดสอบกอรีในงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฯ อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน นายมานิต ทองแสง ผู้แทนคณะกรรมการจัดงาน ฯ แปลความหมายเป็นภาษาไทย จากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กราบบังคมทูลชีวประวัติของบรมศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) โดยสังเขป

เสร็จแล้ว ประธานจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๖ พุทธศักราช ๒๕๖๘ ต่อจากนั้น รองศาสตราจารย์ปกรณ์ ปรียากร เลขานุการคณะกรรมการจัดงาน ฯ กราบบังคมทูลเบิกผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันทดสอบกอรี ประเภททั่วไปชาย และประเภททั่วไปหญิง ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช ๑๔๔๐ พุทธศักราช ๒๕๖๒ และผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศการประชันเสียงนกเขาชวา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานถ้วยรางวัล และกราบบังคมทูลเบิกผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน ฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานโล่เกียรติคุณ

ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฯ เสร็จแล้ว นายประสาน ศรีเจริญ ประธานฝ่ายพิธีการศาสนา อ่านบทร้อยแก้ววันประสูติองค์พระศาสดา ต่อจากนั้น จุฬาราชมนตรี นำกล่าวดุอาอ์ ถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทศมราชา มหาวชิราลงกรณ” ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในด้านต่าง ๆ กับทอดพระเนตรนิทรรศการ “ฮาลาล คุณูปการของ นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ประจักษ์ชัดในเศรษฐกิจและสังคมในโลกทุกวันนี้” เพื่อเผยแพร่พัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมกิจการฮาลาลของประเทศไทย ในการนี้ ทอดพระเนตรกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมอิสลามที่เกี่ยว ข้องกับวิถีชีวิตมุสลิม ที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย และการจัดงานแสดงสินค้าฮาลาลจากผู้ประกอบการมุสลิม เป็นต้น

เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะกรรมการจัดงาน ฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายของที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นงานฉลองที่สำคัญของชาวไทยมุสลิม ซึ่งมีการจัดงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีฮิจเราะห์ศักราช ๑๓๘๕ พุทธศักราช ๒๕๐๔ สำหรับในปีนี้เป็นการจัดงาน ฯ ครั้งที่ ๕๘ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวไทยมุสลิมทั้งประเทศ ผ่านองค์กรศาสนาอิสลาม เพื่อเชิดชูคุณธรรมคำสอนของบรมศาสดามุฮัมหมัด โดยมุ่งมั่นและให้มีความตระหนักในการปฏิบัติตามหลักธรรมและประพฤติตนตามแบบอย่างของบรมศาสดามุฮัมหมัดมาเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความรักและความสงบสุขแห่งมวลประชาชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะองค์อัครศาสนูปถัมภก ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ และทรงให้การสนับสนุนในการจัดงานมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ จนถึงปี ๒๕๕๙ นับเป็นพระมหากรุณาต่อชาวไทยมุสลิมอย่างล้นพ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญและทรงสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทรงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมศาสนาอิสลามและสังคมมุสลิมในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทรงให้การอุปถัมภ์กิจการของศาสนาอิสลามด้วยพระราชหฤทัยที่ทรงเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความสำคัญของศาสนา นอกจากนี้ ได้พระราชทานพระมหากรุณาในการเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ พระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล แก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น และ พระราชทานรางวัลแก่ผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ เป็นประจำทุกปี รวมทั้งได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวไทยมุสลิม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเหล่านี้ จึงเป็นโครงการที่อำนวยประโยชน์แก่ชาวไทยมุสลิมเป็นอย่างยิ่ง กับพระราชทานทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ในโครงการกองทุนการศึกษา การพระราชทานพระมหากรุณาต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความจงรักภักดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และชาวไทยมุสลิม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสู่ความสามัคคีและปรองดองกันอย่างแท้จริง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมุสลิมเป็นล้นพ้น

#ทรงพระเจริญ#สืบสานรักษาต่อยอด#งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย


พระลาน

ศอ.จอส.ภัยพิบัติภาค 3 ติดตามสถานการณ์วาตภัยและพายุฝนในพื้นที่จังหวัดลำปาง

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติภาค 3 ติดตามสถานการณ์วาตภัยและพายุฝนในพื้นที่จังหวัดลำปาง

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติภาค 3 ติดตามสถานการณ์วาตภัยและพายุฝนในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดย จังหวัดลำปาง รายงาสถานการณ์วาตภัย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 เวลา 18.30 น. เกิดฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงในพื้นที่ ส่งผลกระทบในพื้นที่หมู่ที่ 2 ,3,4,5,6,7,10 ตำบลบ้านสา อำเภอแจ้ห่มจ.ลำปาง มีประชาชนได้รับความเสียหาย 83 ครัวเรือน หลังคาบ้านถูกพายุพัด (ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีผู้เสียชีวิต)

สำหรับ การดำเนินการและการให้ความช่วยเหลือ นายอำเภอแจ้ห่ม เทศบาลตำบลบ้านสากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จิตอาสา อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อาสาสมัคร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าสำรวจความเสียหาย ให้กำลังใจแก่ผู้ประสบวาตภัยและสั่งการให้ เทศบาลตำบลบ้านสา ดำเนินการให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ประสบวาตภัย แนวโน้มสถานการณ์ ปัจจุบัน สถานการณ์สิ้นสุดวันที่ 17 เมษายน 2568 เวลา 19.00 น.

ด้าน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

  • แจ้งเตือนทุกอำเภอเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อิทธิพลของมรสุมและพายุฤดูร้อน อากาศแปรปรวนในห้วงเวลานี้
  • เตรียมความพร้อม เครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ กำลังพลพร้อมให้ความช่วยเหลือทันที ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อได้รับการร้องขอ

  • เร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป

นที มีเดช รายงาน

ลำพูน รายงานสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 วันที่ 6

ลำพูน รายงานสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 วันที่ 6 เน้นย้ำ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เข้มงวดกฎหมายจราจรโดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัย

วันนี้(วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2568) เวลา 09.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติ เหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 จังหวัดลำพูน มีการประชุมสรุปผลการฯ ณ ห้องประชุม POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน โดยมีนายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการแต่ละฝ่ายและประชุมออนไลน์กับอำเภอทั้ง 8 อำเภอ

สำหรับสถิติการเกิดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 6 (16 เมษายน 2568) จังหวัดลำพูน เกิดอุบัติเหตุ จำนวน 2 ครั้ง ในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอบ้านโฮ่ง มีผู้บาดเจ็บ จำนวน 2 คน แยกเป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน พื้นที่อำเภอเมืองลำพูนและอำเภอบ้านโฮ่ง ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสะสม ตั้งแต่วันที่ 11 – 16 เมษายน 2568 จำนวน 38 ครั้ง เป็นอันดับที่ 10 ของประเทศ จำนวนครั้งในการเกิดอุบัติเหตุสะสม จำนวน 31 ครั้ง เป็นอันดับที่ 13 ของประเทศ มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 4 คน เป็นอันดับที่ 14 ของประเทศ

ด้านสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ดื่มแล้วขับและขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด รถจักรยานยนต์ เกิดอุบัติเหตุ 100% จุดเกิดเหตุ คือ ถนนทางตรงและทางโค้ง ส่วนประเภทถนน ถนนกรมทางหลวงและใน อบต./หมู่บ้าน เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ช่วงเวลาในการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ ช่วง 12.01–15.00 น. และ 18.01 – 21.00 น. คนในพื้นที่แบะนอกจังหวัด บาดเจ็บมากที่สุด ช่วงอายุที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ อายุ 15 – 19 ปี และ 50 – 59 ปี ผู้บาดเจ็บทั้งหมดมีสถานะเป็นผู้ขับขี่

รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนให้เน้นย้ำเผยแพร่ประชาสัม พันธ์ ให้ประชาชนเข้าถึงการจัดทำ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประกันภัย พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ หากได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ซึ่งเป็นความรับผิดของผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันภัย บุคคลที่ได้รับความเสียหายนั้น จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทผู้รับประกันภัยที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นให้ผู้ถูกกระทำ สำหรับผู้ขับขี่รถคันที่เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองเฉพาะค่าเสียหายเบื้องต้นตามเงื่อนไข กรมธรรม์ คือ ค่ารักษาพยาบาล กรณีบาดเจ็บ คุ้มครองไม่เกิน 30,000.- บาท กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรหรือสูญเสียอวัยวะฯ คุ้มครอง 35,000.- บาท ทั้งสองกรณีรวมกันคุ้มครองไม่เกิน 65,000.- บาท ซึ่งจะสามารถเยียวยา บรรเทา ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยสามารถทำประกันภัย พ.ร.บ. ได้ที่ บริษัทกลางฯทุกสาขาทั่วประเทศ/ ที่ตัวแทนประกันภัย/ ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส 7-11 และ ที่ธนาคารเพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ สามารถทำพ.ร.บ.ออนไลน์ได้ที่ Line @iRVP ใช้เอกสาร คือ สำเนาทะเบียนรถ และ บัตรประจำตัวประชาชน

สำหรับ ผู้ประสบอุบัติเหตุในพื้นที่อำเภอเมืองลำพูนที่อายุ 15 ปี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน แจ้งไปยังคณะกรรมการศูนย์ฯ อำเภอเมืองลำพูน ให้สอบสวนในประเด็นการละเมิดกฎหมาย ได้แก่ การไม่สวมหมวกนิรภัย การขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด ใบอนุญาตการขับขี่และการจำหน่ายสุราให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และรายงานให้ศูนย์ฯ จังหวัดทราบ

นอกจากนี้ ให้เข้มงวดในการใช้กฎหมายจราจร โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกนิรภัยยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสูญเสียในพื้นที่มากที่สุด และขอให้กำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำด่านทุกคนเนื่องจากมาถึงช่วงท้ายของการเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ช่วง 7 วัน (11 – 17 เมษายน 2568)


นที มีเดช รายงาน

มูลนิธิเจ้าพ่อกู่ช้างลำพูน จัดพิธีบวงสรวงกู่ช้าง-กู่ม้า เนื่องในงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองลำพูน 2568

มูลนิธิเจ้าพ่อกู่ช้างลำพูน จัดพิธีบวงสรวงกู่ช้าง-กู่ม้า โบราณสถานบรรจุซากช้างคู่บารมีของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย เนื่องในงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองลำพูน 2568

วันที่ 17 เมษายน 2568 ที่ โบราณสถานกู่ช้าง – กู่ม้า ในเขตเทศบาลเมืองลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธี บวงสรวงกู่ช้าง-กู่ม้า โบราณสถานบรรจุซากช้างคู่บารมีของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย เนื่องในงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองลำพูน 2568 โดยมี นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนายชวลิต สุริยจันทร์ ประธานมูลนิธิเจ้าพ่อกู่ช้างลำพูน และนายชาคร ณ ลำปาง คณะกรรมการดำเนินงานฯ ปลัดจังหวัดลำพูน นายอำเภอเมืองลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากเทศบาลเมืองลำพูน คณะศรัทธาประชาชนชาวจังหวัดลำพูนร่วมพิธี หลังจากเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงฯ มีการประกอบพิธีสืบชะตาหลวงเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ล้านนา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ร่วมงาน

สำหรับ กู่ช้าง-กู่ม้า เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่คู่กัน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอีกแห่งหนึ่งที่ชาวลำพูนให้ความเคารพนับถือ เมื่อต้องการสมหวังในสิ่งใดก็มักจะมาขอพรกันที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นทั้งโบราณสถานที่มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ตลอดจนเป็น ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนในชุมชน ด้วยความเชื่อว่าเป็นสุสานช้างศึก – ม้าศึก คู่บารมีของพระนางจามเทวี ชื่อช้าง “ปู่ก่ำงาเขียว” หมายถึง ช้างผิวสีคล้ำ งาสีเขียว ที่ทรงอานุภาพและอิทธิฤทธิ์ในศึกสงคราม

ปัจจุบัน มีรูปปั้นจำลองของช้างปู่ก่ำงาเขียว เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มาสักการะ เชื่อกันว่าหากได้ลอดท้องพระยาช้างเชือกนี้ จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา และในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี จะมีงานรดน้ำดำหัว และบวงสรวงเจ้าพ่อ เพื่อขอขมาลาโทษและขอพรให้ปกปักษ์รักษาประชาชนจากความทุกข์ทั้งปวง


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ตร. ขอบคุณตำรวจทั่วประเทศดูแลความปลอดภัยและการจราจรช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภาพรวมเป็นไปด้วยดี

ผบ.ตร.ขอบคุณตำรวจทั่วประเทศดูแลความปลอดภัยและการจราจรช่วงเทศกาลสงกรานต์ ภาพรวมเป็นไปด้วยดี อุบัติเหตุลดลงตามเป้า ฝากบ้าน 4.0 เกือบ 8,000 หลัง ปลอดภัย 100%

วันนี้ (18 เมษายน 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา ได้กำหนดมาตราการเข้มข้นให้ตำรวจทั่วประเทศปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งขอขอบคุณตำรวจทุกนายทั่วประเทศ ที่ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติหน้าที่ ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาอย่างเต็มกำลัง ทำให้ผลการปฏิบัติในภาพรวมเป็นที่น่าพอใจ

ทั้งนี้ ภาพรวมการดูแลอำนวยความสะดวกการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 11-17 เมษายน 2568 รวม 7 วัน พบว่ามีปริมาณรถออกจากกรุงเทพมหานคร จำนวน 3,380,229 คัน และปริมาณรถขาเข้ากรุงเทพมหานคร จำนวน 3,457,533 คัน สำหรับสถิติการเกิดอุบัติเหตุสะสม รวม 1,538 ครั้ง ลดลงจากปี 2567 คิดเป็น 24.78% และลดลงจากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง 25.12% , บาดเจ็บสะสม 1,495 คน ลดลงจากปี 2567 คิดเป็น 27.43% และลดลงจากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง 26.89 % , เสียชีวิตสะสม 253 ราย ลดลงจากปี 2567 คิดเป็น 11.85% และลดลงจากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง 8.33 % ถือว่าสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และการเสียชีวิต ลดลงจากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังอย่างน้อย 5%

ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักด้านความปลอดภัยทางถนน วันที่ 11-17 เมษายน 2568 รวมทั้งสิ้น 609,887 ราย โดยข้อหาสำคัญ ได้แก่ ขับรถในขณะเมาสุรา 21,299 ราย , ขับรถเร็ว 164,036 ราย , ไม่สวมหมวกนิรภัย 141,992 ราย , ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย 32,616 ราย และขับรถย้อนศร 14,538 ราย

การตั้งจุดตรวจจุดสกัด จำนวน 1,697 แห่ง แบ่งเป็น จุดตรวจกวดขันวินัยจราจรทั่วประเทศ 1,226 จุด , จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ 471 จุด จับกุมผู้กระทำผิด 137,268 ราย จำนวนรถที่เรียกตรวจ ณ จุดตรวจ รวม 658,607 คัน พบการกระทำความผิดรวม 137,268 คัน คิดเป็น 20.84%

ในส่วนของการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน และการดูแลความปลอดภัยการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สร้างความประทับใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี สำหรับโครงการ “ตำรวจร่วมใจ ยกระดับความปลอดภัยบ้านประชาชน” หรือ ฝากบ้าน 4.0 มีพี่น้องประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการ 7,931 หลัง ส่งคืนไปแล้ว 5,988 หลัง คงเหลือ 1,943 หลัง โดยทุกหลังมีความปลอดภัย 100%

ผบ.ตร.กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ที่ประสบความสำเร็จด้วยดีในครั้งนี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากใครคนใดคนหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นเพราะข้าราชการตำรวจทุกคนช่วยกันทำหน้าที่ของตน ด้วยความทุ่มเท เสียสละ อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงขอขอบคุณและให้กำลังใจตำรวจทุกนาย พร้อมขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า ตำรวจจะดูแลประชาชนทุกคนทุกโอกาสอย่างเต็มที่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ฝ่าทุกนาทีวิกฤต รับช่วงต่อ นำ 2 หัวใจ จากอุดรธานี และสงขลา ที่เหินฟ้าฝ่าสายฝน ส่งต่อลมหายใจเข้ากรุงเทพมหานคร

ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ฝ่าทุกนาทีวิกฤต รับช่วงต่อ นำ 2 หัวใจ จากอุดรธานี และสงขลา ที่เหินฟ้าฝ่าสายฝน ส่งต่อลมหายใจเข้ากรุงเทพมหานคร

วันที่ 19 เมษายน 2568 พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชมเชย พ.ต.อ.จิรกฤต จารุนภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.50 น.ได้นำทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนนำส่งหัวใจดวงที่ 123 และ 124 จากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ภายในระยะเวลาติดกันอย่างเฉียดฉิว ซึ่งถือเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความกดดัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทางที่ต้องประสานงานอย่างแม่นยำ ในการส่งต่อชีวิตให้กับผู้รอคอยหัวใจ 2 ดวงนี้ได้มีชีวิตใหม่กับหัวใจที่แข็งแรง

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์จราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อส่งต่ออวัยวะช่วยชีวิต ยังคงเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริยึดถือและดำเนินการมาโดยตลอด และต้องชมเชยตำรวจจราจร สภ.เมืองอุดรธานี,ตำรวจจราจร สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา,นักบิน และผู้ที่เกี่ยว ข้องทุกคน ที่ช่วยในภารกิจนี้ และอำนวยความสะดวกจราจรลำเลียงหัวใจจากโรงพยาบาลต้นทางนำส่งถึงสนามบินด้วยความรวดเร็วด้วยเช่นกัน

สำหรับหัวใจดวงที่ 123 ได้รับแจ้งจากสภากาชาดไทยขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริสนับสนุนการนำส่งหัวใจจากจังหวัดอุดรธานี โดยใช้ “นางฟ้าส่งหัวใจ” คุณอรวิภา นกนทีสวัสดิ์ นางสาวไทย2552 รับหน้าที่นักบินอาสานำหัวใจดวงนี้ส่งมาทางเครื่องบินส่วนตัวลงจอดที่ฝูงบิน 604 กองบิน 6 ดอนเมือง ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้การเดินทางล่าช้า ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงถึงที่หมาย และเมื่อคำนวณเวลาเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งมีระยะทางไกลและการจราจรหนาแน่น ทีมแพทย์ระบุว่ามีเวลานำส่งเพียง 30 นาทีเท่านั้น ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริจึงเร่งเตรียมกำลังพร้อมอำนวยการจราจรทันทีที่หัวใจเดินทางถึง

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งภารกิจด่วนอีกภารกิจหนึ่ง คือการนำส่งหัวใจดวงที่ 124 ซึ่งจะเดินทางจากโรงพยาบาลหาดใหญ่มายังกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 473 ไมล์ โดยใช้เครื่องบินส่วนตัวเช่นกัน ใช้เวลาทำการบิน 2 ชั่วโมง จะลงจอดที่อาคารผู้โดยสาร MJets สนามบินดอนเมือง โดยมีกำหนดการห่างจากหัวใจดวงแรกเพียง 15 นาที และจะต้องนำส่งไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ด้วยสถานการณ์ที่หัวใจทั้งสองดวงมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกันและต้องส่งไปยังคนละโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริจึงวางแผนแบ่งกำลังออกเป็นสองขบวน นำโดยหน่วยจักรยานยนต์เคลื่อนที่เร็ว พร้อมวางแผนเส้นทางล่วงหน้า และรับการสนับสนุนจากตำรวจจราจรในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถนำส่งหัวใจดวงที่ 123 ถึงโรงพยาบาลศิริราชภายในเวลา 23 นาที (เหลือเวลาให้ทีมแพทย์วิ่งสุดชีวิตนำหัวใจลงจากรถวิ่งตรงไปยังห้องผ่าตัดเพียง 7 นาที เท่านั้น) และหัวใจดวงที่ 124 ถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ภายในเวลาเพียง 11 นาที ทั้งสองภารกิจสำเร็จลุล่วงทันเวลาให้แพทย์สามารถดำเนินการปลูกถ่ายได้ทันที

นอกจากนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่พร้อมเสี่ยงชีวิตเพื่อเปิดเส้นทางให้ลมหายใจของผู้อื่นได้เดินทางต่อ พร้อมกันนี้ขอขอบคุณผู้บริจาคอวัยวะทุกท่าน ที่เสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์แม้ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน และขอชื่นชมความทุ่มเทของทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ที่สามารถวางแผนและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ความกดดันสูง หัวใจทั้ง 123 และ 124 ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์แห่งชีวิตใหม่ แต่คือภาพแทนของความเสียสละ ความร่วมมือ และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของทุกคนที่มีส่วนในภารกิจครั้งนี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สร้างอาชีพ สร้างชีวิต มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี แม่เลี้ยงเดี่ยวหรือด้อยโอกาส ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สร้างอาชีพ สร้างชีวิต มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี แม่เลี้ยงเดี่ยวหรือด้อยโอกาส ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการด้อยโอกาส มอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการประชาชนฟรี

วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ, นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการฯ, นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ, นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนฯ นำทีมลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่สตรีที่มีรายได้น้อยมีภาระหน้าที่ดูแลคนในครอบครัว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือด้อยโอกาสทางสังคม มีความรู้ความสามารถ แต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ จำนวน 6 ราย พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการด้อยโอกาส จำนวน 10 ราย และมอบจักรยาน แก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จำนวน 2 โรงเรียน รวมจำนวน 20 คัน พร้อมกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวชลบุรีในครั้งนี้ทั้งสิ้น 184,072 บาท (หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นแปดพันห้าร้อยยี่สิบบาทถ้วน)

พร้อมกันนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้นำทีมหน่วยแพทย์ฯ ลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น ฯลฯ โดยมี นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายนัธทวัฒน์ ธนโชติชัยพัชร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยเราได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ชลบุรี, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, นครราชสีมา, ศรีสะเกษ, ขอนแก่น, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย และพิษณุโลก

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ด้วยระบบเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์ เชื่อมโยงเครือข่ายโลก

สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ด้วยระบบเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์ เชื่อมโยงเครือข่ายโลก

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รรท. เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตามนโยบายของท่านศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ที่ท่านมุ่งสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านความมั่นคงความปลอดภัย และนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ให้เกิดกับประเทศชาติและ ประชา ชน ซึ่งสนง.ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง (อว.) ได้นำนโยบายมาขับเคลื่อน ด้วยการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ด้วยระบบเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์ เชื่อมโยงเครือข่ายโลก เนื่องจากการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ทั่วโลกและในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านพลังงาน การแพทย์ การวิจัย อุตสาหกรรม เกษตร และอื่น ๆ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางด้านนิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงของประเทศต่างๆ ซึ่ง (ปส.) กระทรวง (อว.) ได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อคุ้มครองความปลอด ภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ผ่านการเชื่อมโยงกับระบบการเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังภัยระดับโลกที่มีสถานีเฝ้าตรวจการทดลองนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูง จำนวน 321 แห่งทั่วโลก สามารถตรวจสอบและเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์ได้อย่างแม่นยำและทันสมัยในทุกสถานการณ์

นายแพทย์รุ่งเรืองฯ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทย โดย (ปส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสี มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยประสานงานหลักระดับชาติในการดำเนินการตามพันธกรณีของสนธิสัญญาห้ามทดลองนิว เคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty, CTBT) ผ่านการจัดตั้งและดำเนินงานเครือข่ายสถานีเฝ้าตรวจ 2 แห่ง ภายใต้ระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ (International Monitoring System – IMS) ได้แก่

  1. สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี อาร์เอ็น 65 (Radionuclide Monitoring Station, RN65) ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็น 1 ใน 80 สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี ที่ติดตั้งอยู่ทั่วโลก มีหน้าที่ตรวจจับอนุภาคกัมมันตรังสีในอากาศ และ ปส. มีแผนจะทำการติดตั้งระบบตรวจวัดก๊าซเฉื่อยกัมมันตรังสี (Radionuclide Noble Gas System: THX65) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลให้สถานีนี้มีศักยภาพในการตรวจวัดก๊าซเฉื่อยกัมมันตรังสีที่เกิดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ และเป็นเพียงสถานีเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพในการตรวจวัดดังกล่าว
  2. สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ พีเอส 41 (Primary Seismic Monitoring Station, PS41) ณ สถานีวัดความสั่นสะเทือน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ใน 50 สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก โดยสถานีดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มีหน้าที่ตรวจจับคลื่นแผ่นดินไหวที่อาจเป็นผลจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน

อีกทั้ง (ปส.) ยังได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Center, N171) ณ (ปส.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับ-ส่งข้อมูลจากทั้งสถานีเฝ้าตรวจในประเทศไทยและจากทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้สามารถเฝ้าระวังและตอบสนองภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ ยังติดตั้งสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีทั่วประเทศ รวม 22 สถานี แบ่งเป็นสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีในอากาศ 21 สถานี และในน้ำทะเล 1 สถานี เพื่อติดตามและตรวจวัดกระดับรังสีแกมมาในสิ่งแวดล้อม สำหรับการเฝ้าระวังภัยทางรังสีที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ตลอด 24 ชั่วโมง

ประชาชนจึงสามารถมั่นใจได้ว่า ด้วยเครือข่ายการเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสีที่ทันสมัยและครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านการเฝ้าระวังและการตอบสนองเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และสิ่งแวดล้อม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน